<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“พูนพงษ์”สั่งลุยดูแลค่าครองชีพ เกษตรกร SME เร่ง FTA ดันส่งออก สกัดนอมินี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190900</link>
<guid isPermaLink="false">7d0ad35c07d2124e648f516dfc446a56</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 16:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พูนพงษ์&rdquo;ประชุมร่วมผู้บริหารพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สั่งลุยดูแลค่าครองชีพ สินค้าเกษตร สร้างความเป็นธรรมทางการค้า สร้างโอกาสให้กับ SME ลุยเจรจา FTA ป้องกันนอมินีและสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เร่งผลักดันส่งออก ยกระดับงานบริการด้วยเทคโนโลยี แก้ไขกฎระเบียบล้าหลัง ย้ำดูแลเรื่องคนเต็มที่ ทำดีได้ดี ไม่เอาเส้นสาย วอนรัฐจัดงบให้พาณิชย์เพิ่ม เหตุมีภารกิจมาก แต่งบน้อยเกินไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับผู้บริหารทุกกรม ทูตพาณิชย์ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ โดยได้เน้นย้ำการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน ที่ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน อย่างในช่วงนี้ เกิดสถานการณ์น้ำท่วม ก็ต้องร่วมมือกับจังหวัดในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องราคาสินค้า ต้องมีราคาเหมาะสม ปริมาณเพียงพอ และต้องเตรียมการในเรื่องการดูแลค่าครองชีพหลังน้ำลด ซึ่งกำลังของบประมาณจากรัฐบาล เพื่อมาทำโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าเกษตร ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดต้องรู้ลึก รู้จริง ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะต้นน้ำ ต้องมีแผนการเพาะปลูก ส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ การดูแลทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว แผนการทำตลาดในประเทศและต่างประเทศที่ต้องทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ เพื่อป้องกันสินค้าล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ รวมทั้งต้องดูแลในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน การสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับเกษตรกร<br />
<br />
การสร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
การสร้างโอกาสให้กับ SME ได้มอบหมายให้ทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต้องทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยต้องช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า ทั้งการอบรมให้ความรู้ การผลักดันขายออนไลน์ ขายออฟไลน์ การผลักดันส่งออก เพื่อผลักดันให้ SME ที่มีขนาดเล็กไปสู่ขนาดกลาง และขนาดกลาง มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้มอบหมายให้ผลักดันการเจรจา FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง และต้องเร่งสื่อสารเรื่องการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อม นำแต้มต่อไปขยายตลาดส่งออกได้จริง และให้เตรียมการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวได้ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สานต่อเรื่องการจัดการปัญหานอมินี โดยเฉพาะกรณีคนต่างชาติที่ได้รับสัญชาติไทย แล้วไปชวนคนชาติเดียวกันมาทำธุรกิจ โดยถือหุ้น 51% ต่อ 49% ก็จะถือว่าเป็นบริษัทไทย สามารถทำธุรกิจได้ทุกอย่าง แต่ต้องตรวจสอบ เพราะมีการใช้วิธีนี้มากขึ้น และต้องดูแลสินค้าที่นำเข้ามาไม่ถูกต้อง ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศทำอยู่ ก็ต้องทำต่อและเข้มข้นมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การส่งเสริมและผลักดันการส่งออก ต้องปรับนโยบายการผลักดันใหม่ เพราะปัจจุบันการส่งออกของไทยกระจุกตัวอยู่ 2 ประเทศ คือ สหรัฐฯ และจีน แค่ 2 ประเทศนี้ก็สัดส่วน 35% ของการส่งออกทั้งหมด สิ่งที่ต้องทำ คือ รักษาตลาดเดิมเอาไว้ให้ได้ และต้องกระจายตลาดใหม่ ทั้งแอฟริกา เอเชียกลาง รวมทั้งต้องทบทวนการเปิดสำนักงานทูตพาณิชย์ในประเทศต่าง ๆ ใหม่ ขณะนี้มี 58 แห่ง ต้องลดบางประเทศ ต้องเพิ่มบางประเทศ โดยดูว่าจะโฟกัสประเทศไหน จะรุกตลาดไหน และต้องนำข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านการค้า การลงทุน มาบอกผู้ประกอบการไทย เพื่อบอกว่าโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน มีมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งต้องผลักดันสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง และผลักดันให้ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก<br />
<br />
การยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ได้มอบหมายให้ยกระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ กรมทำอยู่แล้ว แต่ขอให้พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เป็นกระทรวงดิจิทัล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะต้องเร่งแก้ไข กฎ ระเบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยต้องปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จะให้ความสำคัญเรื่องคน โดยกระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการ 3,916 คน บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างงานใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตที่เข้มแข็ง โดยการเติบโต จะใช้หลักความยุติธรรม เสมอภาค มีศักยภาพ เป็นกติกา เพื่อรักษาและสร้างกำลังใจผู้มีความรู้ ความสามารถ เลื่อนตำแหน่งด้วยความโปร่งใส ปราศจากระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าในปัจจุบัน และจะผลักดันการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้การทำงานเต็มศักยภาพ และประสิทธิภาพสูงสุด โดยปัจจุบันได้รับงบประมาณ 8,525 ล้านบาท ซึ่งหมดไปกับงบบุคลากร มีงบทำงานไม่มาก ก็อยากจะฝากผู้มีหน้าที่จัดหางบประมาณ ขอให้เพิ่มงบให้กระทรวงพาณิชย์ เพราะภารกิจกระทรวงพาณิชย์ ดูแลตั้งแต่ปากท้อง การส่งเสริม SME การผลักดันส่งออก เป็นหน้าที่ทั้งหมด แต่งบมีไม่มาก ก็อยากทำงานให้มากกว่านี้ ก็ต้องได้งบมากกว่านี้ ขอฝากเอาไว้ และมั่นใจว่า หากได้งบมากขึ้น งานก็จะออกมามากขึ้น เกิดประโยชน์กับประเทศมากขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261015879932ae164ae0af6e4477b25aed1fd4163153.jpg' type='image/jpg' length='209626' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คนกังวลค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย.69 ลดลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190149</link>
<guid isPermaLink="false">60fa057aecc2f436c9a657908158990c</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.69 อยู่ที่ระดับ 48.9 ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทย พลัส ส่งออกเพิ่ม แต่ประชาชนยังกังวลค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน ความไม่แน่นอนการเมือง เศรษฐกิจโลก ระบุผลสำรวจเดือนนี้ ยังไม่สะท้อนเหตุการณ์น้ำท่วม คาดเห็นผลกระทบในเดือน ต.ค.69 ที่ต้องจับตาต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,424 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน ก.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 48.9 ปรับลดลงจากระดับ 49.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 แม้มาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชน ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมากนัก เพราะประชาชนยังมีความกังวลต่อค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 39.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 39.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 55.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 56.0 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น<br />
<br />
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 53.9 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และมาตรการของรัฐ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 47.4 ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 47.3 ในเดือนก่อนหน้า และภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 47.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50.0 แต่ปรับตัวลดลงจากระดับ 52.0 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 49.9 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลุ่มอาชีพพนักงานของรัฐ และผู้ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ มีค่าสูงกว่าค่าฐานที่ระดับ 50 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ขณะที่ดัชนีของอาชีพอื่น ๆ 5 กลุ่มอาชีพ อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 47.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 48.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ราคาสินค้าเกษตร และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น ส่วนพนักงานของรัฐ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 53.1 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.7 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 51.3 ในเดือนก่อนหน้า และรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 47.5 ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 50.5 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย สังคม/ความมั่นคง และเศรษฐกิจโลก ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50.4 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 41.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.1 ในเดือนก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.2569 มาจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 4-25 ก.ย.2569 โดยผลสำรวจจึงยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ย. และต่อเนื่องถึงเดือน ต.ค.2569 อย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ต.ค.2569 เพราะได้รับแรงกดดันทั้งรายได้ที่ลดลง ค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261009b9fa3400d2006d0d30213565d9697272161114.jpg' type='image/jpg' length='464591' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี ส.ค.69 พลิกกลับมาบวก 4.86% ทองคำพุ่งแรง โต 112.47%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/190147</link>
<guid isPermaLink="false">05bd3e57c797df09c43949e38bb40f59</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ส.ค.69 ไม่รวมทองคำ 860.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 4.86% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังลดลงในเดือนก่อนหน้า รวม 8 เดือน มูลค่า 9,842.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.42% เฉพาะทองคำส่งออกพุ่งแรง 2,361.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 112.47% จากราคาโลกกลับมาเพิ่มขึ้นหลังลดมา 5 เดือนติด คาดแนวโน้มส่งออกยังไปได้ เว้นสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว แต่ทั้งปีลุ้นเป็นไปตามเป้า 10%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 860.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.86% กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังลดลงในเดือนก่อนหน้า หากรวมทองคำ มีมูลค่า 3,221.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 66.74% รวม 8 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 9,842.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.42% รวมทองคำมูลค่า 21,277.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.02%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน ส.ค.2569 มีมูลค่า 2,361.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 112.47% จากราคาทองคำตลาดโลกกลับมาเพิ่มขึ้น หลังลดลง 5 เดือนติดต่อกัน เพราะธนาคารกลางหลายประเทศเข้าซื้อ มีความต้องการใช้ในภาคเครื่องประดับ และรวม 8 เดือน ส่งออกทองคำ 11,435.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.94% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% เม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% พ.ค.2569 มูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% มิ.ย.2569 มูลค่า 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 67.55% และก.ค.2569 มี มูลค่า 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 10.91% เยอรมนี เพิ่ม 40.52% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 102.76% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 2.63% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 72.10% อิตาลี เพิ่ม 26.76% ญี่ปุ่น เพิ่ม 34.70% เบลเยี่ยม เพิ่ม 30.62% ส่วนอินเดีย ลด 9.17% สหรัฐฯ ลด 4.24% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 38.20% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 17.72% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 1,723.75% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 36,924.09% พลอยก้อน เพิ่ม 68.29% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 3.35% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 7.47% เพชรก้อน เพิ่ม 85.06% เพชรเจียระไน เพิ่ม 5.04% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่ม 75.56% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 16.77%<br />
<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะยังส่งออกได้ต่อเนื่อง เพราะหลายตลาดยังคงมีการขยายตัว ยกเว้นสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะยังชะลอตัว ทั้งจากมาตรการภาษี และสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง จากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีมีผล และทำให้ชะลอการสั่งซื้อไปจนถึงสิ้นปี ส่วนเป้าทั้งปีน่าจะทำได้ตามที่ตั้งไว้ประมาณ 10% โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญในตอนนี้ คือ เงินบาทที่อ่อนค่า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทย<br />
<br />
สำหรับข้อแนะนำต่อผู้ประกอบการไทย ขณะนี้ผู้บริโภคลดปริมาณการซื้อและหันไปเลือกเครื่องประดับน้ำหนักเบาและสินค้าที่มีความคุ้มค่ามากขึ้น แต่กลุ่มสินค้าพรีเมียมและสินค้าหรูหรา ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อสำหรับสินค้าที่มีคุณภาพ การออกแบบ และความแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยต้องปรับโครงสร้างสินค้าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเลือกซื้อมากขึ้น ทั้งสินค้าที่เข้าถึงได้ง่าย สวมใส่ได้ทุกวัน และมีราคาสมเหตุสมผล กับสินค้าระดับพรีเมียมที่เน้นคุณภาพ การออกแบบ และคุณค่าที่แตกต่าง เพื่อรองรับกำลังซื้อในแต่ละระดับ และรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางภาวะราคาวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261009c005e9944e64b35fce3823530fdcaa97161114.jpg' type='image/jpg' length='487800' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค่าใช้จ่ายครัวเรือน เฉลี่ย 9 เดือน ปี 69 พุ่ง 21,217 บาท น้ำมัน ค่าเดินทางเพิ่มมากสุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189951</link>
<guid isPermaLink="false">1c16f6c7a26c45f8c83715c57870bded</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยเฉลี่ยช่วง 9 เดือน ปี 69 อยู่ที่ 21,217 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ 20,891 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้น 326 บาท สาเหตุหลักมาจากน้ำมัน ค่าเดินทาง เพิ่มขึ้นสูงสุด ตามมาด้วยหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เคหสถาน ส่วนแนวโน้มคาดยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากน้ำมัน ท่องเที่ยวปลายปี น้ำท่วม และค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้สำรวจภาพรวมค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) พบว่า ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 21,217 บาทต่อเดือน ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 20,891 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 326 บาท โดยภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในหมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในกลุ่มอาหารสำเร็จรูปที่ปรับตัวตามต้นทุนการผลิตและการขนส่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยโครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วง 9 เดือนของปี 2569 จำแนกตามหมวดสินค้าและบริการที่สำคัญ ได้แก่ หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร เพิ่มขึ้นสูงสุด มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,895 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 4,667 บาทต่อเดือนในปี 2568 เพิ่มขึ้น 228 บาท คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 23.07% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าโดยสารสาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ขณะที่หมวดการบันเทิง การอ่าน การศึกษา และการศาสนา ขยับสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 842 บาท เพิ่มขึ้น 7 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<a href="https://www.commercenewsagency.com/ads/11" target="_blank"><img src="https://www.commercenewsagency.com/uploads/2024/02/65df0b20cec85.jpg" /></a><br />
<br />
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 8,342 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 118 บาท จากปี 2568 โดยอาหารสำเร็จรูปมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 3,528 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 3,435 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 93 บาท และกลุ่มข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง อยู่ที่ 736 บาท เพิ่มขึ้น 14 บาท รวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 705 บาท ไข่และผลิตภัณฑ์นม 374 บาท ผลิตภัณฑ์น้ำตาล 186 บาท และผักและผลไม้ 1,026 บาท ที่ขยับขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับวัตถุดิบประกอบอาหารสดที่ปรับลดลง อาทิ เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ อยู่ที่ 1,536 บาท ลดลง 15 บาท และเครื่องประกอบอาหาร อยู่ที่ 252 บาท ลดลง 6 บาท สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนเน้นการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จและอาหารนอกบ้านตามวิถีชีวิตที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
หมวดเคหสถานและหมวดที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยชะลอตัวลง ค่าใช้จ่ายในหมวดเคหสถาน ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5,117 บาทต่อเดือน ลดลง 17 บาท โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดลงของค่ากระแสไฟฟ้า เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในหมวดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถชะลอการซื้อได้ มีแนวโน้มปรับลดลงเช่นกัน ได้แก่ หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล อยู่ที่ 1,327 บาทต่อเดือน ลดลง 5 บาท หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อยู่ที่ 444 บาท ลดลง 4 บาท และหมวดยาสูบและเครื่องดื่ม มีแอลกอฮอล์ อยู่ที่ 250 บาท ลดลง 1 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับภาพรวมค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้น และส่งผ่านต้นทุนต่อเนื่องไปยังค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบในการผลิตอาหาร ประกอบกับพฤติกรรมของครัวเรือนในปัจจุบันที่นิยมบริโภคอาหารสำเร็จรูปเพื่อความคล่องตัว มากกว่าการซื้ออาหารสดมาประกอบอาหาร ส่งผลให้รายจ่ายในกลุ่มดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นตาม อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าครัวเรือนบางส่วนมีการปรับพฤติกรรมโดยรัดเข็มขัด และชะลอการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่จำเป็นลง เช่น เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพื่อบริหารสภาพคล่องทางการเงินให้สอดรับกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนแนวโน้มค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในระยะถัดไป ประเมินว่า ยังคงมีทิศทางทรงตัวในระดับสูง โดยยังคงได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปลายปีที่จะกระตุ้นความต้องการใช้พลังงานให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปลายทาง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะหน้าที่อาจเข้ามากดดันค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มเติม ได้แก่ ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะผักสดมีความผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อวัสดุก่อสร้างเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และการจัดหาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ภายในบ้านที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ในภาพรวม โครงสร้างค่าใช้จ่ายของครัวเรือนสะท้อนว่า น้ำมันเชื้อเพลิง การเดินทาง และอาหาร ยังคงเป็นหมวดค่าใช้จ่ายสำคัญที่มีผลต่อค่าครองชีพโดยตรง โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าอื่น ๆ ขณะที่ในช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิต เส้นทางขนส่ง รวมถึงการกระจายสินค้า และอาจทำให้ราคาสินค้าบางรายการ โดยเฉพาะผักสดและสินค้าทางการเกษตร มีความผันผวนในระยะสั้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ โดยจัดตั้งศูนย์ Single Command และ War Room ติดตามกันตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมข้อมูลจากทุกหน่วยงานและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อดูทั้งปริมาณสินค้า ความต้องการของแต่ละพื้นที่ ราคา และเส้นทางขนส่ง พื้นที่ไหนเริ่มมีปัญหา จะได้เข้าไปประสานแก้ไขได้ทัน ส่วนสนค. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบล่วงหน้า เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยและเสนอแนะแนวทางดูแลค่าครองชีพได้อย่างทันท่วงที&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261008afceed7cef560f21a9f9872f37f6e578162038.jpg' type='image/jpg' length='169687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง กระทบค่าขนส่ง ต้นทุนผลิต ค่าครองชีพประชาชน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189950</link>
<guid isPermaLink="false">f75dbf918051ab0ee91da41de983dec5</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เกาะติดสถานการณ์พลังงาน ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา พบราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำ 8 เดือน ปี 69 ไทยนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงเพิ่ม 40.1% และส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต กระจายต่อถึงค่าครองชีพ แต่ยังดีที่มีมาตรการรัฐดูแลพลังงาน ทำให้ค่าครองชีพไม่พุ่งแรงเกินไป คาดราคาพลังงานยังทรงตัวสูงอีก แนะผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุน ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8&ndash;9 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้น 26.7% และเฉพาะเดือน ก.ย.2569 เร่งตัวขึ้นเป็น 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน<br />
<br />
โดยสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่เข้าสู่เศรษฐกิจและการค้าของไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ช่วง 8 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้น 40.1% ทำให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ทยอยอ่อนค่าจากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือน ม.ค.2569 เป็น 33.22 บาทในเดือน ก.ย.2569 สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาท<br />
<br />
<a href="https://www.commercenewsagency.com/ads/11" target="_blank"><img src="https://www.commercenewsagency.com/uploads/2024/02/65df0b20cec85.jpg" /></a><br />
<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ต้นทุนการนำเข้าดังกล่าว ได้ส่งผ่านต่อไปยังต้นทุนภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table) พบว่า แต่ละสาขาการผลิตได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยสาขาที่มีความอ่อนไหวสูงสุด คือ ภาคการขนส่งสินค้าทางบก ที่มีค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก รองลงมา คือ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง อาทิ ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างมาก ขณะที่อีกหลายสาขา นอกจากพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรงแล้ว ยังมีต้นทุนพลังงานแฝงที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ อาหารทะเลแปรรูปที่พึ่งพาวัตถุดิบหลักจากการประมงทะเล ซึ่งมีต้นทุนค่าน้ำมันเรือในสัดส่วนสูง ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เหล็กขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่ใช้เม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยางล้อที่ใช้ยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ตลอดจนเครื่องนุ่งห่ม ที่ต้นทุนพลังงานถูกส่งผ่านหลายทอด ตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอเป็นผ้าผืน<br />
<br />
จากนั้นต้นทุนในภาคการผลิตได้ทยอยส่งผ่านสู่ค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วง 9 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้น 6.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สูงขึ้น 1.54% สะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปลายน้ำ ต้นทุนส่วนหนึ่งจึงยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน<br />
<br />
ในด้านการส่งออก พบว่า หลายสาขาที่อ่อนไหวข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ปิโตรเคมี อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก และยางล้อ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน และเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย<br />
<br />
สำหรับแนวโน้มราคาพลังงานระยะข้างหน้า หน่วยงานด้านพลังงานหลายแห่ง คาดว่า ราคาจะทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไตรมาส 4 เฉลี่ยราว 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปทานในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และกลุ่ม ปตท.&nbsp; คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 ที่ 95&ndash;105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พยุงราคาพลังงานไว้ในระดับสูง &nbsp;<br />
<br />
&ldquo;เพื่อรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งส่วนที่ใช้ในโรงงานโดยตรงและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินสมควร ส่วนในระยะถัดไป ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202610084488c706e1c3d196edf99631d0ba3c25162038.jpg' type='image/jpg' length='186808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันแพง อาหารสำเร็จรูปขึ้น ดันเงินเฟ้อ ก.ย.69 เพิ่ม 2.82% บวก 6 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189578</link>
<guid isPermaLink="false">51df571998263f495d620e803d26af2e</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 16:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยเงินเฟ้อ ก.ย.69 เพิ่ม 2.82% เพิ่มขึ้น 6 เดือนติด มีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันทรงตัวสูงกว่าปีก่อน จากวิกฤตในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น อาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิต ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด ผลไม้ ราคาเพิ่มขึ้น รวม 9 เดือน เพิ่ม 1.54% คาด ต.ค.69 ขยับต่อ ปัจจัยหลักยังคงเป็นน้ำมัน อาหาร ส่วนน้ำท่วมกระทบเงินเฟ้อแค่ 0.1% ปรับเป้าทั้งปีใหม่เป็น 1.8-2.2% ค่ากลาง 2%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ย.2569 เท่ากับ 102.93 เทียบกับเดือน ก.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.82% สูงขึ้น ติดต่อกัน 6 เดือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากวิกฤตในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน รวมทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด ผลไม้สด ปรับราคาเพิ่มขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน โดยในเดือนนี้ เฉพาะน้ำมันมีผลต่อเงินเฟ้อ 1.85% คิดเป็นสัดส่วน 65% ของเงินเฟ้อ 2.82% อาหารสำเร็จรูปกระทบ 0.65% สัดส่วนประมาณ 23% ต้องบอกว่า 2 รายการนี้เป็นปัจจัยหลักผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และรวม 9 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 1.54%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น 2.82% มาจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 3.07% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ขนมปังปอนด์ และขนมอบ) เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ (ปลาทู) ไข่และผลิตภัณฑ์นม ผักสด (มะนาว ต้นหอม ผักกาดขาว) ผลไม้สด (ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน มะละกอสุก) เครื่องประกอบอาหาร (น้ำปลา กะปิ น้ำพริกแกง) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่ม กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟร้อนเย็น) ผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำตาลทรายแดง) อาหารสำเร็จรูป (ก๋วยเตี๋ยว กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<a href="https://www.commercenewsagency.com/ads/11" target="_blank"><img src="https://www.commercenewsagency.com/uploads/2024/02/65df0b20cec85.jpg" /></a><br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.67% จากการสูงขึ้นของหมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล (กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ) พาหนะ การขนส่งและการสื่อสาร (น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ รถยนต์) การบันเทิง การอ่าน การศึกษา และการศาสนา (ค่าทัศนาจรต่างประเทศ ค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา) ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (เบียร์) ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า (เสื้อเชิตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวสตรี รองเท้าผ้าใบบุรุษ) เคหสถาน (กระแสไฟฟ้า ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน ผ้าปูที่นอน)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 3.32% รองลงมา คือ ภาคกลาง 3.03% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.72% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.57% ภาคเหนือ 2.67%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ก.ย.2569 สูงขึ้น 1.50% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ส.ค.2569 ที่สูงขึ้น 1.44% รวม 9 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.01%<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ต.ค.2569 คาดว่า จะเป็นบวกต่อเนื่อง มาจากราคาพลังงานและอาหารเป็นหลัก โดยน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปรับเพิ่มขึ้นวันที่ 2 ต.ค.2569 โดยดีเซลลิตรละ 42.19 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.58% ทำให้มีผลต่อเงินเฟ้อเดือน ต.ค.2569 คาดว่าจะเพิ่ม 1.09% ราคาผักสดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในบางรายการ ผลกระทบจากเอลนีโญ กระทบผลผลิตอาหารสำคัญ ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด ผลไม้ เทศกาลกินเจ ที่ทำให้ความต้องการผัก เต้าหู้และโปรตีนพืชเพิ่มขึ้น อาจทำให้สินค้าในกลุ่มนี้บางรายการสูงขึ้น และแนวโน้มอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากต้นทุนที่ปรับขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น ส่วนน้ำท่วมปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพียง 0.1% เพราะไม่ปรากฎแรงกดดันต่ออาหารสดเป็นวงกว้างเหมือนปี 2554 และแรงกดดันปัจจุบันยังอยู่แค่ในกลุ่มผักสด ส่วนผลไม้ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และปลา ส่วนใหญ่ยังทรงตัวหรือลดลง<br />
<br />
สำหรับปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้ารอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินทิศทางต่าง ๆ แล้ว จึงทำการปรับเป้าประมาณการเงินเฟ้อทั้งปี 2569 ใหม่ เป็น 1.8-2.2% ค่ากลาง 2% จากเดิมอยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261006e13f0ce4e7cc857f9fc758908b0b3460163405.jpg' type='image/jpg' length='572411' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ถกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ดัน Boys’ Love Girls’ Love สู่ต่างประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189577</link>
<guid isPermaLink="false">da5b13a13d3ed7d504fba6a846edb686</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย ผนึกกำลังขยายตลาดคอนเทนต์วายไทย ทั้ง Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) สู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ เจรจาธุรกิจ ร่วมมือธุรกิจ ตลอดจนจัดอีเวนต์ แฟนมีตติ้ง เพิ่มโอกาสทางการค้า</strong><br />
<br />
นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม นายกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย และคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เกี่ยวกับความร่วมมือในการผลักดันคอนเทนต์วายไทย ทั้ง Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) สู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการมุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ผลิตไทย ขยายตลาด สร้างโอกาสทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ซื้อ คู่ค้าต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก<br />
<br />
โดยในปี 2570 กรมมีแผนงานส่งเสริมตลาดคอนเทนต์ไทย ทั้งการร่วมงานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ และเชื่อมโยงสินค้าเกี่ยวเนื่อง โดยมี 11 โครงการครอบคลุมตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และงาน Thailand Content Market ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อและพันธมิตรต่างประเทศ ซึ่งกรมจะนำข้อเสนอของสมาคมฯ มาพิจารณาและกำหนดแนวทางส่งเสริมตลาดคอนเทนต์ไทยในระยะต่อไป<br />
&nbsp;<br />
ส่วนในปี 2569 กรมได้ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และคอนเทนต์ไทย โดยเฉพาะ BL และ GL ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดต่างประเทศให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ จำนวน 11 โครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 201 รายสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 6,431.89 ล้านบาท ครอบคลุมการเข้าร่วมงานตลาดคอนเทนต์ การจับคู่ธุรกิจ และนำคณะผู้แทนการค้าเจาะตลาดต่างประเทศ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้ามุ่งผลักดันคอนเทนต์ BL และ GL ไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และต่อยอดสู่ Fan Meeting สินค้า อีเวนต์ การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสายวาย (Y-Economy) เพิ่มช่องทางรายได้ ขยายตลาด และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์&rdquo;นายวราวุฒิกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย หรือคอนเทนต์ BL และ GL มีการเติบโตต่อเนื่อง และยังมีการเติบโตของคอนเทนต์สั้น (Short-form) และละครแนวตั้ง (Vertical Drama) ที่สอดรับกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังมีความต้องการคอนเทนต์ BL และ GL ค่อนข้างสูง และมีโอกาสขยายสู่ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20261006bcdaefef4e4a7f3337f8562b63e4981c163522.jpg' type='image/jpg' length='825153' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT คลอดมาตรฐานสินค้ารายการใหม่ ทองรูปพรรณ ขั้นต่ำ 96.5% ดูแลผู้บริโภค]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/189398</link>
<guid isPermaLink="false">e1c930f244bc48ffe53f4018c4b49c13</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 16:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ออกมาตรฐาน GIT Standard สินค้ารายการใหม่ ทองรูปพรรณไทย กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ 96.5% เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และมีความมั่นใจในการซื้อเพื่อลงทุน พร้อมทำมาตรฐานตรวจสอบมรกต หลังมีการปรับปรุง ทำความสะอาด เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีขึ้น ย้ำเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการ ทำธุรกิจมีธรรมาภิบาล รับผิดชอบสังคม สิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า GIT ได้จัดทำมาตรฐานสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ GIT Standard สินค้าใหม่ คือ ทองรูปพรรณไทย โดยกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 96.5% ไม่รวมส่วนที่เป็นน้ำประสานทอง เพื่อให้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ร้านทอง และผู้ประกอบการ จะต้องยึดมาตรฐานตรงนี้ เพราะปัจจุบัน ทองรูปพรรณถูกผลิตและจำหน่ายในหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ทำให้มีความจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อควบคุมคุณภาพ ความบริสุทธิ์ และความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม และมีความมั่นใจในการซื้อทองรูปพรรณเพื่อการลงทุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันการซื้อขายทองรูปพรรณ ยังมีปัญหากรณีผู้บริโภคซื้อสินค้าจากร้านหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปขายที่ร้านอื่นได้ เพราะบางร้านไม่รับซื้อ ต้องกลับไปขายที่ร้านเดิมที่ซื้อมา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมาตรฐานทองคำ เนื่องจากบางร้านอาจจะผลิตทองรูปพรรณออกมาต่ำกว่า 96.5% โดยมาตรฐานขั้นต่ำที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดไว้ คือ 92.5% แต่ถ้ากำหนดมาตรฐานทองคำไว้ขั้นต่ำที่ 96.5% ทุกรายที่ผลิตทองรูปพรรณ ก็ต้องยึดตามมาตรฐานนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน GIT ยังได้จัดทำมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดมรกต เนื่องจากมรกต มีสีเขียวเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ และความหายากโดยธรรมชาติ โดยมรกต เป็นอัญมณีที่มักมีรอยแตกและมลทินภายใน ทำให้พลอยดูไม่ใสหรือค่อนข้างขุ่น จึงต้องมีการปรับปรุงความสะอาด โดยการเติมสารที่ดัชนีหักเหแสงใกล้เคียงมรกตลงในรอยแตก เพื่อทำให้มรกตมีความใสสะอาดและสวยงามขึ้น ซึ่งสารที่ใช้ เช่น น้ำมัน เรซิน เป็นต้น จึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและประเมินการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยการตรวจสอบ จะตรวจสอบตั้งแต่วิธีพื้นฐาน การตรวจสอบความงามธรรมชาติ การตรวจสอบการปรับปรุงความสะอาดของมรกต เพราะล้วนแต่มีผลต่อราคาซื้อขาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดมาตรฐานศัพท์อัญมณี ที่จะนำมาใช้เป็นชื่อทางการค้า ชื่อชนิด ชื่อประเภท และชื่อกลุ่มของอัญมณี รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ของอัญมณี ที่อธิบายรายละเอียด และขยายความคำศัพท์นั้น ๆ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีเป็นอัญมณีปรับปรุงคุณภาพและต้องการเรียกชื่อให้ใช้ชื่อวิธีการปรับปรุงคุณภาพต่อท้ายชื่ออัญมณีนั้น ๆ เช่น มุกย้อม ปะการังย้อม ทับทิมเผา เพชรอาบรังสี เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า GIT ยังมีแผนผลักดันให้ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ก้าวสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก และมาตรฐานเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของโลหะมีค่า เพื่อรับประกันว่าโลหะมีค่าที่นำมาผลิตเป็นเครื่องประดับ มาจากเหมืองที่ถูกกฎหมาย ปราศจากความขัดแย้ง เพราะหากไทยผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ ก็จะทำให้สินค้าไทยเป็นที่ต้องการและเป็นที่ยอมรับของตลาด ส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202610057e5931510d57dd33506e4d48257eeb39163127.jpg' type='image/jpg' length='1593450' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถกจีน ผลักดันตั้ง Early Warning เฝ้าระวังการนำเข้า-สัญญาณทุ่มตลาด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187765</link>
<guid isPermaLink="false">4a916f69f8773a1334ca82648bcc4698</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าจีน-ไทย ครั้งที่ 8 ที่กรุงปักกิ่ง เสนอตั้งกลไก Early Warning เฝ้าระวังการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาการทุ่มตลาด เพื่อป้องกันปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปสู่ข้อพิพาททางการค้า</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ พร้อมคณะ เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าจีน-ไทย ครั้งที่ 8 กับ Trade Remedy and Investigation Bureau (TRB) กระทรวงพาณิชย์สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่กรุงปักกิ่ง โดยมีนาง PENG Tao อธิบดี TRB ให้การต้อนรับ โดยไทยได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งกลไก &ldquo;Early Warning&rdquo; ระหว่างไทย&ndash;จีน เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงสัญญาณที่อาจนำไปสู่ปัญหาด้านการทุ่มตลาด โดยมุ่งสร้างช่องทางแจ้งเตือนและหารือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่สถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพัฒนาไปสู่ข้อพิพาททางการค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการนำเข้าสินค้าจากจีนของไทยในช่วง 2 ไตรมาสของปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 2.21 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.55% ท่ามกลางความกังวลของผู้ประกอบการไทยต่อการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งจากช่องทางการค้าปกติและการค้าอิเล็กทรอนิกส์ จึงเห็นว่าการมีกลไกติดตามและแจ้งเตือนล่วงหน้าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถติดตามแนวโน้มการค้าและรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นทางเทคนิค กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไต่สวนเพื่อใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า ในการคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในกระบวนการไต่สวน รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ส่งออกของไทยและจีนในกรณีที่ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมย้ำว่าแนวคิดการจัดตั้งกลไก Early Warning มิได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างไทยและจีน แต่เพื่อส่งเสริมให้การใช้มาตรการเป็นไปอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเท่าที่จำเป็น ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อพิพาททางการค้า และรักษาความราบรื่นและความยั่งยืนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศในระยะยาว&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ไทยได้ยืนยันความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือกับ TRB อย่างใกล้ชิด ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมเชิญฝ่ายจีนเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าไทย&ndash;จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในปีหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260924465eca583f78f20516ee340780b0eb40162048.jpg' type='image/jpg' length='219661' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ควง สสว. ถก CP Investment ผลักดันนำสินค้า GI ไทย ขายในจีน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187761</link>
<guid isPermaLink="false">a1ba30c651a1dfdc3a6de50b3c7a9177</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมด้วยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำผู้ประกอบการสินค้า GI เข้าหารือกับ CP Investment บริษัทในเครือซีพีที่ทำธุรกิจในจีน แลกเปลี่ยนข้อมูลแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการค้า และผลักดันให้ช่วยนำสินค้า GI ไทยเข้าไปขายในจีน</strong><br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำผู้ประกอบการสินค้า GI เดินทางเข้าหารือกับบริษัท CP Investment Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศจีน เรื่องการนำสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทยมาจำหน่ายในตลาดจีน และยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการค้าในจีน พร้อมสำรวจความเป็นไปได้ในการนำสินค้า GI ที่มีความพร้อมไปทดลองตลาดชุมชนเมืองในปักกิ่งและต่อยอดช่องทางธุรกิจที่เหมาะสมในระยะยาว<br />
ทั้งนี้ ได้แจ้งให้ CP ปักกิ่ง ทราบว่า ขณะนี้ไทยและจีนอยู่ระหว่างดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ระหว่างกันภายใต้โครงการ GI 3+3 (สามบวกสาม) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของสองประเทศ ฝ่ายละ 3 สินค้า โดยไทยได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย 3 รายการ ให้กับหน่วยงานของจีนแล้ว ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ตั้งเป้าหมายว่าจะขึ้นทะเบียนให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีของไทยและจีน (นายหลี่ เฉียง) ได้หารือกันไว้ในระหว่างการเยือนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อเดือน ก.ค.2569 ที่ผ่านมา<br />
ในโอกาสนี้ กรมได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย 6 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของ CP เรื่องการส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ของไทยในจีน และนำเข้าเยี่ยมชมร้าน CP Freshmart ซึ่งเป็นร้านค้าชุมชนในเครือ CP Group ในกรุงปักกิ่ง เพื่อศึกษารูปแบบการค้าปลีกยุคใหม่ที่ผสมผสานการจำหน่ายสินค้าผ่านทางหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ โดยมีสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารสด สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน และสินค้าพรีเมียม ทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์ที่รองรับการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วในพื้นที่รัศมี 3 กิโลเมตร สะท้อนรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคในเขตเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในแง่ความสะดวกในการซื้อ ความง่ายในการเข้าถึงสินค้า และความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มาของสินค้าที่น่าเชื่อถือ<br />
&ldquo;จากการหารือและการลงพื้นที่สำรวจรูปแบบการค้าของร้าน CP Freshmart ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแนวทางส่งเสริมสินค้า GI ไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะการพิจารณาความเหมาะสมของสินค้าและช่องทางการจำหน่าย เนื่องจากสินค้า GI ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหารที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งในด้านคุณภาพ รูปแบบสินค้า การเก็บรักษา ตลอดจนข้อจำกัดในการขนส่ง โดยกรมและ CP ได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการคัดเลือกสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพและมีความพร้อม เช่น ส้มโอทับทิมสยามปากพนังจากจังหวัดนครศรีธรรมราช และสินค้า GI รายการอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนนำร่องเข้าไปทดลองตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายของ CP รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่าย เพื่อศึกษาการตอบรับของผู้บริโภค ระดับราคา และการทำตลาดร่วมกัน ก่อนนำข้อมูลจากตลาดจริงมาใช้กำหนดกลยุทธ์เพื่อขยายตลาดในระยะต่อ ๆ ไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
นาง Zhang Wei ประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดของ CP Investment กล่าวว่า CP Group มีการดำเนินธุรกิจในจีนหลายด้าน ทั้งด้านเกษตรและอาหาร ค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซ ซึ่ง CP มีความสนใจนำเข้าสินค้า GI ของไทยมาจำหน่ายในจีน เพราะตระหนักในคุณภาพและอัตลักษณ์พิเศษของสินค้า และได้แนะนำข้อควรพิจารณาก่อนนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาดจีน ตั้งแต่คุณลักษณะของสินค้า ปริมาณ ราคา บรรจุภัณฑ์ อายุการเก็บรักษา กฎระเบียบการนำเข้าและมาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงความพร้อมด้านการจัดส่ง เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการ GI ใช้ประเมินความพร้อมและปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการค้าและลักษณะของตลาดจริง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609243c94b1d7bf504dc27bdc5cef6d74104c162047.jpg' type='image/jpg' length='688942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน ลุยแลกเปลี่ยนจด GI 3+3 เพิ่มความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187496</link>
<guid isPermaLink="false">5ae634f64cd8fed7e38ef2635195c13f</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาถกสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน ลุยร่วมมือแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้า GI 3+3 ให้สำเร็จต้นปี 70 และหารือสำนักงานบังคับใช้และตรวจสอบกฎหมายของสำนักงานกำกับดูแลตลาด ทำแผนร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มข้นขึ้น พร้อมดูงานนวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำระดับโลกของจีน</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะเข้าหารือทวิภาคีกับ Mr. CHEN Fuli เลขาธิการพรรคประจำสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน (China National Intellectual Property Administration: CNIPA) เพื่อขับเคลื่อนโครงการนำร่อง GI 3+3 ไทย-จีน ซึ่งเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างกันฝ่ายละ 3 สินค้า โดยกรมได้นำส่งคำขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทย 3 สินค้า ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ต่อ CNIPA เพื่อยื่นจดทะเบียนในจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งรับคำขอขึ้นทะเบียน GI ของจีน 3 สินค้า ได้แก่ เหล้าเหมาไถกุ้ยโจว ชาเพิ่งหวงตานฉง และเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวเต๋อฮั่ว เพื่อนำกลับมาดำเนินการตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนในไทยเช่นกัน โดยสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในช่วงต้นปี 2570<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้หารือแนวทางการยกระดับงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในระบบบริการ เช่น ระบบ &quot;AI Image Search&quot; และ &quot;Trademark Checker&quot; สำหรับช่วยสืบค้นเครื่องหมายการค้าจากฐานข้อมูลจำนวนมหาศาล และระบบพิจารณาคำขอแบบเร่งด่วน (Fast-Track) โดยเฉพาะสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือเรื่องการแลกเปลี่ยนผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway: PPH) ระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบคำขอที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กรมยังได้หารือถึงการขับเคลื่อนระบบนิเวศ IP Finance เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น โดยฝ่ายจีนให้ความสนใจและพร้อมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า ยังได้หารือกับ Mr. Wang Huowang หัวหน้าสำนักงานบังคับใช้และตรวจสอบกฎหมายของสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (State Administration for Market Regulation: SAMR) เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิ์ (Implementation Plan) ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ Mr. Lou Wen ผู้อำนวยการและเลขาธิการพรรคประจำ SAMR ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันให้มีความชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติ ลดอุปสรรคสำคัญของ SMEs ไทยและจีน ในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ<br />
<br />
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันเบื้องต้นว่าแผนกิจกรรมในปี 2570 อาจรวมถึงการอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้ประกอบการ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการป้องกันละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์และการละเมิดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างกลไกเพื่อลดปัญหาการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เป็นต้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้พบหารือกับผู้แทนบริษัท Beijing Innovation Center of Humanoid Robotics (X-Humanoid) ซึ่งเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ชั้นนำระดับโลกของจีน ที่ผลิตหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนไหวมือ แขน ขา ได้ใกล้เคียงมนุษย์ สำหรับการทำงานในโรงงานหรือการใช้แรงงานบางอย่างที่ไม่เหมาะสมจะให้คนทำ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) โดยเฉพาะการเชื่อมโยง AI เข้ากับระบบหุ่นยนต์และการทำงานในโลกจริง โดยข้อมูลและมุมมองจากภาคเอกชนจะเป็นประโยชน์ต่อกรมในการติดตามทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ และนำมาประกอบการพัฒนาระบบสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างเหมาะสม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609232a3702d259d2ada1d8d2c7211703dc8a155956.jpg' type='image/jpg' length='887438' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนคุ้มครองลิขสิทธิ์ยุค AI]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187495</link>
<guid isPermaLink="false">d6c84d1992217866607b6cd1c1c8849b</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA ASIA Pacific) แลกเปลี่ยนข้อมูลคุ้มครองลิขสิทธิ์ ยุค AI บูม หลังมีการใช้ AI สร้างผลงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมถกประเด็นนำงานลิขสิทธิ์ใช้ฝึก AI และการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA ASIA Pacific) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการคุ้มครองลิขสิทธิ์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงหารือแนวทางพัฒนากฎหมายและมาตรการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้มีความเหมาะสม รองรับเทคโนโลยีใหม่ และสามารถนำไปบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเข้ามามีบทบาทของ AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองลิขสิทธิ์ และหลักการคุ้มครองผลงานตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ โดย MPA ASIA Pacific เห็นพ้องว่า การพิจารณาความคุ้มครองลิขสิทธิ์สำหรับผลงานที่มีการใช้ AI ร่วมด้วย จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและระดับการมีส่วนร่วมของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์เป็นรายกรณี โดยปัจจุบันสตูดิโอภาพยนตร์รายใหญ่มีการใช้เทคโนโลยี AI ในบางขั้นตอน เช่น การเตรียมงาน และกระบวนการหลังการถ่ายทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาและต้นทุนในการผลิต สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสร้างสรรค์ที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น<br />
<br />
โดยเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในกระบวนการผลิตมากขึ้น จึงเกิดประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับการนำข้อมูลและผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในการฝึกและพัฒนา AI โดยทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกประเด็นการทำเหมืองข้อความและข้อมูล (Text and Data Mining: TDM) มาหารือร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการอนุญาตให้ใช้สิทธิในงานลิขสิทธิ์ ตลอดจนแนวทางการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์สำหรับการนำงานลิขสิทธิ์ไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยี AI รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเจ้าของสิทธิและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์อย่างเหมาะสม ซึ่งกรมจะนำข้อมูลและมุมมองจากการหารือ รวมทั้งข้อคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป<br />
<br />
สำหรับการคุ้มครองลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต กรมได้เดินหน้าพัฒนากลไกการบังคับใช้สิทธิให้สามารถรับมือกับรูปแบบการละเมิดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการนำประกาศกระทรวงดิจิทัลฯ เรื่อง การยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569 มาใช้เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาล และสามารถระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ กรมได้ขอความร่วมมือจาก MPA และผู้ถือสิทธิร่วมทดลองใช้กระบวนการดังกล่าว เพื่อประเมินผลในทางปฏิบัติและนำผลที่ได้มาพัฒนากลไกการคุ้มครองลิขสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อการบริหารจัดการสิทธิ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างเจ้าของสิทธิและผู้ใช้ประโยชน์จากผลงาน โดยกรมแจ้งว่าขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการทบทวนร่างพระราชบัญญัติการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง พ.ศ. ... เพื่อวางกลไกการจัดเก็บและจัดสรรค่าตอบแทนจากการใช้ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ให้มีความเหมาะสม โปร่งใส และสอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรม ตลอดจนกำหนดบทบาทและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสิทธิให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ขณะที่ MPA ASIA Pacific ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารจัดการสิทธิของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งมีการเจรจาและอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยตรงระหว่างคู่สัญญา พร้อมยกกรณีศึกษาแนวทางการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Collective Management Organization: CMO) สำหรับงานดนตรีกรรมของประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ไทยใช้เป็นข้อมูลพิจารณาประกอบการพัฒนากฎหมายและกำหนดกลไกการบริหารจัดการสิทธิต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026092303aa863a067f228542a4ef003faba0e7155956.jpg' type='image/jpg' length='546363' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนเห็นชอบเร่งบังคับใช้พิธีสารแก้ไขความตกลง ATIGA ภายในปี 69]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187492</link>
<guid isPermaLink="false">239f95c2e8b710a350121d604aed43f5</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยอาเซียนเห็นชอบการเร่งบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ให้เร็วขึ้น ภายในปี 69 จากเดิม 1 มิ.ย.70 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน รับมือความไม่แน่นอนการค้าโลก การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเดินหน้ายกระดับ ASEAN Single Window เชื่อมโยงข้อมูลเอกสารการค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น</strong><br />
<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 40 เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนได้ให้การรับรองปฏิญญาเพื่อเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569 จากเดิมที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 1 มิ.ย.2570 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของอาเซียนในการรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของการค้าโลกในปัจจุบัน รวมทั้งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต ภาวะขาดแคลน หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มที่<br />
<br />
&ldquo;การเร่งบังคับใช้พิธีสารดังกล่าวจะช่วยให้อาเซียนมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายทางการค้า และช่วยสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจว่าสามารถดำเนินการค้าระหว่างกันได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความตกลงและสิทธิประโยชน์ของความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดอาเซียน<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ไทยยังได้ร่วมผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาคให้มีความรวดเร็วและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ผ่านการยกระดับระบบ ASEAN Single Window (ASW) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลเอกสารทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยปัจจุบันสามารถแลกเปลี่ยนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) และใบขนสินค้าของอาเซียนได้ครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างเร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูลใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับรองสุขภาพสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมทุกประเทศสมาชิก เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินพิธีการทางการค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายสินค้าในภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260923867702885fce308167037d7fd7b558f4155956.jpg' type='image/jpg' length='103773' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำ 6 ผู้ประกอบการ สินค้า GI ไทย ลุยเปิดตลาดที่จีน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187295</link>
<guid isPermaLink="false">161e67db2adb529dd3c51917f37b696c</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญานำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย จำนวน 6 รายการ เดินทางเปิดตลาดสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ ที่ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย เผยได้ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เรียนรู้ตลาด เห็นความต้องการ ช่องทางกระจายสินค้า ทำให้วางแผนการทำตลาดได้ดีขึ้น ตั้งเป้ามูลค่าการค้าใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ไทยในจีนอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย จำนวน 6 รายการ เดินทางไปขยายตลาดเข้าสู่ศูนย์กลางการค้าสำคัญทางตอนเหนือของจีน ได้แก่ ตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง และตลาดโส่วเหิง เกาเปยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย.2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้เข้าถึงเครือข่ายคู่ค้าและเปิดช่องทางใหม่ในการกระจายสินค้า พร้อมเรียนรู้กลไกตลาดที่สามารถนำไปต่อยอดการค้าได้จริง<br />
<br />
&ldquo;พื้นที่จีนตอนเหนือ โดยเฉพาะกรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย์ เป็นพื้นที่ที่มีตลาดสินค้าเกษตรขนาดใหญ่และมีโครงข่ายการกระจายสินค้าที่เชื่อมโยงไปพื้นที่โดยรอบ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้สินค้า GI ไทยสามารถขยายตลาดและเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ได้มากขึ้น&rdquo;<br />
<br />
สำหรับสินค้า GI ไทย ทั้ง 6 รายการ ได้แก่ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และส้มมะปี๊ดจันทบุรี ซึ่งส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมะขามหวานเพชรบูรณ์ กำลังยื่นจด GI ในจีนอยู่ด้วย<br />
<br />
ทั้งนี้ ในการเยือนตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง ได้พบหารือกับ Mr. Gu Zhaoxue รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารตลาด ถึงแนวทางและโอกาสในการนำสินค้า GI ไทยเข้าสู่ตลาด พร้อมศึกษาระบบบริหารจัดการสินค้าภายในตลาด ซึ่งตลาดซินฟาตี้ถือเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังตลาดค้าปลีก ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงปักกิ่งและพื้นที่โดยรอบ มีปริมาณการซื้อขายสินค้าเกษตรสูงถึง 17.49 ล้านตันต่อปี มูลค่ากว่า 131,900 ล้านหยวน (ประมาณ 654,000 ล้านบาท) โดยผู้ประกอบการ GI ไทยได้ร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และผู้จัดจำหน่ายในจีน เพื่อนำเสนอจุดเด่นของสินค้าและเจรจาโอกาสทางการค้าโดยตรง<br />
<br />
ส่วนที่ตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน มณฑลเหอเป่ย์ โดยพบกับ Mr. Yang Jianfei รองประธานกลุ่มบริษัท Shouheng Agricultural By-products Industry Group และ Mr. Ma Yilong รองผู้จัดการฝ่ายบริหารสมาคม กลุ่มบริษัท Shouheng Group หารือเกี่ยวกับแนวทางการนำเข้าสินค้า GI ไทย ระบบการกระจายสินค้า และความต้องการของตลาดในพื้นที่จีนตอนเหนือ โดยตลาดโส่วเหิง เกาเป่ยเตี้ยน เป็นตลาดค้าส่งและศูนย์กระจายสินค้าเกษตรที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง มีเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมกว่า 13 มณฑลในพื้นที่ตอนเหนือของจีน และมีผู้ประกอบการในตลาดประมาณ 8,700 ราย ครอบคลุมสินค้ากว่า 400 ประเภท ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทย ได้เรียนรู้ช่องทางการกระจายสินค้าและความต้องการของตลาด พร้อมเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในพื้นที่ เพื่อนำเสนอศักยภาพของสินค้า GI ไทยและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าร่วมกันในอนาคต<br />
<br />
&ldquo;การลงพื้นที่ตลาดค้าส่งสำคัญของจีนในครั้งนี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการ GI ไทยได้พบผู้ซื้อและคู่ค้าโดยตรง พร้อมเห็นสภาพตลาด ความต้องการของผู้ซื้อ และช่องทางการกระจายสินค้าในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนทำตลาดในจีน โดยตั้งเป้ามูลค่าการค้าใน 1 ปี ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่อเนื่องจากการนำผู้ประกอบการไปบุกตลาดฮุยจ่าน นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนมิ.ย.2569 โดยได้รับการตอบรับจากผู้นำเข้าจีนเป็นอย่างดี มีการลงนาม MOU ซื้อขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษล่วงหน้ากว่า 500 ตัน และจากนี้ กรมจะเดินหน้าส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดช่องทางการค้าใหม่ ๆ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำจุดเด่นของสินค้าแต่ละพื้นที่ไปนำเสนอให้ตรงกับความต้องการของตลาด นำไปสู่โอกาสในการซื้อขายและต่อยอดธุรกิจในตลาดต่างประเทศต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609224d9faa80a44f2e013a642fcfcb6b4af9151354.jpg' type='image/jpg' length='178343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารเปิดเสรีลงทุนฉบับใหม่ ชี้ไทยได้ประโยชน์เพียบ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187294</link>
<guid isPermaLink="false">6909b5928f60886720c8432f9ce55386</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 15:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>อาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุน (AHKIA) แล้ว ช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง ที่ฟิลิปปินส์ &ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยมีการเปิดเสรีเพิ่มขึ้น ไทยได้ประโยชน์เพียบ ทั้งดึงดูดการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมอนาคต และไทยออกไปลงทุน</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาเซียนและฮ่องกงได้ลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง (AEM-HKC) ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองฝ่าย และจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค<br />
<br />
ทั้งนี้ พิธีสารฉบับดังกล่าวเป็นการผนวกผลสำเร็จของการจัดทำตารางข้อสงวนการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งมุ่งเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของไทยในสาขาที่ฮ่องกงมีศักยภาพ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ รวมถึงแผ่นวงจรพิมพ์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เชื่อมโยงกับตลาดจีนภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว<br />
<br />
<br />
สำหรับข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้ ไม่กระทบต่อสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากข้อผูกพันดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมาตรการที่ใช้บังคับอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่ฮ่องกงมีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน<br />
<br />
ความตกลง AHKIA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2562 และมีผลใช้บังคับครบทุกภาคีเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2564 โดยครอบคลุมเรื่องการคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกการลงทุน ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คงค้างอยู่ ได้เริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่สองฝ่ายจะสามารถสรุปผลการเจรจา พร้อมดำเนินการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) และตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) แล้วเสร็จเมื่อเดือนเดือนมี.ค.2569 โดยความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง ส่งเสริมความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ อันจะช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260922a7bd605fd86193032d38f2ebacc4402b151354.jpg' type='image/jpg' length='813924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถกจีน เห็นพ้องเดินหน้ายกระดับความร่วมมือลิขสิทธิ์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187144</link>
<guid isPermaLink="false">394b2d83968a1213a444e347a54c5b39</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติ ของจีน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือลิขสิทธิ์ไทย-จีน ทั้งการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ การป้องปรามการละเมิดออนไลน์ และประเด็นลิขสิทธิ์กับ AI เห็นพ้องยกระดับ MoU ฉบับปี 38 ใหม่ ให้ทันสมัย รับมือความท้าทายยุคดิจิทัล</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะหารือทวิภาคีกับ Mr. WANG Zhicheng ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติ (National Copyright Administration of China: NCAC) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์ของไทยและจีน โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการลิขสิทธิ์การใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ การป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมและ NCAC มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน โดยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกันตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นกรอบสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียงมาอย่างต่อเนื่อง การหารือครั้งนี้ จึงเป็นการสานต่อความร่วมมือดังกล่าว โดยทั้งสองฝ่ายได้เห็นตรงกันที่จะยกระดับความสัมพันธ์ด้วยการจัดทำ MoU ฉบับใหม่ระหว่างสองหน่วยงานเพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างกันให้ตอบโจทย์กับความท้าทายใหม่ในการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในยุคปัจจุบัน<br />
<br />
<a href="https://www.commercenewsagency.com/ads/11" target="_blank"><img src="https://www.commercenewsagency.com/uploads/2024/02/65df0b20cec85.jpg" /></a><br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะบทบาทของกรมและ NCAC ในการกำกับดูแลองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Copyright Management Organizations: CMOs) ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการสิทธิและจัดสรรค่าตอบแทนแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ โดยเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ให้มีข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถจัดสรรค่าตอบแทนให้แก่เจ้าของสิทธิได้อย่างเหมาะสม พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายในการบริหารจัดการสิทธิในทางปฏิบัติ ทั้งปัญหาการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อนหรือการเรียกเก็บโดยหน่วยงานที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกกำกับดูแลและระบบข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งเจ้าของสิทธิและผู้ใช้ผลงาน<br />
<br />
สำหรับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานดนตรีกรรมที่เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการและส่งเสริมการนำผลงานที่หมดอายุความคุ้มครองและตกเป็นสาธารณสมบัติไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง รวมถึงแนวทางการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของผลงาน ขอบเขตและเงื่อนไขในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ศิลปินและนักสร้างสรรค์สามารถนำผลงานดังกล่าวไปต่อยอดได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ เพิ่มโอกาสในการนำผลงานเดิมมาสร้างมูลค่าในรูปแบบใหม่และพัฒนาธุรกิจได้อย่างเหมาะสม<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมและ NCAC ยังได้หารือด้านการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ทำให้การเผยแพร่ผลงานผ่านอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและข้ามพรมแดน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากทั้งประเทศไทยและจีนต่างมีการสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานผ่านช่องทางออนไลน์จำนวนมาก<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีความสนใจที่จะจัดกิจกรรมในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน ทั้งในด้านการสร้างความตระหนักรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ การเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อยกระดับการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และรับมือกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น<br />
<br />
ส่วนประเด็นลิขสิทธิ์กับ AI ที่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของนโยบายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลก เนื่องจาก AI สามารถนำข้อมูลและผลงานสร้างสรรค์จำนวนมหาศาลมาใช้ในการพัฒนาและฝึกระบบ รวมทั้งสามารถสร้างภาพ เสียง วิดีโอ และเนื้อหารูปแบบใหม่ได้ โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่การนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ฝึก AI การคุ้มครองผลงานที่สร้างโดย AI ไปจนถึงความรับผิดของผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน AI ในกรณีที่เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ กรมและ NCAC เห็นร่วมกันว่าระบบลิขสิทธิ์จะต้องมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์กับการเปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน AI สามารถสร้างนวัตกรรมได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609210744cdd7d3b3d6b2b7eb746480334a37162313.jpg' type='image/jpg' length='201895' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยอาเซียน ผลัดดันความมั่นคงอาหาร โชว์ปีนี้มีผลงานด้านเศรษฐกิจเพียบ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/187142</link>
<guid isPermaLink="false">fa8229c36477e5c13a031b1fbc60dd1f</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หารือรับมือความท้าทาย จากความผันผวนพลังงาน สภาพภูมิอากาศ ดันอาเซียนเป็นฐานผลิตอาหาร สร้างความมั่นคงในภูมิภาค เผยปีนี้อาเซียน มีผลงานเศรษฐกิจเพียบ ทั้งยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ สรุปการเจรจา DEFA อัปเกรด ATIGA ทบทวน FTA อาเซียน-อินเดีย ลุย FTA อาเซียน-แคนาดา วางแผนทำงานร่วม 14 คู่เจรจา ระบุไทยยังได้ลงนามพิธีสารลงทุนอาเซียน-ฮ่องกงด้วย</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19&ndash;20 ก.ย.2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า ที่ประชุมเห็นว่าอาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต<br />
<br />
&ldquo;ไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพที่แต่ละประเทศมี อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
<br />
นางศุภจี กล่าวว่า ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐานการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 การเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพ.ย. 2569<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน<br />
<br />
ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA) กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อ 20 มี.ค. 2569 ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกงอีกทางหนึ่งด้วย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260921198cbb7c7ce29fd33fd7e15b0c746840162313.jpg' type='image/jpg' length='824854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”นำผู้ประกอบการไทย 109 ราย โชว์งาน CAEXPO หนานหนิง มั่นใจยอดปัง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186886</link>
<guid isPermaLink="false">acf8d5e6f8d950566ee71005d70dc3ca</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 17:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ร่วมเปิดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ที่หนานหนิง นำผู้ประกอบการไทย 109 ราย จากกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม แฟชันและเครื่องประดับ ของใช้และของตกแต่งบ้าน โชว์ศักยภาพ มั่นใจยอดขายปังแน่ พร้อมจัดแสดงสินค้าศักยภาพจากภาคอีสาน ที่กำลังจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย&ndash;อาเซียน&ndash;จีน และจัดสาธิตการทำอาหารไทย บริโภคคู่กับข้าวหอมมะลิไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าอาเซียน-จีน ครั้งที่ 23 (The 23rd China-ASEAN Expo: CAEXPO) ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมระหว่างประเทศ นครหนานหนิง ว่า ปีนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้นำผู้ประกอบการไทย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าบนพื้นที่ประมาณ 2,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นการเข้าร่วมเป็นครั้งที่ 22 ในรูปแบบ Pavilion of Commodity Trade มีคูหาหน่วยงานและผู้ประกอบการ 109 คูหา และมีสินค้าจัดแสดง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม แฟชันและเครื่องประดับ สุขภาพและความงาม และของใช้และของตกแต่งบ้าน โดยมั่นใจว่าสินค้าจากผู้ประกอบการไทยจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เหมือนกับการนำเข้าร่วมงานในปีที่ผ่าน ๆ มา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการเข้าร่วมงาน ยังได้มีการนำเสนอภาพลักษณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ภายใต้คูหาจังหวัดมนต์เสน่ห์ของไทย (Pavilion of City of Charm) ที่นอกจากจะมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและเป็นประตูสู่อินโดจีนและจีนแล้ว ภาคอีสานของไทยยังมีความร่ำรวยทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม มาตั้งแต่อดีต มีความพร้อมทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงมีการจัดแสดงสินค้าเด่น ได้แก่ ข้าวและธัญพืช อาหารปรุงรสและพร้อมทาน เครื่องดื่มและขนม ขบเคี้ยว สิ่งทอและของใช้ตกแต่ง สุขภาพและความงาม ของผู้ประกอบการในแต่ละจังหวัดรวมกว่า 80 รายการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีการโปรโมตภาคอีสานของไทย ที่มีแนวโน้มยกระดับบทบาทเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และเศรษฐกิจเชื่อมโยงไทย&ndash;อาเซียน&ndash;จีน จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ อาทิ โครงการทางหลวงพิเศษและรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและด่านการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการค้าข้ามแดน สนับสนุนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมการจัดประชาสัมพันธ์เพื่อแนะนำกิจกรรมต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการจัดประชาสัมพันธ์ข้าวไทย โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่มีการจัดแสดงตัวอย่างข้าวไทยชนิดต่าง ๆ และสาธิตการหุงข้าวไทยควบคู่กับปรุงอาหารไทย โดยได้ร่วมกิจกรรมสาธิตการทำอาหารไทย และแจกให้กับผู้เข้าร่วมชมงานได้ทดลองชิมกับข้าวหอมะลิไทย ซึ่งสร้างความตื่นเต้น และรับรู้ถึงอาหารไทยและข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.นายจักรากล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสนี้หารือกับนายเหวย เทา ประธานรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง โดยได้ขอบคุณที่ให้การต้อนรับและให้เกียรติประเทศไทยในฐานะผู้ร่วมจัดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (CAEXPO) มาโดยตลอด และไทยมุ่งมั่นที่จะใช้เวทีงานแสดงสินค้า CAEXPO เพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่เปิดกว้างร่วมกัน รวมทั้งได้ขอให้จีนพิจารณาอำนวยความสะดวก ลดหย่อนข้อกำหนดให้กับสินค้าสุขภาพและความงาม เนื่องจากการจดทะเบียน อย. ในจีน มีค่าใช้จ่ายและใช้ระยะเวลานาน และพิจารณาให้งานแสดงสินค้าเป็นพื้นที่เสรีแห่งการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อทดลองตลาดต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ ไทยได้ใช้โอกาสนี้เสนอให้ไทยและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะการเพิ่มปริมาณการค้า โดยขยายปริมาณการนำเข้า-ส่งออกในสาขาสำคัญ เช่น สินค้าเกษตร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้การค้าเติบโต และเป็นไปในทิศทางที่สมดุล รวมถึงสนับสนุนการจัดงาน กิจกรรมส่งเสริมการค้า และขอให้ฝ่ายจีนส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยได้ขอบคุณที่อำนวยความสะดวกในการนำเข้าผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไทยขอยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานเป็นอย่างมาก ฝ่ายกว่างซีจ้วงจึงสามารถมั่นใจในระบบการควบคุมและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี หากพบปัญหาโปรดแจ้งให้ทีมประเทศไทยทราบในโอกาสแรก เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
พร้อมกันนี้ ได้เชิญชวนฝ่ายจีนและคณะผู้บริหารของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ งานแสดงสินค้าต่าง ๆ ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ที่มีตลอดทั้งปี เช่น งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ งานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ โดยจะมอบหมายให้ทูตพาณิชย์หนานหนิง ประสานแจ้งให้ทราบในรายละเอียดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026091888ccfc7abf5aa238129737bada749185170653.jpg' type='image/jpg' length='891677' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เจาะลึกสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนรอบ 19 ปี จีนแชมป์ยื่นจดสูงสุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186885</link>
<guid isPermaLink="false">4382447680e53c7696940b87a8bfe6ab</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 17:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาวิเคราะห์เทรนด์สิทธิบัตรกลุ่มเทคโนโลยี &ldquo;พลังงานหมุนเวียน&rdquo; ทั่วโลก ในรอบ 19 ปี มีจำนวนสูงถึง 760,245 ฉบับ และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเร่งตัวอีกครั้ง เผยจีนขึ้นแท่นผู้นำ ครองสิทธิบัตรสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และเยอรมนี ส่วนการยื่นจดในไทยก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ชี้ไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาด ผ่านการผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบชั้นสูง การพัฒนานวัตกรรมย่อย และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตรทั่วโลก ในกลุ่มเทคโนโลยี &ldquo;พลังงานหมุนเวียน&rdquo; (Renewable Energy Technology) ในรอบ 19 ปี (2549&ndash;2567) จากฐานข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO&rsquo;s IP Statistics Data Center) พบสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 760,245 ฉบับ โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 24,286 ฉบับในปี 2549 สู่ 50,209 ฉบับในปี 2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4.1% ต่อปี โดยมีการเติบโตแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเติบโตปี 2549&ndash;2555 ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานและชะลอตัวในปี 2556&ndash;2563 และกลับมาเติบโตแบบเร่งตัวอีกครั้งในปี 2564&ndash;2567 สะท้อนว่าภาพรวมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและต่อยอดอีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการยื่นสิทธิบัตรด้านพลังงานหมุนเวียนมีการกระจุกตัวสูงในประเทศที่มีฐานเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ประเทศที่ครองสิทธิบัตรสูงสุด อันดับ 1 จีน 234,595 ฉบับ อันดับ 2 ญี่ปุ่น 161,168 ฉบับ อันดับ 3 สหรัฐฯ 99,113 ฉบับ ซึ่ง 3 อันดับมีสัดส่วนรวมกันถึง 65% ของสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก และหากรวมอันดับ 4 เกาหลีใต้ 83,942 ฉบับ และอันดับ 5 เยอรมนี 51,815 ฉบับ จะครอบคลุมสูงถึง 83% ของสิทธิบัตรทั้งหมด ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีฐานคำขอสิทธิบัตรขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างโดดเด่น มีจำนวนสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,283 ฉบับในปี 2549 สู่ 30,382 ฉบับในปี 2567 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 19.2% ต่อปี โดยในปี 2567 เพียงปีเดียว สิทธิบัตรจากผู้ยื่นชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของโลก<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่น่าจับตามองอย่างสเปน ซึ่งแม้จะมีจำนวนสิทธิบัตรไม่มาก แต่มีอัตราการเติบโตสูง 12.6% ต่อปี รวมถึงเกาหลีใต้ที่น่าจับตามองในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ที่ยังเติบโต โดยมีอัตราเติบโตประมาณ 1.9% ต่อปี ขณะที่ประเทศกลุ่มผู้นำอย่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเยอรมนี กลับมีแนวโน้มการยื่นคำขอสิทธิบัตรลดลงอย่างชัดเจนในช่วงหลัง ๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบนวัตกรรมที่มีชาติตะวันตกและญี่ปุ่นเป็นฐาน ไปสู่ยุคที่จีนมีบทบาทนำในการกำหนดทิศทางเทคโนโลยีพลังงานของโลก<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ 1. กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยจำนวน 396,448 ฉบับ หรือประมาณ 52.1% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโต (Growth Stage) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.4% ต่อปี โดยจำนวนการยื่นคำขอเพิ่มขึ้นจาก 9,572 ฉบับในปี 2549 เป็น 29,045 ฉบับ ในปี 2567 ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น องค์ประกอบชุดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบที่เกี่ยวข้องกับชุดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีฐานสิทธิบัตรขนาดใหญ่และมีการแข่งขันสูง ผู้เล่นหลักส่วนใหญ่จึงเป็นบริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากเอเชียและสหรัฐฯ โดยผู้ยื่นคำขอรายใหญ่ ได้แก่ Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ 9,297 คำขอ Mitsubishi Electric จากญี่ปุ่น 5,102 คำขอ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC จากไต้หวัน 4,037 คำขอ LG Electronics จากเกาหลีใต้ 3,747 คำขอ และ Intel จากสหรัฐฯ&nbsp; 3,501 คำขอ<br />
<br />
2.กลุ่มเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจน (Fuel Cells &amp; Hydrogen Technology) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองด้วยจำนวน 161,204 ฉบับ หรือประมาณ 21.2% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ จัดเป็นเทคโนโลยีในระยะที่เคยเติบโตเต็มที่และกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง (Mature Technology with Renewed Interest) แม้ในภาพรวมระยะยาวจะมีอัตราเติบโต -2.0% ต่อปี เนื่องจากเคยผ่านจุดสูงสุดในปี 2549 ที่ 10,870 ฉบับ แต่ช่วง ปี 2562&ndash;2567 ได้กลับมาขยายตัวบวกอีกครั้งที่ 2.0% ต่อปี จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีไฮโดรเจนและการเปลี่ยนผ่านในภาคยานยนต์ ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น แบตเตอรีและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระบบระบายความร้อนเซลล์เชื้อเพลิง โมดูลเซลล์เชื้อเพลิง เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักกระจุกตัวในกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนชั้นนำ นำโดย Toyota Motor จากญี่ปุ่น 15,612 คำขอ Honda Motor จากญี่ปุ่น 6,222 คำขอ Robert Bosch จากเยอรมนี 5,464 คำขอ Hyundai Motor จากเกาหลีใต้ 5,459 คำขอ และ Nissan Motor จากญี่ปุ่น 3,113 คำขอ<br />
​<br />
3.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานลม (Wind Energy) มีจำนวน 124,254 ฉบับ หรือประมาณ 16.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันอยู่ในระยะเติบโต (Growth Stage) โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 4.5 เท่าจาก 2,001 ฉบับในปี 2549 เป็น 9,168 ฉบับในปี 2567 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานลม มอเตอร์และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง กังหันลม/กังหันผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิตกังหันลมและระบบวิศวกรรมพลังงานจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา นำโดย Vestas Wind Systems จากเดนมาร์ก 7,257 คำขอ Siemens Gamesa จากสเปน 3,922 คำขอ General Electric หรือ GE จากสหรัฐฯ 3,647 คำขอ Wobben Properties จากเยอรมนี 3,479 คำขอ และ Siemens AG จากเยอรมนี 2,932 คำขอ<br />
​<br />
4.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานน้ำ (Hydro Energy) มีจำนวน 68,770 ฉบับ หรือประมาณ 9.0% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ ปัจจุบันเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่และทรงตัว (Mature / Stable Stage) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 4.4% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเล ชุดแยกก๊าซไฮโดเจนจากน้ำ กังหันน้ำ/ชุดกังหันน้ำผลิตไฟฟ้า เป็นต้น สำหรับผู้เล่นหลักนำโดยบริษัทวิศวกรรมจากเยอรมนีอย่าง Voith Patent (672 คำขอ) ร่วมกับกลุ่มรัฐวิสาหกิจและสถาบันการศึกษาจากจีน ได้แก่ China Yangtze Power 439 คำขอ State Grid Corporation of China 405 คำขอ State Grid Xinyuan 331 คำขอ และ Zhejiang Ocean University 323 คำขอ<br />
​<br />
5.กลุ่มเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) มีขนาดเล็กที่สุดด้วยจำนวน 9,569 ฉบับ หรือประมาณ 1.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมดในด้านนี้ เป็นเทคโนโลยีที่นำความร้อนจากใต้พื้นโลกมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ถือเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (Emerging to Growth Technology) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 9.3% ต่อปี ตัวอย่างเทคโนโลยี เช่น ระบบรักษาอุณหภูมิโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น ในกลุ่มนี้ถือเป็นพื้นที่เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นหลักและมีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น จึงยังมีโอกาสสูงสำหรับการวิจัยและพัฒนา<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า ​ในส่วนของไทย พบว่า ในช่วง 5 ปี (2564-ปัจจุบัน) มีสถิติการยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในไทยทั้งสิ้น 760 คำขอ แบ่งเป็นคำขอสิทธิบัตร 529 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 231 คำขอ โดยเป็นการยื่นจากผู้ยื่นต่างชาติ 476 คำขอ สัดส่วน 63% และผู้ยื่นไทย 284 คำขอ สัดส่วน 37% สำหรับผู้ยื่นต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรสูงสุด ได้แก่ REC Solar Pte. Ltd. จากสิงคโปร์ 11 คำขอ Qualcomm Incorporated จากสหรัฐฯ 10 คำขอ Mitsubishi Heavy Industries Thermal Systems จากญี่ปุ่น 7 คำขอ Toyota Jidosha Kabushiki Kaisha จากญี่ปุ่น 6 คำขอ และ LG Chem, Ltd. จากเกาหลีใต้ 5 คำขอ ขณะที่ผู้ยื่นไทยที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูงสุด นำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 18 คำขอ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 6 คำขอ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 5 คำขอ ซึ่งนวัตกรรมที่ยื่นขอรับสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรในไทยครอบคลุมตั้งแต่ชุดผลิตไฟฟ้าและอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรีและระบบระบายความร้อนเซลล์เชื้อเพลิง กังหันลม สถานีผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเล ชุดแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำ ไปจนถึงระบบรักษาอุณหภูมิโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการและผู้เล่นหน้าใหม่ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมไทย แม้การเข้าสู่ตลาดหลักที่มีความหนาแน่นทางสิทธิบัตรสูงอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือเซลล์เชื้อเพลิงโดยตรงจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมียักษ์ใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว แต่ยังมีโอกาสเปิดกว้างใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การวิจัยพัฒนานวัตกรรมย่อยและชิ้นส่วนขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาส่วนประกอบย่อย อุปกรณ์ต่อพ่วง และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน (System Efficiency) เพื่อแทรกตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก 2.การเจาะตลาดเทคโนโลยีศักยภาพใหม่ที่มีคู่แข่งน้อย โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ซึ่งทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 9.3% ต่อปี แต่ยังมีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น จึงเป็นโอกาสสำหรับไทยในการเร่งพัฒนาและสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และ 3.การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สถาบันศึกษา และภาคเอกชน ใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรในประเทศเพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการต่อยอดงานวิจัยจากหน่วยงานหลัก เช่น สวทช. และสถาบันการศึกษา นำไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260918aac11244914c804333f8cad0cff74020170544.jpg' type='image/jpg' length='501121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ปลื้ม“Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” ช่วย SME ขายได้จริง ฟันยอด 571 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186884</link>
<guid isPermaLink="false">169a716780643a9c46f7743bd4ad0c3e</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 17:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;มอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; ชูเป็นต้นแบบ SME ที่ใช้ประโยชน์จาก FTA ออกไปทำตลาดได้จริง เผยลุยตลาด 3 ประเทศ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ สร้างมูลค่าการค้า 571 ล้านบาท ชี้เป็นความสำเร็จจากจุดเล็ก ๆ ที่จะขยายใหญ่ขึ้นในอนาคต ยันเดินหน้าเป็นลมใต้ปีก ช่วย SME ขยายตลาดต่อไป</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก&rdquo; เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ว่า โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะแม้วันนี้จะมีผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากไม่เริ่มจากจุดนี้ จะก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร โดยทุก ๆ ความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน จึงขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ขอฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่ 1.เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด 2.ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ และ 3.ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่าหากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้ และกระทรวงพาณิชย์จะยังคงทำหน้าที่เป็นลมใต้ปีก สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทย เดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็นอินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรัม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟ LED<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609185e0d451569a67b54bf963aaf25a89acd170429.jpg' type='image/jpg' length='595121' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลุยร่วมมือเวียดนาม ดันเพิ่มการค้าสองฝ่าย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186883</link>
<guid isPermaLink="false">cb91b0d5b3bd812a488a03100a5f47a5</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 17:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;จับมือเซ็นทรัล จัดงาน Vietnamese Week in Thailand 2026 ฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ยันเดินหน้าร่วมมือการค้า การลงทุนต่อเนื่อง ตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ตั้งเป้าลุยลงทุน Co-Creation ร่วมมือผลิต ทำตลาดในประเทศที่สาม</strong><br />
<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Vietnamese Week in Thailand 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM&rdquo; โดยมีนายฝั่ม เหวียต หุ่ง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย และน.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17&ndash;20 ก.ย.2569 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม เมื่อวันที่ 6 ส.ค.2569 และร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569&ndash;2574 และการผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้แตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายในงาน มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 61 บริษัท 61 คูหา นำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเวียดนามมาจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุมสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าสำหรับเด็ก และของใช้ภายในบ้าน บนพื้นที่จัดแสดงรวม 520 ตารางเมตร เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคไทยได้สัมผัสสินค้าและเสน่ห์ของเวียดนาม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้เชื่อมโยงทางธุรกิจ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยจะเดินหน้าร่วมมือกับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยในปี 2568 การค้าไทย-เวียดนามมีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.07% ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน และเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง โดยได้ตั้งเป้าหมายการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุน จะมีการเดินหน้ายุทธศาสตร์ Co-Creation การร่วมมือผลิต ทำตลาดในประเทศที่สาม หลังจากที่ปัจจุบัน ไทยมีการลงทุนในเวียดนามครอบคลุมหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก โดยกลุ่มเซ็นทรัล ก็เป็นหนึ่งในนักลงทุนไทยรายสำคัญในเวียดนาม มีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ<br />
<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ จะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง และพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม และผู้ประกอบการเวียดนามในไทย&rdquo;ดร.กิริฎากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260918811e9e50b8a3880bbac25a772424186e170307.jpg' type='image/jpg' length='507516' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.ดัน “ใกล้เก็บเกี่ยว” ใช้เทคโนโลยี-AI เปลี่ยนแก้ปัญหาสู่บริหารล่วงหน้า นำร่องข้าว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186453</link>
<guid isPermaLink="false">935fec37479f460a6999bb96c8b6edee</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค. บริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยข้อมูล จัดทำระบบบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ใช้เทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนเกมจากตามแก้ปัญหาสู่การบริหารจัดการล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าว ก่อนผลผลิตข้าวนาปีออกสู่ตลาดปลายปีนี้ เผยจะเห็นข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่ผลผลิต แนวโน้มราคา ทำให้วางแผนบริหารจัดการได้ทันท่วงที เตรียมเปิดตัว และลงนาม MOU กับ 3 กระทรวงเพื่อร่วมกันขับเคลื่อน 30 ก.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้จัดทำระบบบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ตามโจทย์ที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรของประเทศให้ก้าวไปไกลกว่าการติดตามสถานการณ์และแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้น โดยได้นำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการบริหารสินค้าเกษตรด้วยข้อมูลคาดการณ์ที่แม่นยำ เพื่อให้ภาครัฐเห็นสถานการณ์ได้เร็ว กำหนดมาตรการได้ตรงจุด ทันเวลา และเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยใกล้เก็บเกี่ยว จะเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะเปลี่ยนข้อมูลจากสิ่งที่ใช้มองย้อนหลัง ให้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยมองไปข้างหน้า โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการผลิต พื้นที่เพาะปลูก ผลผลิต ตลาด และราคา เพื่อให้ภาครัฐเห็นสถานการณ์ได้เร็วขึ้น และมีเวลาเตรียมการก่อนที่สถานการณ์จะกลายเป็นปัญหา โดยเริ่มนำร่องกับข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ก่อนผลผลิตนาปีทยอยออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;สิ่งที่ สนค. กำลังทำ ไม่ใช่การสร้าง Dashboard ขึ้นมาอีกหนึ่งระบบ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารสินค้าเกษตร จากข้อมูลที่ใช้บอกว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ไปสู่ข้อมูลที่ช่วยให้เราเห็นว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งสถานการณ์ด้านการผลิต การตลาด ราคา ทำให้ภาครัฐมองเห็นสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และมีเวลาเตรียมมาตรการและบริหารสถานการณ์ได้เร็วขึ้น&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ใกล้เก็บเกี่ยว เป็นการทำงานร่วมกันของ 4 กระทรวง โดยวันที่ 30 ก.ย.2569 จะมีการเปิดตัวระบบ และมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อเชื่อมข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงาน ให้สามารถมองสถานการณ์และทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ใกล้เก็บเกี่ยว เป็นมากกว่าระบบพยากรณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพเดียวกันและตัดสินใจได้เร็วขึ้น และจะช่วยเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐ จากตามสถานการณ์ไปสู่การเห็นล่วงหน้า จากรอแก้ปัญหาไปสู่การใช้ข้อมูลบริหารก่อนปัญหาจะมาถึง และเปลี่ยนบริบทการบริหารเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรสู่มิติใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรูปแบบการทำงานของใกล้เก็บเกี่ยว จะมีการบูรณาการข้อมูลข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย ข้อมูลคาดการณ์ผลผลิตข้าวจากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ข้อมูลทะเบียนข้าวจากกรมส่งเสริมการเกษตร ข้อมูลราคารับซื้อข้าวเปลือกหน้าโรงสีจากกรมการค้าภายใน ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคข้าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และข้อมูลการค้าข้าวในตลาดโลกจากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกันให้เห็นทั้งสถานการณ์ด้านผลผลิต ราคา และความต้องการของตลาด และมีการนำ AI มาวิเคราะห์และชี้เป้าตลาดที่มีศักยภาพและมีความต้องการข้าวมูลค่าสูง เชื่อมโยงข้อมูลฝั่งผลผลิต (Supply) กับความต้องการของตลาด (Demand) เพื่อให้การบริหารจัดการไม่ได้สิ้นสุดเพียงการคาดการณ์ว่าข้าวจะออกสู่ตลาดที่ไหน เมื่อไร เท่าใด แต่สามารถต่อยอดไปสู่การตอบโจทย์ว่า ข้าวเหล่านั้นควรเชื่อมโยงไปยังตลาดใด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและรายได้ของเกษตรกร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202609166ad413a72b3091b1c574499610cee77f161254.jpg' type='image/jpg' length='149302' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยถกกาตาร์ร่วมมือเศรษฐกิจ เร่ง FTA ไทย-ศรีลังกา จับมือฮ่องกงลุย Co-creation]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186452</link>
<guid isPermaLink="false">fe7d4481ebe58a23015e09bc91236afb</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยร่วมประชุมเวที Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ที่ฮ่องกง ชูแนวคิด &ldquo;กระจายการค้า ขยายความร่วมมือ เสริมศักยภาพ MSME&rdquo; พร้อมหารือกับกาตาร์ ดันร่วมมือเศรษฐกิจ ติดตามความคืบหน้า FTA ไทย-ศรีลังกา คาดบังคับใช้ต้นปี 70 และถกฮ่องกง ดันเพิ่มความร่วมมือในลักษณะ Co-creation ผลิตสินค้า ทำตลาดร่วมกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุม Belt and Road Summit ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ว่า งานนี้เป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดโดยฮ่องกง &nbsp;มีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐและภาคธุรกิจกว่า 6,000 คน และระดับรัฐมนตรีจากหลาย 10 ประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือต่าง ๆ และแสวงหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสในการร่วมเสวนาเชิงนโยบาย ในหัวข้อ &ldquo;Building Resilient Trade and Investment Frameworks in a Diverse Global Landscape&rdquo; เน้นย้ำความสำคัญที่ทุกประเทศควรให้ความสนใจ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การกระจายความหลากหลาย ผ่านการหาพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างความหลากหลายในการนำเข้า การส่งออก และการลงทุน 2.การสร้างความร่วมมือในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และ 3.การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม เพื่อเสริมศักยภาพให้ MSME สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้อย่างราบรื่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้หารือกับ Dr. Ahmad Mohammed Al-Sayed รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศแห่งรัฐกาตาร์ โดยเห็นว่าสองประเทศสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้ อาทิ SME การค้าดิจิทัล และ Medical Care และพร้อมสร้างความร่วมมือและขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกาตาร์ ซึ่งกาตาร์จะเป็นประตูการค้าไปยังประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นควรให้มีการหารือร่วมกันในระดับเจ้าหน้าที่ ถึงแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับ Wasantha Samarasinghe รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า พาณิชย์ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาสหกรณ์ของศรีลังกา โดยไทยได้ติดตามความคืบหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย-ศรีลังกา (SLTFTA) โดยศรีลังกาแจ้งว่า อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการกระบวนการภายในประเทศ และคาดว่า FTA ดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้ภายในต้นปี 2570 รวมทั้งต้องการที่จะสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาอาหาร โดยไทยแจ้งว่าไทยมีศักยภาพในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป จึงเห็นว่าสองประเทศอาจสร้างความร่วมมือระหว่างกันในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการหารือกับ Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฮ่องกง ทั้งสองฝ่ายเห็นถึงโอกาสในการส่งเสริมการลงทุน การใช้ประโยชน์จากงานแสดงสินค้าต่าง ๆ ตลอดจนมาตรการสนับสนุน SME และช่องทางการขยายตลาด จึงเห็นว่าควรส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะ Co-creation และมุ่งเน้นตลาดหรืออุตสาหกรรมที่เกื้อกูลกัน โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ T-Beauty และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพสูง รวมทั้งยังหารือถึงความร่วมมือด้านการเงิน การศึกษา และธุรกิจการบิน ซึ่งฮ่องกงมีศักยภาพในระดับโลกและพร้อมให้การสนับสนุนไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพด้านการบริการทางการแพทย์ Wellness และการท่องเที่ยว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026091613972f6b6326644c3808f2174503778c161254.jpg' type='image/jpg' length='1036126' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.ค.69 เพิ่ม 27.9% รวม 7 เดือนพุ่ง 1.34 ล้านล้าน เพิ่ม 12.9%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186450</link>
<guid isPermaLink="false">16441d9cc597b380f536c3258e6d39b5</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.69 มูลค่า 212,314 ล้านบาท เพิ่ม 27.9% ค้าชายแดนกับมาเลเซียมากสุด ตามด้วย สปป.ลาว และเมียนมา กับกัมพูชา มียอดนำเข้า 2.4 หมื่นบาท เป็นพัสดุไปรษณีย์สินค้าชุดแต่งกายสำหรับสตรีหรือเด็กหญิง ส่วนค้าผ่านแดน กับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ เวียดนาม รวม 7 เดือนยอด 1,341,805 ล้านบาท เพิ่ม 12.9% ระบุทุเรียนส่งผ่านแดนไปจีน 7 เดือน ทะลุ 1 ล้านตัน มูลค่า 124,658 ล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 212,314 ล้านบาท เพิ่ม 27.9% แยกเป็นการส่งออก 124,916 ล้านบาท เพิ่ม 35.5% และการนำเข้า 87,398 ล้านบาท เพิ่ม 18.4% ได้ดุลการค้า 37,518 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่า 1,341,805 ล้านบาท เพิ่ม 12.9% เป็นการส่งออก 760,615 ล้านบาท เพิ่ม 10.4% การนำเข้า 581,189 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% ได้ดุลการค้า 179,426 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เมื่อแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 81,282 ล้านบาท เพิ่ม 22.8% เป็นการส่งออก 44,879 ล้านบาท เพิ่ม 25.8% การนำเข้า 36,404 ล้านบาท เพิ่ม 19.3% ได้ดุลการค้า 8,475 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 40,605 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,696 ล้านบาท เพิ่ม 10% และเมียนมา 15,982 ล้านบาท ลด 6.9% ส่วนกับกัมพูชา มียอดการนำเข้า 0.024 ล้านบาท เป็นพัสดุไปรษณีย์สินค้าชุดแต่งกายสำหรับสตรีหรือเด็กหญิง ที่ต้องชำระอากรปากระวาง ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด<br />
<br />
โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน ก.ค.2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 4,422 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,746 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,715 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 การค้าชายแดน มีมูลค่า 512,314 ล้านบาท ลด 10.5% เป็นการส่งออก 291,120 ล้านบาท ลด 15.4% และการนำเข้า 221,194 ล้านบาท ลด 3.2% ได้ดุลการค้า 69,925 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 131,032 ล้านบาท เพิ่ม 31.3% เป็นการส่งออก 80,038 ล้านบาท เพิ่ม 41.6% และการนำเข้า 50,994 ล้านบาท เพิ่ม 17.8% โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 72,830 ล้านบาท เพิ่ม 15.6% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 30,352 ล้านบาท เพิ่ม 137.5% และ 10,022 ล้านบาท เพิ่ม 58.0% ตามลำดับ<br />
<br />
โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือน ก.ค.2569 ได้แก่ ทุเรียนสด 22,100 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 10,614 ล้านบาท และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 9,982 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 829,490 ล้านบาท เพิ่ม 34.6% เป็นการส่งออก 469,496 ล้านบาท เพิ่ม 36.3% และการนำเข้า 359,995 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% ได้ดุลการค้า 109,501 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะทุเรียนสด ส่งออกไปจีนช่วง 7 เดือน ปริมาณ 1,005,267 ตัน มูลค่า 124,658 ล้านบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260916c8d2ae4b997c3c523c3225eaed063c81161352.jpg' type='image/jpg' length='1292266' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย ส.ค.69 เพิ่ม 9.1% เจอแรงกดดันจากราคาพลังงาน ต้นทุนพุ่ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/186449</link>
<guid isPermaLink="false">5526875617795740676e65fc90f3a60a</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ส.ค.69 เพิ่มขึ้น 9.1% เหตุฐานปีก่อนต่ำ ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ทรงตัวสูง ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และค่าเงินบาทอ่อน กระทบต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบ ส่งผลให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้น ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คาดแนวโน้ม ก.ย.69 เพิ่มอีก</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 115.4 เพิ่มขึ้น 9.1% โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาผู้ผลิตในภาพรวมของปีก่อนที่ต่ำ ราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งของผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าบางประเภทปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าทุกหมวดปรับตัวสูงขึ้น ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 8.3% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน สับปะรด มะพร้าว) จากความต้องการในภาคการส่งออกที่ลดลง สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 23.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และข้อจำกัดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สินแร่โลหะ จากราคาตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ความกังวลด้านอุปทาน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง จากต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการทำเหมืองและการขนส่ง<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 6.9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ และราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกสูงกว่าปีก่อน กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะอุปทานที่ตึงตัวจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อวัตถุดิบผลผลิต ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก<br />
<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.ย.2569 คาดว่าจะจะขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้น จากฐานของปีก่อนที่ต่ำ ประกอบกับราคาพลังงานในตลาดโลกที่คาดว่าจะยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในภาพรวมมีแนวโน้มที่จะคงตัวอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง และยังมีผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท อาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการปรับราคาสินค้า แม้ต้นทุนการผลิตโดยรวมจะสูงขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและคงปริมาณคำสั่งซื้อจากตลาดปลายทาง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260916572100159f705485f8937c46b3d4dd1e161254.jpg' type='image/jpg' length='389971' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“สุนันทา”โชว์ผลงานปั๊มส่งออกปี 69 1.63 แสนล้าน ช่วยผู้ประกอบการ 3.14 แสนราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185935</link>
<guid isPermaLink="false">4fdd167c789338272486b4534b0c5650</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุนันทา&rdquo;โชว์ผลการทำงานปี 69 ลุยจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออก สร้างมูลค่าการค้าได้ 1.63 แสนล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการและผู้รับบริการ 3.14 แสนราย แถมประสบความสำเร็จในการบุกเจาะตลาดใหม่ สร้างโอกาสส่งออกให้สินค้ารายการใหม่ คาดปี 69 ยอดส่งออกทำได้ไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ส่วนเป้าปี 70 กำหนดนัดหารือรัฐ เอกชน ทูตพาณิชย์ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการส่งออก ปี 2569 การเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการประเมินสถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกปี 2570 โดยมีนางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกรม เข้าร่วมว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและผลักดันการส่งออกกว่า 500 กิจกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าการค้าได้กว่า 163,500 ล้านบาท มีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้รับบริการทั้งในและต่างประเทศได้รับประโยชน์กว่า 314,500 ราย สะท้อนบทบาทของกรมในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและคู่ค้าทั่วโลก ทั้งการจัดงานแสดงสินค้า การเจรจาธุรกิจ การนำคณะผู้แทนการค้าไปต่างประเทศ และการขยายช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่<br />
<br />
&ldquo;การดำเนินงานของกรมในปี 2569 เป็นการทำงานตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาสมดุล ขยายตลาด และเพิ่มมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง เร่งเปิดตลาดศักยภาพใหม่ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเอเชียใต้ ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างตลาดที่ประสบความสำเร็จ เช่น อินเดีย มีการนำคณะผู้บริหารและคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินเดีย รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ สร้างมูลค่าการค้าจากกิจกรรมในภูมิภาคเอเชียใต้แล้วกว่า 800 ล้านบาท ลาตินอเมริกา สร้างเครือข่ายและขยายตลาดสินค้าและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในบราซิลและเม็กซิโก เกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ 337 คู่ สร้างมูลค่าการเจรจาการค้าประมาณ 650 ล้านบาท เม็กซิโก จัดกิจกรรมสินค้าอาหารและไลฟ์สไตล์ เกิดการเจรจาการค้า 228 คู่ คาดการณ์มูลค่าภายใน 1 ปี 100 ล้านบาท<br />
<br />
ส่วนแอฟริกาและตะวันออกกลาง ได้เร่งสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านโครงการ Sourcing Forum from Middle East and Africa 2026 เชิญผู้นำเข้าจาก 2 ภูมิภาค จำนวน 33 บริษัท มาเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 130 ราย คาดการณ์มูลค่าการเจรจาการค้าภายใน 1 ปี 890 ล้านบาท และยังนำผู้ประกอบการไทยไปขยายตลาดในเคนยา โมร็อกโก โกตดิวัวร์ เซเนกัล และแอฟริกาใต้ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวมหลายโครงการกว่า 1,200 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้เดินหน้าสร้าง New Initiatives เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และดิจิทัลคอนเทนต์ โดยจัดงาน Thailand Content Market 2026 (TCM) เป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 20&ndash;22 ก.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า 9,792.4 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงาน 6,731 ราย อุตสาหกรรมเกม ได้ส่งเสริมธุรกิจเกมไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการเข้าร่วมงาน Gamescom 2026 และกิจกรรม Gamescom Asia x Thailand Game Show โดยในงาน Gamescom 2026 สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 270.36 ล้านบาท พบคู่ค้าเป้าหมาย 994 ราย เป็นคู่ค้ารายใหม่ 673 ราย หรือร้อยละ 67.71<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การส่งออกไทยปี 2569 ผ่านมาแล้ว 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 231,530.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.17% ได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และ AI รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก และยังมีสินค้าที่กรมผลักดันที่เติบโตได้ดี อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 มีมูลค่า 18,109.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.53% และผลไม้สด แช่เย็นและแช่แข็ง อันดับ 8 มีมูลค่า 5,665.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.99% โดยกรมคาดว่า การส่งออกปี 2569 น่าจะขยายตัวได้ในระดับตัวเลข 2 หลัก ส่วนปี 2570 กรมจะประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 58 แห่งทั่วโลกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการส่งเสริมการส่งออกให้สอดรับกับสถานการณ์ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ ก็ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ผ่านโครงการ TOPTHAI by DITP เปิดร้านบน Amazon UK เพื่อคัดสรรสินค้าและแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดสหราชอาณาจักร เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศได้โดยตรง และสร้างโอกาสทางการค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ล่าสุด กรมยังได้รับ &ldquo;รางวัลเลิศรัฐ&rdquo; ระดับดีเด่น ประจำปี 2569 ในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผลงานที่ผ่านเกณฑ์ระดับดีเด่นจากการส่งผลงานเข้าประกวดทั้งหมดถึง 706 ผลงานทั่วประเทศ ในผลงาน &ldquo;DITP Open &amp; Connected : เปิดประตูสู่การค้าโลก&rdquo;&nbsp; สะท้อนถึงความสำเร็จในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการพัฒนางานบริการภาครัฐ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของกรมใ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260914cc6f917e828fc306b4e300a62a593038153355.jpg' type='image/jpg' length='68601' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน 835 ราย นำเงินเข้า 2.49 แสนล้าน จ้างงาน 5,863 คน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185932</link>
<guid isPermaLink="false">9a11b662ad963d6cc4258f114118a229</guid>
<pubDate>Mon, 14 Sep 2026 15:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไฟเขียวต่างชาติลงทุนไทย 8 เดือน ปี 69 จำนวน 835 ราย เพิ่ม 22% นำเงินลงทุน 249,261 ล้านบาท เพิ่ม 11% จ้างงาน 5,863 คน เพิ่ม 20% เผยสิงคโปร์ลงทุนมูลค่ามากที่สุด ตามด้วยญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สหรัฐฯ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วง 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 835 ราย เพิ่มขึ้น 22% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 199 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิ์ตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 636 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 249,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% และมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 5,863 คน เพิ่มขึ้น 20%&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 158 ราย คิดเป็น 19% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 43,803 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, แม่พิมพ์ และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 131 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,481 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำเครื่องเรือนและเครื่องใช้สอย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Circuit Breaker, ระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง เม็ดพลาสติก เป็นต้น<br />
<br />
3.สิงคโปร์ 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 73,368 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer) ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการเทคนิค การโอนย้ายข้อมูล และการติดตั้งระบบบริหารจัดการผู้ใช้งานแบบรวมศูนย์ เป็นต้น ธุรกิจบริการวิเคราะห์และรายงานผลอัตราการเต้นของหัวใจที่ได้จากเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าของหัวใจแบบไร้สาย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ ชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 53,780 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยให้คำปรึกษา แนะนำ และออกแบบเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากผงโลหะอัด ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 84 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 16,682 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียมภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กลุ่มภาพและเสียง, Multilayer Printed Circuit Board, เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 418 ราย คิดเป็น 50% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 835 ราย มูลค่าลงทุน 180,731 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case, เครื่องจักรอัตโนมัติ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่นบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม, บริการ Cloud Service เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 8 เดือน ปี 2569 มีจำนวน 260 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 32% มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 96,857 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 98 ราย ลงทุน 34,846 ล้านบาท ญี่ปุ่น 38 ราย ลงทุน 25,759 ล้านบาท ฮ่องกง 33 ราย ลงทุน 7,063 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 91 ราย ลงทุน 29,189 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม บำรุงรักษาสินค้าประเภทโมดูลเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, Multilayer Printed Circuit Board เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ เฉพาะเดือน ส.ค.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 99 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 22 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 30,053 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 634 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานก่อสร้างเตาเผาขยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องมือบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบไร้สาย และองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการทำงานอัตโนมัติ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ ธุรกิจบริการติดตั้งระบบเตาเผาขยะมูลฝอย ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, Compressor สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า, เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ High Performance Lubricating Synthetic Esters เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260914169faf3c984b47c8a5fc25a872b5435c153355.jpg' type='image/jpg' length='56827' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ดันเอกชนไทย-อินเดีย ลุย Co-creation ร่วมมือผลิต ทำตลาดประเทศที่สาม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185770</link>
<guid isPermaLink="false">e85116fa8c3728b0a78c524b5b828a4f</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการหารือภาคเอกชนไทย-อินเดีย เห็นพ้องเดินหน้า Co-creation หรือการร่วมสร้าง เปิดบทใหม่ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ร่วมมือกันผลิตสินค้า บริการ เปิดธุรกิจใหม่ ทำตลาดประเทศที่สาม นำร่องกำหนดสาขาอุตสาหกรรมที่จะร่วมกันภายใน 45 วัน ก่อนเดินหน้าความร่วมมือ</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเวที India&ndash;Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ &ldquo;คู่ค้า&rdquo; สู่ &ldquo;Co-creation&rdquo; หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย&ndash;อินเดียเข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน อีกทั้งในปัจจุบัน การค้าระหว่างไทยกับอินเดียยังไม่สมดุล ไทยเป็นฝ่ายเกินดุล หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับแนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดีย จะไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม เพราะไทยไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท&ndash;รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศ มีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ ๆ สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนดสาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260911fc1b6ec00a10ebee367be378af48bd9f163253.jpg' type='image/jpg' length='1271462' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี ก.ค.69 ลด 6.36% หลังบวกมา 4 เดือนติด ทองคำวูบ 59.22%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185546</link>
<guid isPermaLink="false">6972e669d3d171dfb690804df691ac00</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 16:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.ค.69 ไม่รวมทองคำ 737.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 6.36% หดตัวครั้งแรก หลังบวกมา 4 เดือนติด รวม 7 เดือน มูลค่า 8,981.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.87% เฉพาะทองคำส่งออก 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22% เหตุราคาตลาดโลกลด แรงเก็งกำไรลดลง คาดแนวโน้มส่งออก เจอปัจจัยกดดันหลากหลาย ทั้งภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก อินเดียลดภาษีเพชร ขึ้นภาษีทองและเงิน</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.ค.2569 มีมูลค่า 737.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น ลดลง 6.36% กลับมาลดลงครั้งแรก หลังขยายตัวติดต่อกัน 4 เดือนก่อนหน้านี้ หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,138.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 39.21% รวม 7 เดือนปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 8,981.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.87% รวมทองคำมูลค่า 18,055.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.30%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือน ก.ค.2569 มี มูลค่า 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 59.22% จากราคาทองคำตลาดโลกชะลอตัวลง และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ทำให้แรงเก็งกำไรทองคำลดลง และรวม 7 เดือน ส่งออกทองคำ 9,074.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.06% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.22% มี.ค.2569 มูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 24.28% เม.ย.2569 มูลค่า 1,216.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.27% พ.ค.2569 มูลค่า 1,413.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 55.75% และ มิ.ย.2569 มูลค่า 371.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 67.55%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่ม 9.62% เยอรมนี เพิ่ม 46.27% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 88.47% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 3.12% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 64.91% ญี่ปุ่น เพิ่ม 32.92% อิตาลี เพิ่ม 29.63% เบลเยี่ยม เพิ่ม 29.51% ส่วนอินเดีย ลด 4.19% เพราะอินเดียควบคุมการนำเข้าตั้งแต่เดือน เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ลด 8.21% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 47.72% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 17.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 1,933.62% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 42,785.54% พลอยก้อน เพิ่ม 84.64% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 1.90% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 4.70% เพชรก้อน เพิ่ม 81.13% เพชรเจียระไน เพิ่ม 7.34% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่ม 95.50% ส่วนเครื่องประดับเงิน ลด 11.65%<br />
<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 7 เดือนของปี 2569 ที่ยังขยายตัว เพราะมีการเร่งนำเข้าช่วงต้นปี และกระทรวงพาณิชย์ มีการกระจายตลาดใหม่และกระจายตลาดส่งออก และใช้ประโยชน์จากตลาดที่ไทยมี FTA ในการผลักดันการส่งออก แต่ต้องจับตาการส่งออกนับจากนี้ เพราะยังมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ราคาทองคำและวัตถุดิบ และความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อ และตลาดอินเดีย มีการเว้นภาษี 15 ปีสำหรับสินค้าเพชร ที่จะกระทบต่อการส่งออกเพชรของไทย รวมถึงการขึ้นภาษีทองคำและเงินเป็น 15% ตั้งแต่ 13 พ.ค.2569 ที่มีผลกระทบต่อการส่งออกทองคำและเงินของไทย<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไป ต้องเร่งกระจายตลาด และติดตามมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ความผันผวนของราคาโลหะมีค่า และต้องเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง งานฝีมือ พลอยสี และการออกแบบที่สร้างความแตกต่าง พร้อมทั้งขยายสินค้าไปยังผู้มีกำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม เพื่อให้สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260910960861dd776c0f1aaa34f64f135f7dfc164232.jpg' type='image/jpg' length='135966' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ถกรัฐมนตรีพาณิชย์อินเดีย ดันร่วมมือ 5 สาขา ช่วยกันสร้างสินค้า บุกตลาดใหม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185544</link>
<guid isPermaLink="false">f66c3c85f7182f8b55dec9baf76daf36</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ถกรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ชูเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้ เพื่อร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ โดยเชื่อมจุดแข็งไทย-อินเดีย นำร่องร่วมมือ 5 สาขา อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ เห็นพ้องเร่งจัดประชุม JTC เดือน ต.ค.69 และเชื่อมระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code หนุนท่องเที่ยว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ที่กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้&rdquo; (Trusted Strategic Partnership) โดยมุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียงคู่ค้าไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันว่าไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทางร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment) เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
เบื้องต้นได้มีการเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สิ่งที่เราต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
<br />
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;อินเดีย ในเดือน ต.ค.2569 เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (Cross-Border QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.07% โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026091082ed7550804482995e70d7ece21390dc164232.jpg' type='image/jpg' length='1097722' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาฯ ติวเข้มผู้ประกอบการ เตรียมพร้อมใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185543</link>
<guid isPermaLink="false">f6d984906ba3f37391a8e24d395b95cc</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 16:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนา &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; นำทัพกูรูจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ร่วมเปิดมุมมอง FTA อาเซียน-แคนาดา โอกาสและความท้าทาย กลยุทธ์การเจาะตลาด แนวทางการใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย หลังตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปีนี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางขวัญนภา ผิวนิล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดการสัมมนา เรื่อง &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อย เทอร์มินอล 21 กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ที่ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาในปีนี้ โดยหากความตกลงฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือที่ไทยยังไม่มี FTA ด้วย จากการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME กลุ่มเกษตรกร และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรมได้จัดสัมมนามาแล้ว 3 ครั้ง ในจังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ กรมได้เชิญวิทยากรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่มากประสบการณ์ มาร่วมเสวนาเปิดมุมมอง FTA ฉบับใหม่ล่าสุดกับแคนาดา โอกาส ความท้าทาย และกลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา รวมถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา ขยายโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง และยังเจาะลึกสินค้าและบริการไทยที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสุขภาพ<br />
<br />
ทั้งนี้ การจัดทำ FTA กับแคนาดา ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษาจุดเด่นของสินค้าและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดา สร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้กับคู่ค้า ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง ต้นทุน และเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากขึ้น โดยสามารถขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก FTA และการขยายตลาดต่างประเทศได้จากหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค&rdquo;นางขวัญนภากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2568 การค้าไทยและแคนาดา มีมูลค่ารวม 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.44% โดยไทยส่งออกไปยังแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.25% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.82% สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026091065a7a9a2300d53e688f61a1c845cf7f5164232.jpg' type='image/jpg' length='739549' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมัน-พลังงานผันผวนสูง ดันดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ส.ค.69 เพิ่ม 6.1%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/185542</link>
<guid isPermaLink="false">1bbc99b3757cbef511ae73eedd1652e0</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง เดือน ส.ค.69 เพิ่ม 6.1% เหตุได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน ทำราคาน้ำมันและราคาพลังงานผันผวนในระดับสูง กระทบต้นทุนและการขนส่ง ทำเกือบทุกหมวดราคาปรับขึ้น ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ คอนกรีต กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ ไฟฟ้าและประปา ยางมะตอย หิน ดิน ทราย ส่วนซีเมนต์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กลดลง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 113.1 เพิ่มขึ้น 6.1% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่ยังตึงเครียด ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียหลายแห่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง กระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าวัสดุก่อสร้าง ทำให้ดัชนีราคาสูงขึ้นเกือบทุกหมวด<br />
<br />
โดยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น ได้แก่ หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 4.5% จากการสูงขึ้นของไม้แบบ บานหน้าต่าง บานประตู จากราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 9.6% จากการสูงขึ้นของคอนกรีตผสมเสร็จ คานคอนกรีตสำเร็จรูป พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง และท่อระบายน้ำคอนกรีต เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) ปรับสูงขึ้น ประกอบกับต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค<br />
<br />
<br />
หมวดกระเบื้อง เพิ่ม 4% จากการสูงขึ้นของกระเบื้องเคลือบปูพื้น กระเบื้องยาง PVC ปูพื้น บัวเชิงผนัง PVC&nbsp; และกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา เนื่องจากต้นทุนการผลิตปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 1.7% จากการสูงขึ้นของสีเคลือบน้ำมัน สีน้ำอะคริลิคทาภายนอก และสีน้ำอะคริลิคทาภายใน ที่ปรับสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผงสี อีพ็อกซี่เรซิน ตัวทำละลาย)<br />
<br />
หมวดสุขภัณฑ์ เพิ่ม 3.7% จากการสูงขึ้นของกระจกเงา อ่างล้างหน้าเซรามิก และราวแขวนผ้าติดผนัง เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานในปริมาณสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 12.7% จากการสูงขึ้นของสายไฟทุกชนิด อาทิ สายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามราคาทองแดงในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง<br />
<br />
หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 15.7% จากราคายางมะตอยสูงขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค รวมทั้งวัสดุธรรมชาติ (หิน ดิน ทราย) ปรับราคาจากต้นทุนสูงขึ้นทั้งค่าเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องจักรและต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น<br />
<br />
ส่วนดัชนีราคาหมวดที่ลดลง ได้แก่ หมวดซีเมนต์ ลด 0.2% จากการลดลงของปูนซีเมนต์สำเร็จรูปและปูนซีเมนต์ผสม เนื่องจากมีการแข่งขันสูง หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 0.6% จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี และเหล็กตัว H เนื่องจากอุปทานเหล็กส่วนเกินจากจีนยังคงกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศให้ปรับลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.ย.2569 คาดว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนราคาน้ำมันและราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค (ตะวันออกกลาง รัสเซีย-ยูเครน) ที่ยังตึงเครียด ราคาของสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น ตามราคาทองแดงในตลาดโลกสูงขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหยุดดำเนินการของเหมืองทองแดงในชิลีและเปรูซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกหลักได้ประสบภัยทางธรรมชาติ และมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน และการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างในการก่อสร้างและซ่อมแซม ถนน อาคาร ที่พักอาศัยหลังเกิดภัยพิบัติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260910ff9e34c82f99e8684f8412ef4b5cdca7164232.jpg' type='image/jpg' length='588077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เปิดโผยนิติบุคคลมีต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองที่ดินกว่าล้านไร่ อาคารชุด 76,840 ห้อง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184822</link>
<guid isPermaLink="false">cf04dda5207ee6b2796c88965b052a94</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากางตัวเลขให้เห็นกันจะจะ มีนิติบุคคลที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 36,277 ราย ถือครองที่ดิน 305,838 แปลง เนื้อที่ 1,064,265.38 ไร่ ส่วนการถือครองอาคารชุด มีจำนวน 7,082 ราย ถือครอง 76,840 ห้อง เนื้อที่ 4,103,114.88 ตารางเมตร ส่งข้อมูลทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการตามกฎหมาย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ทำการตรวจสอบการถือครองที่ดินและอาคารชุดของนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจำนวน 125,622 ราย หลังจากได้รับความอนุเคราะห์ข้อมูลการถือครองจากกรมที่ดิน พบว่า มีนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินรวม 123,542 ราย ถือครองโฉนดที่ดินรวม 1,269,326 แปลง เนื้อที่รวม 4,504,926.88 ไร่ โดยแยกเป็นนิติบุคคลไทย 100% ถือครองโฉนดที่ดิน 87,265 ราย สัดส่วน 70.64% ของนิติบุคคลทั้งหมด ถือครองโฉนดที่ดินรวม 963,488 แปลง สัดส่วน 75.90% ของการถือครองที่ดินทั้งหมด เนื้อที่รวม 3,440,661.50 ไร่ สัดส่วน 76.38% ของจำนวนไร่ที่นิติบุคคลถือครอง และเป็นนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย สัดส่วน 29.36% ถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง สัดส่วน 24.10% เนื้อที่รวม 1,064,265.38 ไร่ สัดส่วน 23.62%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยหากเจาะลึกลงไปในนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนและมีการถือครองที่ดินจำนวน 36,277 ราย ยังกล่าวหาว่าทั้งหมดเป็นนอมินีไม่ได้ เนื่องจากบางรายมีการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและคนต่างชาติจริง แต่บางราย ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี ซึ่งกรมได้ทำการตรวจสอบเชิงลึก และหากพบความผิดปกติ ได้ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว</p>

<p style="text-align: justify;">2.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% จำนวน 1,311 ราย สัดส่วน 3.61% ถือครองโฉนดที่ดิน 8,633 แปลง เนื้อที่รวม 59,077.06 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ ชลบุรี 1,047 แปลง 10,031.89 ไร่ ระยอง 989 แปลง 13,309.09 ไร่ กรุงเทพมหานคร 954 แปลง 1,623.90 ไร่ สมุทรปราการ 949 แปลง 3,782.81 ไร่ ฉะเชิงเทรา 456 แปลง 6,180.61 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 4,395 แปลง สัดส่วน &nbsp;50.90% 34,928.30 ไร่ สัดส่วน 59.12%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 3,450 ราย สัดส่วน 9.51% ถือครองโฉนดที่ดิน 10,029 แปลง เนื้อที่รวม 103,591.40 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ ชลบุรี 2,580 แปลง 29,276.61 ไร่ ระยอง 2,006 แปลง 32,078.62 ไร่ สมุทรปราการ 790 แปลง 3,898.50 ไร่ พระนครศรีอยุธยา 553 แปลง 5,445.00 ไร่ ปราจีนบุรี 534 แปลง 8,426.81 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 6,463 แปลง สัดส่วน 64.44% 79,125.54 ไร่ สัดส่วน 76.38%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 513,729.83 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 321,081,144 ไร่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของการถือครองอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) ของนิติบุคคล พบว่า มีนิติบุคคลที่ถือครองจำนวน 14,878 ราย ถือครองจำนวนรวม 244,115 ห้อง เนื้อที่รวม 13,153,690.14 ตารางเมตร แบ่งเป็นนิติบุคคลไทย 100% ถือครองอาคารชุด 7,796 ราย สัดส่วน 52.40% ของจำนวนนิติบุคคลที่ถือครองอาคารชุดทั้งหมด ถือครองจำนวนรวม 167,275 ห้อง สัดส่วน 68.52% เนื้อที่รวม 9,050,575.26 ตารางเมตร สัดส่วน 68.81% และนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองอาคารชุด 7,082 ราย สัดส่วน 47.6% ถือครองจำนวนรวม 76,840 ห้อง สัดส่วน 31.48% เนื้อที่รวม 4,103,114.88 ตารางเมตร สัดส่วน 31.19%</p>

<p style="text-align: justify;">โดยในส่วนของนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 7,082 ราย แยกเป็นนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% จำนวน 6,566 ราย สัดส่วน 92.71% ถือครองจำนวนรวม 73,786 ห้อง เนื้อที่รวม 3,893,936.71 ตารางเมตร นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01-99.99% จำนวน 248 ราย สัดส่วน 3.50% ถือครองจำนวนรวม 1,875 ห้อง เนื้อที่รวม 110,405.08 ตารางเมตร และนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 268 ราย สัดส่วน 3.79% ถือครองจำนวนรวม 1,179 ห้อง เนื้อที่รวม 98,773.09 ตารางเมตร<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมได้จัดส่งข้อมูลนิติบุคคลที่มีคนต่างชาติร่วมลงทุน ทั้งการถือครองที่ดินและอาคารชุด ไปให้กรมการปกครอง กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการภายใต้กฎหมายที่รับผิดชอบ เช่น บีโอไอ กนอ. ที่ให้บัตรส่งเสริมไปแล้ว มีการถือครองที่ดินถูกต้องหรือไม่ ตำรวจก็ต้องไปตรวจสอบ ปปง. ก็ต้องไปดูเส้นทางการเงิน ซึ่งหากพบความผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดการถือครองที่ดิน แยกเป็น 1.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01-49.00% มีจำนวน 31,516 ราย สัดส่วน 86.88% ถือครองโฉนดที่ดิน 287,176 แปลง เนื้อที่รวม 901,596.92 ไร่ โดย 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร 36,047 แปลง 29,518.43 ไร่ ชลบุรี 29,214 แปลง 95,846.83 ไร่ สมุทรปราการ 25,029 แปลง 35,649.62 ไร่ ปทุมธานี 24,876 แปลง 24,441.04 ไร่ นนทบุรี 19,874 แปลง 12,563.45 ไร่ รวม 5 จังหวัดถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 135,040 แปลง สัดส่วน 47.02% 198,019.37 ไร่ สัดส่วน 21.96%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026090796f15d999d0da5adffa1fb45716feb7a154123.jpg' type='image/jpg' length='67796' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ ส.ค.69 เพิ่ม 2.53% บวก 5 เดือนติด เหตุน้ำมันสูง อาหารสำเร็จรูปขึ้น]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184821</link>
<guid isPermaLink="false">ff50ea89f74f9bc6713f4c7be8556bc2</guid>
<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 15:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยเงินเฟ้อ ส.ค.69 เพิ่ม 2.53% เพิ่มขึ้น 5 เดือนติด มีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน เหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางยื้อเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปขึ้นต่อเนื่อง อาหารสด ทั้งไข่ ไก่ ผัก ผลไม้ ราคาขึ้นจากกำลังซื้อและผลกระทบสภาพอากาศ รวม 8 เดือน เพิ่ม 1.37% คาดแนวโน้มขยับต่อ แต่ทั้งปีจะยังอยู่ในเป้า 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ส.ค.2569 เท่ากับ 102.67 เทียบกับเดือน ส.ค.2568 เพิ่มขึ้น 2.53% สูงขึ้น ติดต่อกัน 5 เดือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และมีการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ร่วมกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการปรับตัวสูงขึ้นของอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ประกอบกับสภาพอากาศมีความแปรปรวนส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลง สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวม 8 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ส.ค.) เพิ่มขึ้น 1.37%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 2.23% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้วิ่งระหว่างจังหวัด ค่าโดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้าง ค่าโดยสารรถเมล์เล็ก/รถสองแถว ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ) ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน น้ำยาฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว น้ำยารีดผ้า) ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาลดลง อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม ของใช้ส่วนบุคคล (สบู่ถูตัว แชมพู ครีมนวดผม น้ำหอม ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิส)) และเสื้อผ้า (เสื้อผ้าสตรี เสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดเด็ก)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.99% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ข้าวราดผัดกะเพรา ข้าวผัด) ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ ผักสด (ต้นหอม มะนาว แตงกวา ฟักทอง ผักคะน้า ฟักเขียว ถั่วฝักยาว) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง ลำไย ลองกอง แก้วมังกร แตงโม) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น)) และเครื่องประกอบอาหาร (กะปิ น้ำปลา น้ำพริกแกง ซีอิ๊ว) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ ข้าวสารเหนียว มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) มะขามเปียก และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
<br />
เมื่อแยกเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า ภาคใต้สูงขึ้นสูงสุด 2.85% รองลงมา คือ ภาคกลาง 2.81% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.43% กรุงเทพฯ และปริมณฑล 2.38% ภาคเหนือ 2.21%<br />
<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน ส.ค.2569 สูงขึ้น 1.44% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ก.ค.2569 ที่สูงขึ้น 1.34% รวม 8 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.94%<br />
<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน ก.ย.2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ มีปฏิบัติการทางทหาร มีมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า และราคาผักสด ผลไม้สด ไข่ไก่ และไก่สด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากผลของอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ<br />
<br />
สำหรับปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.2569 ปรับลดลงเหลือหน่วยละ 3.86 บาท ต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท และราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะแข่งขันที่สูงและผู้ประกอบการรายใหญ่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260907bed2bdd88e18e3db4d445e3a81515886154123.jpg' type='image/jpg' length='177804' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ITD ชง 4 ผลงานวิจัยให้ภาครัฐ เอกชน นำปรับใช้ทำนโยบาย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/184679</link>
<guid isPermaLink="false">a7c6d8cea9b7f3f7ed1a0ea015c84e0f</guid>
<pubDate>Fri, 04 Sep 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) จัดงาน ITD Research Forum 2026 &ldquo;Connectivity X Sustainability&rdquo; เผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 เผยเศรษฐกิจดิจิทัล เสนอให้กำหนดนโยบายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากดาต้า เซ็นเตอร์ เกษตรยั่งยืน เสนอให้เข้มระบบตรวจสอบย้อนกลับ ระบบราง เสนอเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งหมด และระเบียบเศรษฐกิจพิเศษ เสนอดันเป็นฐานการผลิตเชื่อมบ้านเพื่อน พร้อมเสนอผลศึกษาให้รัฐและเอกชนเพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบาย ทิศทางการขับเคลื่อน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยภายหลังการจัดงาน ITD Research Forum 2026 &ldquo;Connectivity X Sustainability&rdquo; ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ &ldquo;ITD Research Forum 2026&rdquo; ซึ่งประกอบด้วย 1.การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค 2.การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทยเพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนในตลาดโลกผ่านระบบ Traceability 3.แนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะการจัดตั้ง Sustainable Data Center และ 4.การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงในการกำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่ผันผวน กฎระเบียบการค้ายุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ทำให้ไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล ITD จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโครงการระดับชาติ 4 โครงการ เพื่อผลักดันให้ไทยเปลี่ยนความได้เปรียบให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน &nbsp;<br />
<br />
นายวิมลกล่าวว่า ผลการศึกษาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เรื่อง &ldquo;แนวทางการจัดตั้งและพัฒนา Sustainable Data Center ในไทยและอาเซียน&rdquo; พบว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญในฐานะเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการขยายตัวของ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ และบริการดิจิทัล ทำให้ความต้องการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขจาก IEA ชี้ว่ากำลังติดตั้ง (installed capacity) ของ Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และ 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 ขณะเดียวกัน Data Center ก็ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างเข้มข้น Sustainable Data Center ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นคำตอบของการลงทุน Data Center ที่ไหลเข้ามาอย่างมหาศาลในอาเซียนและไทย งานวิจัยจึงชี้ว่าโจทย์ของไทยต้องมองอย่างรอบด้าน พิจารณาความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่โปร่งใส โดยเสนอให้ไทยเร่งยกระดับข้อกำหนดด้านความยั่งยืน พร้อมพัฒนาฐานข้อมูล Data Center ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้<br />
<br />
ส่วนผลการศึกษา &ldquo;Traceability ยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน&rdquo; พบว่า ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น หลายประเทศจึงยกการตรวจสอบย้อนกลับเป็นเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาดของสินค้าเกษตร ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและป้องกันการปลอมแปลง ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญของภาคเกษตรไทยในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาพบว่า ไทยยังมีข้อจำกัดจากการที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับยังดำเนินการแบบแยกส่วน ข้อมูลไม่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเต็มที่ ขณะที่กรณีศึกษาทุเรียนยังพบปัญหาการเชื่อมข้อมูลกลับไปยังแหล่งผลิต จากการรวบรวมและคัดแยกผลผลิตจากหลายแปลง เอกสารรับรอง และความพร้อมด้านทักษะดิจิทัล งานวิจัยเสนอให้ไทยพัฒนามาตรฐานข้อมูลกลาง บูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และสร้างกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก<br />
<br />
สำหรับผลการศึกษางานวิจัยเรื่อง &ldquo;การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับ ความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค&rdquo; ชี้ว่า ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์จากการเป็นจุดเชื่อมต่อ ระหว่างอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่ข้อได้เปรียบดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้จริงก็ต่อเมื่อไทยสามารถ เชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางราง ถนนและท่าเรือ รวมถึงระบบศุลกากรและกฎระเบียบข้ามพรมแดน ให้เกิดความต่อเนื่อง โดยงานวิจัยมองว่าประเทศไทยควรพัฒนาระบบรางควบคู่กับการลดต้นทุนขนส่ง โดยเสนอให้เน้นการขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive Growth) เพื่อกระจายรายได้จากการค้า และการลงทุนลงสู่ระดับท้องถิ่นที่มีเส้นทางรถไฟพาดผ่าน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และเติบโตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน<br />
<br />
ขณะที่ผลการศึกษาด้านการใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษของไทย พบว่า ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ยังมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งในเรื่อง กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศคู่ค้า อีกทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากยังอยู่ในกระบวนการ&nbsp; กลางน้ำที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ ข้อเสนอจากงานวิจัยจึงมุ่งให้ระเบียงเศรษฐกิจของไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตหรือการประกอบ ไปสู่การเป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มในกิจกรรมต้นน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนาและการออกแบบ และกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์ และการตลาด พร้อมเสนอเครื่องมือเชิงพื้นที่ เช่น FTA Clinic เพื่อช่วยผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าได้จริง รวมถึง การจับคู่พันธมิตรระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&quot;ผลการศึกษาทั้ง 4 โครงการ จะมีการนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นต้น เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้สำหรับหน่วยงานภาครัฐในการประกอบการกำหนดนโยบาย และส่งให้ภาคเอกชนเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การค้า เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ โดย ITD มุ่งให้ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ต่อประเทศ เศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;นายวิมลกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260904c199bfa0ecbef5d183aefe7375e8c378161910.jpeg' type='image/jpg' length='668916' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย ACFTA 3.0 ใกล้บังคับใช้ แจ้งผู้ประกอบการเตรียมตัวใช้ประโยชน์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183710</link>
<guid isPermaLink="false">0147ec2f0366286715f69a7c9f1a6ed4</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 14:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยความคืบหน้าการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) ล่าสุดมีสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศได้ดำเนินกระบวนการภายในเสร็จแล้ว รอแค่จีน หากแล้วเสร็จ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน ระบุจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการไทยเพียบ ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า การค้ายุคดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว โอกาสค้าขายของ MSME</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามการบังคับใช้พิธีสารการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) หลังจากที่อาเซียนและจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนเดิมที่ได้มีการลงนามครั้งแรกในปี 2545 โดยล่าสุดสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการแล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับพิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค 2.เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ 3.เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน 4.ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต และ 5.วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า<br />
<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับแต้มต่อทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้นโดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลา โดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน<br />
<br />
&ldquo;กรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทยต่อไป&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.59% โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน มูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026083155c1f16b4a0fc3310f400ea73bb372c4145451.jpg' type='image/jpg' length='65660' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP นำทัพ 15 ผู้ประกอบการเกมไทย โชว์งาน gamescom 2026 ปิดดีล 270 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183708</link>
<guid isPermaLink="false">1d09514a657771be3882d127105afbd3</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 14:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำทัพผู้ประกอบการเกมไทย 15 ราย เข้าร่วมงาน gamescom 2026 ณ เมืองโคโลญ เยอรมนี สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมกว่า 270 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพเกมไทย เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ยันเดินหน้าส่งเสริมต่อไป พร้อมชวนผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างชาติเข้าร่วมงาน gamescom asia &times; Thailand Game Show 2026 ที่จะจัดในไทย 29 ต.ค.&ndash;1 พ.ย.69</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน gamescom 2026 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ว่า การเข้าร่วมงาน gamescom ในปีนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ DITP นำผู้ประกอบการธุรกิจเกมไทยเข้าร่วมจัดแสดงผลงาน โดยมีผู้ประกอบการไทยจำนวน 15 บริษัท นำเสนอเกมและบริการที่หลากหลาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และฝีมือของนักพัฒนาเกมไทย พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกม ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจจากทั่วโลกได้รู้จักและต่อยอดความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 270,369,990 บาท หรือประมาณ 8.19 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นทันที 40,590 บาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี จำนวน 270,329,400 บาท พร้อมพบปะคู่ค้าเป้าหมายรวม 994 ราย ในจำนวนนี้เป็นคู่ค้ารายใหม่ถึง 673 ราย &nbsp;<br />
<br />
&ldquo;ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสของอุตสาหกรรมเกมไทยในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์ตลาดสากล โดย DITP จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรระดับโลก และผลักดันอุตสาหกรรมเกมไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของอุตสาหกรรมเกมโลกต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า DITP ยังได้เข้าร่วมงาน NRW Games Reception งานเลี้ยงต้อนรับและกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระดับนานาชาติ จัดโดยรัฐบาลรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลีย เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงบริษัทเกม สตาร์ตอัป นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐ และผู้กำหนดนโยบายจากนานาประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย โดย Mr.Hendrik W&uuml;st, Minister-President of North Rhine-Westphalia เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และได้ให้เกียรติเยี่ยมชม Thailand Pavilion ของ DITP สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ต่อเนื่องระหว่างประเทศไทยกับรัฐนอร์ทไรน์-เวสต์ฟาเลียในอุตสาหกรรมเกม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ DITP ได้เชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจจากนานาประเทศเข้าร่วมงาน gamescom asia &times; Thailand Game Show 2026 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.&ndash;1 พ.ย.2569 โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างแบรนด์งานเกมระดับโลกจากเยอรมนีอย่าง gamescom และ Thailand Game Show เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกมทั้งในมิติธุรกิจ เทคโนโลยี คอนเทนต์ และชุมชนผู้เล่นเกม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br />
<br />
สำหรับงาน gamescom จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2552 ถือเป็นหนึ่งในมหกรรมวิดีโอเกมและเกมคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยในปีนี้ Thailand Pavilion ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมและผู้ประกอบการนานาชาติอย่างคึกคัก โดยเฉพาะผลงานด้านเกมคอมพิวเตอร์ เกมมือถือ เกมคอนโซล ตลอดจนบริการรับจ้างพัฒนาเกมและซอฟต์แวร์ (Outsourcing Service) และการออกแบบเสียง (Sound Design) ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในตลาดเยอรมนีและยุโรป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผลงานของนักพัฒนาไทย ยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน อาทิ Duriano จากบริษัท Adisoft จำกัด, Lost and Found จากบริษัท Bit Egg จำกัด และ Gohang จากบริษัท Yggdrazil จำกัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของนักพัฒนาไทยในการสร้างผลงานที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดสากล<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026083165dff83dee100bda16fe946f85f1e86c145344.jpg' type='image/jpg' length='298688' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียนยกระดับคุ้มครองไอพี หนุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำเทคโนโลยีรับจดทะเบียน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183707</link>
<guid isPermaLink="false">6533a075176eb3eed98bafd5c93e8018</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 14:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>คณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (AWGIPC) ที่สิงคโปร์ หารือเดินหน้าการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดสิทธิ์ ส่งเสริมประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการจดทะเบียน &ldquo;อรมน&rdquo;ถกหัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น ร่วมมือพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร เตรียมบุคลากร ระบบงาน รองรับเข้าภาคีกรุงเฮก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN Working Group on Intellectual Property Cooperation: AWGIPC) ครั้งที่ 79 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 ส.ค.2569 ที่สิงคโปร์ ว่า ได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน ปี 2569&ndash;2573 (ASEAN IPR Action Plan 2026&ndash;2030) โดยประเทศสมาชิกอาเซียนได้มุ่งเน้นภารกิจสำคัญในการพัฒนาระบบคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดสิทธิ์ การส่งเสริมการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางการเงิน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับระบบจดทะเบียนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ โดยมีสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาคู่ภาคีของอาเซียนพร้อมร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากร เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศสมาชิกให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยได้สะท้อนบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิ์ให้มีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน นักประเมินมูลค่า ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การสร้างมูลค่าและการเติบโตทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
&ldquo;จะเดินหน้าประสานความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติกับหน่วยงานพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อนำเทคโนโลยีและเทคนิคกระบวนงานมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่า เข้าถึงแหล่งทุน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ยังได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุม หารือทวิภาคีกับ Mr.KASAI Yasuyuki หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (Japan Patent Office: JPO) เกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตรผ่านโครงการนำร่องการสืบค้นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว (Prior Art Search Project) กับ JPO ซึ่งจะช่วยลดภาระงานค้างสะสมและเร่งรัดกระบวนการตรวจสอบสิทธิบัตร ส่งผลให้ผู้ยื่นคำขอได้รับผลการพิจารณารวดเร็วขึ้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบงาน เพื่อรองรับการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิกได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการขยายตลาดและสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เข้าร่วมงานเสวนา Global Forum on IP ภายในงาน IP Week 2026 จัดโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาสาธารณรัฐสิงคโปร์ (Intellectual Property Office of Singapore: IPOS) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก ร่วมกับผู้นำภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นักวิจัย นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ AI ในการตรวจสอบคำขอ การบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งกรมตั้งเป้าจะนำแนวปฏิบัติดังกล่าวมาประ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260831589be2a07439799884d0db7a51aff4fe145245.jpg' type='image/jpg' length='177356' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.ค.69 เพิ่ม 2.7% เริ่มชะลอตัวลง ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 9% ข่าว31 ส.ค. 2569192 ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183705</link>
<guid isPermaLink="false">3eeae14fc32e72915e7ab1b90cf0c718</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 14:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.69 เพิ่มขึ้น 2.7% ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจคู่ค้า ทำคำสั่งซื้อชะลอลง แต่ก็ยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร ทำให้ค่าดัชนียังคงสูงขึ้น ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 9% ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ พลังงานเพิ่มต่อเนื่อง คาด ส.ค.69 ยังขยับต่อ แนวโน้มชะลอลงอีก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.2569 เท่ากับ 114.2 เพิ่มขึ้น 2.7% ขยายตัวในอัตราชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอลง แต่ต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่ยังสูง ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center ภาวะอุปทานตึงตัวในบางอุตสาหกรรม ผลผลิตเกษตรได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 126.1 เพิ่มขึ้น 9% ชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการลงทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ราคายังขยายตัวในระดับสูงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก เดือน ก.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 25.1% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนความกังวลต่อภาวะอุปทานและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 6.3% จากราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่สูงขึ้นตามผลผลิตในประเทศที่ลดลง ขณะที่ความต้องการจากอุตสาหกรรมแปรรูปและตลาดส่งออกยังมีต่อเนื่อง สำหรับยางพารา และข้าว ราคายังขยายตัว แต่ตลาดมีแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านราคากับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญ หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.7% จากการปรับสูงขึ้นของราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงแผงวงจรไฟฟ้า ตามภาวะอุปทานตึงตัวของหน่วยความจำ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามทิศทางราคาวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะทองแดงและอะลูมิเนียมที่อยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.5% จากการสูงขึ้นของราคาอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการสินค้ามูลค่าเพิ่มและสินค้าพรีเมียมที่ยังขยายตัวดี ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารทะเล พลังงาน และการขนส่งยังอยู่ในระดับสูง และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์ม และถั่วเหลืองในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้า เดือน ก.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง 24.9% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากความกังวลด้านอุปทาน และความเสี่ยงต่อการขนส่งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 8.6% จากราคาทองคำ ที่ยังอยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวตามวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก และความต้องการสินค้าเทคโนโลยี สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และปุ๋ย ตามความต้องการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้น หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ตามต้นทุนการผลิตและราคาวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.5% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ขยายตัว และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 1.5% จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์นั่ง และยานพาหนะอื่น ๆ ตามความต้องการชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก ประกอบกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ทำให้ความต้องการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่ง และ EV ยังคงเป็นปัจจัยจำกัดในการปรับเพิ่มขึ้นของราคา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน ส.ค.2569 คาดว่า จะยังคงขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังขยายตัว ส่งผลให้ความต้องการชิปหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเพิ่มขึ้น ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความต้องการอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูปยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ในบางภูมิภาค รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและมาตรฐานคุณภาพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตอาหารโลก มีแนวโน้มทำให้อุปทานสินค้าเกษตรและวัตถุดิบบางประเภทอยู่ในภาวะตึงตัว<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง จากอุปทานโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุปสงค์ขยายตัวในระดับจำกัด ซึ่งจะกดดันราคาสินค้าในกลุ่มเชื้อเพลิง ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรมอ่อนตัว จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความกังวลต่อเศรษฐกิจจีน และอุปทานธัญพืชและวัตถุดิบอาหารอาจเพิ่มขึ้น ตามฤดูเก็บเกี่ยวของประเทศผู้ผลิตสำคัญ<br />
<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงตามอุปทานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาสินแร่และโลหะอุตสาหกรรม เผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีน รวมถึงผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจกดดันราคาสินค้าบางกลุ่มให้ลดลง และอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260831379862a38d36de651fc4b1a5ef00c264145134.jpg' type='image/jpg' length='91032' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ลุยขายกล้วยหอมไทยตลาดญี่ปุ่น ดึงเซ็นสัญญาซื้อขายล็อตใหญ่ 1 หมื่นตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/183703</link>
<guid isPermaLink="false">ff1ea99ecce9f1dd46b19178f772b4b1</guid>
<pubDate>Mon, 31 Aug 2026 14:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผลักดันกล้วยหอมไทยขายญี่ปุ่น ล่าสุดตกลงเซ็นสัญญาซื้อขายได้อีก 10,000 ตัน มั่นใจขยายตลาดได้ต่อเนื่อง เพิ่มส่วนแบ่งกล้วยไทยในญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าระหว่างคณะผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย และพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ปี 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา โคราช ว่า ได้มีการลงนามการซื้อขายกล้วยหอมไทยระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้ซื้อญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท พี แอนด์ เอฟ เทคโน จำกัด บริษัท สุริยนกรีนฟาร์ม จำกัด บริษัท Bay Commerce จำกัด บริษัท Nikko Foods จำกัด และบริษัท Green Farm จำกัด รวมปริมาณ 10,000 ตัน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่น<br />
<br />
โดยความตกลงซื้อขายกล้วยหอมไทยเพื่อส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นจุดสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่น ช่วยยกระดับคุณภาพและขีดความสามารถของห่วงโซ่มูลค่ากล้วยไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออกกล้วยหอมจากประเทศไทยและขยายส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรไทยในญี่ปุ่น ตลอดจนสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน<br />
<br />
&ldquo;หากกล่าวถึงตลาดญี่ปุ่น หลายท่านอาจนึกถึงตลาดที่มีมาตรฐานสูง มีความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน และให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความสม่ำเสมอในการส่งมอบสินค้าเป็นอย่างยิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดญี่ปุ่นยังเป็นตลาดแห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมพัฒนาและยกระดับตนเองให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้ ซึ่งสินค้ากล้วยของไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านคุณภาพ รสชาติ และความสามารถในการพัฒนาไปสู่ตลาดระดับพรีเมียม&rdquo;นายสุรินทรกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ ในการจัดงานได้มีการจัดสัมมนาควบคู่ไปด้วยในหัวข้อ &ldquo;การส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่สากล : ยกระดับผลผลิตและขีดความสามารถให้ห่วงโซ่มูลค่ากล้วยไทย&ldquo; จัดโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และบริษัท Bay Commerce จำกัด เพื่อช่วยพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากความร่วมมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมกล้วยไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการนำเข้ากล้วยในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและยังมีโอกาสในการขยายการส่งออกได้อีกมาก และยังเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ดำเนินงานเชิงรุกภายใต้แนวทาง &ldquo;การตลาดนำการผลิต&rdquo; เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของตลาดญี่ปุ่นกับการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย และที่ผ่านมา ยังได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชนญี่ปุ่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ผลผลิตของไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260831e2e51edb5d4396f9946cd68b07fc1bf6145035.jpg' type='image/jpg' length='174373' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ถก Shopee สิงคโปร์ ช่วยผลักดันสินค้า GI ไทยขายตลาดต่างประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182962</link>
<guid isPermaLink="false">716aab017f292a439fad1f702fad1258</guid>
<pubDate>Wed, 26 Aug 2026 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาหารือ Shopee สิงคโปร์ ผลักดันช่วยส่งเสริมการขายสินค้า GI ไทย ออกสู่ตลาดต่างประเทศ และหารือกับ TikTok ยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าละเมิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้พบกับผู้บริหารและทีมงาน Shopee Singapore นำโดย Mr.CX Chua, Regional Cross Border Director ร่วมด้วยผู้แทนจาก Shopee ประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่ Shopee ประเทศสิงคโปร์ โดยได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ GI ไทยในการขยายการจำหน่ายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศผ่านโปรแกรม Shopee International Platform (SIP) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย สามารถขยายการมองเห็นสินค้าไปยังผู้ใช้งานแพลตฟอร์มในต่างประเทศได้ โดยผู้ประกอบการยังคงบริหารจัดการร้านค้าได้ด้วยระบบปกติที่ใช้ภายในประเทศ ขณะที่ Shopee จะเป็นผู้สนับสนุนด้านการจัดการคำสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศปลายทาง ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และทาง Shopee เตรียมจะขยายการบริการไปยังประเทศไทยและเวียดนามในระยะถัดไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมเห็นว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และอุปสรรค ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ GI ไทย โดยมีแผนจะทำงานร่วมกับ Shopee เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ GI ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางดังกล่าวในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาด และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ไทย โดยเฉพาะ GI ออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้พบหารือกับผู้บริหารและทีมงาน TikTok Singapore นำโดยคุณชนิดา คล้ายพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายสาธารณะประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สำนักงาน TikTok ประเทศสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์ม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรการคัดกรองสินค้าและควบคุมดูแลร้านค้าบนแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเสนอขายสินค้าผิดกฎหมายหรือละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ และสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส ปลอดภัย และเป็นธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมและ TikTok ยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้แพลตฟอร์มและพฤติกรรมของผู้บริโภคในสิงคโปร์ โดย TikTok เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการทำตลาดการค้ายุคใหม่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งนอกจากการสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอทั่วไปแล้ว TikTok ยังมีเครื่องมือสื่อสารหลากหลาย ทั้ง Short Video, LIVE Shopping และ Product Showcase รวมทั้งการทำตลาดร่วมกับ Creator และ Influencer ในรูปแบบ LIVE Commerce ที่จะช่วยนำเสนอสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางรสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ประกอบการ GI ทุเรียนป่าละอู จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้า GI ที่ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า การได้สัมผัสตลาดจริง ทำให้เห็นทั้งโอกาส การแข่งขัน และแนวทางพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว โดยการร่วมกิจกรรมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาครั้งนี้ นำไปสู่โอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับคำสั่งซื้อทุเรียนจากผู้จัดจำหน่ายในสิงคโปร์ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 100 ลูกต่อสัปดาห์ ก็ขอขอบคุณกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่มอบโอกาสครั้งสำคัญให้กับผู้ประกอบการ GI ไทย ทั้งยังให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยตนจะนำประสบการณ์และข้อมูลที่ได้รับกลับไปพัฒนาสินค้าและเตรียมความพร้อมสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อพาสินค้า GI จากประเทศไทยไปแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260826e1c348e6688284a7f79b8442aaafaab0161544.jpg' type='image/jpg' length='73192' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ชวนชมสุดยอดไอพี นวัตกรรม งาน IP x Venture Rise Thailand 2026]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/182696</link>
<guid isPermaLink="false">664d20c2e61dfe2c626ed7403a7dab52</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาจับมือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เตรียมเปิดฉากงานใหญ่แห่งปี &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; วันที่ 27-29 ส.ค.69 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำผลงานทรัพย์สินทางปัญญา งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง เปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ พร้อมชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมผลงาน หาโอกาสธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ​<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมจัดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; โดยนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมกว่า 250 ผลงาน มาจัดแสดง และเปิดพื้นที่เชื่อมโยง &ldquo;IP&ndash;ทุน&ndash;ตลาด&rdquo; ให้เจ้าของผลงานได้พบปะผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อผลักดันผลงานจากไอเดียและห้องวิจัยไปสู่ภาคการผลิตและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ในวันที่ 27&ndash;29 ส.ค.2569 ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี<br />
<br />
โดยไฮไลต์สำคัญของงาน ประกอบด้วย 7 โซนหลักที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ 1.Innovation Showcase ตื่นตากับงานวิจัยและนวัตกรรมศักยภาพกว่า 250 ผลงาน เจาะลึก 5 อุตสาหกรรมหลักที่ตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านการแพทย์และสุขภาพ อาทิ อุปกรณ์ช่วยขึ้นลงบันไดสำหรับรถนั่งคนพิการ หุ่นยนต์ช่วยเหลือการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อสังคมสูงวัยในบริบทประเทศไทย อุปกรณ์ทดแทนหมอนรองกระดูกที่มีส่วนประกอบของโครงสร้างพรุนไทเทเนียมและพอลิเมอร์พีค การเกษตรสมัยใหม่ อาทิ หนังเทียมจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ทรายแมวไฮบริดจากชานอ้อยเหลือทิ้งและแร่ธรรมชาติรูพรุนสูงที่มีคุณสมบัติดูดซับกลิ่น เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ หุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดและระบบส่งต่อยาเคมีบำบัด แอปพลิเคชันที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์และให้คะแนนงานศิลปะ โดยเน้นเรื่องแนวคิดและความเป็นต้นฉบับ (Concept Originality) นวัตกรรมการจัดการไฟป่าด้วยโดรน นวัตกรรมด้านอาหาร อาทิ สูตรการผลิตเส้นพาสต้าจากแป้งเมล็ดขนุน นวัตกรรมน้ำดื่มและสารเพิ่มความข้นหนืดจากธรรมชาติเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบาก และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน อาทิ ผ้าจากขยะทางการเกษตร กระจกกราฟีนอนุรักษ์พลังงาน นวัตกรรมบล็อกก่อสร้างเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน สูตรและกรรมวิธีการผลิตพลาสติกชีวภาพประเภทพอลิบิวทิลีนอะดิเปต-โค-เทเรฟ ทาเรทสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร เป็นต้น<br />
<br />
2.Partner Pavilion สัมผัสสุดยอดนวัตกรรมจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ อาทิ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาด ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ย่อยสลายได้ อิฐปูพื้นทางเดินที่ลดการสร้างก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและถ่ายทอดแนวทางต่อยอดผลงานสู่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.Business Matching Zone เปิดพื้นที่ให้นักวิจัย เจ้าของเทคโนโลยี และผู้ประกอบการได้นำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน กองทุน และภาคเอกชนที่กำลังมองหานวัตกรรมใหม่ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และการร่วมลงทุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.IP Services &amp; IP Partner Zone บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงลึกแบบครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องสิทธิ การวางกลยุทธ์บริหารจัดการสิทธิ ไปจนถึงการต่อยอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ ร่วมด้วยบริการจากเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย การประเมินมูลค่า และการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ที่พร้อมสนับสนุนการเติบโตของนวัตกรรมไทยอย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.Seminar &amp; Knowledge Stage เวทีสัมมนาเจาะลึกองค์ความรู้ด้านธุรกิจ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้ประกอบการ ผู้ก่อตั้ง Startup และผู้นำธุรกิจในระดับประเทศและนานาชาติ<br />
<br />
6.IP Champion Zone ร่วมภาคภูมิใจกับสุดยอดผลงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปีของคนไทยที่ได้รับรางวัล IP Champion 2026 ในสาขาต่างๆ ทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)<br />
<br />
7.GI Experience Zone เต็มอิ่มกับเรื่องราวและศักยภาพสินค้า GI ไทย โดยจะมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า GI ตลอดจนสินค้าแปรรูปจาก GI พร้อมกิจกรรมพิเศษการสาธิตการประกอบอาหารโดยเชฟผู้มากประสบการณ์จากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย สตาร์ตอัป เจ้าของเทคโนโลยี และประชาชนผู้สนใจ มาร่วมสัมผัสผลงานนวัตกรรมของคนไทย ค้นหาไอเดียใหม่ ๆ พร้อมพบปะพันธมิตรทางธุรกิจ โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260825643faa0163404c7b2427f032cac331b5161428.jpg' type='image/jpg' length='154026' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ถก ส.อ.ท. ยันช่วย SME ส่งออก รับช่วยแก้ปัญหาจีนห้ามยาดมโชว์งานแฟร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181757</link>
<guid isPermaLink="false">a5ee7fbdb9915e1b2258e23562d5aee5</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ต้อนรับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) วาระปี 69-71 เข้าพบหารือ ยันมีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME ไทยต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การขยายตลาดส่งออก การเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-active และช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการค้า ทั้งประเด็นจีนไม่ให้นำยาดมเข้าร่วมงานแฟร์ อินเดียห้ามเครื่องเงิน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เข้าพบเพื่อแนะนำคณะกรรมการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) ในวาระ 2569&ndash;2571 และได้มีการหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ร่วมกัน โดยได้ยืนยันว่า DITP มีนโยบายและโครงการสนับสนุน SME อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ การสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับ SME การนำ SME ไปขยายตลาดต่างประเทศ และพร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหา อุปสรรคทางการค้า ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการหารือ ส.อ.ท. ได้ขอบคุณและชื่นชมการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active และได้หารือถึงความร่วมมือระหว่างกันของโครงการในระยะที่ 5 ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังได้ขอความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร Go China และ China Survival Program โดยขอให้กรมร่วมเป็นพันธมิตรหลักของหลักสูตรสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศและการเข้าสู่ตลาดจีน ร่วมกำหนดทิศทางและให้ข้อเสนอแนะต่อหลักสูตร ขออนุญาตใช้โลโก้กรมในการประชาสัมพันธ์หลักสูตร และขอรับการสนับสนุนโควตาผู้ประกอบการที่ผ่านหลักสูตร ซึ่งกรมจะนำไปหารือในรายละเอียดร่วมกับ สอท. อีกครั้ง<br />
&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า กรมยังได้แจ้ง ส.อ.ท.ว่า มีแผนดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมสินค้าเครื่องสำอาง และสินค้าสมุนไพรไทย ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพร้อมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการทำตลาด โดยเฉพาะการนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ส่วนปัญหาที่จีนระงับไม่ให้นำสินค้าประเภทยาดมไปออกงานแสดงสินค้าที่จีน ขอให้ สอท. ส่งข้อมูลให้กรมทราบ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดและหาทางช่วยเหลือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย กรณีที่ไม่สามารถส่งออกเครื่องประดับจำพวกเครื่องเงินไปยังอินเดียได้ ได้แจ้งกับ ส.อ.ท.ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 คณะนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการเยือนประเทศอินเดีย โดยจะใช้โอกาสนี้ในการหารือกับอินเดียต่อไป รวมทั้งประเด็นเรื่องการส่งออกไข่มุก ซึ่งกรมจะประชุมหารือร่วมกับกรมประมงเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาการส่งออกไข่มุกให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้ยืนยันว่า พร้อมให้การสนับสนุนยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม (The New Chapter of Thai Industry) และพร้อมจะดำเนินภารกิจร่วมกับ ส.อ.ท. ในอนาคตต่อไป ได้แก่ 1.Intelligent Industry ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย Digital และ AI 2.Innovation &amp; Creative Industry ผลักดันนวัตกรรมมุ่งเป้า และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่ม 3.International Alliance &amp; Network ขยายพันธมิตรเครือข่ายสากล 4.Industrial Infrastructure Reform ปรับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อการแข่งขัน และ 5.Inclusive Sustainability ความยั่งยืนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026082035854e59c8121efe97ab5967cc1e809e143918.jpg' type='image/jpg' length='332975' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ถก BERNAS ชมข้าวไทยคุณภาพเยี่ยม คาดปีนี้ส่งออกทะลุ 7 แสนตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/181756</link>
<guid isPermaLink="false">3529736450d7f1edf820efb35899b29e</guid>
<pubDate>Thu, 20 Aug 2026 14:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศหารือ BERNAS บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย แลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า ความต้องการซื้อข้าว เผยช่วงครึ่งปี 69 ไทยกลับขึ้นมาส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 3.27 แสนตัน แถมยังชมข้าวไทยคุณภาพดี ส่งมอบตามสัญญาและตรงเวลา คาดปีนี้ ส่งออกไปมาเลเซียมีโอกาสทะลุ 7 แสนตัน สูงสุดในรอบ 20 ปี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มอบหมายให้นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับ Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร ทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแนวโน้มการจัดซื้อข้าวในปี 2569 ซึ่งมาเลเซียมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณ 2.69 ล้านตัน ขณะที่มีผลผลิตภายในประเทศประมาณ 1.42 ล้านตัน และสถานการณ์การนำเข้าข้าวประมาณ 1.46 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่ามาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับสูง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย เนื่องจาก BERNAS ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยกลับขึ้นมาเป็นแหล่งนำเข้าข้าวอันดับ 1 ของมาเลเซีย ด้วยปริมาณ 327,995 ตัน จากปริมาณนำเข้าข้าวทั้งหมด 710,656 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% โดยมีเวียดนามตามหลังมาที่ 232,416 ตัน อินเดีย 62,115 ตัน และกัมพูชา 57,602 ตัน ตามลำดับ โดยปริมาณข้าวจากไทยในช่วงเพียง 6 เดือนแรกของปีนี้ สูงกว่าปริมาณที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 264,605 ตัน สะท้อนถึงการกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นของข้าวไทยในตลาดมาเลเซีย<br />
&nbsp;<br />
<br />
โดยข้าวส่วนใหญ่ที่มาเลเซียนำเข้าจากไทย เป็นข้าวขาว เนื่องจากผู้บริโภคในคาบสมุทรมาเลเซียนิยมข้าวซึ่งมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างแข็งและหุงขึ้นหม้อ อันเป็นคุณลักษณะเด่นของข้าวขาวไทย และ BERNAS ต้องการให้ไทยรักษาคุณภาพไว้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยย้ำว่าไทยยังคงเป็นแหล่งจัดหาข้าวที่สำคัญและเชื่อถือได้ของมาเลเซีย พร้อมชื่นชมผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดซื้อข้าวของ BERNAS ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผู้ส่งออกไทย ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย ยังคงได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากข้าวหอมของประเทศคู่แข่ง<br />
<br />
&ldquo;มาเลเซียให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้าวไทย ความสม่ำเสมอ และศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยในการส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญาและตรงเวลา ซึ่งเป็นความเชื่อมั่นที่ไทยสั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง กรมจะร่วมมือกับภาคเอกชนรักษาจุดแข็งดังกล่าว พร้อมผลักดันการขยายตลาดทั้งข้าวขาวและข้าวคุณภาพของไทยต่อไป โดยจากแนวโน้มความต้องการของมาเลเซียในปีนี้ คาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียในปี 2569 มีโอกาสทะลุ 700,000 ตัน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ภายหลังการหารือ ได้เชิญผู้บริหาร BERNAS เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ณ ร้านอาหาร Malai Thai ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.ลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ พร้อมด้วยผู้ประกอบการค้าข้าวรายสำคัญของมาเลเซียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 50 ราย ภายในงานได้ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวสังข์หยด ควบคู่กับการนำเสนอผ่านเมนูอาหารไทย อาทิ ยำปลากะพงนึ่งมะนาว แกงข่าไก่ กุ้งซอสมะขาม และข้าวเหนียวมะม่วง เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสคุณภาพและความหลากหลายของข้าวไทยผ่านการรับประทานอาหารไทย พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026082051e502ba08807884eaefa161d38acb5a143809.jpg' type='image/jpg' length='1025271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยชูวิสัยทัศน์ ดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179421</link>
<guid isPermaLink="false">60ed2f52602f8ad7ace4ec04c7891d98</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยเข้าร่วมประชุม The ASEAN &amp; Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 ที่สิงคโปร์ ผลักดันอาเซียนจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลก ไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก แนะใช้จุดแข็งการเป็นฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง การมีนวัตกรรม สร้างความมั่นคงทางอาหาร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN &amp; Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 จัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน โดยไทยได้เสนอว่าอาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก<br />
<br />
&ldquo;แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว&rdquo;<br />
<br />
นอกจากนี้ ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค โดยอาเซียนควรมุ่งสู่การทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (Co-creation) ระหว่างประเทศสมาชิก และใช้จุดแข็งเฉพาะด้านของแต่ละประเทศมาสร้างความเชื่อมโยงและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารและผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอนาคตให้มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202608072db40d6f6ad17869c0767d264e4747ac160208.jpg' type='image/jpg' length='307840' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์นำผู้ประกอบการเหนือ-ใต้ ไลฟ์สดขายสินค้าใน Shopee ตั้งเป้า 100 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179420</link>
<guid isPermaLink="false">bb530f4602b873c2c21a1f5ae0409c35</guid>
<pubDate>Fri, 07 Aug 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>รมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าโครงการ E-Com Restart Roadshow เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากภาคเหนือและภาคใต้กว่า 120 ร้านค้า ร่วมกิจกรรม Live Marathon และ Live with Influencer ผ่าน Shopee ให้ส่วนลดกว่า 2 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการซื้อ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ ตั้งเป้าสร้างยอดขาย 100 ล้านบาท</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จโครงการ E-Com Restart Roadshow เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการจากภาคเหนือและภาคใต้กว่า 120 ร้านค้า ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบ Live Marathon และ Live with Influencer นำสินค้าคุณภาพจำหน่ายให้ผู้บริโภค ผ่าน Live Commerce บน Shopee เพื่อกระตุ้นการจับจ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และผลักดันสินค้าไทยเติบโตบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจะมอบโค้ดส่วนลดรวมกว่า 2 ล้านบาท คาดสร้างยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับกิจกรรม Live Marathon จะรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 100 ร้านค้า ถ่ายทอดการจำหน่ายสินค้าผ่านการไลฟ์สดระหว่างวันที่ 8&ndash;17 ส.ค.2569 บน Shopee โดยคัดสรรสินค้าคุณภาพหลากหลายประเภท พร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าไทยในราคาสุดคุ้ม<br />
&nbsp;<br />
ส่วนกิจกรรม Live with Influencer ได้คัดเลือกผู้ประกอบการดาวเด่นจำนวน 20 ร้านค้า จากหลากหลายหมวดสินค้า อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเกษตรแปรรูป สุขภาพและความงาม แฟชัน และไลฟ์สไตล์ โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง อาทิ คุณแต๋ง After Yum และ คุณเชียร์ ฑิฆัมพร ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสินค้า สร้างสีสันและเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคพร้อมมอบโค้ดส่วนลดรวมมูลค่า 500,000 บาท ในการไลฟ์สดวันที่ 19 ส.ค.2569 เวลา 14.00-18.00 น. ผ่าน Shopee Live<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ภายในกิจกรรมยังมีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าร่วม อาทิ &ldquo;ป้าปี๋&rdquo; อาหารเหนือที่ครองใจคนเหนือมานานกว่า 30 ปีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สืบทอดจนถึงรุ่นที่ 3 &ldquo;Snackies&rdquo; ผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้อบแห้งร้านดังในตลาดออนไลน์ &ldquo;เสื้อเฮีย&rdquo; ที่โด่งดังจากคำคมและวลีสุดฮิตจากกระแสสังคมต่อยอดเป็นแบรนด์สร้างเป็นธุรกิจ &ldquo;เจ๊เล็ก น้ำพริกปูม้า&rdquo; เจ้าดังจากภาคใต้ทำน้ำพริกสดใหม่และทุกสูตรมีเครื่องหมายฮาลาล &ldquo;Chiangmai Freshmilk&rdquo; แบรนด์ผลิตภัณฑ์จากน้ำนมโคคุณภาพสูงจากเกษตรกรในภาคเหนือ และ &ldquo;เจ๊หงส์ มะม่วงแช่อิ่ม&rdquo; ธุรกิจกว่า 30 ปี ยกระดับสินค้าด้วยการพัฒนาสูตร บรรจุภัณฑ์และขยายตลาดออนไลน์ สะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มได้บนแพลตฟอร์มดิจิทัล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินโครงการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ การสื่อสารกับผู้บริโภค และการขายผ่าน Live Commerce ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคใหม่ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมการไลฟ์สด เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการไทย พร้อมรับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลดตลอดการจัดกิจกรรม เพื่อร่วมสนับสนุน SME ไทย สร้างรายได้ให้ชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260807139d849b1f7c78228336b7c17864ac85160208.jpg' type='image/jpg' length='164854' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ขน 50 แฟรนไชส์ โชว์งาน Franchise Expo นำเสนอธุรกิจ สร้างโอกาสขาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179160</link>
<guid isPermaLink="false">fd4e6ed32fbf0a70a276e13ce6d5b8a9</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำธุรกิจแฟรนไชส์ 50 ราย 5 ประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา และค้าปลีก จัดแสดงในงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เพื่อนำเสนอธุรกิจ สร้างโอกาสขาย เผยมีกิจกรรมไฮไลต์ ทั้งการให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์ เทรนด์ธุรกิจ และพลาดไม่ได้ สามารถซื้อแฟรนไชส์ไปทำธุรกิจ รัฐอุดหนุนค่าแพกเกจ 50% สูงสุดรายละ 1 หมื่นบาท พร้อมจัดมอบรางวัล DBD Thailand Franchise Award 2026 ให้แก่ 7 ธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo ซึ่งเป็นงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ชั้นนำที่จัดขึ้นโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชัน จำกัด ระหว่างวันที่ 6-9 ส.ค.2569 ณ Hall 6-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ในปีนี้กรมได้จัดพาวิลเลียนนำเสนอธุรกิจแฟรนไชส์ที่อยู่ในการสนับสนุนและส่งเสริม รวมทั้งสิ้น 50 ธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจบริการ ความงามและสปา และค้าปลีก และยังได้เตรียมกิจกรรมครบวงจร สำหรับผู้สนใจต่อยอดสร้างอาชีพด้วยธุรกิจแฟรนไชส์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย 1.การไลฟ์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงตลอดทั้ง 4 วัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย 2.การให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แบบตัวต่อตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ด้วยแฟรนไชส์ 3.การอัปเดตเทรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์ จากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอาชีพด้วยแฟรนไชส์<br />
<br />
ทั้งนี้ มีไฮไลต์สำคัญ คือ แคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; โดยรัฐสนับสนุนค่าแพกเกจแฟรนไชส์ 50% สูงสุดรายละ 10,000 บาท เมื่อซื้อแพกเกจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมแคมเปญ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้ที่สนใจลงทุนด้วยธุรกิจแฟรนไชส์ โดยผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กรมได้จัดพิธีมอบรางวัล DBD Thailand Franchise Award 2026 ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยมีผู้เข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 38 แบรนด์ 35 ธุรกิจ และมีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศรวม 8 แบรนด์ จาก 7 ธุรกิจ โดยการมอบรางวัลแบ่งออกเป็น 4 ประเภทรวม 11 รางวัล ได้แก่ รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด 3 รางวัล รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม 4 รางวัล รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน 2 รางวัล และรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี 2 รางวัล<br />
<br />
&ldquo;กรมมุ่งหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ได้นำเสนอธุรกิจในงานใหญ่ระดับประเทศ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพด้านต่าง ๆ ทั้งการสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มยอดขาย ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งยังได้ทดสอบตลาดจริง พร้อมรับฟังความคิดเห็นโดยตรงจากผู้ที่สนใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีโอกาสสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้เป็นที่รู้จักกับผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น หรือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่อาจเกื้อกูลกันได้ในอนาคต ตลอดจนเกิดการสร้างอาชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจนำธุรกิจแฟรนไชส์ไปสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองและครอบครัว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
สำหรับงาน Franchise Expo Thailand by Smart SME Expo เปรียบเสมือนศูนย์รวมเครื่องมือทางธุรกิจครบวงจรที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหน้าใหม่และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขยายสาขา โดยแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย 1.โซนธุรกิจและแฟรนไชส์ พบกับแบรนด์ธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 2.โซนเทคโนโลยีและสนับสนุน บริการเครื่องมือทางการตลาด ระบบบริหารจัดการบริการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ และโซลูชันการตลาดดิจิทัล 3.โซนสถาบันการเงิน พบกับธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำ พร้อมคำปรึกษาด้านการขอสินเชื่อเพื่อการลงทุน และ 4.กิจกรรมไฮไลต์ มีการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้ พร้อมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แบบตัวต่อตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202608061637a8a591b037fcb0151bb4810eff4a140010.jpg' type='image/jpg' length='197402' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ-เอกชน หารือ BERNAS ดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179159</link>
<guid isPermaLink="false">b91bc81b92dfb7c7c7408c30a6b7fef2</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนมาเลเซีย เข้าหารือและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับ BERNAS หน่วยงานดูแลการนำเข้าข้าว ได้รับคำยืนยันพร้อมนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสทะลุ 7 แสนตัน&nbsp;พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจ ที่ร้านอาหาร Thai SELECT</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และได้ร่วมมือกับจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เข้าหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับหน่วยงาน Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว รับทราบนโยบายและทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึงแผนการจัดซื้อข้าวในปี 2569 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองฝ่าย โดย BERNAS ได้แสดงความเชื่อมั่นในคุณภาพของข้าวไทยและศักยภาพในการส่งมอบสินค้าตามสัญญา พร้อมยืนยันว่าจะนำเข้าข้าวไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และทั้งสองฝ่ายมั่นใจยอดส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียจะทะลุกว่า 700,000 ตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ผ่านการเลี้ยงรับรองอาหารไทย ณ ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โดยมีเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้แทนจาก BERNAS ตลอดจนผู้ประกอบการค้าข้าวของไทยและมาเลเซีย เข้าร่วมกว่า 50 ราย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026080643a1934275977ce3d43e4ef8dd30b4e7135909.jpg' type='image/jpg' length='834541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้ FTA ส่งออก 5 เดือน ปี 69 เพิ่ม 8.38% อาเซียนนำโด่ง ทุเรียนใช้สิทธิ์มากที่สุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179158</link>
<guid isPermaLink="false">b259584bb2d9474a31edb28186563aaa</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยสถิติการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือน ปี 69 มีมูลค่า 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 8.38% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าเกษตร ทุเรียนแชมป์ใช้สิทธิ์สูงสุด สินค้าอุตสาหกรรม ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ แชมป์ใช้สิทธิ์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.38% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.32% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดยการใช้สิทธิ์ 5 อันดับแรก การส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เป็นอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 68.93% รองลงมา คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 94.33% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 78.97% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย&ndash;ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 85.43% และความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 57.18%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 3.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 4.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ 5.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ<br />
<br />
ทั้งนี้ หากแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ 3.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 4.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง 5.เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ 2.เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ 3.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 4.เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ 5.เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ไทยจะใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ โดยไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ส.ค.2569 โครงการ Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA จะนำผู้ประกอบการ SME เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เพื่อผลักดัน SME รุกตลาดศักยภาพใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570 โดยสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม และยังมีเป้าหมายรุกตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว&rdquo; นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026080611839750b3a847fbcd39cc250a168935135533.jpg' type='image/jpg' length='148300' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP โชว์ผลจัดคณะผู้แทนขายอาหาร-สินค้าอุตสาหกรรม ที่เซเนกัล ฟันยอด 231 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179157</link>
<guid isPermaLink="false">d074e8ca65b413dbf2dcfed3e7cfbb11</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมไปเจรจาการค้าที่เซเนกัล ประสบความสำเร็จตามเป้า ขายได้กว่า 231 ล้านบาท พร้อมมอบทูตพาณิชย์ หาทางผลักดันสินค้าไทยเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัลให้ได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.กนกพรรณ ภัทรปริญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา ไนจีเรีย ถึงผลการจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมไปเจรจาการค้าภูมิภาคแอฟริกา (สาธารณรัฐเซเนกัล) ณ กรุงดาการ์ ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์รายงานว่า การจัดคณะผู้แทนการค้าในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม (สกอ.) ร่วมกับ สคต. ณ กรุงอาบูจา โดยมีกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ณ โรงแรม King Fahd มีนางสาวนิภา นิรันดร์นุต เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงดาการ์ สาธารณรัฐเซเนกัล เป็นประธานเปิดงาน มีผู้นำเข้าเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 154 ราย แบ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหาร จำนวน 83 ราย และผู้นำเข้าสินค้าอุตสาหกรรม จำนวน 71 ราย มีมูลค่าการเจรจาการค้าทั้งสิ้น 231.39 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 4.48 ล้านบาท และมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี 226.91 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยม แบ่งเป็นสินค้าอาหาร ได้แก่ ข้าว ผักและผลไม้แช่แข็งฟรีซดราย ขนมไทย สัปปะรดกระป๋อง ผงเครื่องเทศ และสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาดมและยาหม่องน้ำ ผลิตภัณฑ์สายไฟ กุญแจล็อคบ้านและรถยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า ทูตพาณิชย์ยังได้สำรวจตลาดในห้างสรรพสินค้าและร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัล ได้แก่ Casino Supermarket พบว่า จำหน่ายสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่น ๆ โดยมีสินค้าอาหารจากไทย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว กะทิสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลาทูน่ากระป๋อง American Food Store ซุเปอร์มาร์เก็ตนำเข้าสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่น ๆ โดยมีสินค้าไทยที่นำเข้าผ่านผู้นำเข้าฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว เส้นหมี่สำเร็จรูป กะทิผงสำเร็จรูป น้ำมะพร้าว น้ำหวานผสมวุ้นมะพร้าว ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง&nbsp; Auchan&nbsp; ซุเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคอื่นๆ โดยมีสินค้าอาหารจากไทย อาทิ ปลากระป๋อง ข้าวหอมมะลิ ข้าว สัปปะรดกระป๋อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วน Bernabe Senegal (Distributor) ร้านจำหน่าย ฮาร์ดแวร์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และวัสดุก่อสร้างครบวงจร (เทียบได้กับร้านโฮมโปรของไทย) โดยเน้นไปที่กลุ่มเครื่องมือช่าง วัสดุก่อสร้าง งานเหล็ก และอุปกรณ์เชิงวิศวกรรมสำหรับช่างฝีมือและงานทั่วไป มีสาขาหลัก ๆ อยู่ใน 5 ประเทศของทวีปแอฟริกา ได้แก่ โกตดิวัวร์ แคเมอรูน กาบอง คองโก และเซเนกัล และ SICAS (Soci&eacute;t&eacute; Industrielle et Commerciale del &#39;Automobile au S&eacute;n&eacute;gal) บริษัทและร้านจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ยางรถยนต์ รวมถึงน้ำมันเครื่องรายใหญ่ ตั้งอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงดาการ์ธุรกิจหลักของ SICAS ประกอบด้วย จำหน่ายอะไหล่ โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และรถบรรทุกหลากหลายแบรนด์ และศูนย์บริการและซ่อมบำรุง มีศูนย์บริการที่ดูแลโดยช่างผู้เชี่ยวชาญสำหรับซ่อมแซม บำรุงรักษา และตรวจเช็กสภาพรถยนต์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ หาทางผลักดันให้ ห้างสรรพสินค้า และร้านจัดจำหน่ายสินค้าที่สำคัญของเซเนกัล เพิ่มการนำเข้าสินค้าไทยไปขาย โดยให้ช่วยประสานติดต่อผู้นำเข้า กับผู้ส่งออกไทยโดยตรง และให้หาทางเชิญมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทย หรือเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อหาทางขยายตลาดส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเซเนกัลให้ได้เพิ่มขึ้น&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260806d4d68f3a5b4c7b272f32e6e42541ba35135533.jpg' type='image/jpg' length='274711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกมันครึ่งปี 69 ปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลด 51.63% แต่ราคาขายดีกว่าปีก่อน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/179156</link>
<guid isPermaLink="false">2277ae2dc1a874b294159fadaf1f56cc</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกมันสำปะหลัง ครึ่งปี 69 ปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลด 51.63% มูลค่า 1,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38,003.15 ล้านบาท) ลด 27.69% เหตุเศรษฐกิจ การค้าโลกชะลอตัว และขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ราคาขายดีกว่าปีก่อนมาก ยันเดินหน้าขยายการส่งออกสู่ตลาดศักยภาพต่อเนื่อง ไปขายแล้วที่ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐฯ ได้ออร์เดอร์มาทุกครั้ง เตรียมจัดงานใหญ่ Thai tapioca Nexus 2026 วันที่ 13 ส.ค.69</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีปริมาณ 2.52 ล้านตัน ลดลง 51.63% มูลค่า 1,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 38,003.15 ล้านบาท) ลดลง 27.69% ซึ่งปรับตัวลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยตลาดส่งออกสำคัญ เช่น จีน ส่งออกได้ 1.52 ล้านตัน ลด 61.71% ญี่ปุ่น 2 แสนตัน ลด 4.76% อินโดนีเซีย 8 หมื่นตัน ไม่เปลี่ยนแปลง มาเลเซีย 9 หมื่นตัน ลด 52.63% สหรัฐฯ 9 หมื่นตัน ลด 30.77% และประเทศอื่น ๆ 5.4 แสนตัน ลด 14.29%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ครึ่งปี 2568 ส่งออกได้ 5.21 ล้านตัน มูลค่า 1,666.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ครึ่งปี 2569 ส่งออกลดลงครึ่งหนึ่ง แต่ยังขายได้ราคาดี โดยราคาเฉลี่ยครึ่งปีก่อน 319 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ราคาเฉลี่ยครึ่งปีนี้ 478 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ถือว่าดีมาก ส่วนสาเหตุที่ส่งออกลดลง เป็นไปตามเศรษฐกิจการค้าโลก ที่จะชะลอตัวลง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยปกติ ไทยนำเข้ามันสดและมันเส้นจากเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ แต่ตอนนี้ ไม่มีการนำเข้าจากกัมพูชา เหลือนำเข้าจากสปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งช่วงครึ่งปีนำเข้ามาเพียง 1.37 ล้านตัน ลดลง 64.96% นำเข้าจาก สปป.ลาวเกือบทั้งหมด โดยการนำเข้าที่ลดลง ดีต่อเกษตรกร ที่ราคาหัวมันสดสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการกระอัก เพราะไม่มีวัตถุดิบ&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้เดินหน้าขยายตลาดให้กับสินค้ามันสำปะหลังไทย ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้เจาะตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ด้วยมาตรการเชิงรุก อาทิ ตลาดญี่ปุ่น กรมได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงแห่งญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อผลักดันการขยายโควตานำเข้าแป้งมันสำปะหลังภายใต้กรอบความร่วมมือ JTEPA พร้อมรุกตลาดอุตสาหกรรมมูลค่าสูงและกลุ่มอาหารสัตว์ร่วมกับสมาคมสหกรณ์การเกษตรแห่งชาติญี่ปุ่น (ZENNOH) ดันยอดสั่งซื้อมันสำปะหลังอัดเม็ด (มี.ค.&ndash;มิ.ย.) พุ่งสูงถึง 1,340 ตัน เพิ่ม 219% มูลค่า 13.5 ล้านบาท เพิ่ม 244%&nbsp;<br />
<br />
ส่วนตลาดจีน ได้เดินทางไปนครฉงชิ่ง เพื่อเปิดตลาดใหม่ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ คาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อภายในหนึ่งปีรวมกว่า 2,087 ล้านบาท ตลาดสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้มีการประสานความร่วมมือกับผู้ผลิตเคมีภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ในการนำแป้งมันสำปะหลังไทยไปทดสอบเพื่อพัฒนาเป็นสารเคลือบผิวป้องกัน (Barrier Coating) ควบคู่กับการได้รับความสนใจจากผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ที่เปิดรับตัวอย่างสินค้าไปทดลองในกระบวนการทางเคมี และตลาดสหรัฐฯ ผู้ส่งออกไทยสามารถปิดดีลคำสั่งซื้อกับผู้นำเข้ารายใหญ่ เนื่องจากแป้งมันสำปะหลังดิบและแป้งออร์แกนิก (พิกัดศุลกากร 1106.20/1108.14.00) ซึ่งครองสัดส่วนส่งออกหลักกว่า 60% ของการส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังสหรัฐฯ ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 0%<br />
<br />
นอกจากนี้ จากภารกิจขยายตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งกรมได้จัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาขยายตลาดช่วงที่ผ่านมา โดยฟาร์มโคนมรายใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ให้ความสนใจนำมันสำปะหลังอัดเม็ดของไทยไปทดลองใช้เป็นส่วนผสมหลักในอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายฐานการค้าสู่ภูมิภาคดังกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้เตรียมผนึกกำลังกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงานใหญ่แห่งปี&nbsp; Thai Tapioca Nexus 2026 ในวันที่ 13 ส.ค.2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนไทย ได้พบปะเจรจาและสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยตรงกับผู้นำเข้าศักยภาพสูงจากทั่วโลก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดโลกต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260806f3d2697d2231e18d4dbc270b95eaa623135533.jpg' type='image/jpg' length='1041175' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ช่วยผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน กรณีจนจริง แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177093</link>
<guid isPermaLink="false">751c4dc2e6821fdc5d7db60ba8ee2e2e</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยหลังจากเปิดให้ประชาชนยื่นตรวจสอบกรณีมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และถูกตัดสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 ล่าสุดมีผู้ยื่นตรวจสอบแล้วกว่า 700 ราย จากที่มีชื่อถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด 122,324 ราย เพื่อให้นำไปยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลัง เพราะจนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใช้ ย้ำตรวจสอบได้ที่กรมและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ไม่มีค่าใช้จ่าย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 และถูกตัดสิทธิ์ กรณีเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และบริษัทมหาชนจำกัด ให้ยื่นตรวจสอบ เพื่อทำการยื่นอุทธรณ์กับกระทรวงการคลัง ว่า หลังจากที่กรม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้เปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้ามาตรวจสอบการเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล ผ่านมาแล้ว 3 วัน ปรากฏว่า มีผู้มาขอตรวจสอบสิทธิ์แล้วกว่า 700 ราย ซึ่งกรมจะนำข้อเท็จจริงส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อประกอบการพิจารณาและประกาศผลในการทบทวนสิทธิ์ของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9,314,253 ราย และในนี้เป็นผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย ในนิติบุคคลรวม 139,804 นิติบุคคล (บางรายเข้าไปมีชื่อมากกว่า 1 นิติบุคคล) โดยบางคนอาจจะถูกแอบอ้างจากญาติยืมชื่อไปจัดตั้งนิติบุคคล หรือรับเป็นนอมินีให้กับของชาวต่างชาติ หรือทราบว่ามีชื่อปรากฏในนิติบุคคลจริงแต่แจ้งกรรมการบริษัทให้นำชื่อออกแล้วแต่บริษัทไม่ดำเนินการ หรือบางรายผู้ขอจดทะเบียนระบุเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนในเอกสารจดทะเบียนผิดพลาด หรือมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นต้น จึงต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ และยื่นอุทธรณ์<br />
&nbsp;<br />
&ldquo;การตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท เพราะโครงการประสงค์ให้คนที่ไม่จนจริง แต่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ ต้องถูกตัดสิทธิ์ และนำงบประมาณไปให้สิทธิ์กับคนที่จนจริงและมีความเดือดร้อน ซึ่งไม่ได้สิทธิ์ในรอบที่ผ่านมา ให้ได้รับสิทธิ์ แต่สำหรับผู้ที่จนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใช้ หรือนำไปแอบอ้าง เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน ก็สามารถมายื่นตรวจสอบ และยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลังได้ เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิ์ต่อไป ซึ่งกรมพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้เต็มที่&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ กรณีมีรายชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และมีความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูล สามารถยื่นคำขอตรวจสอบได้ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการตรวจสอบแทนได้ โดยต้องกรอกแบบฟอร์ม &ldquo;ขอตรวจสอบการเป็นกรรมการ/หุ้นส่วน และผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล&rdquo; พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชน กรณีมอบอำนาจให้ระบุข้อความ &ldquo;เพื่อตรวจการตรวจสอบคุณสมบัติภายใต้โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ&rdquo; หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจเช็กข้อมูล และออกหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบ พร้อมแนบข้อมูลการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด และผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดแก่ผู้ยื่นคำขอ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สามารถติดต่อได้ตามสถานที่ ดังนี้ ส่วนกลาง ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 2 (พหลโยธิน) เขต 3 (รัชดาภิเษก) เขต 4 (สี่พระยา) และ เขต 5 (บางนา) ส่วนภูมิภาค ติดต่อได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และโทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4376</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202607231556b8dbda0b8d30620fbbec007471d5160053.jpg' type='image/jpg' length='155768' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมเจรจาติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้า ใช้ FTA สร้างโอกาสส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/177090</link>
<guid isPermaLink="false">0074f35bb6dcc5efa58e95cfa001e979</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 15:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรีและนครสวรรค์ ติวเข้มเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ยกระดับคุณภาพ มาตรฐานสินค้า ใช้ประโยชน์จาก FTA ในการส่งออก และแนะนำวิธีการขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งโครงการ BDS และกองทุน FTA</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14-17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ได้นำทีมวิทยากรภาครัฐและภาคเอกชน จัดสัมมนาเปิดเวทีติวเข้มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป อาทิ ชากระท้อน กระท้อนแปรรูป ผักแปรรูป กล้วยแปรรูป ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ข้าว แยมมะกรูด ผงมะเขือเทศ และไข่ผำ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและนครสวรรค์ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรในยุคการค้าเสรี (ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ) และโครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี (ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรี (FTA) การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร และย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐาน เช่น อย. ฮาลาล เกษตรอินทรีย์ HACCP GMP GHPs และ Carbon Footprint เป็นต้น เป็นใบเบิกทางให้กับผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่ผลิตสินค้าในระดับต้นน้ำได้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำมาตรฐาน อาทิ GAP เกษตรอินทรีย์ และการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการต่อไป<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTMs) เช่น ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และการแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหาร เป็นต้น รวมทั้งแนะนำแหล่งสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ อาทิ กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร หรือกองทุน FTA จาก สศก. และโครงการ Business Development Service (BDS) ของ สสว. เพื่อช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า บรรจุภัณฑ์ การตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และการจับคู่ธุรกิจ โดยผู้ประกอบการควรประเมินศักยภาพของตนในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเลือกใช้การสนับสนุนแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งภายหลังการสัมมนามีเกษตรกรและผู้ประกอบการ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS และขอรับคำปรึกษาแนวทางการขอรับความสนับสนุนจากกองทุน FTA อีกด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;กรมมั่นใจว่า การเปิดเวทีสัมมนาครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อม พัฒนาเป็นผู้ส่งออก พร้อมใช้ FTA เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดการค้าเสรี เพิ่มช่องทางการตลาดในประเทศและส่งออกตลาด FTA ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าในระดับสากล รวมถึงนำสินค้าในพื้นที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดโลก&rdquo;นายธัชชญาน์พลกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026072383453a55bce1580afefbb5027b9c981a160053.jpg' type='image/jpg' length='478885' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วิกฤตโลกเดือด ดันแอร์ไทยขายยุโรปเดือน พ.ค.69 พุ่งกระฉูด 40.7%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176773</link>
<guid isPermaLink="false">da89c0df2d12610a7e52b18d05a656bd</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 15:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยการส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบของไทยไปทวีปยุโรป เดือน พ.ค.69 พุ่ง 40.7% สูงสุดในรอบ 7 เดือน รับอานิสงส์คลื่นความร้อนที่มาเร็วและรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในยุโรป แนะผู้ประกอบการเจาะกลุ่มสินค้าประหยัดพลังงาน และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบสีเขียวของยุโรป</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบของไทยไปทวีปยุโรปในเดือนพ.ค.2569 มีมูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.7% เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากเดือนเม.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น 8.5% และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค.2568 ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 5 เดือนของปี 2569 มีมูลค่ารวม 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9% โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศแบบเปลี่ยนวงจรความเย็นหรือวงจรความร้อน (กลุ่มปั๊มความร้อน) เพิ่ม 70.6% ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ เพิ่ม 49.6% และแบบติดหน้าต่างหรือฝาผนัง เพิ่ม 21.6%<br />
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการส่งออกเพิ่มขึ้นมาก มาจากคลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่รุนแรงและเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกช่วงเดือนพ.ค. 2569 จากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) ที่ปกคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยรายวันในหลายพื้นที่สูงกว่าค่าปกติมากกว่า 10 องศาเซลเซียส โดยโปรตุเกส สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ ต่างบันทึกอุณหภูมิเดือนพ.ค.สูงสุดเท่าที่เคยตรวจวัด และฝรั่งเศสมีวันที่ร้อนที่สุดของเดือนพ.ค. เป็นประวัติการณ์ ขณะที่ยุโรปตะวันตกและตอนกลาง รวมถึงบางภูมิภาคของยุโรปตะวันออกต่างประสบกับสภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ และสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติเช่นนี้ ประกอบกับการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าฤดูร้อนปีนี้จะร้อนกว่าปกติ กระตุ้นให้ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกยุโรปเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อรองรับอุปสงค์ในช่วงจุดสูงสุดของฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.)<br />
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่า ตลาดหลักในทวีปยุโรปส่วนใหญ่ขยายตัวสอดคล้องกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นผิดปกติเกือบทั่วทั้งภูมิภาค โดยเยอรมนีเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มูลค่า 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.6% ตามด้วยฝรั่งเศส เพิ่ม 50.9% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 58.2 และสเปน เพิ่ม 42.2% ส่วนกลุ่มตลาดยุโรปเหนือขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี อาทิ ฟินแลนด์ เพิ่ม 366.6% และสวีเดน เพิ่ม 177.3%<br />
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ประเมินว่าอุปสงค์เครื่องปรับอากาศในยุโรปมีแนวโน้มยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 เนื่องจากยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายเดือนมิ.ย.2569 โดยหลายประเทศยังคงทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด ใกล้ระดับ 40 องศาเซลเซียส ประกอบกับการคาดการณ์ฤดูกาลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. 2569 ที่ชี้ว่าอุณหภูมิในทวีปยุโรปมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุโรปใต้และยุโรปกลาง จากภาวะเอลนีโญที่กำลังทวีกำลัง<br />
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สินค้าคงคลังของผู้ค้าปลีกยุโรปถูกระบายออกอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มสั่งซื้อเพื่อเติมสต็อกอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสัญญาณจากผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ของเอเชียที่รายงานยอดขายในยุโรปเพิ่มขึ้นและคาดว่าอุปสงค์จะแข็งแกร่งตลอดฤดูกาล และนอกจากแรงหนุนในระยะสั้น ตลาดยุโรปยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว โดยทวีปยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในโลก เพิ่มขึ้นประมาณ 0.53 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษนับตั้งแต่กลางปี 1990 หรือมากกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก ในขณะที่อัตราการครอบครองเครื่องปรับอากาศของครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับนโยบายของสหภาพยุโรปที่ส่งเสริมระบบปั๊มความร้อน (Heat Pump) ซึ่งใช้งานได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว ทำให้เครื่องปรับอากาศในภูมิภาคยุโรปกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นสินค้าจำเป็น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง<br />
&ldquo;ทวีปยุโรปกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น และช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการส่งออกของไทยในภาวะที่การพึ่งพาตลาดหลักบางแห่งมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น สะท้อนได้จากสัดส่วนของทวีปยุโรปต่อการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 19.4% ในเดือนม.ค. เป็น 23.8% ในเดือนพ.ค.2569 และสัดส่วนดังกล่าวสูงกว่าเดือนพ.ค.ของ 3 ปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยเพิ่ม 21.4% 18.2% และ 16.0% ในปี 2566-2568&rdquo;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า การเติบโตของตลาดยุโรปมีเงื่อนไขเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกำกับอยู่ โดยเฉพาะเมื่อตลาดหลักในทวีปยุโรปส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและมักเป็นบรรทัดฐานให้ประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมุ่งพัฒนาสินค้ากลุ่มประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงและระบบ Heat Pump ที่สอดรับกับนโยบายด้านพลังงานและลดคาร์บอนของ EU พร้อมติดตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการทยอยจำกัดการใช้สารทำความเย็นที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง และควรยกระดับการแข่งขันจากด้านราคาสู่ด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพพลังงาน และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น<br />
&ldquo;อากาศร้อนจัดในยุโรปไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของภูมิภาค ไทยในฐานะผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ ควรใช้จังหวะนี้เร่งเจาะตลาดยุโรปที่ยังมีช่องว่างการเติบโตสูง พร้อมพัฒนาสินค้าและเครื่องปรับอากาศประหยัดพลังงานให้สอดรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เพื่อเปลี่ยนโลกเดือดให้เป็นโอกาสทองของอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260722e25c2add417bd773ca4c4bca1c3b240b154649.jpg' type='image/jpg' length='277440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”เผยทุเรียนไทยส่งออกไปจีนทะลุ 1 ล้านตันแล้ว มูลค่ากว่า 1.14 แสนล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176518</link>
<guid isPermaLink="false">2f36a75c18c825d459c69c2a191026f6</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยทุเรียนไทยส่งออกไปจีนทะลุ 1 ล้านตันแล้ว มูลค่ากว่า 1.14 แสนล้านบาท ทำได้เร็วกว่าที่คาดไว้ สะท้อนตลาดจีนมีความเชื่อมั่นในคุณภาพทุเรียนไทย และเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือ รัฐ เอกชน และเกษตรกร เตรียมดันส่งออกต่อ รับมือทุเรียนใต้ออกสู่ตลาด พร้อมหนุนให้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ถึงการส่งออกทุเรียนสดของไทยไปยังประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-19 ก.ค.2569 มีปริมาณ 1,000,763.66 ตัน มูลค่ากว่า 114,818.15 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว<br />
โดยความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดจีนที่มีต่อคุณภาพทุเรียนไทย และเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการช่วยกันอำนวยความสะดวกด้านการค้า การรักษาคุณภาพ และร่วมมือกันในการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการผลักดันยอดส่งออกให้สูงขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการเร่งระบายผลผลิตทุเรียนภาคใต้ที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงนี้ พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างทางเลือกทางการตลาด และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
ทั้งนี้ ปี 2569 ผลผลิตทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกในตลาดจีนอย่างเข้มข้น เพื่อขยายช่องทางการค้าและผลักดันการส่งออกทุเรียนสดให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดไว้<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เดินหน้าบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกแบบครบวงจร ทั้งการเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศ การขยายตลาดต่างประเทศ และการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูป เพื่อให้ผลไม้ไทยสามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202607219d88a25079ef517cd1a0086c3eedcc00153652.jpg' type='image/jpg' length='216532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“วีระพงษ์”หารือสภาธุรกิจยุโรป ยันไทยเร่งผลักดัน FTA ไทย-อียูให้จบโดยเร็ว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176517</link>
<guid isPermaLink="false">9afb71ea8a01ac96bab6e6778a2a8f11</guid>
<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;วีระพงษ์&rdquo;ผู้แทนการค้าไทย หารือกับคณะนักธุรกิจยุโรปจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) ยันรัฐบาลไทยมุ่งมั่นเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ให้สำเร็จโดยเร็ว ด้านเอกชนยินดีที่การเจรจาคืบหน้า และพร้อมหนุนความตกลง DEFA พร้อมชวนเพิ่มการลงทุนในไทย</strong><br />
<br />
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา ตนพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นผู้แทนให้การต้อนรับและหารือเชิงลึกกับคณะนักธุรกิจยุโรปจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC) นำโดยนายโนเอล คลีเฮน รองประธานคณะกรรมการบริหาร EU-ABC และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) นำโดยน.ส.ภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธาน EABC ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ราย จาก 25 บริษัท ยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียนและไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป<br />
<br />
โดยในการหารือ ตนได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและนักธุรกิจจากยุโรป ว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยระยะยาว ซึ่งเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการจัดตั้งจัดคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-EU และมอบหมายให้นางศุภจีเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาโดยได้แบ่งเป็น 6 กลุ่ม cluster ได้แก่ 1.เกษตร 2.อุตสาหกรรม 3.พลังงาน 4.จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 5.การค้าบริการ ลงทุน รวมถึงการค้าดิจิตัล และ 6.กฎระเบียบ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา<br />
<br />
ขณะที่ภาคเอกชนยุโรปแสดงความยินดีที่การเจรจา FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก และได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้เรื่องกฎกติกาด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดยุโรป<br />
<br />
ทั้งนี้ ธุรกิจอียูยังพร้อมเข้ามาสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะมีกำหนดการลงนามในเดือน พ.ย.2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การเจรจาบรรลุผลสำเร็จ<br />
<br />
นายวีระพงษ์กล่าวว่า ตนยังได้หารือถึงนโยบายการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและการค้าของไทย รวมถึงเชิญชวนให้ภาคเอกชนยุโรปขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนอียูได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค โดยจากผลการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจยุโรปล่าสุด พบว่า มีความเชื่อมั่นเต็มที่ต่อการลงทุนในไทย โดยกว่าร้อยละ 57 ของกลุ่มภาคธุรกิจ พร้อมขยายการลงทุนในไทยในช่วง 5 ปีนี้ และคาดว่าจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากการเจรจา FTA ไทย-อียู สรุปผลแล้ว<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจต่อการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ อาทิ การปรับปรุงธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 การยกระดับกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขอบเขตของนโยบายควบคุมราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนนโยบายการรับมือกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พลาสติกและบรรจุภัณฑ์<br />
<br />
ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (อียู) เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย รองจาก จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอียูอยู่ที่ 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.51 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออก 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 888,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.27% และนำเข้า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 623,000 ล้านบาท) ลดลง 3.86% ได้ดุลการค้า 7,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 264,000 ล้านบาท) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอียู ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากอียู ได้แก่ เครื่องจักรกล เวชภัณฑ์ เครื่องบินและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า<br />
<br />
สำหรับ 25 บริษัทยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียนและไทย ได้แก่ APISWA Aviation Pro Asia Group Advisors (AGA) Bayer BDO Boehringer Ingelheim Bosch The Coca Cola Company Danone Diageo DHL Ergo Insurance Evonik Friesland Campina Gulf Development Japan Tobacco International (JTI) Kenvue Michelin Philip Morris International SAP Speyside Standard Chartered Bank SWIFT Tetra Pak และ Yara</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260721dffae19931409ad53c28821b3029dcaf153551.jpg' type='image/jpg' length='788011' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ประชุมร่วมอียู ยกระดับป้องกันการหลบเลี่ยง-แอบอ้างถิ่นกำเนิด ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176351</link>
<guid isPermaLink="false">73b21f8d91d9c23a2312988a87afe14c</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมกับสหภาพยุโรป แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติ ในการยกระดับการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าและการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อเสริมความเชื่อมั่นการค้าระหว่างประเทศ</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมความร่วมมือในการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าและการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า ณ ราชอาณาจักรสเปน ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.&ndash; 4 ก.ค.2569 ร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านการค้าระหว่างประเทศของสหภาพยุโรป (Directorate &ndash; General for Trade: DG Trade) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมาธิการยุโรป และหน่วยงานป้องกันการฉ้อฉลด้านศุลกากรแห่งคณะกรรมาธิการยุโรป (European Anti-Fraud Office: OLAF) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และธุรกิจ (The Ministry of Economy, Trade and Business: MINECO) และหน่วยงานศุลกากรสเปน (Custom Authority of Spain) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านการป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Anti-Circumvention) การป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า (Anti-Origin Fraud) และการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการรักษาความโปร่งใสของระบบการค้าระหว่างไทยและสหภาพยุโรป พร้อมทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า<br />
โดยในการประชุมครั้งนี้ คณะผู้แทนกรมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายด้าน ครอบคลุมประเด็นมาตรการทางการค้า การไต่สวนการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti - Dumping : AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) การตรวจสอบหลักฐาน ค้นหาข้อเท็จจริงเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องการหลบเลี่ยง (Circumvention) การปราบปรามการฉ้อโกงภาษีศุลกากร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลการนำเข้า-ส่งออกสินค้า<br />
ทั้งนี้ OLAF ได้นำเสนอการใช้ระบบ Data Analytics Platform และ Anti-Fraud Information System (AFIS) ในการรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เพื่อจับการหลบเลี่ยงที่หลากหลาย เช่น การสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ (False declaration of origin) การสำแดงมูลค่าสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervaluing) การสำแดงพิกัดศุลกากรเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด รวมถึงการวิเคราะห์เส้นทางและข้อมูลการค้า (Trade Flow Analysis) ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงของไทยในอนาคต<br />
นางอารดากล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศในการกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสินค้า แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารความเสี่ยงก่อนการอนุมัติคุณสมบัติทางด้านถิ่นกำเนิด เพื่อยกระดับการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าและการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังได้รับทราบแนวทางการบริหารจัดการสินค้าขาเข้าของสเปนที่มีประสิทธิภาพทั้งในด้านการบริหารจัดการท่าเรือ การตรวจปล่อยสินค้า และการอำนวยความสะดวกทางการค้าอีกด้วย<br />
&ldquo;การเข้าร่วมประชุมความร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรมทางการค้าและการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศที่โปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งยังสนับสนุนการดำเนินงานของกรมในการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศคู่ค้าสำคัญให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน อันจะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: C/O)ของไทย และลดความเสี่ยงที่สินค้าไทยจะได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการทางการค้าของต่างประเทศ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
ปัจจุบันสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการค้าที่สอดคล้องตามกฎระเบียบด้านถิ่นกำเนิดสินค้า โดยสินค้าส่งออกจะต้องมีการผลิตจริงกระบวนการผลิตต้องมีการแปรสภาพอย่างเพียงพอ และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศ จนเพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์การได้มาซึ่งถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศส่งออก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260720316a7de2ae723d87f15455fa42bfccf1162835.png' type='image/png' length='394562' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง มิ.ย.69 เพิ่ม 6.3% จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ยังสูง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/176350</link>
<guid isPermaLink="false">aed5c4f9cb891fb4eaf07a42ac6f2059</guid>
<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 6.3% จากการสูงขึ้นของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพราะยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ยังสูง</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนมิ.ย.2569 เท่ากับ 113.3 เพิ่มขึ้น 6.3% โดยเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง มีสาเหตุจากการสูงขึ้นของดัชนีราคาทุกหมวด ทั้งไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก กระเบื้อง วัสดุฉาบผิว สุขภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา และวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เนื่องจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ร้อยละ 4.5 จากการสูงขึ้นของไม้แบบ บานประตู และบานหน้าต่าง จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 1.3 จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนกาวซีเมนต์ จากความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างภาครัฐ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 10.6 จากการสูงขึ้นของคอนกรีตผสมเสร็จ พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง คานคอนกรีตสำเร็จรูป และท่อระบายน้ำคอนกรีต เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซล<br />
หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สูงขึ้นร้อยละ 2.0 จากการสูงขึ้นของท่อเหล็กดำ ชีทไพล์เหล็ก ตะแกรงเหล็กสำเร็จรูป และลวดเหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (บิลเล็ต เศษเหล็ก) รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมวดกระเบื้อง สูงขึ้นร้อยละ 2.8 จากการสูงขึ้นของกระเบื้องเคลือบปูพื้น และกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา เนื่องจากราคาพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) และวัตถุดิบ (สารเคลือบ แร่ซิลิกา) ปรับสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว สูงขึ้นร้อยละ 2.2 จากการสูงขึ้นของสีเคลือบน้ำมัน สีน้ำอะคริลิคทาภายในและทาภายนอก สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ (ผงสี อีพ็อกซีเรซิน ตัวทำละลาย)<br />
หมวดสุขภัณฑ์ สูงขึ้นร้อยละ 2.7 จากการสูงขึ้นของกระจกเงา ฝักบัวอาบน้ำ ที่ปัสสาวะเซรามิก เนื่องจากกระบวนการผลิตใช้พลังงานในปริมาณสูงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติ หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 12.3 จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT สายเคเบิล THW และสายไฟฟ้า VAF ตามราคาวัตถุดิบหลัก (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง และหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ สูงขึ้นร้อยละ 11.2 จากการสูงขึ้นของกระจกใสและอะลูมิเนียมแผ่นเรียบ เนื่องจากต้นทุนการผลิตและราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ขณะที่ยางมะตอยปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว จากราคาน้ำมันและราคาพลังงานคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน วัตถุดิบโลหะพื้นฐาน เช่น ทองแดง อลูมิเนียม เป็นต้น ราคาในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสายไฟซึ่งใช้ทองแดงเป็นส่วนประกอบหลักราคาสูงขึ้นตามไปด้วย และความต้องการใช้สินค้าวัสดุก่อสร้างในโครงการก่อสร้างพื้นฐานโครงการต่อเนื่องของภาครัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202607204097ca712631835532f83221bbfdda2e162629.png' type='image/png' length='1399197' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ชี้เป้าผู้ส่งออก ขายสินค้าความงามธรรมชาติ เจาะตลาดเม็กซิโก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/175375</link>
<guid isPermaLink="false">615720fdedac947efe5f028f71224391</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 16:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจเทรนด์ Wellness Beauty ในเม็กซิโก พบขยายตัวต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ชี้เป็นโอกาสในการส่งออกของไทย เหตุมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ มีวัตถุดิบธรรมชาติ ทั้งข้าว น้ำมันมะพร้าว ขมิ้น มะขาม ใบบัวบก สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพรไทย แนะใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวกรรณิกา กะการดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงเม็กซิโก ถึงการสำรวจเทรนด์ Wellness Beauty ที่กำลังมาแรงในเม็กซิโก และโอกาสของ SME ไทย ที่จะใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเม็กซิโก<br />
<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์บำรุงผิว กำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าความงามไปสู่สินค้าเพื่อสุขภาพในสายตาผู้บริโภคเม็กซิกัน ซึ่งให้ความสำคัญกับส่วนผสมจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สุขภาพผิวในระยะยาว ส่งผลให้ตลาดกลุ่มนี้เติบโตต่อเนื่องจากกระแส Self-Care และ Wellness ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยมีข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง (CANIPEC) พบว่า ตลาดสกินแคร์ของเม็กซิโกในปี 2025 มีมูลค่าประมาณ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กันแดด ร้อยละ 13.10 น้ำหอม ร้อยละ 11.90 และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ร้อยละ 9.30 โดยชาวเม็กซิกันมีค่าใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและผิวพรรณเฉลี่ยเดือนละ 2,997 เปโซ หรือประมาณ 6,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญที่สินค้ากลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคปัจจุบันอย่างเต็มตัว<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรือการดูแลผิวพรรณในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้หญิงเหมือนในอดีต แต่เริ่มขยายไปสู่ผู้บริโภคทุกเพศและทุกช่วงวัยมากขึ้น ขณะเดียวกัน สื่อสังคมออนไลน์และคอนเทนต์ด้านความงามยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความรู้เกี่ยวกับการดูแลผิวและกระตุ้นการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้ผู้บริโภคมีความรู้เกี่ยวกับส่วนผสม ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และการเลือกสินค้าที่เหมาะกับสภาพผิวของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของส่วนผสม และผลลัพธ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้จริง<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีความนิยมผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัยต่อผิว รวมถึงสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกันมากกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะ และความเครียดจากการใช้ชีวิตในเมือง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายหันมาใช้วัตถุดิบจากพืชและสารสกัดธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะว่านหางจระเข้ กระบองเพชร และพืชท้องถิ่นของเม็กซิโก ซึ่งกำลังถูกนำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดสกินแคร์ของเม็กซิโกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านภาพลักษณ์ความงาม ไปสู่การแข่งขันด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของส่วนผสมมากขึ้น<br />
<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดสกินแคร์ในเม็กซิโก ถือเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากผู้บริโภคเม็กซิกันให้ความสำคัญกับคุณภาพ ส่วนผสม และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทำให้สินค้าไทยซึ่งใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ อาทิ ข้าว น้ำมันมะพร้าว ขมิ้น มะขาม ใบบัวบก สารสกัดจากผลไม้และสมุนไพรไทย มีโอกาสเติบโตในตลาดได้เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กระแส Clean Beauty, Natural Beauty และ Wellness ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเม็กซิโก<br />
<br />
นอกจากนี้ การเติบโตของอีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียในเม็กซิโกโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น Gen Z และ Gen Alpha ถือเป็นโอกาสของ SME ไทยในการสร้างการรับรู้และเจาะตลาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติของไทยที่มีชื่อเสียงด้านประสิทธิภาพ ควบคู่กับมาตรฐานการผลิตระดับสากล ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด และช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202607146162e98bcdbf9c87c2f5d8f7b03b28b3165704.png' type='image/png' length='1000338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”กำหนดสินค้าใช้ได้สองทาง หมวดนิวเคลียร์ ต้องขออนุญาตส่งออก-ส่งกลับ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174752</link>
<guid isPermaLink="false">e3439e40a4cd411e77620ddb5ae28706</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) หมวด 0 ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร ดีเดย์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.69 เป็นต้นไป พร้อมเปิดให้ผู้ส่งออกยื่นขอรับใบอนุญาตได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ 30 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ยันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการควบคุมสินค้า DUI และดึงดูดการลงทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าที่ใช้ได้สองทางเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกและส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร โดยผู้ประกอบการที่จะส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ในหมวด 0 จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบการผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อการส่งออก โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.2569 เป็นต้นไป และกรมยังได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาตให้ส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ในหมวด 0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-TCWMD ได้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในระยะแรกของการบังคับใช้ จะครอบคลุมสินค้า DUI ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ (หมวด 0) เฉพาะกิจกรรมส่งออกและส่งกลับ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ที่มีทั้งพิกัดและคุณสมบัติทางเทคนิคเข้าเกณฑ์เป็นสินค้า DUI ในหมวด 0 ต้องขออนุญาต แต่กรณีที่สินค้ามีพิกัดศุลกากรที่เข้าข่ายเป็นสินค้า DUI หมวด 0 แต่คุณสมบัติทางเทคนิคไม่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนด ผู้ประกอบการสามารถใช้รหัสยกเว้นไม่ต้องมีใบอนุญาต (Exempt 99) ประกอบการผ่านพิธีการศุลกากร ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติทางเทคนิคของสินค้า DUI ได้ที่ https://etcwmd.dft.go.th และไปที่เมนู e-Classification และเลือก &ldquo;การจำแนกสินค้า&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินมาตรการอนุญาตดังกล่าว มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับระบบควบคุมสินค้า DUI ของไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันที่มีการนำสินค้า DUI ไปพัฒนาเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction : WMD) อีกทั้งยังเป็นการดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการกำกับดูแล ดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขั้นสูง และนำมาซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการควบคุมสินค้า DUI ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกหรือส่งกลับสินค้า DUI ในหมวด 0 เข้ามาตรวจสอบคุณลักษณะของสินค้า ก่อนยื่นคำขอรับใบอนุญาต โดยหากมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานบริหารสินค้าสองทาง กองบริหารสินค้าข้อตกลงและมาตรการการค้า 02 547 4735 หรือ DFT Call Center สายด่วน 1385</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026071090955e0a7c041859d2e312f5e5b6d6ab161628.jpg' type='image/jpg' length='1299125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​พลังงาน-ค่าขนส่ง ดันดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.69 เพิ่ม 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174750</link>
<guid isPermaLink="false">9059b4f2d680cf5f939d2e359df9a3a4</guid>
<pubDate>Fri, 10 Jul 2026 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง เพราะยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและการขนส่งยังทรงตัวสูง กระทบการผลิตสินค้าทุกหมวด ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.2569 เท่ากับ 114.3 เพิ่มขึ้น 7.2% แต่เริ่มชะลอตัวลง จากเดือน เม.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น 9.1% และพ.ค.2569 ที่เพิ่มขึ้น 8.5% ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างหนัก แต่เดือน มิ.ย.2569 ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนค่าพลังงานและด้านการขนส่งยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิต ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 3.7% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก จากฐานราคาในปีก่อนที่ต่ำ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดที่มีน้อยตามการนำเข้าผ่านชายแดนที่ลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก<br />
<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด มะพร้าว) จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดปริมาณมาก ประกอบกับตลาดปลายทางปรับลดราคา รับซื้อลง สุกรมีชีวิต ไก่เนื้อมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 25.5% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ความเสี่ยงด้านอุปทานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น สินแร่โลหะ จากอุปทานที่มีจำกัด ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบจากต้นทุนด้านพลังงานส่งผลให้ต้นทุนปรับสูงขึ้น และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการก่อสร้างและความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก<br />
<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 7.2% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี จากความไม่แน่นอนด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งวัตถุดิบทำให้ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากความต้องการของตลาด และต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ราคาปรับสูงขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) ราคาปรับสูงขึ้นตามราคาทองคำในตลาดโลก จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับลดลง แม้ว่าจะยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ต้นทุนค่าพลังงานและด้านการขนส่งยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออกทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าเป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้ผลิตมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตในบางหมวดอุตสาหกรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260710860cac97d5ab0c638d80be091314f55a161226.jpg' type='image/jpg' length='109943' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยโชว์วิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา บนเวทีสมัชชาใหญ่ WIPO]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174251</link>
<guid isPermaLink="false">4e4140f5a90aec2ff7bf389f6159d281</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยเข้าร่วมประชุมประจำปีสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่เจนีวา ร่วมกำหนดทิศทางและติดตามการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา &ldquo;กิริฎา&rdquo;แสดงความภาคภูมิใจ WIPO ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตด้านแฟชันและการออกแบบแด่ &ldquo;เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี&rdquo; พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ของไทย ที่มุ่งผลักดันแปลงไอพีเป็นทุน เตรียมเข้าเป็นภาคีกรุงเฮก สนธิสัญญา WPPT และการใช้ GI สร้างมูลค่าเพิ่ม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly) ครั้งที่ 68 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิก WIPO และปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7&ndash;15 ก.ค.2569 เพื่อกำหนดทิศทางและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบ WIPO รวมทั้งแลกเปลี่ยนพัฒนาการและประเด็นสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระดับระหว่างประเทศ โดยมีหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 194 ประเทศเข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในการประชุมครั้งนี้ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ได้นำเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าของบริการระหว่างประเทศของ WIPO การสนับสนุนประเทศสมาชิกในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนทิศทางการดำเนินงานของ WIPO ในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดร.กิริฎากล่าวว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม WIPO GA โดยแสดงความภาคภูมิใจในโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่ WIPO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่ง &ldquo;ทูตด้านแฟชันและการออกแบบของ WIPO&rdquo; หรือ WIPO Ambassador for Fashion and Design แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นพระองค์แรกของโลก ด้วยพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับช่างฝีมือในท้องถิ่นของไทยให้สามารถพัฒนาหัตถศิลป์ดั้งเดิมให้สอดรับกับการออกแบบสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม โดยบทบาทในระดับโลกครั้งนี้ พระองค์จะทรงสามารถแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จแก่ประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพื่อยกระดับงานหัตถกรรมของชุมชนท้องถิ่นสู่เวทีโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเน้นย้ำว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต พร้อมทั้งได้นำเสนอความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคตเพื่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน<br />
<br />
โดยมีแผนดำเนินการตาม 3 แนวทางสำคัญ คือ 1.การผลักดันระบบ IP Finance ของประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัปสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน 2.การเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement) และสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WPPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองนักออกแบบ ศิลปิน นักแสดง และนักดนตรีไทยในระดับสากล และ 3.การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI ผ่านการสร้างแบรนด์ การปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงสินค้า GI สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งโดยเฉลี่ยสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026070809c6171e5472cc037fab6f9869fef821162944.jpg' type='image/jpg' length='242771' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยร่วมประชุมรัฐมนตรีเวที WIPO ชูผลงานส่งเสริม SME สินค้า GI บริการจดไอพี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/174250</link>
<guid isPermaLink="false">b2d2b81a5e67c3d7b1974addbe2864e8</guid>
<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยเข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ จัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ใช้เวทีนี้โชว์ผลงานการผลักดัน SME และสตาร์ตอัป ส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการพัฒนาระบบจดทะเบียน</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้นำคณะผู้แทนไทย ประกอบด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และทีมงาน เข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies&rdquo; จัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และมีรัฐมนตรี ผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 40 ประเทศ มาแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส<br />
<br />
โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งปรับบทบาทภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลด้านการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สู่การเป็นผู้ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมแห่งอนาคต โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ &ldquo;สะพานเชื่อมโยง 3 มิติ&rdquo; ดังนี้<br />
<br />
มิติแรก ด้านสะพานเศรษฐกิจ (Economic Bridges) ไทยได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัปสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศของ WIPO ทั้งระบบ PCT สำหรับสิทธิบัตร และระบบ Madrid สำหรับเครื่องหมายการค้า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมภาคีความตกลงสำคัญ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมของไทย โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ &ldquo;เมติคูลี่&rdquo; บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่ได้พัฒนานวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระยะเวลาเพียง 9 ปีบริษัทสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญากว่า 80 รายการ พร้อมระดมทุนได้กว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันได้ร่วมมือกับศัลยแพทย์กว่า 850 คน ในโรงพยาบาลกว่า 240 แห่งทั่วโลก และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 3,000 ราย สะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและด้านการแพทย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ​<br />
มิติที่สอง ด้านสะพานสังคม (Social Bridges) ไทยได้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนผู้ผลิตอย่างทั่วถึง โดยผลักดันสินค้า GI คุณภาพพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับมิชลิน เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลตอบแทนจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า โดยปัจจุบันไทยมีสินค้า GI รวม 260 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 51,752 ราย สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI ไทยกว่า 150 ล้านบาท<br />
<br />
มิติสุดท้าย ด้านสะพานภูมิศาสตร์ (Geographic Bridges) ไทยได้เดินหน้าเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของประเทศให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมั่นว่าระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ จึงได้เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานและการบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ทำให้สามารถดำเนินการด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ปัจจุบันมีคำขอที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 80% และยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ ระบบ AI Image Search และระบบ Trademark Checker เพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และอำนวยความสะดวกให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงานบริการและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเท่าเทียม<br />
​&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านนโยบายกับประเทศสมาชิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิดอันเป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน&rdquo;ดร.กิริฎากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202607085aa3ade3be8ce13129248264a9bd8e5b162841.jpg' type='image/jpg' length='399532' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยประชุมร่วมชาติอาเซียน เตรียมการรับมือความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173738</link>
<guid isPermaLink="false">8d0b141e5b7f62e869e0ef7c1ae78cf1</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (AFSRB) ที่เมียนมา เตรียมความพร้อมรับมือความท้าทาย สร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค เผยฟิลิปปินส์ มาเลเซีย มีความต้องการข้าว ไทยแสดงความพร้อมเป็นแหล่งอุปทาน ส่วนข้าวโพด ถั่วเหลือง อาเซียนต้องพึ่งพาการนำเข้า จับตาเอลนีโญ ต้นทุนปุ๋ย ภูมิรัฐศาสตร์ โลจิสติกส์ กระทบราคา ปริมาณผลผลิต</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 46 (ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB) ระหว่างวันที่ 24&ndash;25 มิ.ย.2569 ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำตาล ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากกรอบความร่วมมือด้านอาหารที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคอาเซียน<br />
<br />
โดยการประชุม AFSRB ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการรักษาระดับอุปทานและปริมาณสำรองอาหาร โดยเฉพาะข้าว อาทิ ฟิลิปปินส์คาดว่าการนำเข้าข้าวในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการบริโภคภายในประเทศ และป้องกันความขาดแคลนจากสถานการณ์ภัยแล้ง มาเลเซียยังคงผลิตข้าวได้เพียงร้อยละ 53 ของความต้องการ สะท้อนช่องว่างด้านอุปทานข้าวและความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนของไทย ผู้แทนกรมได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์สินค้าเกษตรต่อที่ประชุม พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการผลิตที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง การรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และได้แสดงความพร้อมในการเป็นแหล่งอุปทานที่มั่นคงของภูมิภาค<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม พบว่า อาเซียนสามารถผลิตข้าวและน้ำตาลได้เพียงพอต่อการบริโภค และการส่งออกไปทั่วโลก แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพดจากนอกภูมิภาค เพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศ และการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ตระหนักถึงการติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เช่น เอลนีโญ ต้นทุนปุ๋ย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ รวมถึงมาตรการทางการค้า ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อราคา ปริมาณผลผลิต และระบบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า<br />
<br />
&ldquo;กลไกของ AFSRB มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเวทีที่ทำให้ประเทศสมาชิกรับทราบสถานการณ์อาหารและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคอย่างทันท่วงที การเชื่อมโยงกับเครื่องมือต่าง ๆ ทั้งสถาบันการเงินและสถาบันวิชาการ ตลอดจนการบูรณาการระหว่างภาคการพาณิชย์และภาคการเกษตร ล้วนทำให้ความร่วมมือด้านอาหารของอาเซียนเป็นการทำงานที่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ และสามารถขยายผลไปสู่การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อสถานการณ์ในทางปฏิบัติ อันจะช่วยสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน โดยในปีหน้าการประชุม AFSRB ครั้งที่ 47 จะจัดขึ้นโดยมีฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
สำหรับกรอบ AFSRB เป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรอบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) และกรอบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน (ASEAN Food Security Information System: AFSIS) โดยมีการรายงานข้อมูลว่า APTERR มีปริมาณข้าวสำรองฉุกเฉินรวม 787,000 ตัน และในช่วงปี 2568&ndash;2569 ได้สนับสนุนข้าวช่วยเหลือแล้วกว่า 14,903 ตัน แก่ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์เกือบ 2 ล้านคน อาทิ สปป.ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และไทย โดยล่าสุด จีนได้บริจาคข้าวจำนวน 350 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวในเมียนมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความช่วยเหลือไปให้ถึงผู้ประสบภัยโดยเร็ว<br />
<br />
ส่วน AFSIS มีบทบาทสำคัญในการติดตาม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญของภูมิภาค โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ AFSIS GIS (2568&ndash;2571) ซึ่งนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาใช้ประเมินสภาพอากาศเกษตรและพื้นที่เพาะปลูกข้าว ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการกับญี่ปุ่น พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีใต้ในการพัฒนาระบบข้อมูลความมั่นคงอาหารแบบเรียลไทม์และการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร เพื่อสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการตัดสินใจเชิงนโยบาย<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260706e9eaa6d5747fc543a2a91a8bf403dec5160758.jpg' type='image/jpg' length='127930' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”เผยเจรจา FTA ไทย-EU คืบหน้าก้าวกระโดด สรุปแล้ว 15 บทจาก 24 บท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173737</link>
<guid isPermaLink="false">69319e093aa0c8c87dc9162551a42f9d</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) มีความคืบหน้าต่อเนื่อง หลังจบรอบที่ 9 สามารถสรุปการเจรจาได้รวม 15 บท จาก 24 บท เตรียมลุยต่อประเด็นที่เหลือ โดยเฉพาะการเปิดตลาดสินค้า บริการ ลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การจัดการพลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรอบที่ 10 เดือน ก.ย.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 9 ระหว่างวันที่ 22-30 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากในหลายประเด็น โดยสามารถสรุปเพิ่มเติมได้อีก 4 บท ได้แก่ 1.การแข่งขันและการอุดหนุน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันอย่างเท่าเทียมและการกำหนดกฎเกณฑ์การอุดหนุนที่โปร่งใส 2.รัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของความตกลง จะดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์โดยไม่เลือกปฏิบัติ 3.การระงับข้อพิพาท ที่กำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ หากมีการทำผิดความตกลง FTA และ 4.บทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังสามารถสรุปการเจรจาได้เพิ่มเติมในอีก 4 ประเด็น ประกอบด้วย ภาคผนวก 3 เรื่อง และพิธีสาร 1 เรื่อง ได้แก่ 1.ภาคผนวกเรื่องอากรที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า 2.ภาคผนวกเรื่องการผูกขาดการนำเข้าและส่งออกสินค้า 3.ภาคผนวกยานยนต์ ภายใต้บทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และ 4.พิธีสารด้านความช่วยเหลือด้านศุลกากรระหว่างกัน และเมื่อรวมกับประเด็นที่ได้ข้อสรุปในรอบก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 บท จาก 24 บท และภาคผนวกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นับว่าบรรลุผลได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด<br />
&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า การเจรจาในประเด็นที่เหลือ มีหลายเรื่องที่ใกล้ได้ข้อสรุป เช่น การต่อต้านการฉ้อฉล และบทบัญญัติสุดท้ายของความตกลง ขณะที่การเจรจาด้านการเปิดตลาด 3 เรื่อง ทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือข้อเสนอการเปิดตลาดในรายละเอียด ซึ่งนับได้ว่าการเจรจาดำเนินไปถึงช่วงสำคัญที่ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเจรจา ส่วนการเจรจารอบต่อไป จะมุ่งขับเคลื่อนเจรจาประเด็นที่เหลืออีก 1 ใน 3 ซึ่งมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การจัดการพลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล บริการและลงทุน ตลอดจนกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้รับแจ้งจากหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยว่าการเจรจารอบนี้ มีความคืบหน้ามาก เนื่องมาจากได้รับแรงสนับสนุนทางการเมืองจากการหารือในระดับสูงของทั้งสองฝ่าย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ที่ดิฉันและผู้แทนการค้าไทย (นายวีระพงษ์ ประภา) ได้เข้าหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (นายมารอส เซฟโควิช) และกับกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (นายคริสตอฟ ฮันเซน) ซึ่งรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถสรุปผลได้โดยเร็ว และได้มอบนโยบายให้หัวหน้าคณะเจรจาเร่งจัดทำแผนงานร่วมกันและหารือในประเด็นคงค้างอย่างใกล้ชิด&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินการต่อไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะจัดประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจา FTA ไทย-EU ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อหารือประเด็นคงค้างสำคัญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และทั้งสองฝ่ายจะจัดให้มีการหารือระหว่างรอบ ทั้งในระดับหัวหน้าคณะเจรจาและในแต่ละกลุ่มเจรจา รวมถึงการหารือในระดับรัฐมนตรี โดยกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ (นายมารอส เซฟโควิช) จะเดินทางมาประเทศไทยในช่วงก่อนการเจรจารอบที่ 10 เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันให้การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งมีกำหนดจัดในช่วงปลายเดือน ก.ย.2569 ณ ประเทศไทย ให้มีความคืบหน้าสูงสุดและสรุปผลได้โดยเร็ว ตามที่รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าหมายไว้ และตามยุทธศาสตร์ที่ทั้งไทย และ EU ต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางการค้า การลงทุนบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งเสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน รองรับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของภูมิเศรษฐ์ศาสตร์โลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น 1.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2.อัญมณีและเครื่องประดับ 3.เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 4.ผลิตภัณฑ์ยาง และ 5.หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น 1.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2.ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 3.เคมีภัณฑ์ 4.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ 5.เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้ดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260706e1bd26f4c1a5eba9d019381a40713a8d160704.jpg' type='image/jpg' length='124977' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย.69 กลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173736</link>
<guid isPermaLink="false">380cbb864f4b609bdca341d325f256fb</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มิ.ย.69 อยู่ที่ระดับ 50.2 กลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ได้แรงหนุนจากไทยช่วยไทยพลัส ท่องเที่ยว ส่งออก ภาคเกษตรดีขึ้น และปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศผ่อนคลาย แต่ประชาชนยังเป็นห่วงค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน กำลังซื้อไม่ฟื้นตัว ความขัดแย้ง และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,480 ราย ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือน มิ.ย.2569 อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 49.2 ในเดือนก่อนหน้า และกลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส ภาคการท่องเที่ยวที่ยังช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการส่งออกที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการผ่อนคลายของปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ และรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้น<br />
<br />
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 40.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 38.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.8 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 56.3 ในเดือนก่อนหน้า<br />
<br />
ทั้งนี้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังมองว่าเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ขณะที่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน อาทิ ค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป<br />
<br />
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 49.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 46.9 ในเดือนก่อนหน้า และภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.1 ในเดือนก่อนหน้า และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.1 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นทุกกลุ่มอาชีพ โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.6 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ ราคาสินค้าเกษตร เศรษฐกิจไทย และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า และกลุ่มอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 48.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 46.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 52.1 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ&nbsp; 50.7 ในเดือนก่อนหน้า พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 53.9 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 53.8 ในเดือนก่อนหน้า ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.2 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.7 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 47.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และสังคม/ความมั่นคง เมื่อพิจารณาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 36.3 ในเดือนก่อนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026070680ba0e04c24e7130d491fb49fd1eaba5160551.jpg' type='image/jpg' length='170631' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้-สินค้าไทยในมาเก๊า ตั้งเป้าโกยเงิน 32 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173735</link>
<guid isPermaLink="false">59f854f0e221fb1f9e73632ee801ea5d</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jul 2026 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ mFood แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และ Royal Supermarket ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้และสินค้าไทยในตลาดมาเก๊า ดึง KOL มาร่วมสร้างกระแส กระตุ้นความต้องการบริโภค คาดจัดกิจกรรมครั้งนี้ ฟันยอดขายไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท และมีโอกาสขยายตลาดเข้าสู่กลุ่ม HORECA และคาสิโนในมาเก๊าได้เพิ่มขึ้นด้วย</strong><br />
<br />
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหารสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล เดินทางเยือนเขตบริหารพิเศษมาเก๊า เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทยและสินค้าไทย ด้วยการทำตลาดดิจิทัลในรูปแบบ Shoppertainment ร่วมกับ mFood แพลตฟอร์มเดลิเวอรีและอีคอมเมิร์ซชั้นนำของมาเก๊า และซูเปอร์มาร์เก็ต Royal (Royal Supermarket) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกมี 33 สาขาทั่วเกาะมาเก๊า โดยได้เชิญ KOL (Key Opinion Leader) คือ Mr.Adrien Yau มียอดผู้ติดตามผ่านสื่อโซเชี่ยวมีเดีย Douyin และ Instagram รวมกว่า 134,000 followers มาร่วมสร้างกระแสและดึงดูดความสนใจให้กับผลไม้ไทย ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มโอกาสส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดมาเก๊าได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ตนได้ร่วมไลฟ์สด (Live Commerce) บนแพลตฟอร์ม mFood ด้วยตนเอง เพื่อแนะนำสินค้าไทยและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในมาเก๊า โดยส่งตรงความหลากหลายของสินค้าไทยพรีเมียมจากผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภคในมาเก๊า ตั้งแต่ผลไม้เศรษฐกิจยอดนิยมอย่างทุเรียนหมอนทอง, ทุเรียนก้านยาว, มะพร้าวน้ำหอม และมะม่วง รวมถึงกลุ่มสินค้าอาหารและซอฟต์พาวเวอร์ไทยระดับโลก อย่างข้าวหอมมะลิไทย และขนมขบเคี้ยวหลากหลายรสชาติ ไปจนถึงกลุ่มสินค้าดาวรุ่งที่เป็นที่ต้องการสูง อย่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและของใช้ส่วนตัว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นส่งผลให้สามารถสร้างมูลค่าการขายจากการไลฟ์สดในครั้งนี้ได้ทันทีถึง 500,000 MOP หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.1 ล้านบาท ภายในเวลา 2 ชั่วโมง<br />
<br />
ขณะเดียวกัน การจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดศักยภาพใหม่ คือ ตลาด HORECA (Hotels, Restaurants, and Catering) และกลุ่มคาสิโนชั้นนำของมาเก๊า เพราะมาเก๊าเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความโดดเด่นระดับโลกในด้านธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร และการจัดเลี้ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเริ่มต้นบุกตลาดกลุ่มคาสิโนและรีสอร์ตระดับ Luxury ซึ่งเป็นศูนย์รวมของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วทุกมุมโลกและมีความต้องการสินค้าเกรดพรีเมียมในปริมาณมหาศาล ทั้งในกลุ่มอาหารสด วัตถุดิบปรุงอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในโรงแรมและสปา<br />
<br />
&ldquo;การผสมผสานระหว่างการสร้างกระแสผ่าน KOL บนแพลตฟอร์ม mFood และการร่วมมือกับเครือข่ายออฟไลน์ของซูเปอร์มาร์เก็ต Royal เป็นก้าวสำคัญในการปักหมุดสินค้าไทยในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวของมาเก๊า เป็นการทลายข้อจำกัดทางการค้าแบบเดิม ๆ ช่วยเร่งระบายผลผลิต กระตุ้นยอดขาย และขยายส่วนแบ่งการตลาดของผลไม้ไทยได้อย่างตรงจุด โดยกรมคาดการณ์ว่าในช่วงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค.2569 จะสามารถสร้างมูลค่าการขายได้สูงถึง 7,500,000 MOP หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 32 ล้านบาท&rdquo;นางสุภาพรกล่าว<br />
<br />
สำหรับมาเก๊า ไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่เป็นตลาดศักยภาพใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงระดับพรีเมียม การเยือนครั้งนี้ จึงเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อปูทางให้สินค้าไทย ทั้งกลุ่มผลไม้ ข้าวหอมมะลิ อาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์ Personal Care สามารถเจาะเข้าสู่ตลาด HORECA โดยเฉพาะกลุ่มคาสิโนและโรงแรมชั้นนำได้อย่างเป็นรูปธรรม และการร่วมมือกับแพลตฟอร์ม mFood และการดึง KOL ชื่อดังมาร่วมสร้างกระแสในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความพรีเมียมและสร้างความต้องการในตัวสินค้าไทย ซึ่งจะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายช่องทางการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าสู่ภาคบริการและการท่องเที่ยวของมาเก๊าได้เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260706ef7f763263e85fd98970a11317ea4202160453.jpg' type='image/jpg' length='436201' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาส่งออก พ.ค.69 เพิ่ม 3.8% จากแรงกดดันต้นทุน และความต้องการสินค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173464</link>
<guid isPermaLink="false">dd20929eb76da9a5f730cfd245252140</guid>
<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน พ.ค.69 เพิ่มขึ้น 3.8% เจอแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาพลังงานและวัตถุดิบ ทำราคาส่งออกสินค้าเชื้อเพลิงเพิ่ม และยังมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร อาหาร ทองคำ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 13.1% เหตุต้องนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ทุน วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภค คาด มิ.ย.69 ยังขยับขึ้นต่อ แต่มีลุ้นขยายตัวต่ำ จากราคาพลังงานเริ่มพักฐาน วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์เริ่มทรงตัว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน พ.ค.2569 เท่ากับ 115.2 เพิ่มขึ้น 3.8% ได้รับผลจากแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเชื้อเพลิงราคาสูงขึ้น และยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เกษตร อาหาร สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่ขยายตัวต่อเนื่อง และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 129.1 เพิ่มขึ้น 13.1% โดยมีปัจจัยจากความต้องการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง ทุน วัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อรองรับภาคการผลิตและส่งออกที่ขยายตัว รวมถึงความต้องการในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากสูงขึ้นของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 53.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 5.8% ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังสดออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น ยางพารา ตามปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้ยางขยายตัวต่อเนื่อง และข้าว จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง<br />
<br />
หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.4% ได้แก่ ทองคำ จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินและนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำและส่วนประกอบอื่น ๆ ทำให้ผู้นำเข้าและผู้บริโภคเร่งสต็อกหรือซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น และแผงวงจรไฟฟ้า สอดคล้องกับทิศทางราคาเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการในกลุ่ม AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ยังคงขยายตัว และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 0.2% ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันพืชในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอาหารทะเลกระป๋อง ตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 48.8 จากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 10.6% ได้แก่ ทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น และปุ๋ย ราคายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลาง และต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตที่เพิ่มขึ้น สำหรับอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.0% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.4% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์โลหะ ตามการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการลงทุนในระบบสุขภาพดิจิทัล และนวัตกรรม AI ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 3.1% จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก รถยนต์นั่ง และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการชิ้นส่วนเพื่อรองรับการส่งออก และการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (HEV) ตลอดจนการกลับมาเร่งกำลังการผลิต หลังจากการปรับปรุงสายการผลิตและระบายสต็อกสินค้าในช่วงปีก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน มิ.ย.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทำให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบอยู่ในระดับสูงและส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และข้อจำกัดด้านอุปทาน ความต้องการด้าน AI สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center ยังมีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะอุปทานตึงตัวด้านชิป มีส่วนทำให้ราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สูงขึ้น และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกระแสความมั่นคงทางอาหาร อาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารปรับสูงขึ้น<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ ราคาพลังงานมีโอกาสพักฐาน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลาย ภาวะการเงินโลกตึงตัว จากแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มทรงตัว หลังการเร่งสต็อกเริ่มชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง อาจกดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ผลผลิตสินค้าเกษตรเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026070370e455e72aeeabb1479bd7c562ee0894160932.jpg' type='image/jpg' length='183337' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ติวผู้ประกอบการ นักออกแบบ ใช้ “เฮก” ยื่นคุ้มครอบแบบผลิตภัณฑ์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173461</link>
<guid isPermaLink="false">dacc698302efa1e3edd4a3e2940ad113</guid>
<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ติวเข้มผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ เตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงกรุงเฮก ยื่นคำขอรับความคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผ่านคำขอระหว่างประเทศเพียงครั้งเดียว แต่สามารถขอรับการคุ้มครองได้ใน 90 ประเทศ ช่วยลดต้นทุน ระยะเวลา ทำให้ผลงานไทยได้รับคุ้มครองเร็วขึ้น เตรียมลงพื้นที่แนะนำอีกใน 3 ภูมิภาคทั่วประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดประชุมวิชาการ &ldquo;ก้าวสู่เวทีโลก : การเตรียมความพร้อมการจดทะเบียนแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงกรุงเฮก&rdquo; ที่มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมออกแบบ ผู้แทนสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานด้านนวัตกรรมและอุตสาหกรรมเข้าร่วม ว่า กรมได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะเข้าร่วมภาคีความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ภายใต้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) โดยอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายสิทธิบัตร พัฒนาระบบสารสนเทศและบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล<br />
<br />
ทั้งนี้ หากไทยเข้าเป็นภาคีความตกลงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจะสามารถยื่นคำขอรับความคุ้มครองแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในประเทศที่เป็นภาคีสมาชิก ซึ่งมีอยู่กว่า 90 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ผ่านคำขอระหว่างประเทศเพียงครั้งเดียว ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนในการดำเนินการ พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผลงานออกแบบของไทยได้รับความคุ้มครองและต่อยอดสู่ตลาดสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&ldquo;นอกจากการปรับปรุงกฎหมายสิทธิบัตรและพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องแล้ว กรมยังให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบการจดทะเบียนแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้จัดประชุมวิชาการ และนำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่หลักเกณฑ์การขอรับความคุ้มครอง ขั้นตอนการยื่นคำขอจดทะเบียน การบริหารจัดการคำขอ ตลอดจนแนวทางการใช้ระบบดังกล่าวเพื่อคุ้มครองผลงานออกแบบในหลายประเทศ ซึ่งจะช่วยต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ของไทยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า และส่งเสริมภาคธุรกิจไทยให้สามารถขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ &ldquo;การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่รัฐภาคีภายใต้ความตกลงกรุงเฮกฯ ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ&rdquo; โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ภายหลังการประชุมวิชาการที่กรุงเทพฯ แล้ว กรมจะเดินหน้าจัดงานดังกล่าวต่อเนื่องในอีก 3 ภูมิภาค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ประกอบการที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์สูง ได้แก่ ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 9 ก.ค.2569 ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา วันที่ 23 ก.ค.2569 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 3 ส.ค.2569 เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ได้เข้าถึงองค์ความรู้และมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสู่ระบบการจดทะเบียนแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ อันจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในเวทีการค้าโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันการสร้างสรรค์และคุ้มครองงานออกแบบในไทยได้มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติในช่วง 6 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทยกว่า 3,179 คำขอ เพิ่มขึ้น 5.79% ซึ่งคำขอส่วนใหญ่เป็นของผู้ยื่นชาวไทย มีสัดส่วนถึง 60% ขณะที่คำขอของผู้ยื่นจากต่างชาติคิดเป็น 40% สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการ นักออกแบบ ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษาของไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น พร้อมทั้งมีศักยภาพในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026070364dffd00f16dfae6fcf31cb2ce1fd81f160728.jpg' type='image/jpg' length='917500' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP เผยไทยมีโอกาสขายสินค้ากลุ่มอาหาร หลังดูไบเร่งกระตุ้นท่องเที่ยว ค้าปลีก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/173457</link>
<guid isPermaLink="false">4bf99529511c5a7580f632af9fe6af05</guid>
<pubDate>Fri, 03 Jul 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เกาะติดนโยบายดูไบ เร่งพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าปลีก ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เพื่อรับมือผลกระทบจากตะวันออกกลางเผยไทยมีโอกาสขายสินค้าในกลุ่มอาหาร ป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงการติดตามนโยบายของดูไบที่กำลังเร่งพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าปลีก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า เมื่อต้นเดือน มิ.ย.2569 กรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดูไบ (Dubai Department of Economy and Tourism : DET) ได้จัดการประชุม City Briefing มีผู้แทนจากภาคการท่องเที่ยว การบิน การโรงแรม ค้าปลีก และธุรกิจการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 1,700 คน นับเป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรักษาโมเมนตัมการเติบโต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของดูไบ รับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค<br />
<br />
ทั้งนี้ ภายใต้แผนการฟื้นฟู ได้มีการเปิดใช้แผนฉุกเฉินและประสานความร่วมมือกับสายการบิน Emirates และ Flydubai เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเส้นทางการเดินทางและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรัฐบาลดูไบยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม และสันทนาการ ประมาณ 680.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการด้านกฎระเบียบและการออกใบอนุญาต อันเป็นการส่งเสริมความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมสำคัญที่กำหนดจัดขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ได้แก่ งาน Dubai Summer Surprises จะกลับมาในเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงความบันเทิง และแคมเปญสนับสนุนภาคธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงงาน Great Dubai Summer Sale และ Summer Restaurant Week ขณะที่งาน Dubai Fitness Challenge จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 31 ต.ค.&ndash;29 พ.ย.2569 เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนและนักท่องเที่ยว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของรัฐดูไบในอนาคต อาทิ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Gold Line ระยะทาง 42 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 15 เขต และโครงการขยายท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum International Airport มูลค่ากว่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร ได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนครดูไบ อาทิ โครงการ Dubai, A Fine Way to Dine, Dubai Restaurant Week และ Summer Restaurant Week ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว มีแนวโน้มผลักดันความต้องการบริโภคอาหารและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น โดยยูเออียังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 85 ของความต้องการภายในประเทศ ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านอาหาร ย่อมส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดยูเออี อาทิ ข้าว อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบประกอบอาหาร&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260703c4ceb26f4154752bd832656e7f03c725160639.jpg' type='image/jpg' length='422592' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ Tmall เปิดร้าน T-Style Shop ขน 12 แบรนด์แฟชันไทยขายชาวจีน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171654</link>
<guid isPermaLink="false">63914bf1fc6d6cb08d891f823774f442</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ Tmall Global เปิดร้าน T-Style Shop นำแบรนด์สินค้าแฟชันไทย 12 แบรนด์ขายออนไลน์ เจาะเข้าสู่ผู้บริโภคชาวจีน พร้อมจัด Live Commerce ดึง KOL ช่วยแนะนำสินค้าและกระตุ้นยอดขาย</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและเสริมแกร่ง SME บุกตลาดออนไลน์ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก นายสกรรจ์ แสนโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงความร่วมมือระหว่าง DITP และ Tmall Global ในการเปิดร้าน Thai Fashion Overseas Flagship Store หรือ T-Style Shop บนแพลตฟอร์ม Tmall Global ซึ่งเป็นร้านค้าในลักษณะ National Flagship Store ครั้งแรกของไทย ที่มีการรวบรวมแบรนด์ไทยชั้นนำในกลุ่มสินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์คุณภาพสูง เข้าสู่ตลาดออนไลน์จีนอย่างเป็นทางการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยร้าน T-Style Shop ได้รวบรวมแบรนด์ไทยคุณภาพกว่า 12 แบรนด์ ครอบคลุมหมวดหมู่สินค้า อาทิ กลุ่ม Ready to wear ได้แก่ แบรนด์ CHER&#39;Z, The Parrot, Miss Modern, VICKTEERUT กลุ่มกระเป๋าและรองเท้า ได้แก่ แบรนด์ Sugar Monday, Love Bug, Urban Trooper, Buffollow กลุ่มเครื่องประดับ ได้แก่ แบรนด์ Mirror Mirror, LUXNARA, SWAN และกลุ่มไลฟ์สไตล์ ได้แก่ แบรนด์ Divana ซึ่งเป็นการรวมพลังของแบรนด์ไทยบนแพลตฟอร์มชั้นนำในจีน เพื่อให้ผู้บริโภคจีนได้สัมผัสแฟชันไทยครบวงจรในที่เดียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ตลาดจีนเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยการร่วมมือกับ Tmall Global จะเป็นสะพานเชื่อมที่จะทำให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้โดยตรง เชื่อว่าหากผู้ประกอบการไทยปรับตัว เรียนรู้ และใช้ช่องทางเหล่านี้อย่างเต็มที่ โอกาสในการเติบโตก็จะตามมาอย่างแน่นอน และคาดว่า ยอดจำหน่ายสินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์ไทยผ่าน Tmall Global จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% ในปี 2569&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสกรรจ์กล่าวว่า สำนักงานได้ทำงานใกล้ชิดกับ Tmall Global ในการคัดสรรสินค้าไทยที่มีฐานแฟนคลับชาวจีนอยู่แล้ว นำไปขายผ่านร้าน T-Style Shop ที่เป็นศูนย์รวมแบรนด์แฟชันไทยคุณภาพสูง และจะใช้กลยุทธ์ Live Commerce ร่วมกับ KOL ชื่อดังชาวจีน เพิ่มการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และยังมีแผนพาแบรนด์ไทยเข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน Ontimeshow ในช่วง Shanghai Fashion Week ทุกปี โดยในงานจะมีแบรนด์จีนและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 4,000 แบรนด์ เครือข่ายผู้ซื้อกว่า 10,000 ราย ครอบคลุม 300 เมืองทั่วจีน รวมทั้งจะจัดกิจกรรม Pop-Up และ Time to Bloom มีแบรนด์ไทยชั้นนำเข้าร่วมกว่า 20 แบรนด์ อาทิ POEM, The Parrot, CHER&#39;Z, MIRROR MIRROR, THANN, DIVANA, MISTINE เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับชาวจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันมีแบรนด์แฟชันไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดจีน อาทิ POEM ปัจจุบันแบรนด์มีหน้าร้านอยู่ที่ Citic Square ย่านศูนย์กลางการค้าชั้นนำของนครเซี่ยงไฮ้ และล่าสุดได้ขยายสาขาสู่ห้าง MixC World เมืองเซินเจิ้น และมีการขายออนไลน์บน Tmall Global และ Gentlewoman แบรนด์กระเป๋าผ้าสัญชาติไทย มีดีไซน์เรียบง่าย ใช้งานได้จริง และมีโลโก้ที่โดดเด่น สะดุดตา และยังมีแบรนด์ดาวรุ่ง เช่น lovebug รองเท้าดอกไม้ และ Sugarmonday กระเป๋าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260625287b9986f0783311e27ec6dab03d7bd0162154.jpg' type='image/jpg' length='161303' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกพ.ค.69 มูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.6% บวก 23 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171637</link>
<guid isPermaLink="false">65bc614af4f8268f2a4c9d3a33ed4a2c</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออก พ.ค.69 มูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 10.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 2 ได้แรงหนุนจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ การเร่งนำเข้าเพื่อลดเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวม 5 เดือน มูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17% คาดแนวโน้มส่งออกยังขยายตัวได้ดี ทั้งปีได้ลุ้นขยายตัว 8% มูลค่ารวม 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จ่อทำนิวไฮอีกครั้ง &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน พ.ค.2569 มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.6% ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน และทำสถิติส่งออกสูงสุดเป็นอันดับที่ 2 การนำเข้า มูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.1% ขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 5 เดือนปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17% การนำเข้า มีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 35.6% ขาดดุลการค้า 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยปัจจัยที่ช่วยผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว ยังคงเป็นความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากการนำเข้าสินค้าพลังงาน ทุน และวัตถุดิบ ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 7.2% กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร ลด 3.1% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 13.2% สินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ส่วนสินค้าที่ขยายตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารสัตว์เลี้ยง โกโก้และของปรุงแต่ง ถั่วเขียวผิวมัน ทั้งนี้ 5 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.9%<br />
<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 14.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก ทองแดงและของที่ทำด้วยทองแดง &nbsp;ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 20.9%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่ม 14.2% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 33.5% ญี่ปุ่น เพิ่ม 11.7% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 18.4% และอาเซียน (5) เพิ่ม 29.7% แต่จีน ลด 2.5% และ CLMV ลด 16.1% ตลาดรอง เพิ่ม 0.1% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 9.2% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 18% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 7.8% ทวีปแอฟริกา เพิ่ม 6.1% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 3% ส่วนเอเชียใต้ ลด 5.6% และตลาดตะวันออกกลาง ลด 4.4% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 40%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเป็นลำดับ ช่วยให้ค่าระวางเรือกลับสู่ภาวะปกติ และอัตราภาษีสหรัฐฯ คาดว่าจะไม่รุนแรงไปกว่าที่ประเมินไว้ แต่การขยายตัวจะไม่เป็นบวกสูงเหมือนเดือนก่อนหน้า จึงได้ประเมินเป้าหมายการส่งออกของปี 2569 ใหม่ ดีสุดขยายตัวที่ 8% มูลค่า 366,805.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์การส่งออกของไทยอีกครั้ง โดยยอดส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนอีก 7 เดือนที่เหลืออยู่ที่ 29,245.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวอย่างจำกัดของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามต่อไป โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนการส่งออก เร่งปรับโครงสร้างสินค้าส่งออกสู่กลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า โดยเร่งการส่งออกไปตลาดใหม่ การเจรจา FTA เพื่อขยายตลาด และตลาดสหรัฐฯ จะเจรจาให้ได้อัตราภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202606255cd230402a33de57f9e370d1ff174095162154.jpg' type='image/jpg' length='183337' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดตัวแฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส 1 ก.ค.นี้ ช่วยเงินลงทุนสูงสุด 1 หมื่นบาท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171371</link>
<guid isPermaLink="false">d6ccdf20a7f8f3054fea066ed59290ed</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าถกหน่วยง่านพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เตรียมความพร้อมเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; วันที่ 1 ก.ค.69 เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ที่สนใจเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ โดยรัฐสนับสนุนเงินลงทุนร้อยละ 50 ของมูลค่าแพกเกจแฟรนไชส์ สูงสุดไม่เกินรายละ 1 หมื่นบาท พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อ ระบบการชำระเงิน และพื้นที่ขายในห้างโลตัสและแม็คโครฟรี 6 เดือน เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) SME D Bank ธนาคารออมสิน และ บสย. จัดประชุม เพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการดำเนินโครงการ และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยเข้าร่วมโครงการ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน ก.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่จะช่วยสร้างธุรกิจและอนาคตให้กับผู้ว่างงาน หรือผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจลงทุน มองหารายได้เสริม และมองหาแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพเพื่อการลงทุน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ ผ่านระบบแฟรนไชส์คุณภาพ สามารถเลือกธุรกิจเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นอาชีพได้จริงในระยะเวลาสั้น ๆ และมีโอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เนื่องจากมีแฟรนไชส์ซอร์เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอดระยะเวลาดำเนินธุรกิจ โดยรัฐบาลจะร่วมอุดหนุนเงินทุนในการเริ่มต้นธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับประชาชนร้อยละ 50 ของมูลค่าแพกเกจ สูงสุดรายละ 10,000 บาท สำหรับแพกเกจแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรณีเงินลงทุนไม่เพียงพอ จะมีการสนับสนุนธุรกิจผ่านบริการ Krungthai Business โอกาสเข้าถึงสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และหากต้องมีการค้ำประกันจะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมาช่วยดูแล ตลอดจนสิทธิ์ในการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการในเครือโลตัสและแม็คโครทั่วประเทศ กว่า 2,000 สาขา โดยได้รับการสนับสนุนพื้นที่ฟรีเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ และเร่งการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสมัครเข้าเป็นร้านค้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60 : 40) ที่จะรับสมัครถึงวันที่ 31 ก.ค.2569 ซึ่งจะได้ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น<br />
<br />
โดยผู้สนใจที่จะสมัครเข้ามาลงทุน สามารถเลือกซื้อแพกเกจแฟรนไชส์กับโครงการได้ผ่านทางเว็บไซต์ &ldquo;ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th&rdquo; โดยสามารถติดต่อไปยังเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ (แฟรนไชส์ซอร์) ได้โดยตรง จากนั้นแฟรนไชส์ซอร์จะทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ ของแฟรนไชส์ซีมายังกรม เพื่อร่วมกันพิจารณาความพร้อมของผู้ลงทุน ดังนั้น แฟรนไชส์ซอร์จึงมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้ช่วยในการคัดเลือกแฟรนไชส์ซีที่ดี มีความพร้อม และมีความสามารถที่จะประกอบอาชีพได้<br />
<br />
ทั้งนี้ ในมุมสิทธิประโยชน์ของแฟรนไชส์ซอร์ ก็มีโอกาสได้ขยายธุรกิจผ่านแฟรนไชส์ซีที่มีคุณภาพ ซึ่งกรมได้เน้นย้ำให้ทำการคัดเลือกอย่างเข้มข้น และให้ดูแลกันอย่างดีตลอดเวลาทำธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เติบโตไปพร้อมกัน เปรียบเสมือนการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจที่จะขยายผลต่อเนื่องไปทั่วประเทศ รวมถึงกรมยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกแฟรนไชส์ซอร์คุณภาพ เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าจะสามารถส่งต่อความสำเร็จสู่แฟรนไชส์ซีได้จริง ซึ่งแฟรนไชส์ซอร์ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการคัดกรองคุณสมบัติจากกรม และสมัครเข้าร่วมผ่านช่องทางที่กรมกำหนด โดยศึกษารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ดังกล่าว<br />
<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีศักยภาพและผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจเพื่อลงทุน สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มผู้สนใจลงทุนในแฟรนไชส์ทั่วประเทศ โดยแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่านเว็บไซต์ ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ซึ่งเป็นช่องทางกลางให้นักลงทุนมาเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์และติดต่อธุรกิจได้โดยตรง โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป และกรมมีกำหนดจัดงานแถลงข่าวโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ระหว่างดำเนินโครงการ โดยนางศุภจีอีกครั้งในวันที่ 15 ก.ค.2569 และคาดว่าจะมีผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์จากทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เพื่อร่วมกันสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260624db18f34116dadd223f56ee5ded6f4d30151233.jpg' type='image/jpg' length='186551' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP แนะผู้ประกอบการใช้วัตถุดิบบราซิล ผลิตอาหารขายลาตินอเมริกา-ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171219</link>
<guid isPermaLink="false">b9c1001ba96522986610bdf2f5be4284</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 17:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ประกอบการอาหารไทย ใช้ประโยชน์จากการที่บราซิลยกระดับผลผลิตอุตสาหกรรมการเกษตร นำวัตถุดิบ มาผสานกับจุดแข็งของไทยด้านการแปรรูป นวัตกรรม และแบรนด์อาหาร เพื่อสร้างโอกาสในตลาดลาตินอเมริกาและตลาดโลก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.พุทธชาติ วงษ์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซาเปาโล ประเทศบราซิล ถึงผลการสำรวจสถานการณ์ด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มของบราซิล หลังจากมีการยกระดับผลผลิตอุตสาหกรรมการเกษตร และผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ผลสำรวจในเดือน มี.ค.2569 พบว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมเกษตรของบราซิลเพิ่มขึ้น 2.9% โดยสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของภาคอาหารและเครื่องดื่ม ตามดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเกษตร (PIMAgro) จาก FGV Agro ซึ่งเป็นหน่วยวิจัยธุรกิจการเกษตรของ Funda&ccedil;&atilde;o Getulio Vargas FGV Agro และยอดรวมไตรมาสแรก ปี 2569 ผลผลิตอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.4% โดยอุตสาหกรรมอาหาร เพิ่ม 2.7% การผลิตเครื่องดื่มเพิ่ม 3.3% แต่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหาร ลด 2.7%<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เป็นผู้นําการเติบโต โดยเพิ่ม 6.2% ได้รับแรงหนุนจากผลผลิตเนื้อสัตว์ และนมที่แข็งแกร่ง อาหารจากพืชเพิ่ม 4.6% โดยได้รับแรงหนุนจากการผลิตอาหารแปรรูป น้ำผลไม้ น้ำมัน ไขมัน ข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลีที่สูงขึ้น การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่ม 5% ซึ่งส่งผลให้กลุ่มเครื่องดื่มโดยรวมเพิ่ม 2.1%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์รายงานอีกว่า การที่ภาคอาหารและเครื่องดื่ม ของบราซิลยกระดับผลผลิตและอุตสาหกรรมเกษตรที่เพิ่มขึ้น มีทั้งผลกระทบเชิงแข่งขันและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ต่อไทย โดยเฉพาะในการที่บราซิลเป็นมหาอำนาจเกษตรและตลาดลาตินอเมริกากำลังเติบโต โดยไทยจะมีการแข่งขันกับบราซิลมากขึ้นในสินค้าอาหารแปรรูปและมูลค่าสูงมากขึ้น เช่น อาหารแปรรูปและอาหารพร้อมรับประทาน (ready-to-eat) พวก Plant-based และส่วนประกอบอาการ (food ingredients) ผู้ส่งออกไทยอาจเผชิญการแข่งขันด้านต้นทุนจากบราซิลที่มีขีดความสามารถการผลิตสูง แรงกดดันด้านราคาในตลาดโลก และการแข่งขันในตลาดที่ไทยเคยได้เปรียบ เช่น อาหารแปรรูปและวัตถุดิบอาหารเครื่องแกง ซอส และอาหารสุขภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนอีกด้านหนึ่ง ความแข็งแกร่งของบราซิล ช่วยให้ไทยมีแหล่งวัตถุดิบขนาดใหญ่และมีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น ถั่วเหลืองและโปรตีนพืช ข้าวโพดอาหารสัตว์ น้ำตาล และเนื้อสัตว์ จึงเป็นโอกาสต่ออุตสาหกรรมอาหารไทยที่ต้องการลดต้นทุนหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงไม่ใช่แข่งขันกับบราซิลในเรื่องปริมาณ แต่ใช้จุดแข็งของบราซิลด้านวัตถุดิบ มาผสานกับจุดแข็งของไทยด้านการแปรรูป นวัตกรรม และแบรนด์อาหาร เพื่อสร้างตลาดใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาและตลาดโลก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260623b0e67b90979d72c1e6eb211666a2c5b3171238.jpg' type='image/jpg' length='391405' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำคณะผู้ส่งออก พบหารือภาครัฐ-เอกชนเกาหลีใต้ ผลักดันขายข้าวไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/171218</link>
<guid isPermaLink="false">1b557af2c3aff90385cf88d9928a4bc9</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 17:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนเกาหลีใต้ พบกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท และ Korea Agro-Fisheries &amp; Food Trade Corporation (aT) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กำกับดูแลการนำเข้าข้าว ได้ข้อมูลเกาหลีใต้ผลิตข้าวได้ไม่พอ ต้องนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปและบริโภค โดยข้าวไทยเริ่มเป็นที่นิยม ส่วนการพบผู้นำเข้า ยืนยันซื้อข้าวไทยต่อเนื่อง มั่นใจผลักดันส่งออกข้าวไทยเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ได้เพิ่มขึ้นแน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เมื่อวันที่ 7&ndash;10 มิ.ย.2569 นำโดยนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ว่า คณะได้พบหารือกับกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายภาคการเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าวของเกาหลีใต้ และหน่วยงาน Korea Agro-Fisheries &amp; Food Trade Corporation (aT) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการประมูลนำเข้าข้าวของเกาหลีใต้ โดยเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้ง 2 ฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในที่ประชุม เกาหลีใต้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเกาหลีใต้ผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ประกอบกับต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง จึงนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 408,700 ตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณตามที่ได้ตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยข้าวที่นำเข้าส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร เช่น การผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง ขนม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนที่เหลือประมาณ 10-20% นำไปใช้เพื่อการบริโภค แต่ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและจำนวนประชากรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อพยพเข้ามาอาศัยในเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการข้าวในร้านอาหารและโรงแรมเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะข้าวไทย ซึ่งจากผลสำรวจความต้องการข้าวของหน่วยงาน aT พบว่า ขณะนี้ข้าวไทยเป็นที่นิยมและชื่นชอบอย่างแพร่หลายในเกาหลีใต้<br />
&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คณะยังได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัท POSCO International ซึ่งเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ของเกาหลีใต้และนำเข้าข้าวไทยมาโดยตลอด โดยบรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยความชื่นมื่นและอบอุ่น เนื่องจากบริษัท POSCO มีความคุ้นเคยกับผู้ส่งออกข้าวไทยมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทได้ชื่นชมข้าวไทยในด้านคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งผู้ส่งออกข้าวไทยที่ส่งมอบข้าวเป็นไปตามสัญญาและตรงต่อเวลาและทันต่อความต้องการมาโดยตลอด และยืนยันว่าจะนำเข้าข้าวไทยต่อไป โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณบริษัทที่สนับสนุนนำเข้าข้าวไทยมาย่างยาวนาน และย้ำว่า ไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพในการส่งออกข้าวที่มีคุณภาพและมาตรฐานให้กับบริษัทในทุกสถานการณ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการนำเข้าข้าวเพื่อไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีความต้องการข้าวในเชิงอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับขณะนี้เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับวิกฤติอุปทานในประเทศตึงตัว ราคาจำหน่ายข้าวในประเทศสูงขึ้น และรัฐบาลต้องนำข้าวในสต็อกออกมาระบายเพื่อบรรเทาสภาวะการณ์ดังกล่าว จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการส่งเสริมและผลักดันข้าวไทยไปเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ คณะยังได้ปะหารือกับผู้ประกอบการไทยในงาน Seoul food &amp; Hotel ณ KINTEX (Korea International Exhibition Center) เมืองโกยาง โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ เป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและการบริการจากทั่วโลก มาเจรจาธุรกิจและการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อ ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;12 มิ.ย.2569 โดยมีผู้ประกอบการนำสินค้ามาจัดแสดงกว่า 1,600 ราย จาก 45 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นผู้ประกอบการไทยประมาณ 33 ราย นำสินค้ามาจัดแสดงในพื้นที่ Thailand Pavilion ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล ซึ่งงานดังกล่าวนับว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมประชาสัมพันธ์และกระตุ้นความต้องการข้าวไทยในเกาหลีใต้ให้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวไปเกาหลีใต้ ประมาณ 17,500&ndash;54,000 ตันต่อปี โดยในช่วง 4 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-เม.ย) ไทยส่งออกข้าวไปเกาหลีใต้แล้วประมาณ 4,900 ตัน ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกข้าวกล้อง ร้อยละ 62 รองลงมาเป็นข้าวขาว ร้อยละ 28 และที่เหลือเป็นข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมไทย ทั้งนี้ ด้วยเกาหลีใต้นำเข้าข้าวด้วยวิธีการเปิดประมูล โดยมีหน่วยงาน aT ทำหน้าที่เปิดประมูล ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรฯ ของเกาหลีใต้ ดังนั้น การนำคณะผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางเยือนเกาหลีใต้เพื่อพบกับกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงาน at ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐของเกาหลีใต้ที่มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวของเกาหลีใต้ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือการเป็นพันธมิตรทางการค้าข้าวที่ดีระหว่างไทย&ndash;เกาหลีใต้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202606235c330d64cb0efb0ab1953005f477eebd171237.jpg' type='image/jpg' length='90231' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ ติวเข้มผู้ประกอบการ เตรียมตัวใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-แคนาดา]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170929</link>
<guid isPermaLink="false">ea2a612336a53ea6e986519104b5c5c9</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดสัมมนาเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ ใช้ประโยชน์จาก FTA อาเซียน-แคนาดา เผยมีโอกาส ขายสินค้าและธุรกิจบริการเป็นจำนวนมาก เผยไทยยังเดินหน้าทำ FTA ไทย-แคนาดา ควบคู่กันไปด้วย เตรียมเสนอ ครม.ไฟเขียว ก่อนเริ่มเจรจาไตรมาส 4 ปีนี้ &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมได้จัดสัมมนาเรื่อง &ldquo;โอกาสตลาดอเมริกาเหนือ ผ่าน FTA อาเซียน-แคนาดา&rdquo; ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา (ASEAN-Canada Free Trade Agreement: ACAFTA) และการเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลง ซึ่งกรมได้เชิญวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชนที่มากประสบการณ์ ร่วมเสวนาถึงโอกาส ความท้าทาย อีกทั้งกลยุทธ์การเจาะตลาดแคนาดา และแนวทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในปีหน้า โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า 70 คน จากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และประชาชนทั่วไป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ปัจจุบัน FTA ของไทยครอบคลุมการค้าประมาณ 60% ของการค้าไทยกับโลก ความตกลง ACAFTA ถือเป็นความตกลงฉบับแรกของไทยที่ทำกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจากการลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการภาษีและมิใช่ภาษี และสร้างทางเลือกใหม่ในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งมีการเติบโตสูงในตลาดแคนาดาที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีกำลังซื้อสูง และความตกลง ACAFTA ยังครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยสร้างกฎเกณฑ์ทางการค้าที่มีความโปร่งใส และคาดการณ์ได้ในการเข้าสู่ตลาดแคนาดา ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า แม้จะมีข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลาที่แตกต่างกัน แต่แคนาดาเป็นตลาดกำลังซื้อสูงที่เป็นโอกาสทางการค้าในสินค้าและบริการของไทย และการขยายความร่วมมือโดยเฉพาะในสาขาที่แคนาดามีความเชี่ยวชาญได้อีกมาก อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม (ข้าว อาหารทะเลแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน ผลไม้กระป๋อง ไอศครีมผลไม้ ของทานเล่นเพื่อสุขภาพ) ธุรกิจสปาและสุขภาพ (Wellness) ดิจิทัลคอนเทนต์และเกมออนไลน์ พลังงานสะอาด และบริการวิชาชีพ (วิศวกร สถาปนิก)<br />
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาจุดเด่นของสินค้าและความต้องการของผู้บริโภคแคนาดาอย่างรอบด้าน เนื่องจากแคนาดามีสาขาธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพมาตรฐาน และสร้างความแตกต่างจากสินค้าคู่แข่ง รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาว&nbsp;<br />
น.ส.โชติมากล่าวว่า นอกจาก FTA อาเซียน-แคนาดา ไทยยังเดินหน้าแผนเปิดการเจรจา FTA ไทย-แคนาดา ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยต่อยอดโอกาสการค้าจากความตกลง ACAFTA ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อเสนอกรอบการเจรจาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถเปิดการเจรจาได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569<br />
ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.44% โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 2,587.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.25% และไทยนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 1,327.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.82% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ปุ๋ย และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202606221d3f04b80353f3d943f72691f8e5c5f5161638.jpg' type='image/jpg' length='648587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.แนะผู้ผลิตโกโก้ไทย สร้างจุดขายสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง ส่งออกตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170145</link>
<guid isPermaLink="false">6758467406e6f535bc57cbc90ddc4355</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 16:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าโกโก้ของโลกและของไทย พบมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การส่งออกของไทยก็มีแนวโน้มขยายตัว แนะผลิตสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง ชูแหล่งผลิต เข้มคุณภาพ คุณค่าทางโภชนาการ ขายความแตกต่าง เน้นทำธุรกิจโปร่งใส มั่นใจแข่งขันในตลาดโลกได้แน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าโกโก้ของโลกและไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตทั่วโลกมีมูลค่า 55,870 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดการณ์ปี 2569 จะเติบโตเป็น 58,650 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะเติบโตถึง 86,520 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 4.98% ส่วนการส่งออกโกโก้และของปรุงแต่งของไทย ในปี 2568 มีมูลค่า 131.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 3 เดือนของปี 2569 มูลค่า 32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดสำคัญ คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ เมียนมา สปป.ลาว และมีตลาดศักยภาพที่ขยายตัวดี เช่น นอร์เวย์ มอริเซียส สวีเดน ฟินแลนด์ และสเปน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับราคาของเมล็ดโกโก้ในตลาดโลก ช่วงปี 2566 จนถึงต้นปี 2568 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเวลาก่อนหน้าอย่างมาก จากปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในภูมิภาคผู้ปลูกโกโก้รายใหญ่ของโลก ต่อมาราคาเริ่มปรับตัวลดลงจนปรับฐานใหม่ในช่วงต้นปี 2569 แต่ยังสูงกว่าราคาเฉลี่ยของช่วงเวลาก่อนการพุ่งสูงขึ้นของราคา<br />
<br />
นอกจากนี้ ในปี 2566 ยังมีการประกาศใช้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้การผลิตโกโก้ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และต้องไม่เป็นการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation) เมื่อพิจารณาปัจจัยข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโกโก้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) มากกว่าที่จะเป็นความผันผวนระยะสั้นที่ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ดังนั้น การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ผลิต<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีการประเมินแนวโน้มการเติบโตของช็อกโกแลต ได้แก่ ช็อกโกแลตพรีเมียม คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 เป็น 17.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2575 เติบโตเฉลี่ยต่อปี 8.7% ช็อกโกแลตฟังก์ชัน คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 61.8 เป็น 106.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 8.1% ช็อกโกแลตจากพืช คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 0.81 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1.87 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 15% ส่วนช็อกโกแลตปราศจากน้ำตาล และดาร์กช็อกโกแลต มีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 7.3% และ 4.8% ตามลำดับ<br />
<br />
&ldquo;จากแนวโน้มดังกล่าว แม้ไทยจะผลิตสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตเป็นมูลค่าไม่มาก แต่สามารถสร้างโอกาสทางการค้าได้ โดยต้องมุ่งเน้นสู่สินค้าแปรรูปมูลค่าสูง อาทิ การชูเรื่องราวของแหล่งผลิตสินค้า การให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบและส่วนผสม คุณค่าทางโภชนาการ การสร้างความแตกต่างในรสชาติ ตลอดจนการทำธุรกิจที่โปร่งใสเป็นธรรมต่อทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการ จะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตของไทยมีความเข้มแข็ง และเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกต่อไป&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
<br />
นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย ได้ปรับตัวไปสู่การผลิตคราฟต์ช็อกโกแลต ที่มุ่งเน้นคุณภาพ มีอัตลักษณ์และรสชาติพิเศษ สามารถตรวจสอบที่มาแหล่งเพาะปลูกได้ และแม้จะเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่คาดว่าจะเติบโตในอัตราที่สูงกว่าตลาดโกโก้และช็อกโกแลตเชิงอุตสาหกรรมที่เป็นการผลิตเน้นปริมาณ และเมื่อพิจารณาต้นทุนการปลูกโกโก้ของเกษตรกรไทยที่สูง ไทยไม่ควรขายเมล็ดโกโก้แห้งเป็นวัตถุดิบแข่งในตลาด แต่ควรสร้างมูลค่าโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่าย เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เป็นผู้แปรรูปช็อกโกแลตรายสำคัญ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียสนับสนุนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เมล็ดโกโก้ถูกนำมาแปรรูปในประเทศเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 85% ของเมล็ดทั้งหมด ส่วนมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าเมล็ดโกโก้รายใหญ่ของโลกเพื่อแปรรูปและส่งออก และ Malaysian Cocoa Board (MCB) เป็นหน่วยงานดูแลการผลิตและการค้าอย่างครบวงจร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่ไทยควรมุ่งเป้า คือ สินค้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากโกโก้มีสารฟลาโวนอยด์สูง เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและบริโภคสม่ำเสมอ หรือสินค้ากลุ่ม Plant-based เช่น การใช้ข้าวไทยมาผลิตช็อกโกแลตนมแทนการใช้นมผง และกลุ่มสินค้าที่เน้นรสชาติมีเอกลักษณ์ เช่น ช็อกโกแลตแท่งรสข้าวซอย ช็อกโกแลตรสแกงไทย และสินค้ายั่งยืน เนื่องจากโกโก้เป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) สมาคมฯ จึงร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม (DPAI) พัฒนาแพลตฟอร์มบันทึกข้อมูลการปลูกและกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปถึงแปลงปลูก เพื่อออกรายงานรองรับการค้าภายใต้ระเบียบ EUDR</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026061764bd26f5a83bbb910d391c5a9c42bf72163128.jpg' type='image/jpg' length='795736' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​อาเซียน-เกาหลี เดินหน้าอัปเกรด FTA เพิ่มประเด็นการค้าสมัยใหม่ ตั้งเป้าจบปี 70]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/170139</link>
<guid isPermaLink="false">efa38696499f3b63ab50684b39ace01e</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>อาเซียน-เกาหลี เดินหน้ายกระดับความตกลงการค้าเสรี ที่มีผลบังคับใช้มานานกว่า 17 ปี ตั้งเป้าสรุปการเจรจาภายในปี 70 เพิ่มประเด็นสำคัญสมัยใหม่ ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขัน การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า ขยายโอกาสการค้า การลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากน.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี หรือ AKFTA Upgrade JC ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.2569 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยการประชุมครั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีได้กำหนดแผนงาน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายให้การเจรจาบรรลุข้อสรุปอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2570<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การประชุม AKFTA Upgrade JC ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงความตกลง AKFTA ซึ่งมีผลใช้บังคับกับไทยมาแล้วกว่า 17 ปี ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้การยกระดับความตกลงฉบับนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญสมัยใหม่ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขัน การพัฒนาอย่างยั่งยืน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขยายโอกาสการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค<br />
&nbsp;<br />
โดยการประชุม JC ครั้งนี้ จัดขึ้นควบคู่กับการประชุมคณะทำงาน 13 คณะ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันทางการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภค วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าสินค้า และการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว โดยไทยได้เสนอให้คณะทำงานด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและคณะทำงานด้านวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการ MSMEs ของอาเซียนได้รับประโยชน์จากความร่วมมือในสาขาที่สาธารณรัฐเกาหลีมีศักยภาพ<br />
<br />
&ldquo;ไทยพร้อมทำงานร่วมกับสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการเจรจายกระดับความตกลง AKFTA ให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคธุรกิจและประชาชนของทุกฝ่าย โดยการประชุม AKFTA Upgrade JC ครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงเดือน ก.ย.2569&rdquo;นางอุมาพรกล่าว<br />
<br />
สาธารณรัฐเกาหลีเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี มีมูลค่า 15,567.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.74% และในช่วง 4 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) การค้าระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเกาหลี มีมูลค่า 6,565.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.93% โดยไทยส่งออกไปสาธารณรัฐเกาหลี มูลค่า 1,998.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.86% และไทยนำเข้าจากสาธารณรัฐเกาหลี มูลค่า 4,566.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.30% ขาดดุลการค้า 2,567.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม น้ำตาลทราย แผงวงจรไฟฟ้า และน้ำมันสำเร็จรูป และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์&nbsp; เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026061782a62c843875b5f9026e1fc76644e13a163034.jpg' type='image/jpg' length='437474' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แรงกดดันราคาพลังงานตลาดโลก ดันดัชนีราคาผู้ผลิตไทยเดือน พ.ค. เพิ่ม 8.5%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169130</link>
<guid isPermaLink="false">4f0fa620a34f035d27aa186932726c9e</guid>
<pubDate>Thu, 11 Jun 2026 15:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน พ.ค.69 เพิ่มขึ้น 8.5% จากแรงกดดันของราคาพลังงานในตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่งทยอยปรับขึ้นราคา และยังกระทบต่อเนื่อง ทำให้หมวดเกษตร มัน ยาง ปาล์ม ขยับขึ้น หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง น้ำมัน ก๊าซ เพิ่มขึ้น และหมวดอุตสาหกรรม ก็เพิ่มขึ้น คาดเดือน มิ.ย.69 ขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน พ.ค.2569 เท่ากับ 116.0 เพิ่มขึ้น 8.5% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศชะลอการปรับลดราคาลง และผู้ประกอบการขนส่งทยอยปรับราคาขึ้นเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานในระยะยาว กระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และยังทำให้หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และทองคำ และหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลผลิตสำคัญบางรายการที่เป็นวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องในภาคอุตสาหกรรม &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยรายละเอียดดัชนีราคาผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 3.6% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตที่นำเข้าผ่านชายแดนลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก สำหรับสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง อ้อย จากฐานราคาในปีก่อนที่สูง ประกอบกับผลผลิตในปีนี้มีปริมาณสูง ผลไม้ (ทุเรียน สับปะรด มะพร้าว) จากปริมาณผลผลิตสูง ประกอบกับตลาดปรับลดราคารับซื้อ สุกรมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตสูง ในขณะที่ความต้องการบริโภคลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 14.1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น สินแร่โลหะ จากอุปทานในตลาดโลกมีจำกัด ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังคงมีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลกระทบจากต้นทุนด้านพลังงานส่งผลให้ต้นทุนปรับสูงขึ้น และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ&nbsp;ที่ได้จากการทำเหมือง จากความต้องการในภาคก่อสร้าง ประกอบกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้น<br />
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 9% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกส่งผลต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน และต้นทุนการขนส่งในตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และข้อจำกัดด้านการขนส่งวัตถุดิบ กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก จากปัจจัยด้านอุปทาน และการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ (ทองคำ) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มิ.ย.2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากต้นทุนการผลิตโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูงตามราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ว่าความผันผวนจะลดลง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่คาดว่าจะไม่ปรับตัวลงในระยะหนึ่ง แต่จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวช้าและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ทำให้การส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้ายังทำได้อย่างจำกัด อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การขยายตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตมีแนวโน้มที่จะชะลอลง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202606113e108ce68e65be4fbd0480fa65675bf3155412.jpg' type='image/jpg' length='334692' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก เม.ย. เพิ่ม 3.5% ได้แรงหนุนจากเชื้อเพลิง เกษตร ทอง อิเล็กทรอนิกส์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/168945</link>
<guid isPermaLink="false">d39520b64f1e4d4af125824496b4cfad</guid>
<pubDate>Wed, 10 Jun 2026 16:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.69 เพิ่ม 3.5% ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิง สินค้าเกษตร ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการของตลาด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่ม 12.2% จากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ในภาคการผลิต คาด พ.ค.69 ยังขยายตัวต่อ&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 114.8 เพิ่มขึ้น 3.5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง ตามทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น สินค้าเกษตรกรรม ทองคำ และอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการในตลาดโลก และดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 128.1 เพิ่มขึ้น 12.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาโลหะพื้นฐาน อาทิ อะลูมิเนียม ทองแดง และวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ปรับสูงขึ้น จึงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง แต่ยังจำเป็นต้องนำเข้า เพื่อรองรับการผลิตและการการลงทุนในอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับดัชนีราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง เพิ่ม 46.3% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ตามความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในตะวันออกกลาง และการเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน หมวดสินค้าเกษตรกรรม เพิ่ม 4% อาทิ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังยังคงรักษาระดับการผลิตเพื่อรองรับความต้องการจากตลาดจีน ยางพารา จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ยางสังเคราะห์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ และข้าว ตามทิศทางราคาข้าวไทยและเวียดนามในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น จากต้นทุนโลจิสติกส์และปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.4% อาทิ ทองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้น อาทิ ทองแดง และอะลูมิเนียม<br />
<br />
หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาลดลง คือ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลด 0.1% โดยเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 81 เดือน อาทิ น้ำตาลทราย จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ อาทิ บราซิล อินเดีย และไทย จึงคาดว่าจะเกิดภาวะอุปทานส่วนเกินทั่วโลก และผลไม้กระป๋อง เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากผู้ส่งออกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม และมาเลเซีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 41.3% จากราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดภาวการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมันดิบ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 10.4% ได้แก่ ทองคำ ปุ๋ย และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการผลิตสินค้าเทคโนโลยีใหม่ หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 6.2% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และเสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศเพิ่มขึ้น หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.4% จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การขยายตัวของภาคการผลิต และการลงทุน สำหรับเครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบตามความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยรักษาโรคเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่ม 2.1% จากส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก และส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์ และรถจักรยาน ตามความต้องการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบการผลิตและส่งออก รวมถึงความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน จากการที่ราคาน้ำมันและพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรม ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอะลูมิเนียมและทองแดง จากความต้องการที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานหมุนเวียน และการเร่งนำเข้าสินค้าบางประเทศจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงชั่วคราว ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่ค้าที่รุนแรง กดดันความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า และมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะกำลังซื้อในประเทศชะลอลง ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ซึ่งจะกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร และความผันผวนของค่าเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260610798be3fb65fb9326148829a4b13c40a5165003.jpg' type='image/jpg' length='375881' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โชว์ผลจัดคณะบุกขายแป้งมันเยอรมนี ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ สารเคมี สนใจซื้อ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165289</link>
<guid isPermaLink="false">64ae53fa1ee1320c8b87361aa723843e</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศโชว์ผลจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ลุยขายแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนี ประสบความสำเร็จตามเป้า ผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ สารเคมี สนใจซื้อสินค้าจากไทย เหตุคุณภาพดี มีมาตรฐานตามที่ยุโรปต้องการ มั่นใจช่วยหนุนการส่งออก ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังของไทย และสื่อมวลชน เดินทางไปขยายตลาดส่งออกสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทย ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 10 &ndash; 13 พ.ค.2569 นำทีมโดยนายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ว่า การเดินทางขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนีครั้งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์จุดแข็งของแป้งมันสำปะหลังในการเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น กระดาษ บรรจุภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังไทย ทำให้บริษัทหลายรายในยุโรปสนใจต่อยอดสินค้าแป้งมันสำปะหลังร่วมกับภาคเอกชนไทย ทั้งบรรจุภัณฑ์ สารเคลือบบรรจุภัณฑ์ และการผลิตสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับศักยภาพของสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยที่มุ่งเน้นคุณภาพระดับสากลสอดคล้องกับนโยบาย EU<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยรายละเอียดผลการผลักดันขายสินค้ามันสำปะหลังไทย เริ่มจากการเข้าร่วมงาน Interpack 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และได้มีโอกาสหารือกับ VDMA Food Processing and Packaging Machinery Association ซึ่งเป็นสมาคมผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเยอรมนี และบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ชั้นนำจากภูมิภาคยุโรป เช่น PaperFoams B.V. จากเนเธอร์แลนด์ Lecta จากสเปน ซึ่งบริษัทได้แสดงความสนใจขอหารือต่อยอดวัตถุดิบแป้งมันสำปะหลังและขอตัวอย่างสินค้าเพื่อนำไปทดลองเป็นวัตถุดิบก่อนสั่งซื้อจริง &nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้เข้าพบบริษัทเคมีภัณฑ์รายสำคัญของเยอรมนี ที่สนใจในศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังที่สามารถต่อยอดเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป โดยภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายจะหารือเรื่องแผนการพัฒนาสินค้าร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้เข้าพบผู้บริหาร The Port of Duisburg ซึ่งเป็นท่าเรือภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเส้นทางเรือผ่านแม่น้ำ Rhine เชื่อมกับท่าเรือหลักในภูมิภาคยุโรป และเป็นปลายทางหลักของรถไฟสาย China-Europe Railway Express ผ่านโครงการเส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative) การขนส่งแป้งมันสำปะหลังจากไทยผ่านท่าเรือแห่งนี้ จึงเป็นอีกทางเลือกสำคัญที่จะช่วยกระจายสินค้าแป้งมันสำปะหลังของไทยเข้าสู่ภาคการผลิตในภูมิภาคยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าการเดินทางขยายตลาดสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้มีความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลดีมาถึงเกษตรกรมันสำปะหลังไทยที่จะมีตลาดส่งออกที่มั่นคงในระยะยาวต่อไปในอนาคต&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการผลักดันแป้งมันสำปะหลังไทยในเยอรมนี นอกเหนือจากเป็นการนำเสนอวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีคุณภาพสูงให้กับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ยังเป็นการนำเสนอแป้งมันสำปะหลังไทยในฐานะวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นทางเลือกในด้านความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในภูมิภาคยุโรปด้วย จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยที่สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้ในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไปยังตลาดเป้าหมายต่าง ๆ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260521d472f65d36d1062a721a3b58bd17cdde154748.jpg' type='image/jpg' length='256504' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผลพวงเข้มจดบริษัทนอมินี ดึงยอดตั้งนิติบุคคล 4 เดือน 29,679 ราย ลด 1.56%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/165286</link>
<guid isPermaLink="false">14e5fcbd88cc23d1ab9592d0a33a8d54</guid>
<pubDate>Thu, 21 May 2026 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยจดตั้งบริษัทใหม่ เดือน เม.ย.69 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% รวม 4 เดือน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ส่วนยอดเลิก 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% รวม 4 เดือน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ชี้เหตุส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดจดบริษัทนอมินี ทำทั้งตั้งใหม่และเลิกลดลง ยันเดินหน้าจัดการนอมินีต่อ ลุยตรวจ 8 หมื่นบริษัทเสี่ยง พบผิดฟันทันที และส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 6,454 ราย เพิ่มขึ้น 2% ทุนจดทะเบียน 22,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.17% และรวม 4 เดือนปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 29,679 ราย ลดลง 1.56% ทุนจดทะเบียน 81,341 ล้านบาท ลดลง 27.41% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเข้มข้นป้องกันการจดทะเบียนตั้งบริษัทนอมินี ที่ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และเพิ่มมาตรการอีกวันที่ 1 เม.ย.2569 ทำให้ยอดจดบริษัทนอมินีลดลง 75% และกำลังจะเพิ่มมาตรการให้ยืนยันผู้ลงทุน และร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและสถาบันการเงิน ในการตรวจสอบเงินลงทุนว่ามีจริงหรือไม่ ตอนนี้กำลังทำประชาพิจารณ์อยู่ คาดว่า จะออกคำสั่งนายทะเบียนได้ช่วงเดือน ส.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนยอดจดเลิกบริษัทเดือน เม.ย.2569 มีจำนวน 981 ราย เพิ่มขึ้น 20.52% ทุนจดทะเบียน 5,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.21% รวม 4 เดือน มีจำนวน 4,217 ราย เพิ่มขึ้น 7.55% ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 26,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.21% ซึ่งจำนวนจดเลิกที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเข้มงวดการจดบริษัทนอมินี ทำให้มีการปิดบริษัทเพิ่มขึ้น ไม่ได้มีสาเหตุจากเศรษฐกิจชะลอตัวเพียงอย่างเดียว<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมยังได้รับนโยบายนายกรัฐมนตรี เร่งตรวจสอบบริษัทนอมินี โดยปัจจุบันมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยรวม 992,420 ราย ในนี้เป็นบริษัทจำกัดประมาณ 8 แสนบริษัท และมี 1.2 แสนบริษัท ที่มีคนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นไม่เกิน 50% คือ ตั้งแต่ 0.01-49.99% และในนี้ มีประมาณ 8 หมื่นบริษัท ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่กรมจะเข้าไปตรวจสอบ โดยขณะนี้กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้น และหากพบความผิดปกติ เป็นนอมินี ก็จะจัดการตามกฎหมายที่กรมดูแล หากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ก็จะส่งต่อให้หน่วยงานพันธมิตรดำเนินการตามกฎหมายที่กำกับดูแลต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ กรมได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจเสี่ยงทั้ง 8 หมื่นรายแล้ว โดยเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากสุดก่อน ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ขายของที่ระลึก โดยใช้ AI มาตรวจสอบความเชื่อมโยง การทำธุรกิจ การถือหุ้น กรรมการ การส่งงบการเงิน เมื่อเจอก็จัดการตามกฎหมาย หรือส่งต่อให้หน่วยงานจัดการต่อ ทั้งดีเอสไอ ป.ป.ง. การท่องเที่ยว และตำรวจ ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยส่งไปเรื่อย ๆ แล้ว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติ ในเดือน เม.ย.2569 มีการอนุญาตให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) จำนวน 91 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 20 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 71 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,553 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน และรวม 4 เดือน อนุญาต 438 ราย เพิ่มขึ้น 21% เงินลงทุน 129,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260521dc3d41a53fb870b85c02d9ad95523966154747.jpg' type='image/jpg' length='68268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ถอดบทวิเคราะห์ WIPO โลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย IP เตรียมแผนหนุน SME-สตาร์ตอัป]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163440</link>
<guid isPermaLink="false">a4a85c8897c6e5407af9f12f94754672</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 16:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน WIPO Pathfinders Report พบในช่วง 10 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ทั้งองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เตรียมปรับแผนรับมือการเปลี่ยนแปลง ช่วย SME และสตาร์ตอัปไทย สร้างแต้มต่อในการทำธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน &ldquo;WIPO Pathfinders Report&rdquo; ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) พบว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องได้ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายงาน WIPO Pathfinders ดังกล่าว เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปีข้างหน้า<br />
<br />
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ์ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ตอัป รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัปให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ<br />
<br />
โดยกรมพร้อมนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้วางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น &ldquo;หมูเด้ง&rdquo; (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม &ldquo;หงส์ไทย&rdquo; (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ &ldquo;เต่าบิน&rdquo; ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026051159d0f54710218fbbd210593e4c9f71c4160839.jpg' type='image/jpg' length='148714' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”โปรโมตข้าวงาน SIAL Canada คนสนใจเพียบ คาดดันตลาดพรีเมียมโต]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163438</link>
<guid isPermaLink="false">ce10389c62f3fdd9d37ba03281353131</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า SIAL Canada 2026 เผยผู้เข้าร่วมงาน ทั้งชาวแคนาดาและต่างชาติ ชื่นชอบข้าวหอมมะลิไทย และข้าวเพื่อสุขภาพ ทั้งข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คาดนอกจากทำให้ผู้บริโภครู้จัก สนใจข้าวไทยมากขึ้น ยังช่วยกระตุ้นการบริโภคข้าวพรีเมียม และเพิ่มยอดส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน SIAL Canada 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดา ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เม.ย.&ndash;1 พ.ค.2569 ณ เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา โดยได้ยกระดับการนำเสนอข้าวไทยภายใต้แนวคิด &ldquo;Think Rice Think Thailand&rdquo; มุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์ข้าวไทยให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้ารับรู้ถึงความโดดเด่นของข้าวไทยทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน การผูกโยงเรื่องราวของสินค้าข้าวผ่านวัฒนธรรมด้านอาหารที่เป็นจุดเด่นของประเทศไทย อีกทั้งคุณค่าของข้าวไทยที่สามารถนำไปประยุกต์ทำอาหารนานาชาติได้อย่างลงตัว เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้อมีความต้องการบริโภคข้าวไทยมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายในคูหามีการจัดแสดงข้าวไทยหลากหลายชนิดควบคู่กับภาพเมนูอาหารไทยยอดนิยม เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ข้าวไทย ในฐานะหัวใจของอาหารไทย (Thai Rice: The Heart of Thai Cuisine) และยังได้สื่อสารประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงนำเสนอความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของข้าวไทยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแคนาดาที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ อาทิ ข้าวกล้อง และข้าวไรซ์เบอร์รี่<br />
<br />
&ldquo;การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย จากหลากหลายประเทศ อาทิ แคนาดา สหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน เกาหลีใต้ แอฟริกาใต้ และกานา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมข้าวอย่างผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยผู้เข้าเยี่ยมชมคูหาให้ความเห็นว่าข้าวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวหอมมะลิไทยได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบ มีรสชาติดี นุ่ม หอม อร่อย สามารถหาซื้อข้าวไทยได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปในแคนาดาและร้านค้าปลีกเอเชีย และยังให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับข้าวกล้องเพื่อสุขภาพและข้าวคุณลักษณะพิเศษอย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ เนื่องจากเห็นว่าข้าวดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
<br />
สำหรับแคนาดาเป็นตลาดผู้นำเข้าข้าวสำคัญของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มข้าวพรีเมียมอย่างข้าวหอมมะลิไทย&nbsp; ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปแคนาดามากเป็นอันดับ 3 และการบริโภคข้าวในแคนาดามีแนวโน้มขยายตัวจากความต้องการบริโภคของชาวแคนาดาเชื้อสายเอเชียที่ย้ายถิ่นฐานมายังแคนาดาเพิ่มขึ้นจากนโยบายเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน และจากร้านอาหารไทยในแคนาดาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากผู้บริโภคชาวแคนาดาและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในแคนาดา<br />
<br />
ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคต่างชาติรู้จักอาหารไทยเพิ่มมากขึ้น โดยประสบการณ์และความประทับใจที่ได้ทานข้าวไทยและอาหารไทย ทำให้กลับมารับประทานอาหารไทยที่ร้านไทยในแคนาดาและเลือกซื้อข้าวไทยเพื่อประกอบอาหารทานเองที่บ้านเพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยแคนาดาเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนใจด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งไทยมีข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการบริโภคของแคนาดาทั้งข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวไทยจึงมีโอกาสเติบโตในตลาดแคนาดา ดังจะเห็นได้จากในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยและข้าวกล้องไปแคนาดายังเติบโตต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 6% และ 20% ตามลำดับ<br />
<br />
งานแสดงสินค้า SIAL Canada 2026 มีผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากแคนาดาและประเทศต่าง ๆ กว่า 55 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐฯ จีน สเปน และเม็กซิโก เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 850 ราย และมีผู้เข้าร่วมชมงานกว่า 23,000 คน จาก 78 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจัดจำหน่าย และผู้ประกอบการร้านอาหาร และการเข้าร่วมงานดังกล่าว เป็นช่องทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคข้าวไทยเพิ่มขึ้น และสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป คือ การคงรักษาคุณภาพมาตรฐานข้าวส่งออกและการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตเพื่อให้มีราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดแคนาดา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260511285bceeb047109fe9fef3c5a3b7c4805160839.jpg' type='image/jpg' length='357304' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทยผนึกอาเซียน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เพิ่มความร่วมมือพลังงาน-อาหาร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163437</link>
<guid isPermaLink="false">c3c72c60856748ddf87dd6f85a9083c3</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;กิริฎา&rdquo; เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ออกแถลงการณ์รับมือผลกระทบจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ เน้นร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารและพลังงาน ส่งเสริมการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค การเชื่อมโยงโครงการไฟฟ้า ท่อส่งก๊าซ พลังงานทางเลือก ไทยผลักดันอาเซียนเร่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจ เร่งสรุปความตกลง DEFA ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางการค้า</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้รับมอบหมายจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ ร่วมกับ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน โดยที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและความเสี่ยงต่อผลผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาค อาทิ โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน (AFSIS) เพื่อเสริมระบบสำรองและการติดตามสถานการณ์ รวมถึงส่งเสริมเกษตรยั่งยืนเพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ อาเซียนยังได้ศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค เร่งกระจายแหล่งพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาทิ โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (APG) และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (TAGP) ควบคู่กับการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน (APSA) และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) ระยะปี 2569-2573 รวมถึงผันวิกฤตเป็นโอกาสใหม่ของพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน<br />
ขณะเดียวกัน อาเซียนจะต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว โดยไทยได้เสนอให้ยกระดับบทบาทของอาเซียนสู่การเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก ท่ามกลางความผันผวนในบริบทโลกปัจจุบัน โดยอาศัยการมีระบบการค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการงดเว้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น<br />
นอกจากนี้ ได้ผลักดันให้ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลงทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรค และรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางการค้า โดยจะเสนอแนวทางดังกล่าวต่อการประชุมผู้นำอาเซียนในเดือน พ.ค.2569 นี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026051174ed43bc5d1db3a845b39124b0296da5160839.jpg' type='image/jpg' length='334587' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP หนุน SME ไทยสุดตัว มีแผนช่วยตั้งแต่เพิ่มพูนความรู้ จนถึงพาบุกตลาด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/163042</link>
<guid isPermaLink="false">f3a660e3532d5755dd6684852c8758f0</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กางกลยุทธ์ 3E ผลักดัน SME ไทยเจาะตลาดสหภาพยุโรป (EU) ชี้เป้าสินค้า 5 กลุ่ม ที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยันมีแผนช่วย SME ตั้งแต่เพิ่มพูนความรู้ ช่วยทำตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ หาพันธมิตรการค้า แนะจุดสำคัญการเจาะตลาดให้สำเร็จ สินค้าต้องมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และปกป้องสิ่งแวดล้อม &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเสวนา &ldquo;เปิดประตูสู่ตลาดสหภาพยุโรป : การเตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จด้านธุรกิจ&rdquo; ที่จัดโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า DITP มีนโยบายในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สู่เวทีโลกด้วยกลยุทธ์ 3E คือ Expand ขยายโอกาสการค้าด้วยการรักษาตลาดเดิมและบุกเบิกตลาดใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยในต่างประเทศ Enable ขับเคลื่อนผู้ประกอบการผ่านการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และ Empower พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งด้านองค์ความรู้ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดสหภาพยุโรป (EU) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่ DITP มุ่งเจาะ เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพสูงสำหรับไทย มีฐานผู้บริโภคมากกว่า 450 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า มี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. สินค้าสีเขียวและยั่งยืน ซึ่ง DITP มีแผนให้ความรู้ SME ต่อเนื่อง และส่งเสริมการนำผลผลิตเหลือใช้มาพัฒนาเป็นสินค้า 2. สินค้าอาหารคุณภาพสูง ทั้งออร์แกนิก อาหารเสริม มีกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้าง ผู้นำเข้าใน EU จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้ามาชมงานแสดงสินค้า นำไปร่วมงานแสดงสินค้า และมีโครงการ SMEs Pro-active ช่วยสนับสนุนการทำตลาด 3. สินค้าชิ้นส่วนยานยนต์และ EV 4. สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และ 5. สินค้าไลฟ์สไตล์พรีเมียม สินค้าแฟชั่น งานดีไซน์ สินค้า Wellness ซึ่ง 3 กลุ่มหลัง มีการจัดเจรจาธุรกิจทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างโอกาสในการขายต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กล่าวว่า DITP ยังมีแผนผลักดัน SME ที่ไม่เคยเข้าสู่ตลาด EU โดยจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการเข้าสู่ตลาด ทั้งการส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ กฎระเบียบต่าง ๆ และนำเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อทดลองตลาด และสร้างพันธมิตรทางการค้า และยังมีโครงการ SMEs Pro-active ที่จะช่วยสนับสนุนการออกไปทำตลาดต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เช่น สินค้าอาหาร และสุขภาพความงาม เข้า Amazon ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ส่วนตลาด EU มีสินค้าไทยเข้าไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Amazon ของเยอรมนีแล้ว เช่น ยาดมตราโป๊ยเซียน และมีแผนจะส่งเสริมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มกับแพลตฟอร์ม JOYBUY ในประเทศเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ขณะเดียวกัน จะร่วมกับห้างใน EU จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าไทย และเปิดโอกาสให้สินค้า SME เข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการเตรียมตัวของ SME ในการเข้าสู่ตลาด EU สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ EU เพราะเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูงมาก โดยสินค้าต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น CE (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และของเล่น) , Organic (อาหาร เกษตร) , Fair Trade (แรงงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ) และ Food Safety อาทิ มาตรฐาน HACCP, ISO 22000 และต้องจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีนโยบายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล รายละเอียดสินค้าต้องชัดเจน ซึ่งทั้งหมดนี้ DITP พร้อมที่จะช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SME ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ และการชี้เป้าช่องทางการขยายตลาด เพราะมีข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่รายงานเข้ามาตลอดว่าตลาดไหนต้องการสินค้าอะไร โดยมั่นใจว่า จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ SME ไทย ขยายตลาดเข้าสู่ตลาด EU ได้เพิ่มขึ้นแน่<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026050857752be3d64284c70ebd4cfa87885c93160634.jpg' type='image/jpg' length='343730' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ขายข้าว-เกษตรนวัตกรรมงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ ยอดปังกว่า 100 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162823</link>
<guid isPermaLink="false">dab9f38545d61fab7de2e87d99f22710</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ โชว์ผลงานนำสินค้าข้าวและเกษตรนวัตกรรม จัดแสดงและจำหน่ายในงาน FHA 2026 ที่สิงคโปร์ กวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมตข้าวไทย จัดหุงให้ชิม ได้รับเสียงชื่นชม เสียงตอบรับล้นหลาม โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอรี่ นุ่ม หอม เคี้ยวสนุก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำสินค้าข้าวและสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย เข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมอาหารระดับนานาชาติ Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) ระหว่างวันที่ 21-24 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ Singapore EXPO สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมได้คัดเลือกสินค้าเกษตรนวัตกรรม 45 รายการ ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health &amp; Wellness Food) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารสร้างคุณประโยชน์เฉพาะด้าน (Functional Food) ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ไปจัดแสดงในงาน&nbsp; ปรากฏว่ามีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมพูชา จีน อินเดีย โปแลนด์ อิตาลี สนใจเจรจาธุรกิจจำนวน 102 ราย ส่งผลให้มียอดสั่งซื้อทันที 10.19 ล้านบาท และคาดการณ์มูลค่าการค้าต่อเนื่องภายในระยะเวลา 1 ปี อีกกว่า 91.40 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมทั้งสิ้นกว่า 101.59 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าเด่นที่ได้นำไปจัดแสดง ได้แก่ กราโนล่าข้าวก่ำล้านนา (แบรนด์ BIOBLACK) ไอศกรีม Plant-based (แบรนด์ Molly Ally) น้ำจิ้มฟรีซดราย (แบรนด์ ZAPJEED) ผงผำพร้อมรับประทาน (แบรนด์ flo Wolffia) ขนมเพื่อสุขภาพ (แบรนด์ Dear Snacks) เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลเพื่อเพิ่มน้ำนมแม่ (แบรนด์ MILK PLUS &amp; MORE) ผักสดเกรดการแพทย์ (แบรนด์ DiStar Fresh) ไอศครีมเจลาโต้ผลไม้แท้ (แบรนด์ Fruit Series) ผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน (แบรนด์ ProEngy) นมจากพืช (แบรนด์ Toki Milk) เครื่องดื่มคอมบูชะ (แบรนด์ mek Oort) อาหารนวัตกรรมจากข้าว (แบรนด์ Gohan) อาหารข้าวแปรรูปในเครือ (Jasgo / Hugpun / Medifoods) วิตามินกัมมี่จากเห็ดสมองลิง (แบรนด์ Happy Vita) เส้นโปรตีนสูง (แบรนด์ PROTINOS) และเยลลี่บุกผสมผลไม้ (แบรนด์ Jello Boom) &nbsp;<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยภายใต้แนวคิด &ldquo;Think Rice, Think Thailand&rdquo; โดยนำข้าวไทยหลากชนิดมาจัดแสดง อาทิ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมปทุมธานี ข้าวขาว และข้าวคุณลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด และข้าวหอมนิล และได้จัดกิจกรรมสาธิตหุงข้าวให้ผู้เข้าชมงานได้ทดลองชิมรสชาติ ซึ่งกลายเป็นจุดดึงดูดสำคัญให้กับผู้เข้าร่วมชมงาน โดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจนน่าปลื้มใจ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เคี้ยวสนุก นุ่ม หอม และมีความหวานที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายขนม อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ยังคงครองตำแหน่งข้าวพรีเมียมอันดับหนึ่งในสิงคโปร์ และได้รับความเชื่อมั่นจากร้านอาหารพรีเมียมและห้างสรรพสินค้าชั้นนำในสิงคโปร์มาอย่างยาวนาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกข้าวที่มีความสำคัญและมีกำลังซื้อสูง โดยในช่วงปี 2565&ndash;2568 ไทยส่งออกข้าวไปสิงคโปร์เฉลี่ยปีละกว่า 96,000 ตัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 25% ของยอดนำเข้าข้าวทั้งหมดของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ตามลำดับ โดยกรมได้ใช้โอกาสนี้ รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อข้าวหอมมะลิไทยที่มีเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพจากประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
งานแสดงสินค้า Food &amp; Hospitality ASIA 2026 (FHA 2026) เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและบริการที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปีนี้มีผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 1,750 ราย และมีผู้เข้าชมงานจาก 115 ประเทศทั่วโลกกว่า 80,000 คน ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ มีทั้งผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้า ผู้กระจายสินค้า ร้านอาหาร โรงแรม โดยการนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมและสินค้าข้าวไปจัดแสดง เป็นการช่วยเปิดตลาดต่างประเทศ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกในอนาคต</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026050717dd849a9d8e4b6ee8341e115fc6c204163743.jpg' type='image/jpg' length='549110' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ศุภจี”ยันนักธุรกิจ-ภาครัฐมะกัน ไทยพร้อมเพิ่มลงทุนสหรัฐฯ ต้อนรับสหรัฐฯ ลงทุนไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162821</link>
<guid isPermaLink="false">fc507bdbe046979099f4d4cab146a846</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมกับทีมไทยแลนด์พลัส ได้เข้าร่วมงาน SelectUSA 2026 ประกาศต่อหน้านักธุรกิจและพาณิชย์สหรัฐฯ ยันไทยพร้อมเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ ส่วนการหารือสภาธุรกิจอาเซียน&ndash;สหรัฐฯ ชวนนักลงทุนสหรัฐฯ มาลงทุนในไทยในสาขาอาหารอนาคต และเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมย้ำสภาหอการค้าสหรัฐฯ ไทยจะเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้สรุปผลโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการค้า ลงทุนสองฝ่าย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมกับทีมไทยแลนด์ พลัส ระหว่างวันที่ 4&ndash;5 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา ว่า การเยือนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญและหารือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน โดยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ร่วมกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย&nbsp;ในฐานะทีมไทยแลนด์พลัส เพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ สาขาพลังงาน เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนการลงทุนสำคัญของสหรัฐฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ โดยได้รับการตอบรับที่ดีและฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในการอำนวยความสะดวกการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนจากหลายมลรัฐของสหรัฐฯ อาทิ เท็กซัสและยูท่า ซึ่งเป็นแหล่งศักยภาพในการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่างแสดงความพร้อมในการรองรับการลงทุนจากไทยในระยะต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แจ้งว่ามีแผนการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันการลงทุนจากไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่ากว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญ มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการเข้าร่วมงานดังกล่าว ได้ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อขยายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า ได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน&ndash;สหรัฐฯ หรือ U.S.&ndash;ASEAN Business Council (USABC) โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อผู้นำภาคธุรกิจบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ และเชิญชวนเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจในการขยายความร่วมมือและการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในสาขาที่ไทยและสหรัฐฯ มีศักยภาพและพร้อมส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร การท่องเที่ยวและโรงแรม ตลอดจนการเป็นหุ้นส่วนที่จะสนับสนุนความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและการผลิตร่วมในภูมิภาค รวมถึงการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาเซียน<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำ อาทิ กลุ่มเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต ได้แสดงความสนใจต่อทิศทางนโยบายของไทย โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุน SME ให้เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยี ซึ่งได้ชี้แจงถึงการดำเนินการสำคัญของรัฐบาล อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ การพัฒนาโครงการ Skill Bridge และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีมูลค่าสูงตามนโยบาย &ldquo;Vvalue Over Volume&rdquo; ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความพร้อมและมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการหารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Chamber of Commerce (USCC) ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย รวมถึงพัฒนาการของการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยได้ให้ความเชื่อมั่นกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เกี่ยวกับบทบาทเชิงรุกที่ไทยจะเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้คืบหน้าและมีข้อสรุปได้โดยเร็ว รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สมดุลและสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260507be5d78541d4fbc00f7eb1b2dcdbee99a163604.jpg' type='image/jpg' length='1006231' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมันแพง ค่าโดยสารขึ้น อาหารขยับ ดันเงินเฟ้อเม.ย.69 เพิ่ม 2.89% สูงสุด 38 เดือน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162606</link>
<guid isPermaLink="false">b05e3743ddf83f13a3033c221a565041</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยเงินเฟ้อ เม.ย.69 เพิ่มขึ้น 2.89% สูงสุดในรอบ 38 เดือน จากราคาน้ำมันเพิ่ม ค่าโดยสารขยับ ราคาอาหารสำเร็จรูปขึ้น ผักขึ้นจากอากาศร้อน รวม 4 เดือน เพิ่ม 0.32% คาดแนวโน้ม พ.ค.69 ยังเพิ่มต่อเนื่อง เหตุน้ำมันยังแพง อาหารสำเร็จรูปมีแนวโน้มขึ้นต่อ จากแรงกดดันต้นทุน ผู้ประกอบการส่งสัญญาณปรับราคา ประเมินเงินเฟ้อทั้งปี 2 กรณี น้ำมันสูง 2 เดือน 1.5-2.5% แต่ถ้าน้ำมันสูง 3 เดือน ขยับเป็น 2.5-3%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน เม.ย.2569 เท่ากับ 103.03 เทียบกับเดือน เม.ย.2568 เพิ่มขึ้น 2.89% เป็นบวกสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับจากเดือน ก.พ.2566 ที่สูงขึ้น 3.79% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้น และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย รวมถึงราคาผักสดปรับสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และยอดรวม 4 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-เม.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน เม.ย.2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 4.14% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ค่าโดยสารสาธารณะ (ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารรถตู้ ค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศ) ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ค่าบริการขนขยะ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างจาน) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (โฟมล้างหน้า ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม น้ำยาระงับกลิ่นกาย แชมพู) ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษ สตรี และเด็ก เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี)<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.98% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ผักสด (มะนาว แตงกวา ถั่วฝักยาว ต้นหอม ผักชี ผักกาดขาว ใบกะเพรา) ไข่ไก่ ข้าวสารเจ้า ไก่สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำดื่มบริสุทธิ์ กาแฟ (ร้อน/เย็น)) และปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ข้าวสารเหนียว ผลไม้สด (มะม่วง มังคุด เงาะ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร มะพร้าวอ่อน) และมะพร้าวผล (แห้ง/ขูด)<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน เม.ย.2569 สูงขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือน มี.ค.2569 ที่สูงขึ้น 0.57% รวม 4 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.64%<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน พ.ค.2569 คาดว่าจะขยายตัว 3.06% จากแรงส่งของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่าย หลังจากได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นในหลายด้าน ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง และค่าโดยสารเครื่องบินเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง และแรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น<br />
สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการไทยช่วยไทย ค่ากระแสไฟฟ้าในเดือน พ.ค.2569 ลดลง เมื่อเทียบกับปี 2568 แม้จะมีการปรับเพิ่มค่า Ft รอบเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 และเดือน มิ.ย.2569 จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก อัตราค่าไฟฟ้าจะไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่มีผลในเดือน พ.ค.2569 แต่จะเริ่มเพิ่มกำลังซื้อในเดือน มิ.ย.2569 หากรัฐบาลให้เริ่มใช้จ่ายตามที่กำหนดไว้<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 ไว้ 2 กรณี คือ กรณีที่หนึ่ง ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 2 เดือน เงินเฟ้อจะอยู่ระหว่าง 1.5&ndash;2.5% ค่ากลาง 2% ซึ่งตอนนี้เงินเฟ้ออยู่ในคาดการณ์นี้ แต่ถ้าราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั้งปีเพิ่มขึ้น 2.5-3% ส่วนข้อกังวลเงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation ตอนนี้ยังไม่เกิด เพราะส่งออกยังดี การบริโภค การลงทุนเอกชนยังดี อัตราว่างงานแค่ 0.96% และแม้เศรษฐกิจระยะต่อไปจะชะลอตัวลง แต่รัฐบาลก็มีมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026050675ca0fe8b4f50dcd44e8c23e03dc118b164300.jpg' type='image/jpg' length='586556' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เสริมแกร่ง 67 ร้านอาหาร มอบโล่ 5 ครีเอเตอร์ปั่นวิว TikTok สู่ยอดขายพุ่ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/162604</link>
<guid isPermaLink="false">cc95ed50a93a14a3faf8f326d6cc9048</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 16:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปิดหลักสูตร &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร&nbsp; ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; ยันมีส่วนช่วยยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด ผลักดันให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือตลาดสมัยใหม่มาใช้ เพื่อสร้างโอกาสในการเจาะเข้าถึงผู้บริโภค พร้อมมอบวุฒิบัตร 67 ร้านอาหารที่ผ่านการบ่มเพาะ และมอบโล่ 5 ครีเอเตอร์ ปั่นยอดวิวบน TikTok จนสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นจริง</strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีปิดหลักสูตร &ldquo;ติดสปีดร้านอาหาร&nbsp; ปั้นยอดขายให้โต&rdquo; มอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรม และมอบโล่รางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดคลิป DBD Food Creator ว่า หลักสูตรนี้ มีส่วนช่วยในการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด โดยกรมมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่มาเป็นกุญแจสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้แม่นยำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งเพื่อเป็นฐานความร่วมมือในอนาคต&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยตลอดระยะเวลาการอบรม ผู้ประกอบธุรกิจได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบเจาะลึกที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ปม และสร้างยอดได้จริง ตั้งแต่การปรับตัวรับโมเดลธุรกิจร้านอาหารในวันที่โลกเปลี่ยน&nbsp; การบริหารจัดการในยุคดิจิทัล การเจาะลึกกลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภค ไปจนถึงการเพิ่มอาวุธด้วยคอนเทนต์และบุกตลาด TikTok เพื่อพลิกโฉมร้านธรรมดาให้กลายเป็นไวรัล และเปลี่ยนยอดวิวให้เป็นยอดขายได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ในห้องเรียนแล้ว ไฮไลต์สำคัญที่สร้างความประทับใจและเกิดประโยชน์สูงสุด คือ &nbsp;กิจกรรม Restaurant Clinic ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ารับคำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดใน 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.การบริหารต้นทุนและการเงิน 2.การตลาดออนไลน์ 3.การบริหารคน และ 4.การบริหารจัดการครัว รวมทั้งการสร้าง Business Networking ที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันและรากฐานสำคัญให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และจับมือเป็นพันธมิตร เพื่อต่อยอดการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กรมได้มอบวุฒิบัตรให้ผู้ผ่านการอบรม 67 ราย พร้อมทั้งมอบโล่รางวัล DBD Food Creator Award 2026 เพื่อแสดงความยินดีกับผู้ชนะการประกวดคอนเทนต์วิดีโอสร้างสรรค์บน TikTok ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่เป็นการลงสนามจริงเพื่อวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ โดยผู้ที่คว้ารางวัล 5 สุดยอด Role Model ครีเอเตอร์ร้านอาหารแห่งปีไปครอง ได้แก่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
รางวัลชนะเลิศ คุณกฤตภาส รุ่งฤทธิ์ (ร้าน Huasenghong) รองชนะเลิศอันดับ 1 คุณกรุณา จิตรเอื้ออารีย์กุล (ร้านพาเลท) รองชนะเลิศอันดับ 2 คุณปิยฉัตร ปิยวัชรวิจิตร (ร้านกุ้งถัง) รางวัลชมเชย คุณวรรณพร ดีไสว (ร้านล่าเมียว) และรางวัลชมเชย คุณศุพิชฌญา พรดีมา (ร้าน Thefatkids) โดยกรม เชื่อมั่นว่าความสำเร็จของหลักสูตรนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยติดอาวุธให้ร้านอาหารไทยสามารถเติบโตอย่างมั่นคง และมีขีดความสามารถพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง แข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202605066ca7a144f48ea96dea775fb19e04c627164139.jpg' type='image/jpg' length='481879' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เดินหน้าใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็น Outlet จำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160384</link>
<guid isPermaLink="false">d9dab779061edacd052becfe5c67b0ff</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 16:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประชุมร่วมกรมการปกครอง ห้างค้าส่งค้าปลีก เตรียมการเปิดที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เป็น Outlet จำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ และจัดต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือน พ.ค.69 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ประชุมหารือการจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้แก่ Makro, Lotus, Big C, TOPS และ Go Wholesale ในการขยายความร่วมมือจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก ที่เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองของห้าง นำไปเปิดจุดจำหน่ายที่หน้าที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ กำหนดไว้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค.2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยก่อนหน้านี้ กรมได้ร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองของห้างกว่า 3,000 รายการ จำหน่ายลดราคาสูงสุดถึง 25-58% อาทิ สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 จากนั้นได้ขยายเพิ่มช่องทางออนไลน์ โดยให้ประชาชนซื้อสินค้าไทยช่วยไทยในราคาเดียวกับที่ขายในห้าง ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Shopee Lazada TikTok Grab และ Lineman<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าราคาถูก ให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าครองชีพ แต่ยังได้สินค้าที่ดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง มีการตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออก จำหน่ายโดยผู้ผลิต ไม่มีต้นทุนการตลาด จึงขายได้ราคาถูกกว่า โดยประชาชนที่สนใจซื้อ ขอให้รอซื้อได้เลย เริ่มวันศุกร์ที่ 1 พ.ค.2569 นี้ และจากนั้น จะมีจำหน่ายทุกศุกร์ตลอดเดือน คือ 8, 15, 22 และ 29 พ.ค.2569&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้เตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SME สินค้าชุมชน ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องคัดเลือกจำนวน 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้ นอกจากจะมีสินค้าจาก SME สินค้าชุมชน มาจำหน่ายเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย มีรายได้ มีความเข้มแข็ง และเติบโตขึ้นในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026042342fa4ad2b652db49323f74755bae1283165612.jpg' type='image/jpg' length='169773' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ดัน 5 นโยบายลุยงานพาณิชย์ ลดค่าครองชีพ ดูแลเกษตร ช่วย SME เร่งส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/160382</link>
<guid isPermaLink="false">c44801463a40884f204d75ad9e11b04b</guid>
<pubDate>Thu, 23 Apr 2026 16:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;ประกาศลุย 5 นโยบายหลักขับเคลื่อนงานพาณิชย์ รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ดันไทยช่วยไทยเฟส 2 นำสินค้าราคาถูกขายผ่านที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง ขายผ่านตลาด 1,000 แห่ง ร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน พ่วงรถเร่เจาะเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้ พร้อมดูแลสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้น กลาง ปลายน้ำ สร้างความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลส่งออก ทั้งขายสหรัฐฯ จีน บุกตลาดใหม่ นำเทคโนโลยีช่วยงานบริการประชาชน</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และวิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น จึงได้กำหนดนโยบายการทำงาน ที่ไม่ได้มองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน จึงได้กำหนดนโยบายการทำงานที่จะเดินหน้าในระยะต่อไป 5 นโยบายหลัก เพื่อสร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ<br />
<br />
โดยในด้านการดูแลค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายแรก จะมุ่งผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน โดยที่ทำไปแล้ว คือ การร่วมมือกับห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต นำสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รองกว่า 3,000 รายการ มาลดราคา 25-58% ผ่านสาขาของห้างกว่า 4,500 สาขา และห้างท้องถิ่น 300 แห่ง และเฟสสอง กำลังจะนำสินค้าเกษตร เข้าไปวางจำหน่าย นำสินค้าจาก SME จากชุมชน ช่วงแรก 2,000 ราย ขายผ่านออนไลน์ โดยแพลตฟอร์มไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) 1 เดือน และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท 5 แสนใบ จะร่วมกับไปรษณีย์ไทย เป็นช่องทางในการซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ใช้ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่ง เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ร่วมมือกับตลาด 1,000 แห่ง นำสินค้าไทยช่วยไทยมาขาย ร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้าน ขายสินค้าไทยช่วยไทยในพื้นที่ห้างไกล ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ส่วนในพื้นที่ห่างไกลจริง ๆ จะมีรถเร่ นำสินค้าไทยช่วยไทย สินค้าธงฟ้า ไปขายให้กับประชาชน โดยจะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน อาทิ รถกระบะ 3,000 บาท รถพ่วงข้าง 1,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือน เริ่มได้สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.2569 ทั้งนี้ จะพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง ให้สามารถใช้คนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นโยบายที่สอง จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและราคาสินค้าเกษตร โดยจะดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลในลักษณะคลัสเตอร์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูปและการขนส่ง จนถึงการทำตลาด โดยจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำโซนนิ่งการเพาะปลูก การใช้ปุ๋ย ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง เพื่อให้ผู้ว่าควรจะปลูกเท่าไร ผลักดันปลูกพืชผสมผสาน เพื่อเพิ่มรายได้ สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ดูแลล้งทั้งไทยและต่างชาติ จะผลักดันให้มีการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มสร้างล้งชุมชน เพื่อดูแลกันเอง ช่วยดูแลด้านการขนส่ง ส่วนการหาตลาด จะส่งเสริมการสร้างแบรนด์ ใช้กลไกเทรดดิ้งเฟิร์มขยายตลาด ผลักดันการนำสินค้าเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าภาครัฐ<br />
<br />
นโยบายที่สาม จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และชุมชน โดยจะเร่งยกระดับ SME ผลักดันผู้ประกอบการแฟรนไชส์ ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยใช้สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นโยบายที่สี่ จะเร่งสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก ปรับแผนการทำตลาดสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก และกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย&ndash;EU และไทย&ndash;เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจผู้สูงวัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นโยบายที่ห้า จะยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร &ldquo;จุดเดียว จบ จริง&rdquo; ยกระดับบริการดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา ตั้งแต่ 1 ก.ค.2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ จะเร่งนำ AI และ Big Data มาใช้ทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า นำร่องสินค้าข้าว และจะขยายไปปาล์ม มัน ข้าวโพด ผลไม้ ส่วนการปลดล็อกกฎระเบียบ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มจำนวนธุรกิจที่ต่างชาติ ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับการดูแลราคาสินค้า จะพยายามทำตามอำนาจที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบคุม จะเข้าไปกำกับดูแลอย่างเต็มที่ โดยสินค้าที่ต้องขออนุญาต ก็จะดูต้นทุนอย่างเต็มที่ หากจำเป็นก็ต้องให้ขึ้น ไม่เช่นนั้น สินค้าจะหายไปจากตลาด ส่วนสินค้าที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา ก็จะพิจารณาอย่างใกล้ชิด และในทางกลับกัน จะมีทางเลือกมีสินค้าราคาถูกเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ โดยเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ถูกต่อว่าเยอะ ทำไมไม่คุมราคาสินค้า พอบอกว่า คุมไม่ได้ทั้งหมด ก็โดนต่อว่าอีก กระทรวงพาณิชย์ยอมรับว่า คุมสินค้าไม่ได้ทั้งหมด เพราะบางสินค้าไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม และไม่ได้เป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่เราพยายามทำตามอำนาจหน้าที่มีอยู่ กำกับดูแลอย่างดีที่สุด และมีทางออก หาสินค้าทางเลือกที่มีคุณภาพดี ราคาประหยัด มาขายให้กับประชาชน ซึ่งก็คือ สินค้าไทยช่วยไทย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME และผู้ประกอบการชุมชนด้วย&rdquo;นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202604231640f074f81af99f2143a24335bd13ff165612.jpg' type='image/jpg' length='379159' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ตั้งเป้าส่งสินค้าราคาถูก กระจายกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ ดีเดย์ 1 พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159847</link>
<guid isPermaLink="false">647000b774775cceca1e82837df9982b</guid>
<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 16:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยความคืบหน้านำสินค้าราคาถูก ทั้งจากโครงการไทยช่วยไทย และธงฟ้า ไปขายกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ตั้งเป้าดีเดย์ 1 พ.ค.69 หากดำเนินการทัน ล่าสุดเปิดรับสมัครสินค้าชุมชน สินค้า SME นำขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่วยเพิ่มรายได้ และจับมือกองทุนหมู่บ้าน เป็น Outlet กระจายสินค้าราคาถูกเข้าสู่ชุมชน&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการสินค้าราคาถูก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ว่า ได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าการดำเนินโครงการกระจายสินค้าตามโครงการไทยช่วยไทย และสินค้าธงฟ้า ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ หลังจากที่ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยให้เข้ามาช่วย โดยมีเป้าหมายกระจายไปกว่า 800 อำเภอ และถ้าทำทุกอย่างทัน จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค.2569 ซึ่งขณะนี้พยายามทำอยู่ แต่ยังไม่รับปาก เพราะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั่วประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ สินค้าภายใต้โครงการไทยช่วยไทย เป็นสินค้าเฮ้าส์ แบรนด์ และแบรนด์รอง ที่ห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต เป็นผู้ผลิต มี 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ 2.สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง ลดราคาจำหน่าย 25-58% ปัจจุบัน มีจำหน่ายในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok ที่ประชาชนสามารถเข้าไปซื้อได้ และได้ราคาเดียวกันกับที่ขายในห้าง&nbsp;ส่วนสินค้าธงฟ้า เป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์กำลังเปิดรับสมัครสินค้าชุมชน และสินค้า SME ให้นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายใน 5 แพลตฟอร์มออนไลน์ ประกอบด้วย Thailandpostmart , Nexgen , Tiktok , Shopee , Line ซึ่งขณะนี้กำลังคัดเลือกสินค้าอยู่ 2,000 รายการ โดยไม่คิดค่า GP และจะช่วยในเรื่องค่าขนส่ง เพื่อให้ไรเดอร์มีรายได้ ช่วยโปรโมตสินค้า โดยมีอินฟลูเอนเซอร์มาช่วย และยังจะมีคูปองลดราคาสินค้าอยู่ในแพลตฟอร์ม 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ที่จะให้กับผู้ซื้อ<br />
&ldquo;การทำเช่นนี้ จะช่วยให้มีสินค้าราคาประหยัดเป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะลงไปทุกพื้นที่ กระจายไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยทั่วประเทศ และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายให้กับสินค้าชุมชน สินค้า SME ที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
นอกจากนี้ ได้หารือกับนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เข้ามามีบทบาทช่วยในเรื่องนี้ โดยจะใช้กองทุนหมู่บ้าน และร้านค้าของกองทุนหมู่บ้าน เข้ามารับสินค้า เพื่อไปกระจายตามร้านค้ากองทุนหมู่บ้านด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันสินค้าราคาถูกเข้าถึงแหล่งชุมชน และช่วยลดภาระค่าครองชีพ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202604219cba817de203548fb3ccac5c0aba04c2164840.jpg' type='image/jpg' length='250251' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา 3 เดือน ปี 69 จำนวน 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159569</link>
<guid isPermaLink="false">f2dcdd2eeb2f8c477468628e1d609aea</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ช่วง 3 เดือน ปี 69 ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39% ส่วนลิขสิทธิ์ มียื่นจดแจ้ง 4,117 รายการ เพิ่มขึ้น 7.86% ระบุเป็นผลจากการตื่นตัวของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยสืบค้น และเพิ่มบริการ Fast Track ทำให้มีการยื่นจดมากขึ้นและเร็วขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) การยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในไทย ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวม 18,780 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.39% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 17,652 คำขอ และมีการรับจดทะเบียนรวม 15,323 ฉบับ/รายการ เพิ่มขึ้น 10.23% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีการรับจดทะเบียน 13,901 ฉบับ/รายการ ส่วนลิขสิทธิ์ แม้จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพียงประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เจ้าของผลงานสามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมได้ โดยในช่วง 3 เดือนปี 2569 มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 4,117 รายการ เพิ่มขึ้น 7.86% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 3,817 รายการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดคำขอจด แจ้งข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ในช่วง 3 เดือนของปี 2569 ได้แก่ 1.​เครื่องหมายการค้า มีการยื่นคำขอ 13,743 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 12,921 คำขอ โดยกลุ่มสินค้า บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 1,917 คำขอ ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง สะท้อนธุรกิจการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่เติบโต และการส่งเสริมบริการ Fast Track ด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกรม 2.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 1,788 คำขอ 3.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 1,634 คำขอ สะท้อนเทรนด์การค้าที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น 4.เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1,567 คำขอ และ 5.ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 1,082 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 54% และต่างชาติ 46% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท เยติ คูลเลอร์, แอลแอลซี ในธุรกิจแก้วน้ำ กระติก และกล่องอุปกรณ์เก็บอุณหภูมิจากสหรัฐฯ 52 คำขอ 2.บริษัท มาสเตอร์ อโกรเทค จำกัด ในธุรกิจอาหารเสริมพืชและปุ๋ยของไทย 48 คำขอ 3.บริษัท ป๊อป มาร์ท (สิงคโปร์) โฮลดิ้ง พีทีอี.แอลทีดี 47 คำขอ ในธุรกิจอาร์ตทอยจากสิงคโปร์ 4.บริษัท ยูนีซัน จำกัด ในธุรกิจด้านเภสัชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ของไทย 46 คำขอ และ 5.บริษัท คอสมี่ จำกัด ในธุรกิจอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ของไทย 39 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 11,350 เครื่องหมาย เพิ่มขึ้น 2.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 11,051 เครื่องหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิทธิบัตรการประดิษฐ์ มีการยื่นคำขอ 2,260 คำขอ เพิ่มขึ้น 5.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 2,148 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาเคมีสังเคราะห์ ยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ 262 คำขอ สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมด้านสุขภาพยังคงเป็นสาขาสำคัญที่มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2.นวัตกรรมด้านการสื่อสาร เช่น ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย ระบบรับ&ndash;ส่งข้อมูลความเร็วสูง และอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ 190 คำขอ 3.นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ เช่น แอนติบอดีเชิงรักษา วัคซีนชีววัตถุ และผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ 90 คำขอ 4.อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล เช่น พลาสติก เรซิน พุ่งขึ้นมาติดอันดับ Top5 เป็นครั้งแรกที่ 52 คำขอ และ 5.เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับแอนติบอดีเอนไซม์ 49 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ 1.บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐฯ 92 คำขอ 2.บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 79 คำขอ 3.บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 43 คำขอ 4.บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 32 คำขอ 5.บริษัท เดอะ เคมัวร์ส คอมปะนี เอฟซี, แอลแอลซี จากสหรัฐอเมริกา และบริษัท ซินเจนต้า ครอป โพรเท็คชั่น เอจี จากสวิตเซอร์แลนด์ 24 คำขอเท่ากัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,384 ฉบับ เพิ่มขึ้น 17.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,179 ฉบับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
3.อนุสิทธิบัตร มีการยื่นคำขอ 1,274 คำขอ เพิ่มขึ้น 8.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,177 คำขอ โดยกลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม ครองอันดับ 1 แบบทิ้งห่างที่ 144 คำขอ 2.ยาสมุนไพร 57 คำขอ สะท้อนความสนใจด้านสุขภาพและการนำองค์ความรู้ด้านยาไทยแบบดั้งเดิมมาพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ 3.อุปกรณ์ทางการแพทย์ ขยับขึ้นมาจากอันดับ 4 โดยมี 53 คำขอ 4.ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 48 คำขอ และ 5.สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 30 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 97% และต่างชาติ 3% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 44 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 38 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยบูรพา 32 คำขอ 4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29 คำขอ และ 5.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 25 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 678 ฉบับ เพิ่มขึ้น 41.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 478 ฉบับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ มีการยื่นคำขอ 1,503 คำขอ เพิ่มขึ้น 6.90% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,406 คำขอ โดยแบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ลวดลายผ้า ขยับขึ้นมาจากอันดับ 2 โดยมี 159 คำขอ 2.บรรจุภัณฑ์ 148 คำขอ 3.รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขยับขึ้นมาจากอันดับ 4 โดยมี 118 คำขอ 4.เครื่องประดับ 110 คำขอ และ 5.อุปกรณ์ก่อสร้าง 105 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 60% และต่างชาติ 40% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท บีอีจีเอ กันเทนบริงค์-ลอยช์เทน เคจี ในธุรกิจอุปกรณ์ให้แสงสว่างจากเยอรมนี พุ่งขึ้นมาติดอันดับ 1 ที่ 49 คำขอ 2.มหาวิทยาลัยบูรพา 42 คำขอ 3.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 31 คำขอ 4.บริษัท เอส วินเทค ฟาซาด ดีไซน์ จำกัด ของไทย และบริษัท ฮอนดา มอเตอร์ โก. แอลทีดี. จากญี่ปุ่น 24 คำขอเท่ากัน ทั้งนี้ ตัวเลขการจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในช่วง 3 เดือนปี 2569 อยู่ที่ 1,911 ฉบับ เพิ่มขึ้น 60.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 1,193 ฉบับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ลิขสิทธิ์ มีการยื่นแจ้งข้อมูล 4,117 ผลงาน เพิ่มขึ้น 7.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 ที่มีจำนวน 3,817 ผลงาน โดยผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1,743 ผลงาน 2.ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 1,221 ผลงาน 3.ดนตรีกรรม 858 ผลงาน 4.โสตทัศนวัสดุ 211 ผลงาน และ 5.งานอื่นใด เช่น งานทอผ้า งานเย็บปักถักร้อย 38 ผลงาน โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูลผลงานลิขสิทธิ์ คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้ยื่นแจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยมหิดล 117 ผลงาน 2.มหาวิทยาลัยทักษิณ 110 ผลงาน 3.บริษัท ยอวานี จำกัด ของไทย 61 ผลงาน 4.มหาวิทยาลัยขอนแก่น 59 ผลงาน และ 5.นายศุภวุฒิ สูงสว่าง 49 ผลงาน ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา<br />
ที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ โดยไม่ต้องยื่นจดทะเบียนกับกรม สถิติดังกล่าวจึงไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของงานสร้างสรรค์ไทยได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี กรมจะเดินหน้าส่งเสริมให้ศิลปินนักสร้างสรรค์เห็นความสำคัญของการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรม เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาท รวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากสถิติในช่วง 3 เดือนของปี 2569 จะเห็นได้ว่าจำนวนคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของเศรษฐกิจการค้ายุคปัจจุบันที่ทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทอย่างยิ่งต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน สถิติการรับจดทะเบียนที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกประเภททรัพย์สินทางปัญญา ยังสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานของกรมที่สามารถเร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำขอให้มีความรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI มาช่วยสืบค้นข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การส่งเสริมบริการ Fast Track เป็นช่องทางพิเศษสำหรับการรับจดทะเบียนนวัตกรรมและผลงานที่มีความจำเป็นและตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบคำขออย่างต่อเนื่อง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ ได้รับสิทธิความคุ้มครองรวดเร็วขึ้น และนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างทันท่วงที&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมมีแผนเดินหน้ายกระดับบริการด้านการจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง ทันสมัย และได้มาตรฐานสากล โดยมุ่งพัฒนากฎหมายและกระบวนการพิจารณาคำขอให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับบริบททางการค้า ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการเข้าถึงสิทธิของผู้ประกอบการ สนองต่อนโยบาย 10+ ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย &ldquo;SMEs Plus&rdquo; ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย และนโยบาย &ldquo;Trade Plus&rdquo; ที่มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อมไทยสู่เวทีการค้าโลก โดยการยกระดับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในเชิงพาณิชย์ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026042063d1c388860a86f9cffc3b7346048160154943.jpg' type='image/jpg' length='234373' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ชวนร้านค้าออนไลน์ขอ DBD Registered ยืนยันมีตัวตน คนซื้อมั่นใจได้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159567</link>
<guid isPermaLink="false">7d46e6e34df4841448d346d1bff001ca</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าออนไลน์ ป้องกันมิจฉาชีพเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภค ผลักดันร้านค้า ผู้ประกอบการ ขอเครื่องหมายรับรอง DBD Registered ยืนยันการมีตัวตน เป็นร้านจริง แถมยื่นขอได้ไม่ยาก ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ส่วนประชาชนที่ซื้อสินค้า ขอให้เช็กว่ามีเครื่องหมายรับรองหรือไม่ ซื้อสินค้าไปแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ล่าสุดมียื่นขอเครื่องหมายรับรองแล้ว 116,393 ร้านค้าออนไลน์</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นช่องทางการตลาดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสบริโภคนิยมที่ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็พบปัญหาสำคัญของผู้ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ คือ การซื้อสินค้าจากผู้ขายในคราบมิจฉาชีพที่ไม่มีตัวตนจริงโดยที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว นำมาซึ่งความเสียหายและบั่นทอนความน่าเชื่อถือแก่ผู้ค้าออนไลน์รายอื่นที่ทำมาค้าขายโดยสุจริต กรมจึงได้เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้าออนไลน์ ด้วยเครื่องหมายรับรองผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ DBD Registered ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสทางการค้า เพิ่มรายได้ และเพิ่มมูลค่าสินค้าแก่ผู้ประกอบการออนไลน์ที่ค้าขายโดยสุจริต และช่วยป้องกัน ป้องปรามผู้ค้าออนไลน์ในคราบมิจฉาชีพไม่ให้ใช้ช่องทางออนไลน์ในการสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเครื่องหมาย DBD Registered เป็นประโยชน์ต่อร้านค้าออนไลน์ ในการยืนยันว่าร้านค้ามีตัวตนจริงและน่าเชื่อถือ เป็นการเพิ่มแต้มต่อทางการตลาดออนไลน์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าที่จะซื้อสินค้าออนไลน์เกิดความสบายใจ และสามารถตรวจสอบข้อมูลร้านค้าออนไลน์ได้เมื่อพบปัญหาจากการซื้อสินค้า และที่สำคัญ กรมได้พัฒนาระบบการให้เครื่องหมายรับรอง DBD Registered ในรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงกับระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลของกรม และระบบการจดทะเบียนพาณิชย์ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือผู้ประกอบการที่ขอเครื่องหมายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น<br />
โดยผู้ประกอบการออนไลน์สามารถขอเครื่องหมาย DBD Registered ง่าย ๆ ได้ทาง&nbsp;<a href="https://dbdregistered.dbd.go.th/" target="_blank">https://dbdregistered.dbd.go.th</a>&nbsp;ดังนี้ 1.บุคคลธรรมดา ยื่นจดทะเบียนพาณิชย์พร้อมขอเครื่องหมาย DBD Registered ได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเขตต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร (ตามสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่) และรออนุมัติผ่านอีเมล 2.นิติบุคคล ระบุเลขทะเบียนนิติบุคคล และ Password เพื่อเข้าสู่ระบบ (ที่ใช้สำหรับยื่นงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ : DBD e-Filing) กรอกข้อมูลร้านค้าให้ครบถ้วน รออนุมัติผ่านอีเมล และนำเครื่องหมาย DBD Registered ไปใช้กับร้านค้าออนไลน์&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของผู้บริโภค สามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนเอง โดยเมื่อจะสั่งซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์ ควรเช็คความมีตัวตนของผู้ขายอย่างละเอียดรอบคอบ ด้วยการมองหาเครื่องหมาย DBD Registered บนหน้าเพจหรือหน้าเว็บไซต์ ก่อนคลิกคำสั่งซื้อและชำระค่าสินค้า โดยเมื่อคลิกที่เครื่องหมาย DBD Registered จะสามารถตรวจสอบข้อมูลของร้านค้าออนไลน์ได้ทันที ทำให้เมื่อผู้ซื้อสินค้าประสบปัญหาในการสั่งซื้อสินค้าทั้งระหว่างและหลังได้รับสินค้า สามารถติดต่อผู้ขายได้โดยตรง ตัดตอนปัญหาที่อาจบานปลายในอนาคต จึงขอให้ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ตรวจสอบความมีตัวตนของผู้ขายสินค้าผ่านเครื่องหมาย DBD Registered ก่อนดำเนินการสั่งซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;ขอเชิญชวนผู้บริโภคออนไลน์ โปรดตรวจดูเครื่องหมาย DBD Registered บนหน้าเพจหรือหน้าเว็บไซต์เพื่อทราบตัวตนและความมีอยู่จริงของผู้ขายออนไลน์ก่อนการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้า ขณะเดียวกัน ขอเชิญชวนผู้ค้าออนไลน์ขอเครื่องหมาย DBD Registered ไปติดบนร้านค้าออนไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่ร้านค้าของตนเอง เป็นการเพิ่มโอกาสทางการขาย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ร้านค้ามีความเข้มแข็ง และมีลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งรายได้และผลกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษและโอกาสการเข้าร่วมแคมเปญ หลักสูตร กิจกรรมต่าง ๆ ของกรมในการพัฒนาร้านค้าให้ดังและปังยิ่งขึ้นอีกด้วย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค.2569) มีผู้ประกอบการออนไลน์ได้รับเครื่องหมาย DBD Registered จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้วจำนวนทั้งสิ้น 116,393 ร้านค้าออนไลน์ โดยผู้ขายออนไลน์ ผู้ประกอบการออนไลน์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 5960 e-Mail:&nbsp;e-commerce@dbd.go.th&nbsp;และ Call Center 1570<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260420f0bd26f454d99a54a1e88929b6d2563e154943.jpg' type='image/jpg' length='153046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำคณะผู้ประกอบการมัน บุกขยายตลาดจีนตะวันตก ยอดปังกว่า 2 พันล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/159565</link>
<guid isPermaLink="false">d1abd07d647a05ccc61785bbe5558899</guid>
<pubDate>Mon, 20 Apr 2026 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศโชว์ผลงาน นำคณะภาคเอกชนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยจำนวน 22 ราย บุกเปิดตลาดจีนฝั่งตะวันตก ที่เมืองฉงชิ่ง ประสบความสำเร็จตามเป้า ตกลงซื้อขายภายใน 1 ปี กว่า 2,000 ล้านบาท เผยเป็นการกระจายตัวของการส่งออก จากเดิมที่มุ่งขายจีนฝั่งตะวันออก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน นำภาคเอกชนไทยในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังรวม 22 ราย เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีนรวม 34 ราย ณ เมืองฉงชิ่ง เพื่อผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ไทยยังไม่เคยเจรจาการค้ามาก่อน และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ตะวันตกของรัฐบาลจีน<br />
ทั้งนี้ ภายในงาน ผู้ประกอบการไทยได้เจรจากับผู้นำเข้าจีนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ธุรกิจโลจิสติกส์และ Supply Chain และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ โดยได้แสดงตัวอย่างสินค้า เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของมันสำปะหลังไทย โดยฝ่ายจีนให้การยอมรับในคุณภาพมาตรฐานและแสดงความพร้อมในการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของจีน เกิดการจับคู่ธุรกิจรวม 163 คู่ คาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี สำหรับสินค้าแป้งมันสำปะหลัง 32,442,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมันเส้นมันอัดเม็ด 30,810,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งสิ้น 63,252,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,087,316,000 บาท<br />
สำหรับจีน เป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของไทย ปัจจุบันการส่งออกมันสำปะหลังไปจีนยังคงกระจุกตัวอยู่ในแถบตะวันออก ขณะที่ภูมิภาคตะวันตกของจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนประชากรและการพัฒนาเมือง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของจีนที่เอื้อต่อการขนส่งจากไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายธุรกิจทางการค้าที่ช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตลาดมันสำปะหลังไปสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งจากนี้ กรมจะติดตามผลอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยให้เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในตลาดที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้นำคณะผู้ประกอบการไทยศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์ ณ ศูนย์แสดงข้อมูลห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ (Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำคัญในจีนตะวันตก เป็นจุดรวมสินค้า กระจายสินค้า และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) โดยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยได้เรียนรู้รูปแบบการขนส่งสินค้าที่หลากหลาย ทั้งทางเรือ ราง และถนนที่เชื่อมโยงจีนตะวันตกกับภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งจีนตอนใน อาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนตะวันตกได้อย่างสะดวกในเวลาอันสั้น ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260420f416c0ebcb0f6471791867719f3e904d154943.jpg' type='image/jpg' length='529030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สู้รบตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกข้าวอิรักวูบ 52.58% สหรัฐฯ ลด 25.16% ลูกค้าลังเลภาษี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155069</link>
<guid isPermaLink="false">7766f9d69a36da18c1eb6535aa57a06f</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำไทยชวดออเดอร์ส่งออกข้าวขายอิรัก 2 เดือนขายได้แค่ 9.2 หมื่นตัน ลด 52.58% ส่วนสหรัฐฯ ส่งออกได้ 1.16 แสนตัน ลด 25.16% เหตุคู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ ภาษี ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลด 4.16% คาดหากสงครามยืดเยื้อ เป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ไปไม่ถึงแน่ ส่วนมันสำปะหลัง เริ่มแผ่ว ส่งออกได้ 9 แสนตัน ลด 32.33% ยังดีได้แรงซื้อจากจีน-ซาอุดิอาระเบีย แต่ยังมั่นใจทั้งปีเข้าเป้า 6-7 ล้านตัน</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีการสู้รบ ทำให้ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศอิรักไปแล้วจำนวนมาก เพราะความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง รวมถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตัน ลดลง 52.58% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยทำได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.203 ล้านตัน มูลค่า 651 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 770 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 15.45%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ ไทยเสียออร์เดอร์ส่งออกข้าวขาวจากอิรักไปมาก เพราะต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยง ทำให้ค่าประกันภัยสูงขึ้น รวมทั้งค่าระวางเรือยังสูงขึ้นแล้ว 30-40% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางรวมกว่า 1.34 ล้านตัน ในจำนวนนี้สัดส่วน 75% เป็นส่งออกไปอิรัก ที่เหลือเป็นเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน&rdquo;<br />
สำหรับการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในช่วง 2 เดือน ลดลงถึง 25.16% โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่มาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติม จึงต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ จะกลับมาหรือไม่ ประกอบกับหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 500,000 ตัน และได้เริ่มส่งมอบล็อตแรก 40,000 ตันไปแล้วนั้น เดิมกำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค.2569 แต่ก่อนการส่งมอบได้เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งบ้าง แต่กรมได้ร่วมกับภาครัฐและผู้ส่งออกข้าวกว่า 20 บริษัท เร่งแก้ปัญหาส่งออก เพื่อให้สามารถส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังสามารถส่งมอบได้ ส่วนการส่งออกล็อตถัดไป คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือน เม.ย.2569 แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นจากต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น แต่มั่นใจว่า ทางการจีนจะเข้าใจในสถานการณ์และรับกับราคาที่สูงขึ้นได้ โดยกรมจะเร่งจะเจรจากับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบให้ครบ 500,000 ตันในเร็ว ๆ นี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในช่วง 2 เดือนปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 900,000 ตัน ลดลง 32.33% มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 27.24% และในนี้ เป็นการส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ โดยยังคงมั่นใจว่าการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7 ล้านตัน เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของซาอุดิอาระเบีย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปให้ แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่ง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมได้ร่วมกับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง จนสามารถส่งมอบได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260324a157c88dda57f289a3894273d7c0aac3155111.jpg' type='image/jpg' length='153738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.พ.69 ยังแรง เพิ่ม 9.9% โตต่อเนื่อง 20 เดือน รวม 2 เดือน บวก 17%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155068</link>
<guid isPermaLink="false">5dc4000a39c708017fedf2916d3b73d2</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออก ก.พ.69 มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การนำเข้ามูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร รวมส่งออก 2 เดือน 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17% นำเข้า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 30.5% คาดแนวโน้ม มี.ค.เริ่มชะลอ จากผลกระทบตะวันออกกลาง แต่ก็ต้องลุ้นการเร่งส่งออกจากภาษีสหรัฐฯ ที่ 10%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 912,567 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 2833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 101,166 ล้านบาท รวม 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออก มูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,893,312 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 217,866 ล้านบาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 5.7% โดยสินค้าเกษตร ลด 3.6% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 7.7% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.8%<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 13.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.3%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 16.6% ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 40.5% จีน 0.4% ญี่ปุ่น 9.7% สหภาพยุโรป (27) 20.6% และอาเซียน (5) 17.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 11.4% ตลาดรอง เพิ่ม 3.3% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 8.6% ตะวันออกกลาง 19.4% ลาตินอเมริกา 25.6% ทวีปแอฟริกา 20.4% และสหราชอาณาจักร 27.2% แต่หดตัวในตลาดรัสเซียและ CIS 30.1% และเอเชียใต้ 26.1% และ ตลาดอื่น ๆ ลด 60.6%<br />
<br />
น.ส.ณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน มี.ค.2569 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวลง จากปัญหาค่าระวาง ค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ก็อาจจะเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ส่งออก ต้องเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน โดยมีระยะเวลาใช้อัตรา 10% ในช่วง 150 วัน ส่วนการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบการดำเนินการถึงกลางปี คาดว่าจะเห็นผลเรื่องภาษีในช่วงปลายปี สำหรับการนำเข้า มองว่า อาจจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะน้ำมันและวัตถุดิบบางอย่าง ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยจะทำการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอีกครั้งในช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังจากได้ตัวเลขการส่งออกไตรมาสที่ 1 แล้ว แต่ขณะนี้ ยังประเมินเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2569 อยู่ที่ 3 สมมติฐาน คือ ดีที่สุด บวก 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลาง ๆ ติดลบ 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่ำสุด ลบ 3% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;&nbsp;<br />
นางนันท์นัดดา ภัททิยกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า DITP ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมต่าง ๆ พบว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้น มีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว โดยขอให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ ๆ และยังได้ประสานกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603246996fb211c5085e2ffd98c8f0e85fc02155111.jpg' type='image/jpg' length='251593' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[RCEP ถกแนวทางรับสมาชิกใหม่ ปรังปรุงความตกลงให้ทันสมัย รับมือค้าโลกผันผวน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154488</link>
<guid isPermaLink="false">53e9102b60d0c722119e596e9c94c220</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 69 พิจารณาแนวทางรับสมาชิกใหม่ กำหนดเดือน พ.ค.นี้ เปิดสัมภาษณ์ประเทศที่สนใจ และให้พิสูจน์ความพร้อมในการเข้าร่วม ก่อนที่สมาชิก 15 ประเทศจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย พร้อมหารือการพัฒนาความตกลงให้มีความทันสมัย ให้สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 2026 และการประชุมโต๊ะกลมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ที่ประชุมได้เร่งขับเคลื่อนแผนรับสมาชิกใหม่ในปี 2026 ตามมติของผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายในการขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในยามที่โลกกำลังแบ่งขั้ว ทำให้มีความจำเป็นต้องพึ่งพากันในภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขึ้น พร้อมเพิ่มพลวัตทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับอำนาจต่อรองของ RCEP ในเวทีการค้าโลก<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย การขยายสมาชิก มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกตลาดใหม่ที่เข้ามาร่วมหมายถึงคู่ค้าและนักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการของไทยจะมีเส้นทางเดินทางใหม่ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไทยจะยิ่งแข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น<br />
&ldquo;หนึ่งในความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือ การกำหนดให้เดือน พ.ค.2569 เป็นห้วงเวลาสัมภาษณ์ประเทศผู้สมัครที่ขอเข้าร่วม RCEP โดยกระบวนการนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการคัดกรองและประเมินความพร้อมของผู้สมัคร ก่อนที่สมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศจะพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงถือเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่ผู้สมัครแต่ละรายจะต้องพิสูจน์ตนเองต่อสมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศ ทั้งในแง่ความพร้อมด้านกฎระเบียบการค้า มาตรฐานศุลกากร และศักยภาพในการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลง โดยประเทศผู้สมัครจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของ RCEP ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์&rdquo; นายธัชชญาน์พลกล่าว<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางรากฐานสำหรับการทบทวนและปรับปรุงความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อผลักดันการใช้สิทธิพิเศษจาก RCEP ให้มากขึ้น โดยได้เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนผ่านการประชุมโต๊ะกลม และการรับฟังข้อเสนอแนะจากผลการประชุมวิชาการเรื่องทิศทางในการทบทวนความตกลงฯ กระบวนการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ RCEP ยังคงเป็นความตกลงที่ไม่หยุดนิ่ง และสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603201a96fab158b29c0112d0e5cdd3a7aa42160636.jpg' type='image/jpg' length='205372' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ สอนผู้ประกอบลุยตลาดดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153907</link>
<guid isPermaLink="false">07b37d7792b7acb452d929b83bb4da12</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 รวมกูรูการตลาด ครีเอเตอร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญ AI ถ่ายทอดองค์ความรู้ครบวงจร ตั้งแต่สร้างแบรนด์ บริหารหลังบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด e-Commerce</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 (Online Marketing Genius : OMG#6) ภายใต้แนวคิดอัปสกิลการตลาดออนไลน์สร้างยอดขายทะลุล้าน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ว่า การจัดหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การบริหารจัดการระบบหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดดิจิทัล<br />
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยกิจกรรม Affiliate Matchmaking ในหัวข้อ &ldquo;วิธีจีบ Creator ให้ติดใจ ปั้นแบรนด์ให้ยอดพุ่งแบบติดสปีด&rdquo; โดยคุณชัญญานุช สมเจษ เจ้าของเพจอร่อยเอาเรื่อง และคุณอรอนงค์ ไทยเจียม เจ้าของเพจแม่จุ๊บลูกสองพิกัดของถูก ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์และการสร้างยอดขายผ่านพลังของครีเอเตอร์ จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Basic but OMG! ปั้นเสื้อผ้าธรรมดาให้เป็นอาณาจักรร้อยล้านสไตล์ Atipashop&rdquo; โดยคุณอติภาย์ คงคาลัย เจ้าของร้าน Atipashop ที่มาแบ่งปันเส้นทางความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จากศูนย์สู่ธุรกิจระดับร้อยล้าน รวมถึงเวทีเสวนา &ldquo;บทเรียนภาษีย้อนหลัง 2.6 ล้าน! เมื่อความมั่นใจทำพิษ&rdquo; โดยคุณถนอม เกตุเอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms และคุณจักรพงศ์ พุ่มไพจิตร เจ้าของเพจท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม ที่ร่วมสะท้อนบทเรียนสำคัญด้านภาษีที่ผู้ค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม<br />
ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ โดยคุณฏีฐิพัค แซ่ตั้ง Head of Business Partnership จาก Page 365 มาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;จัดระเบียบระบบหลังบ้านให้เป๊ะ สต็อกไม่พลาด บิลไม่หาย ยอดขายพุ่ง&rdquo; ตามด้วยหัวข้อ &ldquo;Negative to Narrative&rdquo; โดยคุณอภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ที่ถ่ายทอดเทคนิคการเปลี่ยนดราม่าให้เป็นโอกาสสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ และในส่วนของข้อมูลและเทคโนโลยี คุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Wisesight จะมาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Winning with Data&rdquo; ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการฟังเสียงโซเชียลและการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ ขณะที่คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช จาก Futureskill ได้นำเสนอแนวโน้มอนาคต e-Commerce ภายใต้หัวข้อ &ldquo;The Future of e-Commerce: AI, Data &amp; Growth&rdquo;<br />
นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ เวทีเสวนา &ldquo;คน vs AI : ใครเก่งกว่ากันในโลก e-Commerce&rdquo; โดยคุณพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO IHAVECPU และคุณซีเค เจิง CEO บริษัท Fastwork ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI กับมนุษย์ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ก่อนปิดท้ายด้วยหัวข้อ &ldquo;AI for Business: The Future of Work &amp; Profit&rdquo; โดยคุณ Gonggit Chanthawijaikul, Partner Manager, Facebook Thailand ที่ตอกย้ำทิศทางการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างผลกำไรในอนาคต&rdquo;<br />
หลักสูตร OMG ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ตั้งแต่ปี 2563 โดยได้พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 12,500 รายทั่วประเทศ สร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล<br />
ทั้งนี้ ในปี 2567 มูลค่าการค้าออนไลน์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14.7 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยมีขนาดตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด e-Commerce เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมที่จะเดินหน้าผลักดันนโยบายและโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ทักษะและเครื่องมือที่จำเป็น ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายธุรกิจสู่โลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603182c239777138a3cc4926d62d319ce7cdf155141.jpg' type='image/jpg' length='245196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ.69 ลด 0.5% จากราคาสินค้าเกษตรขยับลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152784</link>
<guid isPermaLink="false">dfe1de383b40fd2e1f91c7b665fcde86</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.69 ลดลง 0.5% จากการลดลงของสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา สุกร โค กุ้ง และผลิตภัณฑ์จากเหมืองที่ลดลง ตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้นจากทองคำ แต่อุตสาหกรรมที่เหลือลดลง คาดแนวโน้ม มี.ค.69 ยังเคลื่อนไหวกรอบแคบ จับตาพลังงาน ค่าบาท ทองคำ เป็นตัวกดดัน</strong><br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 108.3 เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2568 ลดลง 0.5% จากการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ชะลอตัวจากการแข่งขันสูงในตลาดโลก ทำให้การส่งออกลดลง และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มได้<br />
สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตที่ลดลง มีรายละเอียดโดยหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 8.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลก อ้อย จากฐานราคาในปีก่อนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับผลผลิตในปีนี้ออกมาก ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ต่ำตามราคาพลังงาน ยางพารา จากราคารับซื้อที่ลดลงตามราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมาก ประกอบกับความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วยหัวมันสำปะหลังสด จากราคารับซื้อที่สูงขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตผ่านชายแดนที่ลดลง ผักสด (มะนาว พริก) ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจร้านอาหาร<br />
ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 13.8% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ขณะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของสินแร่โลหะ (แร่ดีบุก) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่ยังมีจำกัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากอุปทานที่ปรับลดลง ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น<br />
<br />
ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สูงขึ้น 1.1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มีการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ น้ำตาลทราย กากน้ำตาล ข้าวสาร ข้าวนึ่ง ปลายข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ผักผลไม้แช่แข็ง จากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง และเนื้อสุกร จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยางมะตอย เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น และก๊าซชนิดใช้ในอุตสาหกรรม (ออกซิเจน ไนโตรเจน) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนมี.ค.2569 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาพลังงาน ส่งผลต่อราคาสินค้าผู้ผลิตในภาพรวม ประกอบกับค่าเงินบาท และราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนตามกระแสของนักลงทุน ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงรอติดตามสถานการณ์ของตลาดการเงิน และนโยบายด้านการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ รวมทั้งการแข่งขันที่สูงในตลาดผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ยังคงกดดันราคาสินค้าผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260312c707ae2e90a2d14459553c50db6a8651160105.jpg' type='image/jpg' length='559128' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ จัดเวิร์กชอปติวเข้ม SME และ Micro SME ใช้ AI-LINE ทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145932</link>
<guid isPermaLink="false">6950213f5f62aafe49f94a86763f35b5</guid>
<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ LINE จัดเวิร์กชอป UPSKILL SME ธุรกิจโตไว ทำกำไร ด้วย AI และ LINE Solutions ช่วยผู้ประกอบการ SME และ Micro SME สามารถนำเทคโนโลยี AI และเครื่องดื่มดิจิทัลไปใช้ในการทำธุรกิจ เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;UPSKILL SME ธุรกิจโตไว ทำกำไร ด้วย AI และ LINE Solutions&rdquo; ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรม บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME และ Micro SME (MSME) ให้สามารถนำเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลไปใช้ในการทำธุรกิจได้จริง เพื่อเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการ SME และ Micro SME (MSME) ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และ Chat Commerce ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านช่องทาง Onsite 200 ราย และ Online กว่า 10,000 ราย โดยผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมดจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลผ่านกิจกรรม Workshop ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลวิเคราะห์ข้อมูลตลาดได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุน และยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงแบบจับมือทำ (Hands-on Workshop) โดยมี LINE Certified Coach วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ในหัวข้อ เร่งธุรกิจให้โตด้วย LINE OA และ LINE Ads หัวข้อ ลูกค้าไม่หาย ขายของง่ายขึ้นด้วย MyCustomer | CRM และ MyShop และหัวข้อ ยกระดับการหาลูกค้าใหม่บน LINE Ads ด้วยพลัง AI เป็นต้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธกิจกรรมและการให้คำปรึกษาจากหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การใช้งานจริง ช่วยวางแนวทาง การทำตลาดออนไลน์ การบริหารจัดการลูกค้า และการเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของแต่ละราย ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้ SME และ Micro SME (MSME) ตลอดจนผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ ได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กับการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความหลากหลาย และเกิดผลสัมฤทธิ์แบบก้าวกระโดด สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและชาญฉลาด เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในยุคดิจิทัล&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202601302f32b0ce3d8db66c69f3db45a3a24e2a133318.jpg' type='image/jpg' length='253453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลงาน ดัน SME อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ยื่นจดเครื่องหมายการค้าเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141562</link>
<guid isPermaLink="false">bdc7b70fb1158a161422f61074308758</guid>
<pubDate>Mon, 05 Jan 2026 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SME ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ IPAC พบมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มขึ้น และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น เตรียมลุยช่วยต่อ ตั้งแต่เริ่มพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การยื่นจดทะเบียน จนถึงการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามผลการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SME ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 25 บริษัท ร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการมีการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดทางธุรกิจได้จริง ทั้งการยื่นคำขอคุ้มครองจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการดำเนินการ ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e&ndash;Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อก ล็อคประตูดิจิทัล) กลุ่มแฟชันและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงการให้คำปรึกษา พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ์ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ&ndash;ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026010524ea734731da8f3ac4fee1092bee44e9153503.jpg' type='image/jpg' length='248927' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ใช้ FTA ส่งออก 9 เดือน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุเรียน-ยานยนต์แชมป์ใช้สิทธิ์สูงสุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139581</link>
<guid isPermaLink="false">48709130653ea9f5ff1d70b75312ab1c</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 9 เดือน ปี 68 มีมูลค่า 67,931.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 6.97% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.54% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษทั้งหมด อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนทุเรียนแชมป์ใช้สิทธิ์สินค้าเกษตร ยานยนต์แชมป์ใช้สิทธิ์สินค้าอุตสาหกรรม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ารวม 67,931.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.97% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.54% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) อันดับหนึ่ง มูลค่า 24,001.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 69.68% รองลงมาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 19,653.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 96.68% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,580.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 73.77% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,171.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 83.57% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,125.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 55.99%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงในช่วง 9 เดือน ปี 2568 แยกเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียน 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง 4.น้ำตาลที่ได้จากอ้อย 5.ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) มูลค่ารวม 19,635.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.91% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 4.เครื่องจักรอัตโนมัติ 5.เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 48,295.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 71.09% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
<br />
ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนและมันสำปะหลัง และเนื้อไก่มีการเติบโตตามความต้องการบริโภคในจีนและญี่ปุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการผลิตอาหารของไทย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของไทย ที่ยังรักษาความได้เปรียบด้านฐานการผลิตภายในประเทศ และอินเดียเติบโตโดดเด่นจากในกลุ่มแพลทินัมและโลหะมีค่า &nbsp;<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า การเติบโตของการใช้สิทธิ์ FTA ของไทย ไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านการส่งออก แต่ยังสะท้อนการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตโลก โดย FTA ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และเป็นกลไกที่จะผลักดันให้ไทยก้าวสู่บทบาทแนวหน้าในเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว โดย FTA ฉบับใหม่ที่ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจา ได้แก่ ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปิดตลาดพรีเมียมของโลก และเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะความตกลงไทย-สหภาพยุโรป ที่จะช่วยเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยุโรป ส่งผลให้ไทยมีบทบาทโดดเด่นขึ้นในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะเดินหน้าจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,300 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SME โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2568 ได้จัดสัมมนาที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้หัวข้อ &ldquo;FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย&rdquo; ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก และกรมจะเดินสายจัดสัมมนาต่อเนื่องที่จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 17 ธ.ค.2568 ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่น ๆ อาทิ ระนอง ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร เชียงราย สงขลา พระนครศรีอยุธยา ตาก จันทบุรี พิษณุโลก และชลบุรี ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251222110187cb4cd7c7f1b3abadea7ce781f6155323.jpg' type='image/jpg' length='221625' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกทูตออสเตรเลีย เดินหน้าร่วมมือการค้า สบช่องชวนเพิ่มการลงทุนในไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139578</link>
<guid isPermaLink="false">2fe2c6dec45311835fb4ffd282823f85</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการหารือกับเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เห็นพ้อง FTA ช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า ยันเดินหน้าร่วมมือกันต่อ สบช่องชวนเพิ่มการลงทุนในไทย ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และร่วมยินดีปัญหาข้อพิพาทเหมืองทองได้ข้อยุติ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ให้การต้อนรับ ดร.แอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;ออสเตรเลีย ที่ช่วยผลักดันมูลค่าการค้าให้ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและโอกาสใหม่ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะสามารถเพิ่มความร่วมมือกันได้ ทั้งในมิติของการค้าและการลงทุน&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ใช้โอกาสนี้ เชิญชวนออสเตรเลียขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทยเพิ่มขึ้น เช่น ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสาขาพลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะผลักดันประเด็นนี้ร่วมกันต่อไป&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แสดงความยินดีที่ไทยและบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ของออสเตรเลีย สามารถยุติกรณีพิพาทได้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียในระยะยาว โดยออสเตรเลียได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะขยายการลงทุนในด้านนี้เพิ่มเติม และขอรับการสนับสนุนจากไทยในเรื่องนี้<br />
อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้ ออสเตรเลียได้ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์การนำเข้านมผงขาดมันเนยภายใต้ FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลภาพรวมของ FTA จะประสานงานและติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การหารือครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับออสเตรเลียในทุกระดับ พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ส่วนออสเตรเลียได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทย ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD และพร้อมสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการค้าของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp;<br />
สำหรับออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย การค้าในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 14,321.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แยกเป็นไทยส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 9,725.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 4,595.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ดุลการค้า 5,129.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ส่วนการลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัลซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center)<br />
<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202512227a9c77a3d526f70b81e8397f752ddce4155145.jpg' type='image/jpg' length='265763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP-SACIT-OMIYA เปิดตัว “กิโมโนผ้าไทย” ที่ญี่ปุ่น สุดฮอตยอดจองกว่า 2.4 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135869</link>
<guid isPermaLink="false">f1dc72eaa6c0bbe27417b80eeaa8cb0a</guid>
<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ SACIT และ OMIYA เปิดตัว &ldquo;กิโมโนผ้าไทย&rdquo; ที่ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว เตรียมเปิดขายทั่วญี่ปุ่น เดือน มี.ค.69 ที่จะถึงนี้ ล่าสุดมียอดจองแล้ว 516 คำสั่งซื้อ มูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ที่เห็นคุณค่าในงานฝีมือและความร่วมสมัยของผ้าไทย เล็งขยายนำผ้าไทยไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา DITP ได้ร่วมกับดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และนาย Shinya Fusamoto, CEO บริษัท OMIYA Co., Ltd ผู้ค้าผ้ากิโมโนรายสำคัญของนครเกียวโต เปิดตัวคอลเลกชัน &ldquo;กิโมโนผ้าไทย&rdquo; อย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ผลักดันผ้าไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น<br />
&ldquo;ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดงานหัตถกรรมไทยสู่สินค้าแฟชันระดับนานาชาติ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับงานฝีมือ ลวดลายดั้งเดิม และคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยผ้าไทยไม่ใช่เพียงความงามทางวัฒนธรรม แต่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจระดับโลกได้ หากมีการต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ให้เข้ากับวิถีของแต่ละประเทศ เช่น กิโมโนผ้าไทยในญี่ปุ่นที่สะท้อนทั้งมิตรภาพของสองชาติ และศักยภาพงานหัตถศิลป์ไทยบนเวทีสากลโดยมั่นใจว่ากิโมโนผ้าไทยจะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากกิโมโน คือ สัญลักษณ์วัฒนธรรมของญี่ปุ่น การผสมผสานผ้าไทยเข้าไปจึงช่วยเพิ่มสีสันใหม่ให้แฟชันดั้งเดิม&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
โดยชุดกิโมโนผ้าไทยล็อตแรก จะวางจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือน มี.ค.2569 โดยล่าสุดมียอดจองแล้วกว่า 516 คำสั่งซื้อ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคญี่ปุ่น ซึ่งเห็นคุณค่าในงานฝีมือและความร่วมสมัยของผ้าไทย เพราะผ้าทอมือไทยมีเสน่ห์เฉพาะตัว เป็นความไม่สมบูรณ์แบบที่งดงาม ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ลวดลายพื้นถิ่นมีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นให้ความสำคัญ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ DITP ยังเตรียมขยายแนวคิดการพัฒนางานหัตถกรรมไทยไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องครัว สินค้าแฟชัน และสินค้าวัฒนธรรม โดยทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับดีไซน์คุณภาพให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านดิจิทัลและเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลกต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการ Thai Kimono Project เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว และบริษัท Omiya จำกัด ที่มุ่งนำเสนอมิติใหม่ของความงามจากสองวัฒนธรรมระหว่างศิลปะงานทอผ้าอันล้ำค่าของไทย และศิลปะแห่งการสร้างสรรค์กิโมโนที่สืบทอดกันมายาวนานของญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการได้นำผ้าทอไทยจากโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไทยที่เปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริมให้ช่างทอท้องถิ่นสร้างสรรค์ผ้าแต่ละผืนด้วยความประณีตภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการควบคุมคุณภาพกิโมโนของบริษัท Omiya จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจในเกียวโตมาอย่างยาวนาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
บริษัท OMIYA ได้ร่วมพัฒนาผ้าทอไทยกับชุมชนในจังหวัดสกลนครและนครพนม ภายใต้โครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; โดยคัดสรรผ้าทอที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของผ้ากิโมโน ก่อนพัฒนาสู่คอลเลกชันใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กิโมโนผ้าไทยจากผ้าทอพื้นถิ่นดอนกอยและนาหว้า 2.กิโมโนผ้าไทยจากแหล่งผลิตอื่นทั่วประเทศ และ 3.กิโมโนผลิตในญี่ปุ่นด้วยด้ายไหมไทยจากชุมชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ DITP มีแนวทางสร้างการรับรู้และคุณค่าของผ้าไทยในตลาดโลก ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ SACIT นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและการตลาด การเล่าเรื่อง (storytelling) เกี่ยวกับลวดลาย เทคนิคการทอ และบทบาทของชุมชน การพัฒนาผ้าไทยให้ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างประเทศ และการผลักดันผ้าไทยสู่เวทีแฟชันและไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพราะการส่งเสริมผ้าไทยไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ ตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิตผ้าและช่างทอ ไปจนถึงปลายน้ำ ผู้ซื้อและแบรนด์ต่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251128585b551df743e697a285e0ad1fc3abf4142829.jpg' type='image/jpg' length='199174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จัด 5 หลักสูตร ให้ร้านค้าร่วมคนละครึ่งพลัสเรียน ก่อนรับโบนัส 2 พันจากรัฐ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133342</link>
<guid isPermaLink="false">575f703f5b013d9259c4b19ddc26b0bc</guid>
<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดคลาสเรียนออนไลน์ 5 หลักสูตร ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ และได้สิทธิ์ขอรับโบนัสพิเศษจากรัฐบาล ไม่เกิน 2,000 บาท เผยเข้าเรียนได้ง่ายผ่านทางออนไลน์ ไม่กระทบดำเนินการประจำวัน สามารถเข้าเรียนผ่านระบบ DBD Academy</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดคลาสเรียนออนไลน์ 5 หลักสูตรคุณภาพ ผ่านระบบ DBD Academy (e-Learning) รองรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่งพลัส&rdquo; เพื่อพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อขอรับโบนัสพิเศษจากรัฐบาลเติมเงินสูงสุด 20% แต่ไม่เกิน 2,000 บาท จากยอดขายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 19 พ.ย.-19 ธ.ค.2568 ให้ผู้ประกอบการที่เรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 4 แสนสิทธิ์ เพื่อเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสปลายปีนี้ &nbsp;<br />
<br />
โดยกรมได้คัดเลือกวิชาที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส ทั้งด้านการบริหารจัดการร้านค้า สินค้า การตลาดดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มยอดขายจำนวน 5 วิชา ประกอบด้วย 1.การเริ่มต้นธุรกิจสำหรับ SME มือใหม่ 2.การตลาดด้าน e- commerce 3.การตลาดยุคดิจิทัล 4.AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ พลิก SME ไทยให้เติบโต และ 5.เส้นทางสู่ความสำเร็จธุรกิจร้านอาหารโดยผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ลงทะเบียนร้านถุงเงินที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเท่านั้น โดยสามารถเลือกเรียนผ่านระบบออนไลน์ DBD Academy (e-Learning) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างน้อย 1 วิชา และต้องทำแบบทดสอบประเมินระดับความรู้ก่อนเรียน หลังจากทราบผลการทดสอบแล้วผู้สมัครต้องเข้าเรียนตามรายวิชาที่ลงทะเบียนให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดพร้อมทำแบบทดสอบประเมินความรู้หลังจบหลักสูตร โดยกรมจะแจ้งผลร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์เติมเงินในวันที่ 23 ธ.ค.2568 และรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อมาต่อยอดธุรกิจทางแอปถุงเงิน และ SMS ของผู้เรียน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเรียนรู้ผ่านช่องทาง DBD Academy (e-Learning) เป็นช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดสรรเวลาในการพัฒนาตนเองได้โดยไม่กระทบกับการดำเนินงานประจำวัน การติดอาวุธทางความรู้ในครั้งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานร้านค้าขนาดเล็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเข้าร่วมพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) เรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ตามวิชาที่ได้แจ้งไว้ข้างต้น ทางเว็ปไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; DBD e-Learning (dbdacademy.dbd.go.th) หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5963 Call Center 1570&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251114446deb463509f02a359f24b3fee4eddc155252.jpg' type='image/jpg' length='249603' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนลุยทำแผนทรัพย์สินทางปัญญา 5 ปี หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี-นวัตกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132523</link>
<guid isPermaLink="false">6ee51561f1a863323caa362c1afbd2c5</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;อรมน&rdquo;เผยผลการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (AWGIPC) เห็นพ้องจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนระยะ 5 ปีฉบับใหม่ ที่จะเริ่มปี 69-73 เน้นร่วมมือขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยหนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ นำไปแปลงเป็นทุน ดันสินค้า GI พร้อมใช้โอกาสนี้หารือหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันเพียบ</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3-6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ได้นำทีมคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN Working Group on Intellectual Property Cooperation: AWGIPC) ครั้งที่ 77 ณ รัฐปีนัง มาเลเซีย เพื่อเจรจาปรับปรุงกรอบความร่วมมือ และหารือจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนระยะ 5 ปี (2569&ndash;2573) หรือ ASEAN IPR Action Plan 2026-2030 ที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และยกระดับเศรษฐกิจให้เข้มแข็งในเวทีการค้าโลก<br />
<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุม AWGIPC เห็นพ้องที่จะร่วมกันพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไทยได้เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันของอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องประโยชน์และการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ผ่านการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุนเพื่อการระดมทุนและใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ และการส่งเสริมสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ SME และชุมชน เป็นต้น<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังสามารถหาข้อสรุปการเจรจาจัดทำกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา (ASEAN Framework Agreement for Intellectual Property Cooperation : AFAIPC) ที่จะเป็นกรอบแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียนในอนาคต รองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยฝ่ายเลขาธิการอาเซียนจะนำเอกสารข้อสรุปดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีอาเซียนเพื่อขอความเห็นชอบตามลำดับต่อไป<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ.2559-2568 หรือ ASEAN IPR Action Plan 2016-2025) ได้สำเร็จลุล่วง เช่น การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและประสบการณ์ด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา &nbsp;<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการต้อนรับประเทศติมอร์เลสเตเข้าร่วมการประชุม AWGIPC เป็นครั้งแรก ในฐานะประเทศสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียน ที่เพิ่งได้รับการรับรองสถานภาพสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 เมื่อปลายเดือน ต.ค.2568 ที่ผ่านมา<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับผู้แทนจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาสหภาพยุโรป (EUIPO) สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหราชอาณาจักร (UKIPO) และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศสิงคโปร์ (IPOS) ในเรื่องการพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การนำเทคโนโลยีเกิดใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการให้บริการสืบค้นข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประชาชน และการตรวจสอบคำขอจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาหน่วยงานและบริการประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251110323a4ff5058e418efc571f15748dfdde163002.jpg' type='image/jpg' length='722771' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึก SME D Bank เสริมแกร่ง SME ใช้ประโยชน์ไอพี เข้าถึงเงินทุน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132522</link>
<guid isPermaLink="false">41fa84ecf98893d88440ecccd1c9a336</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลัง SME D Bank ผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทย จดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อต่อยอดการทำธุรกิจ และใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยวางแนวทางสนับสนุน SME ไทยให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการจดทะเบียนคุ้มครองและการประเมินมูลค่าเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ตอบโจทย์นโยบาย Quick Big Win ที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบัน SME ไทย มีสัดส่วนกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของการจ้างงานภายในประเทศ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต โดยทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นอาวุธที่ช่วยสร้างแต้มต่อให้ภาคธุรกิจ ทั้งในด้านการปกป้องคุ้มครองสิทธิ์และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย<br />
<br />
สำหรับหนึ่งในแผนงานสำคัญตามโรดแมป &ldquo;IP 4 All&rdquo; ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ (IP for Business) คือ การขับเคลื่อนโครงการ IP Financing หรือการประเมินมูลค่างานสร้างสรรค์ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา และเปลี่ยนเป็นทุน เพื่อให้นักธุรกิจ ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการระดมทุนหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยกรมได้มีการหารือกับหน่วยงานระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไปพร้อมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้าน SME D Bank เห็นพ้องกันกับแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ SME ด้วยการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจ โดยระบุว่าธนาคารมุ่งดำเนินงานตามแนวทางพัฒนาคู่เติมทุน โดยไม่เพียงสนับสนุนด้านสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศธุรกิจไทยให้ครบวงจร โดยเฉพาะในมิติของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน SME สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน<br />
<br />
โดย SME D Bank ยินดีที่จะร่วมผลักดันโครงการ IP Financing ของกรม ผ่านการสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้าของธนาคารที่มีผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์และงานออกแบบใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า เป็นต้น นำมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อหรือการระดมทุน พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับผู้ใช้บริการของธนาคารได้ทราบถึงแนวทางการใช้ประโยชน์บริการดังกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญ SME D Bank ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในงาน Thailand Character and Content Licensing Expo และงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2026) ที่กรมมีแผนจะจัดขึ้นในช่วงกลางปี 2569 เพื่อสร้างโอกาสในการจับคู่ธุรกิจและซื้อขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะและอาร์ตทอย และการซื้อขายสิทธิในเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลักดันแนวทางการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251110898139935d563eb28a2c7b949552d5e2162820.jpg' type='image/jpg' length='148440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.ย. 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่ม 19% มูลค่ารองแชมป์ คาดทั้งปีโต 9.4-10.4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129815</link>
<guid isPermaLink="false">57dfda1d140559f6876c4097c6bdc586</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.ย.68 มูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 19% โตต่อเนื่อง 15 เดือน สูงสุดรอบ 42 เดือน และมูลค่าทำสถิติสูงสุดอันดับสอง รวม 9 เดือน มูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.9% คาดอีก 3 เดือนที่เหลือ ส่งออกยังดี ได้แรงหนุนภาษีสหรัฐฯ ชัดเจน เศรษฐกิจโลกฟื้น ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและอาหารเป็นที่ต้องการ ประเมินโต 9.4-10.4% มูลค่า 3.29-3.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์</strong><br />
<br />
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ก.ย.2568 มีมูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และยังเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.2565 โดยมูลค่ายังถือว่าสูงสุดเป็นอันดับสอง รองจากเดือน พ.ค.2568 ที่เคยทำไว้สูงสุดที่มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,695.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.2% เกินดุลการค้า 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออก 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.9% การนำเข้ามูลค่า 254,575.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.9% ขาดดุลการค้า 429.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
สำหรับการส่งออกเดือน ก.ย.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 8.1% โดยสินค้าเกษตร ลด 18.2% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 4.1% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ไก่แปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เครื่องดื่ม สิ่งปรุงรสอาหาร ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.6%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 26.4% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18.6%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัว โดยส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มอย่างแข็งแกร่ง แม้เผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ขณะเดียวกันการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน (5) และในตลาดรอง อาทิ เอเชียใต้ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ล้วนขยายตัว สะท้อนถึงการตอบสนองต่อมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ด้วยการกระจายตลาดทางเลือกใหม่ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 15.1% ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่ม 35.3% จีน เพิ่ม 3.2% อาเซียน (5) เพิ่ม 20.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 6.2% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 11.9% แต่ตลาด CLMV ลด 9.6% ตลาดรอง เพิ่ม 8.5% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 28.6% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 2.8% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 8.1% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.7% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 32.5% แต่ตลาดทวีปแอฟริกา และสหราชอาณาจักร ลด 12.6% และ 14.2% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 398.9%<br />
<br />
นายนันทพงศ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้อีก 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) คาดว่าจะยังคงขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากความชัดเจนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้ความกังวลลดลง และภาษีไทยที่ 19% ยังแข่งขันได้ เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ดูได้จากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มนี้ส่งออกได้เพิ่มขึ้น และสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหาร ยังมีความต้องการในตลาดโลก โดยคาดว่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนน่าจะทำได้ 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้การส่งออกทั้งปีโต 9.4-10.4% จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 2-3% โดยหากโต 9.4% จะมีมูลค่า 329,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโต 10.4% มูลค่า 332,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำสถิติสูงสุดตั้งแต่มีการส่งออกมา ไม่ว่าจะโตเท่าไร<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่สร้างแรงกดดันและความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ความเสี่ยงจากภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องติดตามต่อ หลังจากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การจัดทำเป้าหมายการส่งออก ปี 2569 กระทรวงพาณิชย์จะประเมินสถานการณ์ในภาพรวมก่อน จากนั้นจะนัดประชุมผู้ส่งออกเป็นรายสาขาอุตสาหกรรมหลัก ๆ ประมาณ 10 สาขา ช่วงเดือน ธ.ค.2568 และหารือแนวโน้มตลาดร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ และคาดว่าจะจัดทำเป้าหมายการส่งออกเสร็จประมาณกลาง ธ.ค.2568</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251027b95a96d39c5a540ba751b14272f0ef53161859.jpg' type='image/jpg' length='395095' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยผู้ส่งออกแห่ร่วมสัมมนา เรียนรู้หลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129813</link>
<guid isPermaLink="false">34df4c9aaf79c33c9b6ecdf1400ebfe8</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดสัมมนาเชิงวิชาการ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; ร่วมกับ สรท. มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมถึง 228 คน ติวเข้มกฎถิ่นกำเนิดสินค้า การคำนวณสัดส่วนการผลิตในภูมิภาค หลักเกณฑ์การพิจารณาถิ่นกำเนิด ขั้นตอนการออก Form C/O ส่งออกไปสหรัฐฯ พร้อมตัวอย่างสินค้าเฝ้าระวัง หวังช่วยให้การส่งออกไปสหรัฐฯ สะดวก เพิ่มโอกาสทางการค้า</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ รวม 228 คน ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจส่งออกที่ต้องการเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ มีเนื้อหาเข้มข้น ครอบคลุมการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin : ROO) การคำนวณสัดส่วนการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) หลักเกณฑ์การพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าไปสหรัฐฯ กฎถิ่นกำเนิดสินค้าของสหรัฐฯ และขั้นตอนการออก Form C/O เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายเกี่ยวกับตัวอย่างการพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าเฝ้าระวังส่งออกไปสหรัฐฯ กระบวนการขอคำวินิจฉัยล่วงหน้าว่าสินค้าที่จะส่งออกจะถูกจัดประเภทภาษีศุลกากรอย่างไร และการผลิตเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าหรือไม่ (Advance Rulings) และการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงข้อควรระวังในกระบวนการเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;องค์ความรู้ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับ จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และแนวทางปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O ทั่วไป) เพื่อให้สามารถยื่นขอหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้อย่างถูกต้อง และเพิ่มโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ รวมทั้งเพิ่มความน่าเชื่อถือของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของไทยในตลาดโลก โดยกรมจะเดินหน้าสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยภาคเอกชนรับมือกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน และอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โทรศัพท์ 02 547 5085 เว็บไซต์ www.dft.go.th หรือสายด่วน 1385 และ Facebook : กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251027e6a2d36dde08c5542c753ea815874ba7161637.jpg' type='image/jpg' length='261341' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายรัฐไทย เน้นเร่งเครื่องเศรษฐกิจ กระตุ้นสั้น มีผลยาว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129810</link>
<guid isPermaLink="false">37b5996753151e3641f829b5daa83cad</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีไทย ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายเร่งเครื่องเศรษฐกิจ มุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องระยะยาว ทั้งการจัดทำโครงการคนละครึ่ง พลัส การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุน SME และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนระยะยาว ใช้จุดแข็งด้านการเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารภูมิภาค ดันเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG ลุยเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ได้เป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นเวทีสนทนาแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจอาเซียน ให้กับผู้เข้าร่วมงานที่มาจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ในอาเซียนมากกว่า 500 คน โดยได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ<br />
<br />
โดยมาตรการสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการ อาทิ โครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 20 ล้านคน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระหนี้ การสนับสนุน SME ในทุกรูปแบบ ทั้งการพัฒนาธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยโครงการ &ldquo;Fast Plus Pass&rdquo; ที่ลดขั้นตอนทางราชการและเร่งการอนุมัติของบีโอไอ เพื่อให้นักลงทุนตั้งกิจการในไทยได้รวดเร็วขึ้น&nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเป้าหมายระยะยาว โดยจะใช้จุดแข็งของไทยในด้านการเกษตร สู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค การส่งเสริมภาคเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเป็นหัวใจในการยกขีดความสามารถของประเทศ ได้แก่ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาจัดทำความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งจะยกระดับอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยง แข็งแกร่ง และยืดหยุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม นางศุภจีได้ย้ำว่า แม้รัฐบาลจะมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจำกัด แต่ประเทศไทยมีแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสร้าง &ldquo;ชัยชนะทางเศรษฐกิจระยะสั้น&rdquo; โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับประชาชน ควบคู่กับการสร้างรากฐานเศรษฐกิจอนาคต เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเปิดกว้างของภูมิภาคอีกครั้ง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510274480a50da7da294953a484876f7a83bf161503.jpg' type='image/jpg' length='263143' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ depa สนับสนุน MSME ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127536</link>
<guid isPermaLink="false">d2b12e64f2f4284969618e4aa09637d7</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง จนถึงรายใหญ่ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ผ่านบริการ One Tambon One Digital หรือ OTOD ร่วมจ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท และแพกเกจทดลองใช้ฟรี 6 เดือน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หารือแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านกลไกบัญชีบริการดิจิทัล One Tambon One Digital หรือ OTOD ซึ่งเป็นโครงการที่ depa นำมาใช้ส่งเสริมผู้ประกอบการและภาคการเกษตรทั่วประเทศ ให้สามารถยกระดับคุณภาพการผลิต สร้างรายได้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือ จะสนับสนุนผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม ให้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปช่วยบริหารจัดการธุรกิจด้วยกลไกบัญชีบริการดิจิทัล ได้แก่ 1.SME ขนาดกลางถึงใหญ่ ที่มีความพร้อมในการลงทุน สามารถเลือกใช้โปรแกรมผ่านมาตรการร่วมจ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท จำนวน 600 สิทธิ์ และ 2.ผู้ประกอบการ MSME ร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย และเกษตรกร ที่ต้องการทดลองใช้โปรแกรม จะสนับสนุนแพกเกจทดลองใช้งานฟรีขั้นต่ำ 6 เดือน จำนวน 15,000 สิทธิ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความทันสมัย ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ และลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และนักลงทุน ตลอดจนสร้างรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยเริ่มจากการยกระดับธุรกิจขนาดเล็กและกลางให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ และเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ทั้ง 2 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวไปยังเครือข่ายผู้ประกอบการทั้งของกระทรวง และ depa ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร เช่น การออกบูธตามสถานที่ต่าง ๆ การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ และการบรรยายให้รายละเอียดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างธุรกิจให้เติบโต&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101090f51a8181b2920ecf41a452faa9ac4a154652.jpg' type='image/jpg' length='383536' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือไปรษณีย์ไทย ช่วยผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน ขายออนไลน์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127531</link>
<guid isPermaLink="false">67ee3b1689248ffc62b30adf833e68ac</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในรับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; จับมือไปรษณีย์ไทย สนับสนุนการขนส่งและโลจิสติกส์ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก มีต้นทุนต่ำ พร้อมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้อีกทาง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนระบบขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชายแดนใน 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และสระแก้ว ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ พร้อมจัดทำระบบเชื่อมโยง &ldquo;สินค้าชายแดนไทยส่งทั่วไทย&rdquo; ภายใต้แนวคิด ของดีชายแดน ถึงมือคนไทยทุกจังหวัด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปในพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรมจึงได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างมากขึ้น &rdquo;&nbsp;ส่วนในระยะต่อไป จะนำผู้ประกอบการและสินค้าในจังหวัดชายแดนเข้าร่วมจำหน่ายในงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพทั่วประเทศ&rdquo; ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคายุติธรรม โดยจะเริ่มนำร่องที่ จ.ชลบุรี ก่อนขยายต่อไปยังจังหวัดเศรษฐกิจหลักทั่วประเทศ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าชุมชนจากพื้นที่ชายแดน โดยการจัดงาน จะช่วยทั้งผู้บริโภคให้ได้ของดีราคายุติธรรม และผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน โดยจะจัด &ldquo;มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; ที่ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 17&ndash;19 ต.ค.2568 โดยนางศุภจี จะลงพื้นที่ในวันที่ 18 ต.ค.2568 เพื่อติดตามการจัดกิจกรรมและตรวจเยี่ยมสถานการณ์การค้าในพื้นที่ด้วย&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101066a45d01c2820a309eb430690ce2aa58154546.jpg' type='image/jpg' length='254324' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันทรงตัว หน้าฝน ฉุดดัชนีราคาบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ลด 0.3%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127527</link>
<guid isPermaLink="false">136e9c167db5bc052dbbb2843975f02f</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ปี 68 ลดลง 0.3% ปรับลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส เหตุต้นทุนพลังงานทรงตัว การขนส่งลดลงในช่วงฤดูฝน การแข่งขันที่รุนแรงมีการปรับลดราคาเพื่อดึงลูกค้า และการสร้างอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ทำให้ขนวัสดุก่อสร้างลดลง คาดไตรมาส 4 ยังลดต่อ จากดีเซลลด แข่งตัดราคา เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ปรับลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 โดยปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลักหลายประการ ได้แก่ ต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการยังทรงตัว ปริมาณการขนส่งสินค้าที่ลดลงในช่วงฤดูฝน และการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาค่าบริการได้มากนัก จึงต้องยอมปรับลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากภาวะไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ส่งผลกระทบให้การจ้างขนส่งวัสดุก่อสร้างมีปริมาณลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่ลดลง มาจากการลดลงของค่าบริการขนส่งผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 1.6% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.2% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และถ่านหินและลิกไนต์ สำหรับหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนแบ่งตามประเภทรถ ลดลง 0.1% เป็นการลดลงของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้า ได้แก่ รถกระบะบรรทุก ลด 0.1% รถตู้บรรทุก ลด 0.2% รถบรรทุกของเหลว ลด 0.7% และรถบรรทุกเฉพาะกิจ ลด 0.8% ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งโดยรถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 0.5% รถพ่วง เพิ่ม 0.1% และรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนการดำเนินงานหลักของผู้ประกอบการขนส่งมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับผู้ให้บริการขนาดเล็กและขนาดกลาง ต้องเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน ทำให้มีการตัดราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งกดดันให้ราคาค่าขนส่งโดยรวมลดลง ภาคการขนส่งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้อุปสงค์ในการอุปโภคและบริโภคสินค้าลดลง และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจจากการใช้มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการในประเทศ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ความต้องการอุปโภคและบริโภคอาจเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี รวมทั้งผู้ประกอบการและผู้ค้าปลีกอาจมีการเร่งระบายสต๊อกสินค้าและส่งมอบสินค้าให้ทันก่อนวันหยุดยาว ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น ภาครัฐและผู้ประกอบการขนส่งควรเร่งพิจารณาถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาถึง ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์โดยการใช้รูปแบบการขนส่งที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางและทางน้ำ การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการวางแผนเส้นทางที่แม่นยำ และการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที เพื่อรองรับความต้องการในยุคดิจิทัล และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคโลจิสติกส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101031d87192f91a67022c6e7d849cd9a3c6154440.jpg' type='image/jpg' length='178148' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ถกผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์-เยอรมนี ผลักดันซื้อสินค้าไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127134</link>
<guid isPermaLink="false">b22f3db28cc60cbf32b8981facfdacbb</guid>
<pubDate>Wed, 08 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ใช้จังหวะช่วงเยี่ยมชมงาน ANUGA 2025 หารือผู้นำเข้าสินค้าอาหารรายใหญ่ เผยในส่วนของผู้นำเข้าสวิตเซอร์ ผลักดันให้มีการนำเข้าอาหารจากไทยเพิ่ม และร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่วนผู้นำเข้าเยอรมนี ขอเพิ่มนำเข้าเช่นเดียวกัน และชวนมาร่วมงานแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการเดินทางเข้าเยี่ยมชมการจัดงาน ANUGA 2025 ได้ใช้โอกาสนี้หารือกับผู้นำเข้าอาหารเอเชียรายใหญ่ คือ Mrs.Paula Goncalves CEO บริษัท Stutzer &amp; Co.AG ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารรายใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ และได้ผลักดันให้บริษัทเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากไทยเพิ่มมากขึ้น และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันบริษัท Stutzer &amp; Co.AG มีการนำเข้าสินค้าไทยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นอาหารแห้ง ได้แก่ ข้าว กะทิ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เบียร์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เครื่องแกง และผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เป็นต้น และยังเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์สิงห์ และผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ โดยสินค้านำเข้าของบริษัทแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ 1.สินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ &ldquo;Le Dragon&rdquo; ซึ่งเป็นแบรนด์เฉพาะของบริษัท 2.สินค้าที่ผลิตภายใต้ชื่อของซัปพลายเออร์ และ 3.สินค้าที่ผลิตภายใต้ชื่อของบริษัทผู้ผลิตไทยโดยตรง&nbsp;โดยมีช่องทางการจัดจำหน่าย แบ่งออกเป็นร้านค้าปลีก เช่น ร้านขายสินค้าเอเชีย ซูเปอร์มาร์เก็ต Mainstream Food service Distributor เช่น Wholesaler, Cash &amp; Carry, โรงแรมและร้านอาหาร และ Industrial เช่น ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน โดยบริษัทยังได้จัดตั้งบริษัทสาขาที่ไทย คือ บริษัท Valcom Co., Ltd. เพื่อใช้สำหรับการหาสินค้า และติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง รวมถึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทย 2 แห่ง ในการพัฒนาและควบคุมคุณภาพสินค้าอาหารสด อาทิ ผักและผลไม้สดที่นำเข้าตรงมาตลาดสวิส รวมถึงวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าอาหาร เครื่องแกงหรือเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่ส่งออกมาตลาดสวิส เพราะสวิตเซอร์แลนด์มีกฎระเบียบการนำเข้าอาหารที่เข้มงวดโดยเฉพาะในเรื่องสารปนเปื้อนและสารเคมีตกค้าง หากสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานสวิส ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการนำเข้าสินค้าไทยสู่ตลาดสวิสได้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า DITP ยังได้หารือกับ Mr.J&ouml;rn Kreyenhop ตำแหน่ง Board of Management บริษัท Kreyenhop &amp; Kluge GmbH &amp; Co. KG ผู้นำเข้าสินค้าอาหารเอเชียรายใหญ่ในเยอรมนี โดยบริษัทมีการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าไม่ใช่อาหารจากหลายประเทศในเอเชีย ได้แก่ ไทย 614 รายการ ญี่ปุ่น 316 รายการ จีน 278 รายการ เกาหลี 262 รายการ อินเดีย 183 รายการ เวียดนาม 110 รายการ เป็นต้น นำเข้าประมาณ 50,000 ตันต่อปี มีคลังสินค้าที่ทันสมัยขนาด 20,000 ตร.ม. และคลังสินค้าแบบแช่เย็น 2,500 ตร.ม. ช่องทางจำหน่ายสินค้ามีทั้งเครือไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำต่าง ๆ เช่น EDEKA, REWE, METRO ห้างสรรพสินค้า Discounter และซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย ในเยอรมนี ออสเตรีย และเดนมาร์ก รวมถึงจำหน่ายสินค้าวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;บริษัทได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีการนำเข้าจากไทย คิดเป็นอัตราประมาณ 53% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดในปี 2024 โดยนำเข้าจากไทยประมาณ 30 ล้านยูโร (1.138 พันล้านบาท) สินค้าที่นำเข้า เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ข้าว กะทิ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ๆ ซึ่งตลาดการค้าปลีกในเยอรมนีปัจจุบันมีการแข่งขันสูงเนื่องจากกลยุทธ์ House brand ของห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะนำเข้าตรงจากผู้ผลิต ผู้ส่งออก ส่วนการนำเข้าสินค้าอาหารไทยของบริษัทยังคงขยายตัวทุกปี และบริษัทยินดีให้ความร่วมมือผลักดันสินค้าไทย ซึ่ง DITP ได้ใช้โอกาสนี้ ขอให้เพิ่มการนำเข้าสินค้าไทย และยังได้เชิญชวนให้มาร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในไทย เพื่อคัดเลือกสินค้าและพบปะกับผู้ผลิต รวมทั้งเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อหาคู่ค้าใหม่ ๆ เพิ่ม&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251008c382e29dcc5b68e60fe4f05849557561162844.jpg' type='image/jpg' length='154408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เผย FTA ไทย-EU รอบ 7 สรุปได้เพิ่ม ส่วนเปิดสินค้า บริการ ลงทุนคืบหน้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126738</link>
<guid isPermaLink="false">9f37930130d93a3caebcafe0207c1a63</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 7 สรุปเพิ่มเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ส่วนการเปิดตลาด ทั้งการค้าสินค้า บริการ ลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มีความคืบหน้าโดยลำดับ และมีหลายประเด็นใกล้ได้ข้อสรุป ระบุสองฝ่ายจะมีการหารือระหว่างรอบอย่างเข้มข้น ปูทางสู่การเจรจารอบต่อ ๆ ไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 7 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค.2568 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ว่า การเดินทางไปเจรจา FTA ไทย-EU ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง สามารถสรุปเพิ่มเติมได้ในเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนข้ามพรมแดน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ที่จะช่วยส่งเสริมความโปร่งใสและเสถียรภาพในภาคการเงิน<br />
<br />
สำหรับการเจรจาเปิดตลาดการค้าระหว่างกันมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ทั้งการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ โดยมีอีกหลายประเด็นที่ใกล้ได้ข้อสรุปและเหลือรายละเอียดในเชิงเทคนิค อาทิ มาตรการเยียวยาทางการค้า รัฐวิสาหกิจ ภาคผนวกสาขายานยนต์ และการแข่งขันทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนแผนการทำงานต่อไป ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกันในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ ระดับการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรฐานสินค้าเกษตร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าดิจิทัล เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ โดยทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะประสานงานและหารือร่วมกันระหว่างรอบการเจรจา (intersession) อย่างเข้มข้น เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุดและปูทางไปสู่การเจรจาในรอบต่อ ๆ ไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 หัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ Navigating Global Trade Uncertainty: Unlocking Mutual Benefits in Thailand-EU FTA Negotiations จัดโดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อแจ้งพัฒนาการการเจรจา FTA ไทย-EU และรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อการเจรจา โดยภาคเอกชนยุโรปที่เข้าร่วมงานมาจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์ ภาคบริการ และเทคโนโลยี ซึ่งหัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ย้ำความสำคัญของการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าผ่านการจัดทำ FTA และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนในประเด็นการประกอบธุรกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการเปิดตลาดสินค้า บริการและลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ใน FTA ไทย-EU<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วง 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 29,622.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.77% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 17,275.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.50% และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 12,346.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.30% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510066ef567434ef18e1289227652faaae828162900.jpg' type='image/jpg' length='741232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค่าไฟ น้ำมัน อาหารสดลง กดเงินเฟ้อ ก.ย.ลด 0.72% หั่นเป้าทั้งปีใหม่เหลือโต 0%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126737</link>
<guid isPermaLink="false">1a16bcaef2ca3bb04cee1e9582967600</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.ย.68 ลด 0.72% ลงต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟ น้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง และกลุ่มอาหารสด ก็ลดลงด้วย ยันไม่มีสัญญาณเงินฝืด ความต้องการยังมี ส่วนยอดรวม 9 เดือน เพิ่ม 0.01% คาดไตรมาส 4 ขยายตัวในระดับ 0% ปรับเป้าทั้งปีเหลือ 0.0% จากเดิม 0.0-1.0% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ย.2568 เท่ากับ 100.11 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.84 ลดลง 0.72% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% ก.ค.2568 ลดลง 0.70% และ ส.ค.2568 ลดลง 0.79% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้ากลุ่มพลังงานลดลง ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของรัฐ และราคาพลังงานตลาดโลกที่ปรับลดลง และราคาสินค้ากลุ่มอาหารยังคงลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.01%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 6 เดือน ไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะสาเหตุหลักมาจากกลุ่มพลังงานและอาหารสด ที่ปรับลดลงเป็นตัวฉุด แต่เมื่อดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ยังไม่ลด แสดงว่าความต้องการยังมีอยู่ ส่วนการจ้างงานก็คงที่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังทรงตัว โดยขณะนี้ พูดได้ว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อต่ำ แต่ยืนยันไม่ใช่ภาวะเงินฝืด &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2568 ที่ลดลง 0.72% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 0.99% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว กระดาษชำระ น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า) ค่าโดยสารเครื่องบิน เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) ส่วนสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.24% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มผักสด (ต้นหอม มะนาว ผักกาดขาว ผักชี พริกสด ผักคะน้า ขิง กะหล่ำปลี) กลุ่มผลไม้สด (ทุเรียน ฝรั่ง องุ่น กล้วยน้ำว้า มะม่วง) ไข่ไก่ ข้าวสารเหนียว และไก่สด ส่วนสินค้าหลายรายการที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป&nbsp;กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.65% ชะลอลงจากเดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น 0.81% รวม 9 เดือน เพิ่มขึ้น 0.90%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 คาดว่าจะอยู่ใกล้ระดับ 0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง คือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก เป็นผลจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมทั้งฐานของราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น<br />
<br />
ส่วนปัจจัยที่จะสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อน เช่น เนื้อสุกร มะขามเปียก กะทิสำเร็จรูป กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น รวมไปถึงการเร่งใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่จะมีส่วนกดดันเงินเฟ้อ ส่วนโครงการคนละครึ่ง ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.2568 มองว่า มีผลกดดันเงินเฟ้อไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 จากเดิมที่อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% (ค่ากลาง 0.5%) มาอยู่ที่ 0.0% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับต่ำ ราคาผักสดและผลไม้สดยังต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก และภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510062e7961122fc91128453419d27e5756b4162750.jpg' type='image/jpg' length='132256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อารดา”กางแผนลุยงาน รับมือกฎถิ่นกำเนิดสหรัฐฯ ป้องสวมสิทธิ์ เร่งเยียวยาการค้า ข่าว6 ต.ค. 2568234 เข้าดู]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126735</link>
<guid isPermaLink="false">21595e9454eea7920d372884fe142164</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;อารดา&rdquo; กางแผนขับเคลื่อนงาน ปีงบประมาณ 69 เตรียมลุยรับมือกฎเกณฑ์ใหม่สหรัฐฯ เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทำระบบให้บริการ Form C/O สหรัฐฯ ดีเดย์ใช้ภายใน ก.พ.69 เร่งขั้นตอนเยียวยาทางการค้าให้เร็วขึ้น ร่วมมือแก้สินค้าและธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย คุมเข้มข้าวโพดปลอดเผา นำร่องคุมสินค้าใช้สองทาง ดันเกษตรนวัตกรรม จัดทีมลุยขายข้าว มันสำปะหลัง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำงานในปีงบประมาณ 2569 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 ว่า งานเร่งด่วนที่กรมจะต้องดำเนินการ ก็คือ การรับมือกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ในเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย โดยจะทำการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการส่งออกไปสหรัฐฯ นำ AI มาช่วยในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และรองรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งจะเร่งเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด และเอื้อต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังจะเร่งจัดทำระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ (Form C/O สหรัฐฯ) หากเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้ามีความชัดเจน ก็จะเร่งจัดทำระบบให้แล้วเสร็จ โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้งานระบบ DFT SMART C/O เพื่อขอ Form C/O สหรัฐฯ ได้ภายในเดือน ก.พ.2569 และยังจะเร่งประชาสัมพันธ์และจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ กฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการเยียวยาทางการค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะปรับปรุงกระบวนการพิจารณาให้เร็วขึ้น ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD-CVD) การป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) การป้องกันการหลีกเลี่ยง AD-CVD โดยนำ AI มาใช้ตรวจสอบในส่วนของการยื่นคำขอ และร่นกระบวนการไต่สวนให้เร็วขึ้น&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กรมอยู่ระหว่างการทบทวนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หลังคำสั่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ จะยังคงร่วมมือกับ 17 หน่วยงานดำเนินการแก้ไขการนำเข้าสินค้าไม่ได้คุณภาพ เพื่อปกป้องผู้บริโภค และแก้ไขปัญหานอมินีที่กระทบต่อธุรกิจไทยต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเร่งออกมาตรการบังคับใช้การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 การบังคับใช้มาตรการขออนุญาตการส่งออกและส่งกลับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) กลุ่มวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ โดยให้ผู้ประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตผ่านระบบ e-DUI Licensing การส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ทั้งการจัดประกวด การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ การจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาขยายตลาดสินค้าข้าว มันสำปะหลัง เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025100650740318079da69cbeacec3a5c6ffe6d162609.jpg' type='image/jpg' length='354036' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DIT รับลูก “ศุภจี” ลุยจัดธงฟ้าลดค่าครองชีพ ลดภาระค่ายา ดูแลราคาสินค้าเกษตร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126353</link>
<guid isPermaLink="false">91053ce6052fc3887e4a09f8e1e6b8c1</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายใน (DIT) รับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; ลุย Quick Big Win เดินหน้าลดค่าครองชีพทันที จัดมหกรรมธงฟ้าทั่วประเทศ เป้า 1,300 ครั้ง ดีเดย์ครั้งแรก จ.ศรีสะเกษ ต.ค.นี้ ก่อนจัดต่อเนื่องครบทุกจังหวัด จ่อลงนาม MOU โรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยราคายา เพิ่มทางเลือกผู้ป่วยซื้อยาข้างนอก คาดช่วยประหยัด 3.24 หมื่นล้านต่อปี เล็งดูแลเวชภัณฑ์ที่จำเป็นด้วย ส่วนสินค้าเกษตร มีแผนดูแลข้าว ข้าวโพด มัน ปาล์ม ผลไม้ พืชสามหัว เล็งหนุนเกษตรกรปลูกพืชอื่นที่ทำเงิน ตลาดต้องการ</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดแนวทาง Quick Big Win เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยจะเร่งจัดมหกรรมธงฟ้า เริ่มเร็วสุดเดือน ต.ค.2568 นี้ ที่ จ.ศรีสะเกษ จากนั้นจะตัดต่อเนื่องในจังหวัดต่าง ๆ จนครบตามเป้าหมาย 1,300 ครั้งทั่วประเทศ<br />
<br />
ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และช่วงเปิดภาคเรียน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ครัวเรือน คาดว่าการจัดลดราคาสินค้า จะช่วยลดรายจ่ายประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี<br />
<br />
นอกจากนี้ จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ คาดว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี และยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น และจะเข้าไปกำกับต้นทุนสินค้าสำคัญ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกกว่า 1,100 ล้านบาท<br />
<br />
<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับมาตรการดูแลรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก โดยข้าว มีมาตรการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรผ่านโครงการธงเขียว มีมาตรการดูดซับผลผลิตช่วงออกมาก ด้วยการชะลอการขาย ทั้งให้สินเชื่อ สนับสนุนสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดราคารับซื้อให้กับเกษตรกร และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 มันสำปะหลัง ส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สนับสนุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต ผลักดันการใช้พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง และควบคุมการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ส่วนปาล์มน้ำมัน มีการกำหนดราคารับซื้อ เพื่อดูแลเกษตรกร<br />
<br />
ส่วนผลไม้และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น กระเทียม หอมแดง และหอมใหญ่ ที่มีผลผลิตออกกระจุกตัวและเน่าเสียง่าย ได้ร่วมกับห้างค้าปลีกและเครือข่าย เร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เก็บเกี่ยว เชื่อมโยงการซื้อขายล่วงหน้า และจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและรักษาระดับราคาที่เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดทำตัวอย่างการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับทดแทน โดยได้เริ่มแปลงตัวอย่างกับสินค้ากล้วยหอม ใน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ซึ่งสามารถส่งออกกล้วยหอมไปยังญี่ปุ่นได้ในราคาดี ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้มีการปรับเปลี่ยนพืชเดิมมาปลูกกล้วยหอมกันมากขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวจะมีการนำไปต่อยอดกับสินค้าเกษตรตัวต่อไป อาทิ แปลงลำไยใน จ.ลำพูน ที่จะมีการปลูกอาโวคาโดแซมในแปลงลำไย เป็นต้น<br />
<br />
&ldquo;มาตรการดังกล่าว จะดำเนินการทันที โดยผลการดำเนินมาตรการจะมีผลเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ และเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาว ตรงตามเจตนารมณ์ของนางศุภจีที่มุ่งให้เกิด Quick Big Win พร้อมกับการสร้างรากฐานการค้าไทยที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ&rdquo; นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002e4b45184bb431c44677726280af5528e162331.jpg' type='image/jpg' length='440682' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยเฟ้นหาสินค้า GI ใหม่ เสริมแกร่ง SME ด้วยไอพี-นวัตกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126351</link>
<guid isPermaLink="false">9dd24ab794eaff2dd40dd179580eee2c</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; เดินหน้าเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ผลักดันขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ พร้อมเร่งรัดว่าที่สินค้า GI ให้ขึ้นทะเบียนได้โดยเร็ว และจับมือทูตพาณิชย์ขยายตลาดสู่สากล เผยยังจะนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ช่วยเสริมแกร่งการทำธุรกิจให้กับ SME ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัด เดินหน้าเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อผลักดันขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ ๆ และเร่งรัดการขึ้นทะเบียนว่าที่สินค้า GI จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) และมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย พร้อมประสานความร่วมมือกับทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ ร่วมวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย เพื่อร่วมกันส่งเสริมการขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่สากล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ผลักดันเพิ่มจำนวนสินค้า GI ไทยให้มีมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้า GI ซึ่งถือเป็นของดีประจำถิ่น โดยที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าสินค้าทั่วไปถึง 2-5 เท่า อาทิ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง จาก จ.นครศรีธรรมราช ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่ลูกละ 100&ndash;200 บาท แต่เมื่อได้เป็น GI แล้ว ราคาขายอยู่ที่ลูกละ 300&ndash;500 บาท&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp;&nbsp;ปัจจุบัน มีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จำนวน 239 สินค้า ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในปี 2568 กว่า 82,000 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังจะเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SME ที่สภาพแวดล้อมในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีปัจจัยกระทบรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในการตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ได้ โดยกรมจะดำเนินกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ และตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ&nbsp;ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ต่อไป<br />
<br />
&ldquo;กรมจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติทันที โดยจัดทำแผนงานที่ตอบโจทย์นโยบายเร่งด่วน ทั้งด้านการส่งเสริมการพัฒนา GI การจับคู่นวัตกรรมที่เหมาะสมให้ผู้ประกอบการ และการบ่มเพาะผู้ประกอบการ SME ให้เข้มแข็ง ผ่านการใช้ประโยชน์จากระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และเสริมความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002dedc4bfc7b33ef169080500850f18157162222.jpg' type='image/jpg' length='154046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการไทยตะลุยอินเดีย เจรจาธุรกิจ ปิดดีล 1,386 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126348</link>
<guid isPermaLink="false">28508c693429c10803102d75cf46070a</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง ตะลุยอินเดีย เจรจาจับคู่ธุรกิจสุดฮอต ปิดดีลการค้าภายใน 1 ปี ได้กว่า 1,386 ล้านบาท เสียงชื่นชมเพียบ ขอให้จัดแบบนี้อีก พร้อมพาพบบิ๊กอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย เพื่อสร้างโอกาสขายสินค้าให้ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนการค้ากลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวม 46 บริษัท เดินทางไปเจรจาการค้ากับผู้ซื้อและผู้นำเข้า ที่อินเดีย ว่า โครงการนี้ DITP ได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) นำผู้ประกอบการไทยไปบุกเจาะตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อทดแทนการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เจอมาตรการทางภาษี และเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จเกิดคาด มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ามาเจรจาจับคู่ธุรกิจ 92 บริษัท เกิดการเจรจาการค้า 312 คู่ สร้างมูลค่าการค้าภายใน 1 ปี 43.32475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,386 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้า 5 อันดับแรกที่ประสบความสำเร็จในการเจรจา ได้แก่ 1.เหล็กรูปพรรณ 2.คูลลิ่งทาวเวอร์ประหยัดพลังงาน 3.อุปกรณ์ระบายอากาศที่ติดตั้งบนหลังคา 4.ชิ้นส่วนโลหะ และ 5.แผ่นไม้ที่ผลิตจากไม้ยางพารา&nbsp;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต่างชื่นชมการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพราะเป็นกิจกรรมที่ตรงความต้องการทั้งของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก สามารถพบลูกค้าที่เหมาะกับสินค้า และแสดงความประสงค์ให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และอยากให้พาไปเปิดตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าเยี่ยมและสำรวจตลาดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่ บริษัท RPS GROUP ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บริษัท MQDC โครงการในเครือ CP Group ของประเทศไทยที่เป็นผู้พัฒนาด้าน Co-working &amp; Innovation Hub โครงการ DLF Camellias โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย เน้นตลาด Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป และโครงการ KRISUMI Waterfall Residences โครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นและอินเดีย เน้นเจาะกลุ่ม Expat ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ<br />
<br />
&ldquo;การนำผู้ประกอบการไทยไปพบกับบริษัทที่พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย ทำให้ได้เห็นแนวโน้มการพัฒนาโครงการ โอกาสทางการค้าของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสามารถต่อยอดพัฒนานวัตกรรมและสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดได้ ​เรียกได้ว่า การนำผู้ประกอบการบุกแดนภารตะในครั้งนี้ เป็นการเปิดประตูการค้าที่สวยงามและได้รับผลตอบรับเกินคาด นับเป็นเป้าประสงค์สูงสุดของ DITP ในการจัดโครงการในครั้งนี้ และจากนี้ DITP ยังจะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายเร่งด่วนให้ดำเนินการขับเคลื่อนการส่งออก และสร้างโอกาสให้กับผู้ส่งออกของไทย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002d7c029703660b7a03cf5f765c1a479e8162112.jpg' type='image/jpg' length='217610' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​GIT ผลักดันผู้ประกอบการอัญมณีมุ่งสู่มาตรฐานความยั่งยืน เพิ่มโอกาสขายสินค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126346</link>
<guid isPermaLink="false">47c56931e59e2bfb8818d73918c02abd</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืน หลังเป็นเมกะเทรนด์ ผู้ซื้อทั่วโลกให้ความสำคัญ เตรียมลุยผลักดันมาตรฐานห้องปฏิบัติการ มาตรฐานธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก เพื่อสร้างโอกาสไทยชิงส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 11 ล้านล้านบาท</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า GIT จะเดินหน้ายกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ด้วยแนวทางธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานสากลที่ผู้ซื้อและแบรนด์ระดับโลกเชื่อมั่น รองรับโอกาสตลาดอัญมณีโลกมูลค่ากว่า 11 ล้านล้านบาท และเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปช่วงชิงได้ หากปรับตัวสู่ระบบมาตรฐานที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้จริง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน GIT ได้ออกแบบกรอบมาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพและความโปร่งใสของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไก 3 แกนหลักที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ประกอบการ ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเริ่มต้นจาก GIT Standard สำหรับห้องปฏิบัติการ เป็นการสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ โดยยกระดับมาตรฐานการทดสอบ ตรวจวิเคราะห์ และการออกใบรับรองคุณภาพ เพื่อให้สินค้าไทยไม่เพียงมีความโดดเด่นด้านฝีมือเท่านั้น แต่ยังสามารถพิสูจน์ที่มาได้อย่างโปร่งใสด้วยระบบที่ยอมรับในระดับสากล เพิ่มศักยภาพในการสื่อสารความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
GIT Due Diligence Standard สำหรับผู้ประกอบการไทย เป็นการวางกรอบธรรมาภิบาลสถานประกอบการให้ครอบคลุมแรงงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยของอาคาร ระบบเอกสาร และการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดภายในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงและนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้าไทย&nbsp;มาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก เป็นการเตรียมความพร้อมผ่านโครงการบ่มเพาะสู่มาตรฐาน RJC ทั้งด้านแรงงาน แหล่งที่มา สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ให้ผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์เงื่อนไขของคู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าสู่มาตรฐานระดับสากลอย่าง Responsible Jewellery Council (RJC)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไทยมีจุดแข็งด้านฝีมือและการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่กลไกสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น คือ มาตรฐาน ที่สร้างความน่าเชื่อถือเชิงระบบ ตั้งแต่แหล่งที่มาวัตถุดิบ มาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม โดย GIT ได้วางแผนขยายผลโครงการมาตรฐานความยั่งยืนต่อเนื่อง โดยจะทำงานร่วมกับภาคีอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานเชิงโครงสร้างให้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต โรงงาน ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงผู้ค้าในประเทศ พร้อมเปิดให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการทุกระดับที่ต้องการประเมินช่องว่างและวางแผนพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์คู่ค้าระดับโลกอย่างแท้จริง&rdquo;นายสุเมธกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน มีรายงานของ McKinsey บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ชั้นนำของโลก สะท้อนภาพชัดเจนว่าปัจจัยด้านความยั่งยืนมีอิทธิพลต่อยอดขายเครื่องประดับทั่วโลกถึง 20&ndash;30% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้เลือกซื้อเครื่องประดับเพียงเพราะความงาม หรือคุณค่าทางใจเท่านั้น แต่ยังพิจารณาที่มาของวัตถุดิบ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนในกระบวนการผลิต ทำให้มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลสากล เช่น Responsible Jewellery Council (RJC) กลายเป็นใบเบิกทางทางการค้าที่ตลาดหลักในต่างประเทศกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลก มีมูลค่ากว่า 366.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11.67 ล้านล้านบาท โดยพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เลือกซื้อเครื่องประดับเพียงเพราะความสวยงามและคุณค่าทางใจ มาสู่การให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรฐานเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการ GIT จึงได้เดินหน้าจัดทำมาตรฐาน เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย เตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสากล เพื่อให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510025d50515997da983ace5c6285a43fe178161954.jpg' type='image/jpg' length='428741' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก 7 เดือน ปี 68 เพิ่ม 11.57% อาเซียนนำโด่ง ทุเรียนสดแชมป์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126345</link>
<guid isPermaLink="false">acb7c5a0509b892fe99be590e3ef319a</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ช่วง 7 เดือน ปี 68 มีมูลค่า 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.57% คิดเป็นสัดส่วน 81.59% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด อาเซียนนำโด่ง ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าใช้สิทธิ์สูงสุด ทุเรียนแชมป์ รับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; เตรียมผลักดันผู้ประกอบการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกให้มากขึ้น &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) มีมูลค่า 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.57% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.59% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ส่งออกสูงสุด 5 อันดับ คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 18,505.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 68.61% รองลงมา ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 16,046.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 98.31% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,232.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.11% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,670.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 76.07% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,195.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 58.29%<br />
<br />
สำหรับสินค้าที่มีการขอใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 3.ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน 4.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ 5.น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ส่วนสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูง แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป อาทิ ทุเรียนสด น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ไก่ที่ปรุงแต่ง ผลไม้สด (ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด) และมันสำปะหลังเส้น มูลค่ารวม 15,713.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 29.41% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง เครื่องปรับอากาศชนิดติดผนังหรือติดเพดาน และเครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่ารวม 37,707.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 70.59%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002afad98bf8b8246dea13fa3184f64e5c7161840.jpg' type='image/jpg' length='378408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าขายอาหารสัตว์เลี้ยงอิตาลี แนะรุกทางออนไลน์ นำสินค้าโชว์งานแฟร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122261</link>
<guid isPermaLink="false">b1d2221011ec7c4e26083a9502689ed3</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลีแนวโน้มพุ่ง หลังชาวอิตาเลียนนิยมเลี้ยงสัตว์อย่างน้อย 1 ตัว เผยปัจจุบันไทยเป็นแหล่งนำเข้าลำดับที่ 4 มีโอกาสขยายตัวได้อีก แนะต้องปฏิบัติตามระเบียบสหภาพยุโรป เข้มฉลาก คุณภาพ ความปลอดภัย และควรใช้ช่องทางออนไลน์ทำตลาด นำสินค้าเปิดตัวในงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างการรับรู้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน อิตาลี ถึงการสำรวจตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลี และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าไปจำหน่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ในปี 2567 อิตาลีมีสัตว์เลี้ยงประมาณ 65 ล้านตัว โดยปลาเป็นสัตว์เลี้ยงที่พบมากที่สุด รองลงมา คือ นก แมว และสุนัข โดยข้อมูลจากรายงาน Assalco-Zoomark และ Eurispes&nbsp; ชี้ว่า 37.3% ของชาวอิตาเลียนมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งตัว โดยภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีสัตว์เลี้ยงมากที่สุด สุนัขและแมวเป็นสัตว์ยอดนิยม และคนอิตาเลียนส่วนใหญ่มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว ความผูกพันทางอารมณ์สะท้อนผ่านการดูแลเอาใจใส่ และพฤติกรรมพิเศษ เช่น การสื่อสารเฉพาะกับสัตว์ และค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเน้นด้านอาหาร สุขภาพ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เป็นหลัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในอิตาลี ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 6.8 พันล้านยูโร โดย 64% เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง และตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวม โดยเฉพาะบริการดูแลสุขภาพ ขณะเดียวกันตลาดอาหารแมวและสุนัขขยายตัวโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 9.8% ในช่วงปี 2564&ndash;2567 โดยอาหารเปียกยังคงเป็นกลุ่มสินค้ามูลค่าสูงที่สุด ช่องทางจัดจำหน่ายหลัก คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุด คือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนรายได้จากอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ และสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของอิตาลี ในปี 2567 มีการนำเข้ามูลค่า 1,616.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.74% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 4 มูลค่า 155.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.59% ส่วนช่วง 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) อิตาลีนำเข้าร่วมมูลค่า 592.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.87% โดยไทยยังคงเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 4 ของอิตาลี มีการนำเข้าจากไทยมูลค่า 72.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.25% ในขณะที่แหล่งนำเข้าสำคัญอื่น ๆ ของอิตาลีส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลง ส่วนใหญ่เป็นประเทศ ในยุโรป ทั้งในหมวดอาหารสุนัขและแมว รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ยกเว้นโปแลนด์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ช่องทางการจำหน่าย พบว่า ช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มูลค่าตลาดสินค้าและอาหารสัตว์เลี้ยงผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในอิตาลีอยู่ที่ 259.23 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 7.0% โดยเว็บไซต์ยอดนิยม ได้แก่ Zooplus, Arcaplanet และ Bauzaar เป็นต้น ทั้งนี้ Arcaplanet ได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน Glovo สำหรับการจัดส่งสินค้าที่ได้รับความนิยมในอิตาลีเพื่อให้บริการจัดส่งภายใน 30 นาทีในหลายเมืองหลักของอิตาลี และเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังนิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลีกเฉพาะทางและช่องทางออนไลน์ โดยตลาดสินค้าสูตร grain-free ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และซูเปอร์ฟู้ด มีแนวโน้มเติบโต ด้านอาหารทางเลือกใหม่อย่างโปรตีนจากแมลงเริ่มมีความสนใจเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
<br />
&ldquo;การเข้าสู่ตลาดอิตาลี ผู้ผลิตอาหารสัตว์จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบของสหภาพยุโรป (EC) หมายเลข 767/2009 อย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมถึงการติดฉลาก การตลาด ความปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ และการห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณทางยา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง และในการเข้าสู่ตลาด จะต้องปรับกลยุทธ์ด้านต้นทุน การสร้างมูลค่าแบรนด์ เพราะต้องสู้กับสินค้า Made In Italy มีภาพลักษณ์พรีเมียมและมาตรฐานความปลอดภัยสูง และขยายช่องทางออนไลน์ในการทำตลาด รวมทั้งต้องเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลี อาทิ งานแสดงสินค้า Zoomark ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ณ ศูนย์แสดงสินค้า Bologna เมืองโบโลญญา โดยในปี 2568 งาน Zoomark มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 23% ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ วัสดุรีไซเคิล อุปกรณ์ไฮเทค ไปจนถึงอาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์แปลก และจะมีการจัดงานครั้งต่อไปเดือน พ.ค.2570&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908e90dd3ce34e5b680711f56c31ba3935a163810.jpg' type='image/jpg' length='447802' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ลงนาม MOU กับ อย. ร่วมมือผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122260</link>
<guid isPermaLink="false">e7dc1b40054e0e6eeb37ed7fb447e4a6</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงนาม MOU กับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมมือยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก เตรียมผนึกกำลังเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ ผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยในตลาดต่างประเทศ เร่งขยายตลาด และคัดเลือกผลิตภัณฑ์เป้าหมาย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก กับ นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีสากล บนพื้นฐานของมาตรฐานที่เชื่อถือได้และการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกตามเทรนด์ความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงาน จะร่วมมือกันใน 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.มาตรฐานและความเชื่อมั่น อย. จะทำงานเชิงรุกกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือกำกับดูแล (Regulatory Cooperation) กับต่างประเทศ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยผ่านการยอมรับได้รวดเร็วขึ้น ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.การตลาดเชิงรุกและการเข้าถึงความต้องการของต่างประเทศ DITP จะเร่งขับเคลื่อนการเจาะตลาด ผ่านการเจรจาธุรกิจ งานแสดงสินค้า และแคมเปญแบรนด์ไทยในตลาดเป้าหมายทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.การบูรณาการศักยภาพ (Synergy) ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดผลิตภัณฑ์สุขภาพเป้าหมาย คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาสู่มาตรฐานสากล ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในหลายมิติ ทั้งการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดผ่านกิจกรรมที่สำคัญต่าง ๆ ของ DITP ไม่ว่าจะเป็นในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดและมาตรฐานสากลผ่านการอบรม การรับคำปรึกษาด้านการส่งออกในแต่ละตลาดจากทูตพาณิชย์ในกิจกรรม Export Clinic ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายรายได้ยังผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนท้องถิ่น ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้ลงนาม MOU กับ อย. ในการร่วมมือกันส่งเสริมสินค้าสมุนไพร โดยกรมจะสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ส่วน อย. จะอำนวยความสะดวกในการกำกับดูแลและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เกิดระบบสนับสนุนนวัตกรรมสุขภาพที่เข้มแข็ง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองสิทธิ์ ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;<br />
<br />
ปัจจุบัน ตลาดด้านสุขภาพโลก มีมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปีตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์ มีคุณประโยชน์ และมีศักยภาพในการต่อยอดผลักดันให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับสากลได้ โดยเฉพาะด้านสมุนไพรของไทย มีมูลค่าตลาดกว่า 1,265 ล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6% ต่อปีจนถึงปี 2572 ขณะเดียวกันกลุ่มสินค้าความงามและการดูแลส่วนบุคคล ยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกศักยภาพที่สำคัญ โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าส่งออกในกลุ่มนี้สูงถึง 3,540 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202509089117c3de4163d80f0c959562dd98f4fb163709.jpg' type='image/jpg' length='198822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทน กระชับสัมพันธ์ภาครัฐ-ผู้นำเข้าญี่ปุ่น ผลักดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122258</link>
<guid isPermaLink="false">8c5b8e38f502aaf792b30db30ca7a5f8</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนญี่ปุ่น นัดหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น หน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าว และผู้นำเข้ารายสำคัญ ผลักดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม แย้มเตรียมปลดล็อกให้ผู้ประกอบการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นเพิ่มเป็นรายละ 200-300 ตัน หนุนการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และนัดคุยคอฟโก รัฐวิสาหกิจจีน ซื้อข้าวไทย 2.8 แสนตัน ในส่วนที่ยังค้างอยู่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 7&ndash;11 ก.ย.2568 กรมจะนำคณะผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางไปพบปะหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และรักษาตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่น ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมรักษาปริมาณการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นที่ปีละประมาณ 300,000 ตันให้คงอยู่ และหาทางเพิ่มยอดส่งออกให้เพิ่มขึ้น เพื่อหาตลาดรองรับผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ จะพบหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries : MAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวและกำกับดูแลการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น บริษัท Overseas Merchandise Inspection Company (OMIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าวที่จะนำเข้าของญี่ปุ่น และผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของญี่ปุ่น ประกอบด้วย บริษัท Kitoku Shinryo Co., Ltd. บริษัท ITOCHU Food Sales and Marketing Co., Ltd. และบริษัท Kanematsu Corporation รวมทั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวรายสำคัญของญี่ปุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของโลก แต่ละปีมีผลผลิตข้าวประมาณ 7.28&ndash;7.64 ล้านตัน และมีความต้องการข้าวปีละมากกว่า 8 ล้านตัน โดยนำเข้าข้าวจากต่างประเทศปีละประมาณ 700,000 ตัน ซึ่งแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ไทย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และจีน<br />
<br />
ปี 2567 ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากต่างประเทศแล้วประมาณ 402,157 ตัน เพิ่มขึ้น 9.15% โดยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด รองลงมา คือ ไทย ออสเตรเลีย และจีน ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นประมาณ 257,000&ndash;336,000 ตัน ครองส่วนแบ่งตลาดนำเข้าข้าวของญี่ปุ่นประมาณ 37&ndash;45% และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นแล้วประมาณ 148,000 ตัน ลดลง 19.36% เนื่องจากชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดสั้นเป็นอาหารหลัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ จึงต้องนำเข้าข้าวเมล็ดสั้นหรือเมล็ดกลางจากต่างประเทศเข้าไปทดแทนผลผลิตข้าวในประเทศ<br />
<br />
ขณะที่ข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นข้าวเมล็ดยาว ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของปริมาณข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่น ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เช่น ผลิตสาเก และขนมอบกรอบ เนื่องจากข้าวไทยเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐาน ส่วนข้าวไทยที่เหลืออีก 10% ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนและร้านอาหารในญี่ปุ่น ด้วยจุดเด่นของข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยในด้านความนุ่มความหอม และรสชาติเฉพาะตัวจึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคข้าวในญี่ปุ่น<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมยังมีแผนพิจารณาเพิ่มปริมาณการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยให้มากขึ้นเป็นรายละ 200-300 ตัน/ปี จากปกติรายละไม่เกิน 100 ตัน/ปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และยังเป็นการแสดงความจริงใจกับญี่ปุ่นในการเปิดตลาดข้าวให้กับญี่ปุ่น และหวังว่าญี่ปุ่นจะเพิ่มการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นดังกล่าว ไม่กระทบต่อราคาข้าวในประเทศ เพราะข้าวญี่ปุ่นเป็นข้าวเฉพาะ ที่เกษตรกรไทยปลูกไม่ได้ และที่ผ่านมา ญี่ปุ่นส่งออกข้าวมาไทยน้อยมากปีละ 2,000-3,000 ตันเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปจีน กรมได้นัดหารือกับคอฟโก้ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและเกษตรกรรม เพื่อให้พิจารณาเร่งนำเข้าข้าวจากไทยในส่วนที่เหลืออีก 280,000 ตัน จากสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 1 ล้านตัน ให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่า จะได้ผลตอบรับที่ดี เพราะปัจจุบันจีนนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีนี้มีอัตราเติบโตถึง 178%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน ถือเป็นความท้าทายสูง เพราะในช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกได้ปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% มูลค่า มูลค่า 86,412.72 ล้านบาท ลดลง 35.35% โดยมีสาเหตุจากผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินเดียกลับมาส่งออกตามปกติ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดข้าวสำคัญของไทยชะลอการนำเข้า และเงินบาทแข็งค่า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยลดลง แต่กรมจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายให้ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908662440c46dd71f89f1dd35898fedc79f163543.jpg' type='image/jpg' length='378687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยไทยปรับตัวรับ CBAM สินค้า 2 กลุ่มส่งออกอียูฉลุย แนะคุมคาร์บอนต่อ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122256</link>
<guid isPermaLink="false">3abe76e38959f6bb1bf4ad0cff74bf71</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.ติดตามการส่งออกสินค้าไทยภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (อียู) พบช่วง 6 เดือน ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปอียู 2 รายการ จาก 6 รายการ สะท้อนอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัว และมองเห็นโอกาสในการแข่งขันของตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมแนะผู้ประกอบการปรับตัว ยกระดับคุมคาร์บอน ผลิตสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก่อนมาตรการบังคับใช้ 1 ม.ค.69</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ &nbsp;เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามการส่งออกสินค้าของไทยภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของสหภาพยุโรป (อียู) พบว่า ในช่วง 6 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 203.63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.08% ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ก่อนที่มาตรการ CBAM จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ม.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการ CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า คือ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยในช่วง 6 เดือน ไทยส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ไปอียูได้ 2 กลุ่มสินค้า คือ เหล็กและเหล็กกล้า มูลค่า 169.78 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 83.38% ของการส่งออกสินค้า CBAM ทั้งหมดจากไทยไปอียู เพิ่มขึ้น 40.36% แต่ส่งออกไปตลาดโลกลชด 15.19% และอะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม มูลค่า 33.85 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.62% ลดลง 7.99% แต่ส่งออกไปตลาดโลก เพิ่ม 17.24%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า มาตรการ CBAM เป็นกลไกสำคัญของนโยบาย European Green Deal ที่อียูตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง แม้ปัจจุบัน การส่งออกกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมาย CBAM จากไทยไปอียูจะยังมีสัดส่วนไม่สูง เมื่อเทียบกับการส่งออกไปโลก ประมาณ 4.74% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM จากไทยไปโลก แต่การเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไทยเริ่มปรับตัว และมองเห็นโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน &nbsp;<br />
<br />
&ldquo;การขยายตัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวของยอดส่งออก แต่เป็นการยืนยันและแสดงถึงโอกาสและศักยภาพของไทยที่จะสามารถปรับตัวและส่งออกสินค้า CBAM ไปอียูได้มากขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เพียงเป็นความท้าทาย แต่เป็นโอกาสสำหรับไทยที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้าและสร้างความยั่งยืนในการทำธุรกิจ และสามารถใช้มาตรการ CBAM สร้างแต้มต่อให้ไทยแข่งขันได้แข็งแกร่งขึ้นในเวทีการค้า&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 มาตรการ CBAM จะเข้าสู่ช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ &ldquo;CBAM Certificate&rdquo; ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าที่นำเข้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาทำความเข้าใจหลักการของ CBAM และเตรียมความพร้อมในการคำนวณและจัดทำข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า (Embedded Emission) ยกระดับการผลิต โดยอาจลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ควรแสวงหาการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และด้านการเงิน ตลอดจนขยายตลาดเชิงรุก โดยการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเจาะตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ในอียู แต่รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ที่กำลังพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน เพราะการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาตลาดยุโรปไว้ได้ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าในเวทีโลกยุคใหม่ที่ความยั่งยืน คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908dffa4965e12c9754604066b0ffff39ea163441.jpg' type='image/jpg' length='291922' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จ่อให้บริการ DFT SMART–Licensing ออกใบอนุญาตส่งออก-นำเข้าดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122244</link>
<guid isPermaLink="false">400e234bfd302027851de99c9f9d30f4</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเตรียมเปิดให้บริการ DFT SMART &ndash; Licensing ออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ คาดเปิดบริการเต็มรูปแบบ ก.ย.นี้ พร้อมนำทีมผู้บริหารและสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชม &ldquo;ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด&rdquo; ผู้ผลิตเบเกอรี ตัวอย่างใช้บริการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O ประกอบการส่งออก&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล (DFT SMART - Licensing) ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดระบบ DFT SMART - I ให้ไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และการแปลงไฟล์ภาพให้เป็นไฟล์ข้อความ (Optical Character Recognition : OCR) เป็นต้น เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการให้บริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกจากการขอรับบริการที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจส่งออก-นำเข้าสินค้า โดยมีแผนจะเปิดให้บริการระบบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบได้ภายในเดือน ก.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับระบบ DFT SMART - I คือ ระบบที่กรมพัฒนาขึ้น เพื่อให้บริการผู้ประกอบการในการดำเนินการเกี่ยวกับ การส่งออกและนำเข้าสินค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก ผู้นำเข้า การขอรับโควตา การยื่นขออนุญาตนำเข้า ส่งออกสินค้า ไปจนถึงการติดตามสถานะคำขอต่าง ๆ โดยผู้ประกอบการสามารถทำรายการทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2566-ส.ค.2568 กรมได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O รวม 12 ประเภท ได้แก่ 1.Form RCEP 2.Form อาเซียน-ฮ่องกง 3.Form อาเซียน-ญี่ปุ่น 4.Form อาเซียน-จีน 5.Form อาเซียน-เกาหลี 6.Form อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 7.Form ไทย-เปรู 8.Form ไทย-ญี่ปุ่น 9.Form ไทย-ออสเตรเลีย 10.Form C/O ทั่วไป 11.e-Form D อาเซียน และ 12.Form C/O สินค้าส่งออกไป EU (ข้าว/มันสำปะหลัง/แป้งมันสำปะหลัง/ไก่/ปลา/ใบยาสูบ/หัตถกรรมทั่วไป/ผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอด้วยมือ)<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา กรมยังได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อเยี่ยมชมกิจการบริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเค้กเแช่แข็ง เค้กสำเร็จรูปทั่วไป เบเกอรี ไส้ผลิตภัณฑ์ ขนมทองม้วนกรอบ และเค้กฝอยทอง ของฝากขึ้นชื่อของ จ.กาญจนบุรี ซึ่งบริษัทดังกล่าว เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ใช้บริการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O เพื่อใช้ประกอบการส่งออกไปยังประเทศคู่เจรจาที่ไทยมี FTA ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในช่วงปี 2567-ส.ค.2568 บริษัทได้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า จำนวน 88 ฉบับ แบ่งเป็น FTA ไทย-ออสเตรเลีย จำนวน 41 ฉบับ Form C/O ทั่วไปจำนวน 33 ฉบับ Form AJ จำนวน 6 ฉบับ และ Form E จำนวน 8 ฉบับ มูลค่ารวม 1,594,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 52,628,415 บาท แบ่งเป็น FTA ไทย&ndash;ออสเตรเลีย มูลค่า 408,918 ดอลลาร์สหรัฐ Form C/O ทั่วไป มูลค่า 104,676 ดอลลาร์สหรัฐ Form AJ มูลค่า 968,089 ดอลลาร์สหรัฐ และ Form E มูลค่า 113,117 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า คือ ทองม้วนกรอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จุดเด่นของระบบ DFT SMART C/O ผู้ประกอบการสามารถพิมพ์หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่เจ้าหน้าที่อนุมัติแล้วได้ด้วยตนเอง (Self-printing) ได้อย่างง่ายดายเพียงซื้อแบบพิมพ์หนังสือรับรองจากกรมผ่านเว็บไซต์ formstore.dft.go.th เพื่อนำไปพิมพ์ด้วยตนเอง รวมทั้งมีช่องทางการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมารับหนังสือรับรองที่กรมฯ (No Visit) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ลดต้นทุน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908e0b8fd362a72394431f9b15c3b6aa75c161810.jpg' type='image/jpg' length='150997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จัดอบรมเสริมแกร่งร้านอาหาร รับมือความท้าทาย ขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120643</link>
<guid isPermaLink="false">69db56b745e0d3bdda0558959fce9365</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร&rdquo; เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือความท้าทาย ทั้งกำลังซื้อลด ต้นทุนพุ่ง และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดอบรมหลักสูตร &ldquo;Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร&rdquo; เพื่อพัฒนาทักษะ และเป็นเวทีรวมพลังของเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารทุกขนาด ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองในการประกอบธุรกิจ สร้างเครือข่ายพันธมิตร และร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจในภาพรวม ด้วยแนวคิด Synergy หรือการสานพลังอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารให้แข็งแกร่งและยืนหยัดได้ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ธุรกิจร้านอาหาร เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น แต่ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารอาจเผชิญแรงกดดันและความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ส่วนต้นทุน วัตถุดิบ ค่าแรง และพลังงานสูงขึ้น และยังมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลให้ต้นทุนผันผวนและซัปพลายเชนเปราะบาง โดยเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีศักยภาพรับความเสี่ยงต่ำ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบอาจไปต่อไม่ได้ กรมจึงได้จัดอบรมหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการอบรม จะได้รับความรู้และเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้เติบโตได้จริง พร้อมแนวคิดใหม่ในการบริหารจัดการร้านอาหารให้ยั่งยืน ทั้งด้านการตลาดออนไลน์ การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การสร้างฐานลูกค้าประจำ จากกูรูระดับแนวหน้าในธุรกิจอาหารและการตลาดออนไลน์มาติวเข้มให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร อาทิ หัวข้อ Clear Case ล้านปัญหาร้านอาหาร โดยคุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ จากเพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร และหัวข้อ พลิกธุรกิจให้โต ด้วยคอนเทนต์ คุณธีระฑัต หนูดำ เจ้าของเพจ &ldquo;คยต Live ใด ๆ ในโลกล้วนการตลาด&rdquo; ที่มาชี้แนวทางสร้างแบรนด์ร้านอาหารบนโลกออนไลน์ด้วยคอนเทนต์ที่ทรงพลังแต่ใช้ต้นทุนต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับหลักสูตร Restaurant Synergy ได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ได้เรียนรู้ร่วมกัน เชื่อมโยงทรัพยากร และพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเครือข่ายธุรกิจร้านอาหารให้ &ldquo;อยู่รอด และไปต่อได้&rdquo; อย่างมั่นคง โดยกรมมุ่งหวังให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแนวคิดใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและการตลาด ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและสร้างยอดขายได้อย่างก้าวกระโดด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2568) มีนิติบุคคลคงอยู่ในธุรกิจร้านอาหาร จำนวน 25,542 ราย เพิ่มขึ้น 6.92% มีทุนจดทะเบียน 141,137.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.04% โดยปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ 331,731.31 ล้านบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827d8594b64a50d7003047efb377e1c0b27162611.jpg' type='image/jpg' length='272043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จัด Special Task Force นำผู้ส่งออกขายสินค้าอาร์เจนตินา-ชิลี-บราซิล เป้า 400 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120639</link>
<guid isPermaLink="false">bda8d34069e8af9311ccf60e9bcfdf64</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าโครงการ Special Task Force นำคณะผู้แทนการค้าลุยบุกเจาะตลาดศักยภาพใน 4 ภูมิภาค จำนวน 5 คณะ ประเดิมครั้งแรกภูมิภาคลาตินอเมริกา ที่อาร์เจนตินา-ชิลี-บราซิล มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 40 บริษัท จากกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง อาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง ตั้งเป้าซื้อขายไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานเปิดตัวโครงการบุกตลาดศักยภาพใหม่ รับมือนโยบายการค้าโลก หรือ Special Task Force ที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและบุกตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมลดความเสี่ยงทางการค้าในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทางนโยบายระหว่างประเทศ โดยมีแผนเร่งบุกเจาะตลาดใน 4 ภูมิภาคที่มีศักยภาพ จำนวน 5 คณะ ได้แก่ ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (2 คณะ) ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้จัดโครงการ Special Task Force ครั้งแรก ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในรูปแบบกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าอาร์เจนตินา โดยเป็นการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่กรมเคยจัดมา เนื่องจากมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมสูงถึง 40 บริษัท จากสินค้าอุตสาหกรรมและอาหาร รวม 40 บริษัท ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้าง จำนวน 19 บริษัท และสินค้าอาหาร ทั้งขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมจำนวน 21 บริษัท และผู้นำเข้าอาร์เจนตินาร่วมเจรจาการค้า 79 บริษัท รวมจับคู่ธุรกิจระหว่างกันจำนวน 320 คู่ ซึ่งหลังจากจบกิจกรรมที่อาร์เจนตินาแล้ว ผู้ประกอบการจะเดินทางต่อไปยังประเทศชิลีและบราซิลต่อไป โดยตั้งเป้าเกิดมูลค่าการค้ารวมทั้ง 3 ประเทศ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา จำนวน 400 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิชกล่าวว่า ในช่วงการนำคณะเดินทางมาครั้งนี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมหารือสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้บริหารสมาคมและผู้บริหารบริษัทนำเข้ารายใหญ่ของอาร์เจนตินา จำนวน 7 บริษัท อาทิ ประธานหอการค้า MERCOSUR-ASEAN ประธานหอการค้าอาเชีย-แปซิฟิกในอาร์เจนตินา ประธานสมาคมการค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และประธานบริษัทนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ประธานบริษัทก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารทุกท่านให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า โอกาสและทิศทางทางการค้าระหว่างไทยและอาร์เจนตินายังคงเป็นบวกมากในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเหตุผลหลักมาจากนโยบายทางการค้าของรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ต้องการเปิดเสรีทางการค้า ปรับอัตราภาษีนำเข้า และเร่งจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ และมีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วงครึ่งปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าระหว่างไทย&ndash;อาร์เจนตินา มีมูลค่า 1,082 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกสินค้าจากไทยมายังอาร์เจนตินา เพิ่มขึ้น 21.29% สะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อกูลทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศที่เข้มแข็ง และไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกขั้นกลางของอาร์เจนตินา ซึ่งภาคส่วนสำคัญ คือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องจักร ที่มีจุดแข็งร่วมกัน ขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอาหารจากไทย ก็เป็นสินค้าศักยภาพที่เป็นที่ต้องการในตลาดอาร์เจนตินา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827e38773cb7b35ae4a895a5da8c90f0fb3162501.jpg' type='image/jpg' length='253055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนปี 68 จำนวน 583 ราย นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120638</link>
<guid isPermaLink="false">79f0d7cb3984cb63046cf6f929aa2d9d</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 7 เดือน ปี 68 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 583 ราย เพิ่ม 27% นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท เพิ่ม 75% จ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่ม 90% นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามามากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ สิงคโปร์ จีนและฮ่องกง ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 176 ราย เพิ่ม 28% นำเงินเข้า 73,186 ล้านบาท ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด ตามด้วยจีน ฮ่องกง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 583 ราย เพิ่มขึ้น 27% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 150 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 433 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% และมีการจ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่มขึ้น 90%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 19% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 69,817 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์และมาสเตอร์แบตช์ สิ่งพิมพ์ลามิเนทเพื่อบรรจุภัณฑ์&nbsp; อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร และชิ้นส่วนยานพาหนะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 85 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,238 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ ธุรกิจโฆษณา และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ และ Captive Screw for PCB<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,872 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ธุรกิจบริการสนับสนุนและบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ แม่พิมพ์/ชิ้นส่วนพลาสติก และ Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.จีน 73 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 20,029 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจ การจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิต PCBA, ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก&nbsp; ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ Multilayer Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 64 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 11,467 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนโลหะ<br />
<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะ องค์ความรู้เกี่ยวกับบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานีจัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 176 ราย เพิ่มขึ้น 28% คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย มูลค่าการลงทุน 73,186 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 44 ราย ลงทุน 26,937 ล้านบาท จีน 43 ราย ลงทุน 14,442 ล้านบาท ฮ่องกง 18 ราย ลงทุน 5,264 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 71 ราย ลงทุน 26,543 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบเครื่องจักรและระบบการทำงานต่าง ๆ สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการเขต Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจากแผ่นวงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827a7aff0a20345044218878830228be1ee162206.jpg' type='image/jpg' length='381685' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกข้าว 7 เดือน 4.3 ล้านตัน มัน 5.62 ล้านตัน มั่นใจทั้งปี 7.5 ล้านตันทั้ง 2 สินค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120432</link>
<guid isPermaLink="false">7b1d368a82a7b1963de87e5490fa75e2</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าว 7 เดือน ปี 68 มีปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% มูลค่า 86,412.72 ล้านบาท ลดลง 35.35% เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินเดียกลับมาส่งออก ผู้นำเข้าสำคัญทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า และบาทแข็งกดดัน เตรียมลุยขยายตลาดในช่วงที่เหลือเต็มสูบ ทั้งถกจีนซื้อจีทูจี 2.8 แสนตัน บุกขายข้าวซาอุดิอาระเบีย อิรัก ญี่ปุ่น ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดศักยภาพ ส่วนมันสำปะหลังส่งออก 5.62 ล้านตัน เพิ่ม 35.75% มูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลด 12.56% มั่นใจทั้งข้าวและมันส่งออกปีนี้เข้าเป้า 7.5 ล้านตัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 7 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าวได้ปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่า 86,412.72 ล้านบาท (2,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลง 35.35% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 133,663 ล้านบาท (3,739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น อินเดียกลับมาส่งออกตามปกติและคาดว่ามีผลผลิตกว่า 150 ล้านตัน รวมถึงการลดลงของความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออก&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การส่งออกภาพรวมจจะลดลง แต่ไทยยังสามารถขยายตลาดไปยังจีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปได้เพิ่มขึ้น โดยข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง เป็นชนิดข้าวที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนข้าวที่มีปริมาณส่งออกลดลง คือ ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ที่มีการแข่งขันสูงทางด้านราคากับผู้ส่งออกสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรณีสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อัตรา 19% ตั้งแต่ 1 ส.ค.2568 ข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยยังคงมีราคาแข่งขันได้กับข้าวหอมเวียดนามซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตรา 20% โดยมั่นใจว่าการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 8 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิไทย 6 แสนตัน และกรณีที่ฟิลิปปินส์ระงับนำเข้าข้าวชั่วคราว 60 วัน เป็นปัจจัยกดดันตลาดการค้าข้าว โดยปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 1.6 แสนตัน คิดเป็น 3.72% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ กรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดและเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และผลักดันให้การส่งออกข้าวเป็นไปตามเป้าที่ประเมินไว้ที่ 7.5 ล้านตัน โดยจะเร่งเจรจากับจีนให้ซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือ 2.8 แสนตัน ขยายตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่งไปยังซาอุดีอาระเบีย และอิรัก การเจรจาขยายตลาดกับญี่ปุ่น การรับรองคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเดินทางเยือนไทยซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิไทย และจะเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ในงานแสดงสินค้านานาชาติให้ครอบคลุมตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย และเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผ่านการจัดงาน TRC สัญจร เพื่อถ่ายทอดข้อมูลแนวโน้มตลาดแก่เกษตรกร ช่วยยกระดับการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีปริมาณ 5.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 35.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 4.14 ล้านตัน มีมูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลดลง 12.56% จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 70,743.79 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมันสำปะหลังที่ปรับตัวลดลงมาก แต่กรมยังมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปีจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแผนการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังในช่วงที่เหลือของปีนี้ เดือน ก.ย.2568 จะจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในนิวซีแลนด์ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหาร และติดตามผลการขยายตลาดการค้ามันสำปะหลังที่ทำไปก่อนหน้านี้ ที่จีนและซาอุดิอาระเบีย รวมถึงผลการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ที่มีการตกลงซื้อขายกันไว้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250826a3d55afeec55261ab3d565c13e6d07e5172417.jpg' type='image/jpg' length='604406' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เผยบริษัทตั้งใหม่ ก.ค.68 จำนวน 7,710 ราย รวม 7 เดือน 51,548 ราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120431</link>
<guid isPermaLink="false">0fca91f084aefebf490cd3ac1acfd477</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่เดือน ก.ค.68 มีจำนวน 7,710 ราย ลด 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลด 7% เลิก 1,825 ราย ลด 3% ทุนจดทะเบียน 20,156 ล้านบาท เพิ่ม 128% รวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลด 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่ม 1.41% เลิก 8,069 ราย เพิ่ม 1.77% ทุนจดทะเบียน 50,700 ล้านบาท ลด 40.76% ชี้สัดส่วนเลิกกับตั้งใหม่อยู่ที่ 6 ต่อ 1 เท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 7,710 ราย ลดลง 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลดลง 7% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลดลง 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.41% โดยธุรกิจตั้งใหม่เหมือน 3 อันดับแรกเหมือนกับเดือน ก.ค.2568&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เหอลี่ อินดัสเทรียล วีฮีเคิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,001.88 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ประกอบและจำหน่ายยานยนต์อุตสาหกรรมครบวงจร และบริษัท ดับเบิ้ลยูทียู ซินดิเคท จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,204.49 ล้านบาท ประกอบกิจการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ขายฝาก ตลอดจนทะเบียนสิทธิ์ใด ๆ ซึ่งอาคารชุด&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 1,825 ราย ลดลง 3% ทุนจดทะเบียนเลิก 20,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร รวม 7 เดือนของปี 2568 เลิก 8,069 ราย เพิ่มขึ้น 1.77% ทุนจดทะเบียนเลิก 50,700 ล้านบาท ลดลง 40.76% โดยธุรกิจ 3 อันดับ เหมือนกับที่เลิกของเดือน ก.ค.2568<br />
โดยธุรกิจเลิกเดือน ก.ค.2568 ที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูง มี 3 ราย ได้แก่ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146.17 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ส่งออก นำเข้า ทำ ซื้อ ขาย แผ่นโพลีเอสเตอร์ เส้นใยโพลีเอสเตอร์ เส้นด้าย โพลีเอสเตอร์ บริษัททรู ไลฟ์ พลัส จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,575 ล้านบาท ประกอบกิจการให้บริการเกมส์ออนไลน์ และบริษัท ทรู อีโลจิสติกส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,347 ล้านบาทประกอบธุรกิจให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการในด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาการบริหารการพัฒนาองค์การเทคโนโลยีและอื่น ๆ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สัดส่วนของการจัดตั้งธุรกิจและจดเลิกในช่วง 7 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 6 ต่อ 1 หรือจัดตั้ง 6 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ส่วนยอดตั้งใหม่ที่มี 51,548 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่มีจำนวน 48,040 ราย โดยธุรกิจที่เติบโตสูง 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่มขึ้น 50.16% ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เพิ่มขึ้น 46.90% และธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร เพิ่มขึ้น 23.46%&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,016,377 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.02 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 965,012 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.71 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 763,913 ราย หรือ 79.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.98 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 199,604 ราย หรือ 20.68% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,495 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.30 ล้านล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 523,600 ราย ทุนจดทะเบียน 13.11 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 315,348 ราย ทุน 2.58 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 126,064 ราย ทุน 7.02 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.26%, 32.68% และ 13.06% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082674ea760c718cd549ad344a6a576c984f172427.jpg' type='image/jpg' length='153135' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าชายแดน ก.ค.68 เพิ่ม 5% ได้แรงหนุนขายไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม ส่วนกัมพูชาวูบ 97.5%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120430</link>
<guid isPermaLink="false">ee9d8984583c55a4116cdf32226eb17d</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ก.ค.68 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 32.5% ทั้งส่งผ่านไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่การค้ากับ 4 ประเทศเพื่อนบ้านลด 20% เจอกัมพูชาที่ลดลงถึง 97.5% ฉุด ส่วนยอดรวม 7 เดือนทะลุ 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่ม 11%&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% เป็นการส่งออก 92,216 ล้านบาท เพิ่ม 5.9% และการนำเข้า 73,810 ล้านบาท เพิ่ม 3.9% ได้ดุลการค้า 18,406 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,188,270 ล้านบาท เพิ่ม 11.0% เป็นการส่งออก 688,477 ล้านบาท เพิ่ม 10.7% และการนำเข้า 499,793 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% ได้ดุลการค้า 188,683 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 66,220 ล้านบาท ลด 20.0% เป็นการส่งออก 35,702 ล้านบาท ลด 29.5% การนำเข้า 30,518 ล้านบาท ลด 5.0% ได้ดุลการค้า 5,184 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 26,261 ล้านบาท ลด 13.1% รองลงมา คือ สปป.ลาว 22,451 ล้านบาท เพิ่ม 2.3% เมียนมา 17,133 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% และกัมพูชา 376 ล้านบาท ลด 97.5% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 1,971 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,141 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,029 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 572,281 ล้านบาท ลด 0.8% เป็นการส่งออก 343,950 ล้านบาท ลด 3.5% และการนำเข้า 228,331 ล้านบาท เพิ่ม 3.7%&nbsp;<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% เป็นการส่งออก 56,514 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% และการนำเข้า 43,291 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 62,984 ล้านบาท เพิ่ม 44.0% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 12,788 ล้านบาท เพิ่ม 50.1% และ 6,342 ล้านบาท ลด 15.1% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 615,988 ล้านบาท เพิ่ม 24.6% เป็นการส่งออก 344,526 ล้านบาท เพิ่ม 29.8% และการนำเข้า 271,462 ล้านบาท เพิ่ม 18.6%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ในเดือน ก.ค.2568 ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง มาจากการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงถึง 32.5% โดยการส่งออกผ่านแดน เพิ่ม 55.0% ทั้งส่งออกผ่านแดนไปจีน เพิ่ม 72.4% สิงคโปร์ เพิ่ม 56.1% เวียดนาม เพิ่ม 23.0% และประเทศอื่น ๆ เพิ่ม 19.2% โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนที่ขยายตัวสูง ยังคงเป็นผลไม้ เช่น ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท เพิ่ม 135.6% และมังคุดสด 1,847 ล้านบาท เพิ่ม 57.9% ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท เพิ่ม 90.7% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท เพิ่ม 211.1% และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ 1,343 ล้านบาท เพิ่ม 679.5%<br />
ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ที่มีมาตรการงดการผ่านเข้า&ndash;ออกของยานพาหนะทุกประเภทตั้งแต่ปลายดือน มิ.ย.2568 จนถึงเหตุการณ์ปะทะกันของทั้งสองฝ่ายในช่วงวันที่ 24&ndash;28 ก.ค.2568 จึงจำเป็นต้องปิดจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่ง ส่งผลให้การค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ในเดือน ก.ค.2568 ลดลงเกือบ 100% โดยมูลค่าการค้าลดลงเหลือ 376 ล้านบาท ลด 97.5% การส่งออกเหลือ 370 ล้านบาท ลด 97.0% และการนำเข้าลดลงเหลือ 6 ล้านบาท ลด 99.8% ส่งผลให้การค้าชายแดนโดยรวมในเดือน ก.ค.2568 หดตัว 20.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250826619adfff80b4d7de69c54539294546db172214.jpg' type='image/jpg' length='172801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยสินค้าปรับแต่งจีโนมเห็นแววรุ่ง หลายชาติหนุน แนะไทยลุยผลิตส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120429</link>
<guid isPermaLink="false">ebe1e001bfbfd37c12e6d0cdd4d6cc6f</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยการค้าสินค้าเกษตรและอาหารโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่ ทั้งการปรับแต่งจีโนม (GEd) และเทคนิคจีโนมใหม่ (NGTs) มีการพัฒนาขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดหลายประเทศให้การย้อมรับ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ส่วนสหภาพยุโรปที่เดิมเคยเข้มงวด ก็เริ่มผ่อนคลาย ญี่ปุ่นเริ่มผลิตขาย ออสเตรเลียเริ่มทดลองปลูก จีนก็อนุญาตให้เพาะปลูก ส่วนไทยเริ่มวิจัย พัฒนา แนะไทยเร่งพัฒนา สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ แยก NGTs ออกจาก GMO มั่นใจเพิ่มโอกาสผลิตและส่งออกได้แน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารโลกกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organism : GMO) เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd) และเทคนิคจีโนมใหม่ (New Genomic Techniques : NGTs) ซึ่งมีศักยภาพในการพลิกโฉมภาคเกษตรกรรมให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ โลกกำลังเดินหน้าสู่เกษตรกรรมและอาหารยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมที่แม่นยำมากขึ้น อาทิ เทคนิค CRISPR/Cas9 ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ได้มีการพัฒนาจากความรู้พื้นฐานทางด้านพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาและงานวิจัยทางด้านพันธุวิศวกรรม ในการปรับปรุงและแก้ไขสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่มีความผิดปกติหรือต้องการการแก้ไข ภายใต้เทคโนโลยี GEd และ NGTs กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตพืชและอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนและความต้องการอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันนานาประเทศ มีจุดยืนที่แตกต่างกันต่อเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO และเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ GEd ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และการยอมรับของสังคม โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำในการใช้พืช GMO ทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเทคโนโลยี GEd ไม่จัดเป็น GMO หากไม่มีการนำพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตต่างชนิดเข้าไป เช่นเดียวกับบราซิลที่มีนโยบายเปิดกว้างต่อ GMO มากที่สุด และมีกฎระเบียบที่แยก NGTs ออกจาก GMO อย่างชัดเจน หากไม่มีการใช้พันธุกรรมข้ามสายพันธุ์ ส่งผลให้บราซิลสามารถพัฒนาพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก&nbsp;<br />
ส่วนสหภาพยุโรป ยังคงมีจุดยืนที่เข้มงวดต่อ GMO มาโดยตลอด แต่ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรปได้มีการพิจารณาเห็นชอบในหลักการและเสนอปรับกฎระเบียบ เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับพืชที่ได้จากเทคนิค GEd และ NGTs โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ เช่น SDN-1 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจา เพื่อหาข้อสรุปและประกาศใช้เป็นกฎหมาย รวมทั้งญี่ปุ่น ที่มีแนวทางแบบสมดุล โดยอนุญาตให้นำเข้าและใช้พืช GMO บางชนิดเพื่อเป็นอาหารสัตว์และใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง ฝ้าย และแคนโอล่า แต่ไม่อนุญาตให้ปลูกเพื่อการบริโภคโดยตรง โดยญี่ปุ่นมีแนวทางการประเมินความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นต่อเทคโนโลยี GEd โดยในหลายกรณี หากไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ ผลิตภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในหมวด GMO และสามารถวางจำหน่ายได้หลังผ่านการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและออกสู่ตลาดแล้ว เช่น มะเขือเทศที่มีสาร GABA สูง และปลาที่โตเร็วกว่าปกติ<br />
<br />
ออสเตรเลีย อนุญาตให้ปลูกพืช GMO บางชนิดได้ ภายใต้การประเมินความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น แคนโอล่า GM ที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2546 และมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนภายใต้การกำกับของสำนักงานกำกับดูแลเทคโนโลยียีน (Office of the Gene Technology Regulator: OGTR) ว่าเทคโนโลยี GEd ที่ไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ (เทคนิค SDN-1) อาจไม่ถูกจัดเป็น GMO และขณะนี้กำลังมีการทดลองข้าวสาลีที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมเพื่อเพิ่มผลผลิตอีก 10% และคาดว่าจะวางตลาดได้ภายในปี 2571<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่จีน ได้เปลี่ยนท่าทีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มอนุญาตให้ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย GMO บางสายพันธุ์ พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกให้ครอบคลุมกว่า 21 ล้านไร่ ภายในปี 2568 และยังส่งเสริมการใช้ GEd อย่างชัดเจน โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทของจีน ได้อนุมัติพืชดัดแปลงพันธุกรรมด้วยเทคนิค GEd แล้วหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวสาลี และถั่วเหลือง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับไทย ปัจจุบันยังมีข้อห้ามปลูกพืช GMO ในเชิงพาณิชย์ แต่รัฐบาลได้เดินหน้าเชิงรุกภายใต้นโยบาย &ldquo;Ignite Agriculture Hub&rdquo; ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ.2567 ซึ่งอนุญาตให้มีการทดลองและจดทะเบียนสิ่งมีชีวิตที่ผ่าน GEd ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีโครงการวิจัยในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วเหลือง และกล้วย ถือเป็นก้าวแรกสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในอนาคต ปัจจุบันมีโครงการทดลองภาคสนามของพืช GEd กว่า 6,000 โครงการ เพิ่มขึ้นจาก 4,100 โครงการในปี 2564 โดยโครงการส่วนใหญ่เน้นที่พืชต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศและศัตรูพืช ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับประเทศที่เผชิญกับภาวะโลกร้อนโดยตรง รวมถึงไทย อินเดีย และแอฟริกา แต่ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านการกำกับดูแล การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใส และที่สำคัญ คือ การสร้างการยอมรับและความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันยังมีความเข้าใจในวงจำกัดและมักสับสนระหว่างเทคโนโลยี GEd และ GMO ทั้งที่วิธีการและผลลัพธ์ที่ได้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082625f2e9d22348a7f62cd9506cd238a41d171937.jpg' type='image/jpg' length='329107' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ย้ำโรงงานอาหารสัตว์ ต้องซื้อข้าวโพดกิโลละ 9.80 บาท ถึงจะมีสิทธิ์นำเข้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/119748</link>
<guid isPermaLink="false">8add90bfaf4370298ac9c8a7ec7b0fa5</guid>
<pubDate>Thu, 21 Aug 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในย้ำโรงงานอาหารสัตว์ ที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในประเทศราคากิโลกรัมละ 9.80 บาท ถึงจะได้สิทธิ์นำเข้า หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด ราคาปรับลดลง และโรงงานบางแห่งยังชะลอการรับซื้อ หรือจำกัดคิวรับซื้อ ทำเกษตรกรเดือดร้อน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเข้มงวดกำกับดูแลโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่ง เพื่อให้การรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกร เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกับสมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมการค้าและผลิตพืชไร่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์และนครสวรรค์ กรมจึงได้ย้ำให้โรงงานอาหารสัตว์ที่จะนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศก่อน โดยราคากำหนดตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2568 ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 9.80 บาท เพราะการรับซื้อในราคานี้ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่โรงงานจะสามารถใช้เอกสารยืนยันในการขออนุญาตนำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีภายใต้โควตาองค์การการค้าโลก (WTO) ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ขณะนี้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เริ่มทยอยออกสู่ตลาด แต่ยังพบว่าโรงงานอาหารสัตว์บางแห่งชะลอการรับซื้อหรือจำกัดคิวรับซื้อ ส่งผลให้ราคาข้าวโพดปรับลดลง สร้างความกังวลและเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูก กรมจึงได้เข้ามาติดตามอย่างใกล้ชิด และได้กำชับให้โรงงานอาหารสัตว์ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด และได้ประสานขอความร่วมมือให้เร่งเปิดรับซื้อผลผลิตภายในประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รวมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ DIT ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่ไม่ให้ความร่วมมืออย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติเป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นธรรมต่อเกษตรกร&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว&nbsp;ทั้งนี้ การกำหนดราคารับซื้อที่ กก.ละ 9.80 บาท จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดข้างเคียง สามารถขายข้าวโพดสดที่ความชื้น 30% ได้ในราคา กก.ละ 7.05 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้<br />
<br />
น.ส.ญาณี กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปี 2568/69 กรมในฐานะฝ่ายเลขานุการ &nbsp;นบขพ. จะจัดประชุม นบขพ. ในวันที่ 22 ส.ค.2568 โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร พ่อค้า และโรงงานอาหารสัตว์ มาหารือแนวทางการกำกับดูแลการรับซื้อ และการนำเข้าข้าวโพด พร้อมพิจารณามาตรการบริหารจัดการผลผลิตปี 2568/69 ให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในช่วงต้นเดือน ก.ย.2568 เป็นต้นไป<br />
<br />
&ldquo;กรมให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร และกำกับการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อให้การผลิตอาหารสัตว์เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน โรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขรับซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อน จึงจะมีสิทธิ์ขอโควตานำเข้าได้&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082155af4c602ab88c5ac1599938c8e3713c163143.jpg' type='image/jpg' length='988793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”ถก HKTDC ดันส่งออกข้าว ผลไม้ อาหารอนาคต พร้อมร่วมมือร่วมงานแฟร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/119745</link>
<guid isPermaLink="false">998626cb9b5b94799ba5f46abf3c5bc9</guid>
<pubDate>Thu, 21 Aug 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo;ถกประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมมือผลักดันสินค้าไทย ทั้งข้าว ผลไม้ และอาหารแห่งอนาคตขายชาวฮ่องกง พร้อมเห็นพ้องผลักดันผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจัดขึ้น เพื่อสร้างพันธมิตรและเจรจาธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้พบกับศาสตราจารย์ เฟรเดอริค หม่า ซี-หัง ประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยเฉพาะการส่งเสริมการส่งออกสินค้าของไทยไปฮ่องกง และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า (MOU) กับ HKTDC และจะใช้ความร่วมมือนี้ผลักดันการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ผลไม้ (ทุเรียนและส้มโอ) และอาหารแห่งอนาคต เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุ และยังมีแผนที่จะเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยด้วย&nbsp;ขณะเดียวกัน ได้มีการหารือในการเชิญภาคเอกชนเข้าร่วมงานส่งเสริมการค้าของแต่ละฝ่าย โดยไทยพร้อมนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน CENTRESTAGE ซึ่งเป็นงานแฟชันระดับโลกที่ฮ่องกง และยินดีเชิญนักธุรกิจฮ่องกงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในไทย เช่น งาน TILOG-LOGISTIX และงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ในปีหน้า เพื่อสร้างพันธมิตรและจับคู่เจรจาธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ศาสตราจารย์ เฟรเดอริค หม่า ซี-หัง กล่าวว่า บทบาทของ HKTDC เป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน มีบทบาทสำคัญเหมือนเป็น Super-connector ที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ และยังมองว่าไทยมีศักยภาพในหลายด้านที่ควรได้รับการสนับสนุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับฮ่องกง เป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไทยในปี 2567 ภาพการค้ารวม มีมูลค่า 17,038.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,851.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 6,187.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 6 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 9,004.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.65% โดยไทยส่งออก 6,166.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.25% และนำเข้า 2,838.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.58%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508216a2cc44bff48a7b8c9ad00be6c4e74eb162941.jpg' type='image/jpg' length='688161' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดแล้ว MOC One Stop Service @Ratchada ให้คำปรึกษาภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118118</link>
<guid isPermaLink="false">f80eef01a84e4e7efb05b39bb57e0e4b</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 15:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;จตุพร&rdquo;เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada เป็นที่พึ่งผู้ประกอบการไทย ทั้งรายย่อย SME รายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องภาษีสหรัฐฯ สามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้ ทั้งเรื่องการปรับตัว การส่งออก อัตราภาษี การเปิดตลาดใหม่ มาตรการช่วยเหลือภาครัฐ เบื้องต้นมี 12 หน่วยงานที่จะคอยให้คำแนะนำ เตรียมดึงคลัง-เกษตร-ภาคเอกชนมาร่วมให้คำปรึกษาด้วย</strong><br />
<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จของกระทรวงพาณิชย์ (MOC One Stop Service : OSS) @Ratchada ณ อาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม ว่า ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;พาณิชย์พึ่งได้&rdquo; ที่มุ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน และการค้าระหว่างประเทศถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ เช่น ภาษีของสหรัฐฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผมได้เปิดศูนย์ MOC OSS @Ratchada ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ เราเตรียมไว้ เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องภาษี การเยียวยา การขอข้อมูล รวมถึงช่องทางช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้า เพราะในภาวะที่สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ 19% ที่เริ่มมีผลแล้ว การมีศูนย์ OSS ที่สามารถให้คำตอบและคำแนะนำได้อย่างรวดเร็วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับภาคธุรกิจ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพรกล่าวว่า ศูนย์ MOC OSS จะให้บริการผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Walk-in รับบริการหน้าเคาน์เตอร์ และโทรศัพท์ ผ่านสายด่วนส่งออก 1169 หรือ 02-513-1909 โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ใช้สายด่วน 1169 เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ศูนย์ OSS จึงเข้ามาเติมเต็มให้ประชาชนที่มีคำถาม สามารถ Walk-in เข้ามาปรึกษาได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกวัน และกำลังพิจารณาเปิดบริการในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย เพื่อรองรับความต้องการให้ครอบคลุมมากที่สุด จะทำให้เป็นที่พึ่งของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะรายย่อย SME หรือรายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องการส่งออก ภาษี หรือการเปิดตลาดใหม่ ก็สามารถมาที่นี่ได้ ศูนย์นี้จะอธิบายทุกขั้นตอนให้เข้าใจง่าย และจะช่วยลดอุปสรรค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก&nbsp;สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมให้บริการมี 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 8 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กรมการค้าภายใน (DIT) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD และอีก 4 หน่วยงานภายนอก ได้แก่ หอการค้าไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และ EXIM Bank<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้คำปรึกษาเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคม SME มาเข้าร่วมให้บริการด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการอย่างจริงจัง โดยได้เตรียมมาตรการรองรับภาษีทรัมป์ไว้แล้ว ทั้งในด้านข้อมูล การลดต้นทุน และการหาตลาดใหม่ และอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ได้หารือเรื่องงบประมาณสำหรับการเยียวยาไว้เบื้องต้นแล้ว และหากศูนย์นี้มีความพร้อม ผมจะขอเรียนเชิญรักษาการนายกรัฐมนตรีมาเปิดศูนย์ด้วยตนเองต่อไป&rdquo;นายจตุพรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250808319729ce68c4d768f9e121999e81997b155823.jpg' type='image/jpg' length='111354' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“จตุพร-ฉันทวิชญ์”ถกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผนึกกำลังกำหนดมาตรการดูแลข้าว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118117</link>
<guid isPermaLink="false">2fabc597b5076154ff5cd31c4c734249</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;จตุพร-ฉันทวิชญ์&rdquo; ถกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ติดตามสถานการณ์ข้าวครึ่งปีหลัง 2568 ทั้งแนวโน้มส่งออก แนวโน้มตลาด และร่วมกำหนดมาตรการดูแลข้าว สั่งกรมการค้าภายในเตรียมมาตรการดูแลข้าวนาปี กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจาจีนซื้อข้าวโควตาคงค้าง 2.8 แสนตัน โปรโมตข้าวในงาน China-ASEAN EXPO 2025 และ CIIE 2025 เร่งเจาะตลาดญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ และฮ่องกงเพิ่ม เอกชนขอช่วยเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว ดูแลค่าบาท</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และคณะ โดยมีนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์ข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ทั้งแนวโน้มการส่งออก แนวโน้มตลาด ท่ามกลางความท้าทายจากตลาดโลก และร่วมกันกำหนดแนวทางในการผลักดันข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้ต่อไป<br />
&ldquo;ข้าวเป็นสินค้าเกษตรหลักที่มีผลต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ หากการส่งออกมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่ม &ldquo;โครงการธงเขียว&rdquo; เพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรไปแล้ว และเตรียมส่งเสริมการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกต่อไป&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เตรียมออกมาตรการดูแลข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยตั้งเป้าดึงผลผลิตข้าวเปลือกออกประมาณ 8.5 ล้านตัน ผ่านการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดเก็บข้าวในยุ้งฉางของเกษตรกร เพื่อให้มีแรงซื้อในประเทศ&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรมการค้าต่างประเทศ ได้มอบหมายให้ประสานกับทางการจีน เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวตามโควตาที่เหลืออีก 280,000 ตัน และเร่งขยายตลาดข้าวผ่านงาน China-ASEAN EXPO 2025 ณ เมืองหนานหนิง เดือน ก.ย.2568 และงาน China International Import Expo (CIIE) 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ เดือน พ.ย.2568 รวมทั้งเน้นเจาะตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่ง และฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิศักยภาพ โดยเฉพาะฮ่องกงที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายมาก เนื่องจากปริมาณข้าวในตลาดโลกสูง แต่ความต้องการลดลง เช่น อินโดนีเซียที่เคยนำเข้า 4 ล้านตันในปีก่อน คาดว่าอาจซื้อเพียงเล็กน้อยช่วงปลายปี และราคาข้าวก็ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 10.50 บาท จากเดิม 19&ndash;20 บาท ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;คู่แข่งของเราพัฒนาเรื่องพันธุ์ข้าวได้ดีขึ้น ทำให้ความแตกต่างด้านคุณภาพลดลง หากราคาข้าวไทยแพงกว่า ก็มีแนวโน้มที่ผู้ซื้อจะเปลี่ยนไปซื้อจากประเทศอื่น ต้องเน้นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน และตะวันออกกลาง และต้องเร่งพัฒนาความหลากหลายของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวนุ่ม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในเอเชีย&rdquo;นายชูเกียรติกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ได้เสนอให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และอยู่ในระดับอ่อนค่าประมาณ 33&ndash;34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย เพราะหากค่าเงินบาทผันผวนจะกระทบต่อการตัดสินใจขายและซื้อของทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า รวมทั้งเสนอให้เร่งเปิดตลาดข้าวในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งใช้ข้าวแข็งในการเลี้ยงแรงงานในแคมป์ และขอให้ผลักดันโควตาการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่น รวมถึงผลักดันการส่งออกข้าวไปอิรัก ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรขยายปริมาณการขายเพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งว่า ในช่วงครึ่งปี 2568 (ม.ค.&ndash;มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวได้ 3.73 ล้านตัน มูลค่า 75,563 ล้านบาท ลดลง 27.29% และ 36.45% ตามลำดับ และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน โดยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากปัจจัยสำคัญ อาทิ ปริมาณผลผลิตข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น อินเดียกลับมาส่งออกปริมาณมากและมีสต็อกข้าวในประเทศสูง และอินโดนีเซียลดการนำเข้า รวมทั้งเงินบาทแข็งค่า โดยชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ข้าวขาว คิดเป็น 47.19% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง และข้าวหอมไทย มีตลาดสำคัญ ได้แก่ อิรัก สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ จีน และเซเนกัล&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508088302510d7d530f26dc8de229e7fd391c155605.jpg' type='image/jpg' length='323228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผัก ผลไม้ พลังงานราคาลง ฉุดเงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117714</link>
<guid isPermaLink="false">ab0a19f90bb6d3bbfc932e272c226a06</guid>
<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน มีสาเหตุจากกลุ่มผักสด ผลไม้สด พลังงานปรับลดลงต่อเนื่อง ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้จะติดลบ แต่กำลังซื้อประชาชนยังมีอยู่ เผยก่อนหน้าเคยลบติดต่อกัน 6 เดือน และ 13 เดือนมาแล้ว ส่วนยอดรวม 7 เดือน เพิ่ม 0.21% คาด ส.ค.68 ยังลบต่อ ยังคงเป้าเงินเฟ้อทั้งปีเดิม 0-1% ค่ากลาง 0.5% &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ค.2568 เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.86 ลดลง 0.70% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% และ มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าในกลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้าตามมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่มขึ้น 0.21%<br />
<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากราคาพลังงาน ทั้งเบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ที่ลดลง อย่างแก๊สโซฮอล์ ราคา ก.ค.ปีนี้ เทียบกับปีก่อนต่างกันถึง 6 บาท และยังมีค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากมาตรการของรัฐ ราคาผักสด ที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เจออากาศร้อน แล้ง ราคาสูง แต่ปีนี้ ฝนตก น้ำเยอะ ผลผลิตดี ราคาลง ส่วนผลไม้ เก็บตัวอย่างมา 32 รายการ ลดลงมากถึง 22 รายการ อีก 10 รายการไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่มาก&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ สนค.มองว่า ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้เงินเฟ้อจะติดลบติดต่อกันมาแล้ว 4 เดือน เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากเรื่องพลังงาน ราคาผัก ผลไม้ เป็นหลัก ไม่ใช่มาจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยังเพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อฟื้นฐานก็สูงมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นปี 2568 ย้อนไปถึงปี 2567 และในอดีตที่ผ่านมา ก็เคยมีเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันถึง 6 เดือน ช่วง ต.ค.2566-มี.ค.2567 แต่ก็ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด รวมถึงช่วงโควิด-19 ในปี 2563 ก็เคยติดลบ 13 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่ มี.ค.2563-มี.ค.2564&nbsp;สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง 0.70% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.72% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย แชมพู สบู่ถูตัว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 0.84% จากการสูงขึ้นของกลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลาทู ปลานิล) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง น้ำมันพืช) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำตาลมะพร้าว) แต่ก็มีสินค้าที่ราคาลดลง โดยเฉพาะไข่ไก่ ผลไม้สด (ทุเรียน ส้มเขียวหวาน เงาะ มะม่วง มังคุด) ผักสด (กะหล่ำปลี มะเขือ ขิง ฟักทอง มะนาว แตงกวา ฟักเขียว ต้นหอม) และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.84% ชะลอลงจากเดือน มิ.ย.2568 ที่เพิ่มขึ้น 1.06% รวม 7 เดือน เพิ่มขึ้น 0.95%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2568 คาดว่าจะอยู่ระดับต่ำเช่นเดียวกับเดือน ก.ค.2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และความตึงเครียดจากความขัดแย้งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอยู่ในระดับจำกัด ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และค่าบริการด้านการท่องเที่ยวปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อตอบรับโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025080654116d472d9f5852882c0744af8fab60160749.jpg' type='image/jpg' length='318915' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จับมือทูตพาณิชย์นิวเดลี เชิญผู้นำเข้าอินเดียเจรจาการค้า ตั้งเป้าปิดดีล 20 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117713</link>
<guid isPermaLink="false">24a2a6e188a98c2e6d1080f0a290d2b5</guid>
<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือทูตพาณิชย์กรุงนิวเดลี จัดกิจกรรม In-Coming Trade Mission เชิญผู้นำเข้าจากอุตสาหกรรมยางมาเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทย คาดปิดดีลไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท พร้อมหาพบผู้ส่งออกสินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง อะไหล่วรจักร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มด้วย แย้ม ก.ย. เตรียมนำคณะลุยอินเดีย เจรจาการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี จัดกิจกรรม In-Coming Trade Mission โดยเชิญผู้นำเข้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยางจากอินเดียเดินทางเข้ามาเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกสินค้ายางพาราของไทย เพื่อผลักดันการส่งออกชดเชยความเสี่ยงจากตลาดเดิมที่ชะลอตัวจากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน และยังเพิ่มช่องทางใหม่ในการช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยคาดว่าจะมีการเจรจาการค้าระหว่างกันมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้นำเข้าอินเดียที่มาร่วมงานในครั้งนี้ มาจากสมาคมอุตสาหกรรมยางแห่งอินเดียตอนเหนือ (All India Rubber Industries Association : AIRIA, Northern Region) มาพบปะกับหน่วยงานและสมาคมของไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมต้นน้ำ-กลางน้ำ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย และสมาคมเทคโนโลยียางและอีลาสโตเมอร์แห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมสนับสนุน<br />
<br />
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ฝ่ายอินเดียได้เสนอที่จะสนับสนุนผู้ส่งออกสินค้ายางและแม่พิมพ์จากไทยให้เดินทางไปแสดงสินค้าในงาน India Rubber Expo ในเดือน เม.ย.2569 และแจ้งว่าจะช่วยประสานให้มีการร่วมลงทุนระหว่างกันด้วย<br />
<br />
ขณะเดียวกัน DITP ได้ประสานให้มีการพบปะระหว่างผู้นำเข้าอินเดียกับสมาชิกของสมาคมในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย และสมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ เพื่อช่วยเชื่อมโยงและสร้างโอกาสทางการค้านอกเหนือจากสินค้ายางพารา<br />
<br />
นอกจากนี้ DITP มีแผนในการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยเดือน ก.ย.2568 จะจัดโครงการคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนอินเดีย ภายใต้โครงการบุกตลาดศักยภาพใหม่รับมือนโยบายการค้าโลก (Special Task Force) โดยนำคณะผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานแสดงสินค้าของอินเดีย และพบปะเจรจาธุรกิจในกลุ่มสินค้าต่าง ๆ อาทิ อาหาร เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน คาดว่าจะมีโอกาสพบปะผู้นำเข้ารายใหม่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและสร้างมูลค่าการซื้อขายแก่ผู้ประกอบการไทยได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250806ab92fe1d3dbef185422981e920fc6bed160620.jpg' type='image/jpg' length='303304' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP สำรวจตลาดอาหารพยาบาลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น พบโตต่อเนื่อง ชี้เป้าไทยผลิตขาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117346</link>
<guid isPermaLink="false">1ba8742d9a33bcfd12287e2692cfb4c9</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น พบมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เพื่อป้อนควาต้องการของผู้สูงวัย รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้พิการ ชี้เป้าไทยวางแผนผลิตและส่งออกไปขาย และศึกษาแนวโน้มการเติบโต นำมาใช้วางแผนผลิตและขายสินค้าดังกล่าวในไทย</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ถึงการสำรวจตลาดอาหารพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ และโอกาสในการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวเพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการศึกษาแนวโน้มการเติบโตของตลาด และนำมาปรับใช้รองรับสังคมสูงวัยของไทยในอนาคต<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการอาหารการพยาบาลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากการขาดแคลนแรงงานในโรงพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวก ความสนใจจึงมุ่งเน้นไปที่อาหารที่ได้รับการแปรรูปเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นโภชนาการที่ปลอดภัยและมีคุณค่าเพียงพอ รวมถึงอาหารยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ที่มีปัญหาในการเคี้ยว หรืออาหารเฉพาะโรคสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เด็ก และผู้พิการ ทำให้ตลาดมีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตลาดอาหารพยาบาลมีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านเยน&nbsp;ทั้งนี้ สมาคมอาหารพยาบาลแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Care Food Conference) ได้รวบรวมสถิติการผลิต UDF (Universal Design Food) ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการผลิตปริมาณ 72,000 ตัน เพิ่มขึ้น 5.2% มูลค่า 56,336 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 10.0% โดย UDF แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ตั้งแต่เคี้ยวง่าย ไปจนถึงไม่ต้องเคี้ยว และยังมีการแข่งขันการพัฒนาอาหารพยาบาล ล่าสุดเดือนมิถุนายน 2568 มีผู้สมัครแข่งขัน 148 ราย มีผลิตภัณฑ์ 36 รายการ ได้รับรางวัล อาทิ สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสแบบผงที่ยับยั้งของเหลวแยกตัวออกมาจากเจลหรือของแข็งกึ่งเหลวเมื่อเวลาผ่านไป ช่วยลดความรู้สึกในปากและป้องกันการสูญเสียสารอาหารไปพร้อมกับการหยดของของเหลวในอาหาร และน้ำมันที่นิยมใช้ในอาหารเพื่อสุขภาพ เพียงแค่เติมลงในโจ๊กหรือซุปเพื่อเพิ่มพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องการพลังงานเร็ว&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากการติดตาม พบว่า ปัจจุบันอาหารพยาบาลส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นและไม่มีแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ก็มีอาหารพยาบาลหลายยี่ห้อที่ผลิตในไทยแล้ว เช่น ปลาแช่แข็งปรุงสุก UDF ของ Maruha Nichiro &ldquo;วัสดุใหม่นุ่ม&rdquo; โดยรสชาติและกลิ่นยังคงเดิม และผลิตภัณฑ์จากบริษัท ยามาได จำกัด ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ของญี่ปุ่น ให้เป็นอาหารสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ และมีการนำเข้าไก่และผักแช่แข็งจากไทย และอาหารไทยหลายชนิดที่ใช้ในสถานดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย หากสามารถตอบสนองความต้องการโดยละเอียด เช่น การถอดก้างปลาออก และการทำให้เนื้อนุ่มลง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่ยังคงแข็งแรงและมีสุขภาพดี เริ่มสนใจอาหารต่างประเทศมากขึ้น นอกจากอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม โดยมีสถานดูแลผู้สูงอายุหลายแห่ง พยายามสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุด้วยอาหาร เช่น การนำเสนออาหารนานาชาติ ซึ่งหากผู้ส่งออกไทยสามารถพัฒนาอาหารไทยให้เป็นอาหารสำหรับผู้สูงอายุได้ ก็จะมีโอกาสส่งออก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วัยชรา โดยในปี 2565 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 22.0% การรับรู้ถึงการวิจัย การพัฒนา และแนวโน้มของอาหารเพื่อการพยาบาลในญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตไทยเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงความต้องการอาหารแปรรูปในอนาคตและนำมาวางแผนในการผลิตและการจำหน่ายได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250804739a920532ecece3630e1e3bcba443a4154508.jpg' type='image/jpg' length='261878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“สุนันทา”รับลูก“จตุพร” เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service ปรึกษาปัญหาภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117344</link>
<guid isPermaLink="false">f0b9a5f2ccc7169155a24d8093e78a35</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุนันทา&rdquo; รับลูก &ldquo;จตุพร&rdquo; เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 7 ส.ค.นี้ ให้คำปรึกษา แนะนำ แก้ปัญหาส่งออกภาษีสหรัฐฯ พร้อมปรับแผนช่วย SME ผ่านโครงการ SMEs Pro-active เล็งเพิ่มงบช่วยเหลือตามน้ำหนักความเดือดร้อน มอบทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่ มั่นใจส่งออกปีนี้โตตามเป้า 2-3% และมีโอกาสสูงกว่านี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้รับนโยบายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ถ.รัชดาภิเษก โดยกำหนดเปิดศูนย์ในวันที่ 7 ส.ค.2568 เพื่อให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยแก้ปัญหาการส่งออก และช่วยผลักดันการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เป็น 19%<br />
ทั้งนี้ ยังเตรียมปรับแผนสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ที่เดิมให้งบสนับสนุนการเปิดตลาด อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้า ไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งจะพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือตามน้ำหนักความเดือดร้อน และกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือ SME ภายใต้งบที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 50 ล้านบาท จากงบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้อนุมัติก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลความต้องการของ SME อยู่<br />
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ทั่วโลก 58 แห่ง ทำการเก็บข้อมูลเป็นรายประเทศ ทั้งการส่งออก การนำเข้า การลงทุน ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากมีเรื่องภาษีสหรัฐฯ และให้หาแนวทางการเพิ่มโอกาสการส่งออกให้กับสินค้าไทยในตลาดที่ประจำอยู่เพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในสาขาต่าง ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ช่วยเหลือ หารือกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟต์โลน) และเตรียมการเฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ มีความกังวล&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการส่งออกในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์ยังคงไว้ที่ขยายตัว 2-3% และเห็นว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่านี้ เพราะภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย 19% นั้น เมื่อถามผู้นำเข้าในสหรัฐฯ และผู้ส่งออกของไทยเอง ระบุว่าพอใจและรับได้ เพราะเป็นอัตราที่ไม่ต่างกันกับประเทศในภูมิภาค ทำให้การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และยังมีสัญญาณการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ดูได้จากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ มีประเทศใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลกระทบการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่จากรายงานการค้าไทย-กัมพูชาโดยรวม ยังถือว่าเป็นปกติ เพียงแต่ต้องปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านทางเรือที่แหลมฉบัง และส่งผ่านแดน สปป.ลาว ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนขนส่งสูงและอาจเจอปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งได้มีการหารือธนาคารออกซอฟต์โลนช่วยเหลือแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508041a6c38245b3995484565249048f704c1154508.jpg' type='image/jpg' length='130689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก เผยปี 69 ตั้งเป้าลุยขาย 4 ประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117340</link>
<guid isPermaLink="false">abbd320798b6acfe1509391257a0667b</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก รับเมกะเทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เหตุไทยมีความโดดเด่น เผยปี 69 เตรียมลุย 4 ตลาดศักยภาพ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการสุขภาพไทย ระหว่างวันที่ 2-3 ส.ค.2568 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยมีศักยภาพโดดเด่นทั้งสินค้าและบริการ DITP จึงได้กำหนดให้กลุ่มสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสการค้าในตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน และจะเดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลกผ่านนวัตกรรม การแปรรูป และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568-2569 DITP ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าสุขภาพหลายโครงการ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าการค้า เช่น คณะผู้แทนการค้าสุขภาพและความงามในจีน และญี่ปุ่น รวมถึงการเข้าร่วมงานระดับโลกอย่าง Osaka Expo 2025 และ THAIFEX&ndash;Anuga Asia 2025 โดยปี 2569 จะขยายสู่ตลาดศักยภาพสูง 4 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย พร้อมเดินหน้าโครงการ The Thai Herbs LEVEL UP และการเข้าร่วมงาน Cosmoprof Asia 2025 ที่ฮ่องกง&ldquo;DITP จะเดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพของไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย&rdquo; ของนายจตุพร บุรษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาตลาดใหม่ ต่อยอด Soft Power ไทย และเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ณ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) พบปะกับนายตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพไทยสู่ระดับโลก ต่อด้วยการบรรยายจาก ดร.บังอร เกียรติธนากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาน้ำหอมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในหัวข้อ &ldquo;การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพสู่ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืน&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250804827ce3dce4aacae4a7cfb929a14487f8154508.jpg' type='image/jpg' length='165546' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”เผยสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอไทย รอข้อเรียกร้องเพิ่ม มั่นใจจบทันเส้นตาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114634</link>
<guid isPermaLink="false">a6c79c2fcb433003f91d854de726504c</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo; เผยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอของไทย ที่ยื่นเสนอเพิ่มในการเจรจาภาษีสหรัฐฯ รอบล่าสุด ทั้งการเปิดตลาด ลดมาตรการกีดกัน และส่งเสริมไทยไปลงทุนสหรัฐฯ รอสหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องกลับมา ระบุหากไทยคุยกันภายในจบเร็ว ก็จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ จบเร็วด้วย มั่นใจทันเส้นตาย 1 ส.ค.นี้ ยันพาณิชย์เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.2568 ตามเวลาประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และตนได้ร่วมวงการเจรจาด้วย เพื่อพิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยที่เสนอให้สหรัฐฯ ซึ่งยูเอสทีอาร์ มีความพึงพอใจมาก เพราะไทยได้เสนอตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เปิดตลาดสินค้าให้เพิ่มขึ้น ลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ทั้งในส่วนของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม และสนับสนุนธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะนำข้อเสนอของไทยไปพิจารณาในรายละเอียด และหากมีอะไรที่ต้องการจากไทยมากขึ้น ก็จะยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมกลับมา ซึ่งขณะนี้ กำลังรอให้สหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเข้ามา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมมา เราก็ต้องมาพิจารณาอีกว่า อะไรที่รับได้ หรือไม่ได้ จะตอบสนองข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในส่วนการเปิดตลาดที่จะมีผลกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้ เราต้องเร่งพูดคุยกันภายในให้จบ โดยเฉพาะในส่วนที่จะได้รับผลกระทบ เพราะถ้าเราคุยกันเองจบเร็ว ก็จะทำให้คุยกับสหรัฐฯ จบเร็วไปด้วย โดยมองว่า การเจรจามีโอกาสจบทันเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.2568 เพราะทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกันอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณชี้ว่า เขายังคุยกับไทย ไม่ใช่ว่าโทรไปแล้วไม่รับ&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว&nbsp;นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ต้องการให้ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของไทย ของสหรัฐฯ และของประเทศพันธมิตรให้มากขึ้น เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ภายใต้กฎเกณฑ์การสะสมมูลค่าในประเทศ/ภูมิภาค (อาร์วีซี) นั้น สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจา ยอมรับว่า ทีมเจรจามีความกังวลในเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นของไทย โดยตนมองว่า ไม่ว่าอัตราภาษีตอบโต้ของไทยจะเป็นเท่าไร ไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิต หันใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่อยากให้มองว่า สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากไทยฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองว่า เป็นโอกาสที่ไทยจะปรับตัว ปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว<br />
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการปรับตัวไว้แล้ว 3 ส่วน คือ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่, ลดกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ปรับปรุงกฎเกณฑ์อาร์วีซี ที่ช่วยคำนวณสัดส่วนการใช้วัตถุดิบได้ง่ายขึ้น และช่วยเหลือในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไม่ว่าไทยจะตกลงอะไรกับสหรัฐฯ จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาก่อน เพราะจะมีผลผูกพันกับประเทศในระยะยาว มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเมื่อไทยลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ เป็น 0% ในบางรายการแล้ว จะต้องลดให้ประเทศอื่นอย่างเท่าเทียมกันตามกฎเกณฑ์องค์การการค้าโลกหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของไทย แต่คิดว่า น่าจะให้สหรัฐฯ ประเทศเดียว เหมือนกับการทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลดภาษีให้เฉพาะประเทศที่ทำเอฟทีเอด้วยเท่านั้น&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071879bb699b1cde5c02f2cac20e82c0e836160431.jpg' type='image/jpg' length='359387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”เผยสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอไทย รอข้อเรียกร้องเพิ่ม มั่นใจจบทันเส้นตาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114635</link>
<guid isPermaLink="false">e8ec2e6357103c5d006164fc88e28f9b</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo; เผยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอของไทย ที่ยื่นเสนอเพิ่มในการเจรจาภาษีสหรัฐฯ รอบล่าสุด ทั้งการเปิดตลาด ลดมาตรการกีดกัน และส่งเสริมไทยไปลงทุนสหรัฐฯ รอสหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องกลับมา ระบุหากไทยคุยกันภายในจบเร็ว ก็จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ จบเร็วด้วย มั่นใจทันเส้นตาย 1 ส.ค.นี้ ยันพาณิชย์เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.2568 ตามเวลาประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และตนได้ร่วมวงการเจรจาด้วย เพื่อพิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยที่เสนอให้สหรัฐฯ ซึ่งยูเอสทีอาร์ มีความพึงพอใจมาก เพราะไทยได้เสนอตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เปิดตลาดสินค้าให้เพิ่มขึ้น ลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ทั้งในส่วนของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม และสนับสนุนธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะนำข้อเสนอของไทยไปพิจารณาในรายละเอียด และหากมีอะไรที่ต้องการจากไทยมากขึ้น ก็จะยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมกลับมา ซึ่งขณะนี้ กำลังรอให้สหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเข้ามา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมมา เราก็ต้องมาพิจารณาอีกว่า อะไรที่รับได้ หรือไม่ได้ จะตอบสนองข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในส่วนการเปิดตลาดที่จะมีผลกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้ เราต้องเร่งพูดคุยกันภายในให้จบ โดยเฉพาะในส่วนที่จะได้รับผลกระทบ เพราะถ้าเราคุยกันเองจบเร็ว ก็จะทำให้คุยกับสหรัฐฯ จบเร็วไปด้วย โดยมองว่า การเจรจามีโอกาสจบทันเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.2568 เพราะทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกันอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณชี้ว่า เขายังคุยกับไทย ไม่ใช่ว่าโทรไปแล้วไม่รับ&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว&nbsp;นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ต้องการให้ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของไทย ของสหรัฐฯ และของประเทศพันธมิตรให้มากขึ้น เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ภายใต้กฎเกณฑ์การสะสมมูลค่าในประเทศ/ภูมิภาค (อาร์วีซี) นั้น สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจา ยอมรับว่า ทีมเจรจามีความกังวลในเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นของไทย โดยตนมองว่า ไม่ว่าอัตราภาษีตอบโต้ของไทยจะเป็นเท่าไร ไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิต หันใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่อยากให้มองว่า สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากไทยฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองว่า เป็นโอกาสที่ไทยจะปรับตัว ปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว<br />
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการปรับตัวไว้แล้ว 3 ส่วน คือ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่, ลดกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ปรับปรุงกฎเกณฑ์อาร์วีซี ที่ช่วยคำนวณสัดส่วนการใช้วัตถุดิบได้ง่ายขึ้น และช่วยเหลือในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไม่ว่าไทยจะตกลงอะไรกับสหรัฐฯ จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาก่อน เพราะจะมีผลผูกพันกับประเทศในระยะยาว มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเมื่อไทยลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ เป็น 0% ในบางรายการแล้ว จะต้องลดให้ประเทศอื่นอย่างเท่าเทียมกันตามกฎเกณฑ์องค์การการค้าโลกหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของไทย แต่คิดว่า น่าจะให้สหรัฐฯ ประเทศเดียว เหมือนกับการทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลดภาษีให้เฉพาะประเทศที่ทำเอฟทีเอด้วยเท่านั้น&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071879bb699b1cde5c02f2cac20e82c0e836160431.jpg' type='image/jpg' length='359387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”สั่งลุยรับมือภาษีสหรัฐฯ เร่ง FTA เกาหลีใต้ อียู แก้อุปสรรค SME]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114633</link>
<guid isPermaLink="false">dd9b6fc5a895d0c484b90478004409f0</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo;เปิดแผนงานเร่งด่วน สนับสนุนการเจรจาภาษีสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ พร้อมเตรียมมาตรการคู่ขนาน ทั้งหาตลาดใหม่ ปรับกฎเกณฑ์การค้า และช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยันเร่งรัดเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ไทย-อียู ให้จบปีนี้ ประกาศแก้ปัญหาอุปสรรคให้ SME ดันมีโอกาสขายสินค้าทั่วโลก ตั้งเป้าภายใน 90 วันต้องสำเร็จ มั่นใจเป็นรัฐมนตรีอายุน้อย ไม่เป็นอุปสรรค &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนมีแผนที่จะขับเคลื่อนงานเร่งด่วน ภายหลังได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลงานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือไอทีดี โดยเรื่องสำคัญเรื่องแรก คือ การสนับสนุนการเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐฯ ให้บรรลุผลสำเร็จ เพราะกระทรวงพาณิชย์ดูแล ทั้งเรื่องรายการสินค้าที่จะปรับลดภาษี เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และเรื่องการเยียวยา เพราะไม่ว่าผลเจรจาจะสรุปอย่างไร ก็จะมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแน่นอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การเจรจาจะยังไม่จบ แต่ก็มีเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ต้องทำคู่ขนาน โดยจะเร่งหาตลาดใหม่รองรับให้กับสินค้าไทย ปรับกฎเกณฑ์ทางการค้า ที่จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ เช่น หลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศและภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) การเตรียมข้อมูลผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า เพื่อให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะช่วยรับรองให้ โดยมาตรการเหล่านี้ จะมีการตั้งทีมเข้ามาดูแล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงพาณิชย์มาร่วมกันทำงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเรื่องที่จะเร่งรัดต่อมา เป็นเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ ไทย-เกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าน่าจะจบได้เร็ว ๆ นี้ และกรอบไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่ขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปแล้ว 1 ใน 3 เหลืออีก 2 ใน 3 ตั้งเป้าจะเจรจาให้จบในปีนี้เช่นเดียวกัน หากสำเร็จ จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีโอกาสสำหรับการค้า การลงทุนของไทย และประมาณเดือน ส.ค.2568 จะจัดเวทีให้คุยทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในเรื่องนี้ด้วย&nbsp;นอกจากนี้ มีแผนที่จะผลักดัน SME เข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนโลก สามารถค้าขายออกสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น โดยได้มอบหมายให้ไปศึกษาดูว่า SME จะส่งออก ต้องเจอกฎระเบียบอะไรบ้าง ตั้งแต่เริ่มผลิตไปจนถึงการส่งออกได้ อย่าไปมองมุมที่กระทรวงพาณิชย์ต้องกำกับ แต่ให้มองในมุมว่า SME ต้องเจออะไร กฎระเบียบบางอย่าง จำเป็นต้องมีหรือไม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน อย่าไปแตะ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ก็ต้องเลิก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีฐานข้อมูลความต้องการสินค้าจากทั่วโลก ผ่านการสำรวจของทูตพาณิชย์ ก็เอามารวบรวมให้เป็นระบบ แล้วนำไปแจ้งให้กับ SME ชี้เป้าตลาดให้กับ SME หรือพา SME ไปขาย เพราะถ้าจะให้เขาไปเอง แค่ค่าเครื่องบินก็ไม่คุ้มแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เป็นโจทย์ที่ผมวางไว้ว่าใน 90 วันนี้ จะต้องทำให้สำเร็จ แต่อาจจะไม่สำเร็จเปะ ๆ แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร บางทีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว เรามาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่นาน ๆ 3 ปี 4 ปี แต่เราอาจมาแค่สั้น ๆ ต้องเร่งทำให้เร็ว เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าอยู่ก็จะทำต่อ ไม่อยู่ก็ถือว่าได้วางรากฐานเอาไว้ คนมาใหม่ ถ้าเห็นว่าดีก็ทำต่อ ไม่ดีก็แล้วแต่จะพิจารณา และเชื่อว่า การมาเป็นรัฐมนตรีอายุน้อย ไม่มีผลต่อการทำงาน ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังดีให้ประเทศ อย่างที่มีคำพูด ไม่ได้วัดกันว่าอยู่บนโลกมากี่ปี ขึ้นกับสิ่งที่จะทำมากกว่า ถ้าทำได้ ทำดี ก็จะเกิดประโยชน์ และผมมั่นใจว่าจะทำงานร่วมกับข้าราชการได้ ผมมาจากครอบครัวราชการ ไม่ได้เข้ามาสั่ง แต่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน และหวังว่าจะได้รับคำแนะนำในการขับเคลื่อนงาน&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071822daef207d4d460e6c81ac117bd2556e160335.jpg' type='image/jpg' length='196847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“จตุพร”สั่งสำรวจความต้องการผู้ประกอบการ-เกษตรกร เจอปิดด่าน นำปรับแผนช่วยให้ตรงจุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113744</link>
<guid isPermaLink="false">9e0ae95670295a26b3f2db299424c413</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;จตุพร&rdquo; สั่งการพาณิชย์จังหวัด 7 จังหวัด รวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด หลังก่อนหน้านี้ ได้ช่วยเชื่อมโยงการจำหน่าย เปิดจุดจำหน่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรจากสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์กัมพูชา ว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ รวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการผ่านเข้าออกจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการดำเนินการช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่แล้ว โดยมีการเชื่อมโยงสินค้าจำหน่ายตลาดภายในประเทศ การเปิดจุดจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศตามนโยบาย &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย&rdquo; ส่วนผลไม้ที่ส่งออกไม่ได้ ได้เชื่อมโยงการรับซื้อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรณ์ต่าง ๆ และการรณรงค์บริโภคผลไม้ ทำให้สถานการณ์ผลไม้ในช่วงที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และยังได้ช่วยดูแลสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยประสานสถาบันการเงิน เช่น SME D Bank และธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการขนส่งสินค้าไปยังกัมพูชาและการขนส่งผ่านแดนที่ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ได้มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศหารือผู้ประกอบการโลจิสติกส์เพื่อช่วยลดต้นทุน และมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศส่งเสริมสินค้าไทยในกัมพูชาควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ส่วนประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มอบหมายกรมการค้าภายในจัดคาราวานธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ&nbsp;&ldquo;ยืนยันว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์นี้ได้โดยไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของไทย ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่ารวม 366,730 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนมีสัดส่วนสูงถึง 174,530 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 5 เดือนของปี 2568 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาขยายตัวถึง 8.5% และการค้าชายแดนขยายตัวถึง 11.2%&rdquo;นายจตุพรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะจัดกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทสินค้าและลักษณะของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างแม่นยำ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องโลจิสจิกส์และการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรณีที่เป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะประสานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) มาร่วมสนับสนุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนิรวัชช์ รังสีกาญจน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ รายงานว่า แม้จะมีการระงับการนำเข้าสินค้าบางประเภทในฝั่งกัมพูชา เช่น น้ำมัน พืชผัก และผลไม้ แต่สินค้าจำเป็นและสินค้าอุปโภคบริโภคยังสามารถส่งออกได้ โดยขนส่งทางเรือหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางทางบก ซึ่งสำนักงานฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับมาตรการอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250714c0363602d5783e68400fbf7ecb07cf2b160801.jpg' type='image/jpg' length='450475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก การค้าออนไลน์ ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาส 2 เพิ่ม 0.2%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113743</link>
<guid isPermaLink="false">2842e5935e3efb9d4dc7e4a3c69744cf</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 68 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาคส่งออก การค้าออนไลน์ที่ขยายตัว ดันการขนส่งทางถนนเพิ่มขึ้น และยังมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ทรงตัวสูง คาดไตรมาส 3 ยังเพิ่มขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันของผู้ประกอบการ รัฐดูแลพลังงาน นโยบายภาษีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกชะลอ ที่จะเป็นตัวกดดัน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณการขนส่งสินค้าทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการขนส่งที่ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการและปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนยังทรงตัวในระดับสูง จากอัตราค่าจ้างแรงงานในภาคการขนส่ง &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่เพิ่มขึ้น 0.2% มาจากการการสูงขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 0.4% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.3% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มถ่านหินและลิกไนต์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลด 2.0% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน แบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 0.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 1.7% จากการสูงขึ้นของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้า ได้แก่ รถกระบะบรรทุก เพิ่ม 0.5% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 0.6% รถตู้บรรทุก เพิ่ม 0.2% และรถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.2% ส่วนรถบรรทุกของเหลว ลด 0.7% แต่รถพ่วงและกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยอาจได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงาน ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัว นำไปสู่การขนส่งสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตตามไปด้วย และยังมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (พนักงานขับรถบรรทุก) จะเป็นอีกปัจจัยหนุนให้ค่าบริการขนส่งปรับราคาสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ประกอบการขนส่ง มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน การเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งคาร์บอนเป็นศูนย์ รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME จำเป็นต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับภาคโลจิสติกส์ของไทยต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250714fc76e84bf1f6391314c779273c658109160653.jpg' type='image/jpg' length='132055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมัน ค่าไฟ ผัก ผลไม้ลง ฉุดเงินเฟ้อ มิ.ย.ติดลบ 0.25% ลด 3 เดือนติดต่อกัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113012</link>
<guid isPermaLink="false">be03965d632a26cfcae65a432ef094e6</guid>
<pubDate>Mon, 07 Jul 2025 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.68 ลด 0.25% ลงต่อเนื่อง 3 เดือนติด เหตุราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไข่ไก่ ผักสด ผลไม้ ลดลง ส่วนยอดรวม 6 เดือน เพิ่ม 0.37% คาดแนวโน้มไตรมาส 3 ใกล้เคียงไตรมาส 2 จากน้ำมันยังต่ำ รัฐช่วยค่าครองชีพ ราคาผักสดลด ห้างจัดโปรโมชัน</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมิ.ย.2568 เท่ากับ 100.42 เมื่อเทียบกับ 100.67 ของเดือนมิ.ย.2567 ลดลง 0.25% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% และเดือน พ.ค.2568 ลดลง 0.57% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดหลายรายการโดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ลดลงมาก แต่ยังมีสินค้าอาหารบางรายการที่มีราคาสูงขึ้น อาทิ เนื้อสุกร และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ส่วนเงินเฟ้อรวม 6 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.37%<br />
<br />
&ldquo;เดือนมิ.ย.2568 เงินเฟ้อลดลง เพราะราคาพลังงาน และราคาผักสดลดลงมาก เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.2567 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 32.95 บาท จากเดือนมิ.ย.2567 ลิตรละ 37.98 ดีเซล ลิตรละ 32.96 บาท จาก 31.87 บาท หรือราคาผักสดก็ลดลงมาก เช่น กะหล่ำดอก กิโลกรัม (กก.) ละ 59.15 บาท จาก 69.97 บาท ผักกวางตุ้ง กก.ละ 37.32 บาท จาก 39.34 บาท เป็นต้น โดยทั้ง 2 หมวดมีสัดส่วนคำนวณเงินเฟ้อเกือบ 17% จึงทำให้เงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ลดลง และการที่เงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องกัน 3 เดือน ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ที่ 0.0-1.0% ค่ากลางที่ 0.5%&rdquo;&nbsp;ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ปี 2568 คาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 2 ปี 2568 ที่ลดลง 0.35% เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปี 2567 จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง หลังจากมีการทำข้อตกลงหยุดยิง ภาครัฐช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดือนพ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดปีนี้ลดลงจากปีก่อน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ราคาพลังงาน และราคาผักสดในเดือนมิ.ย.2568 ลดลงมาก แต่เมื่อพิจารณารายจ่ายของครัวเรือนไทยเดือนมิ.ย.2568 กลับสูงถึง 21,043 บาท เพราะมีราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น โดยเดือนมิ.ย.2568 มีสินค้าที่ราคาปรับขึ้น 227 รายการ เช่น เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมชาย ค่าแพทย์ ค่ยา, สินค้าที่ราคาลดลง 178 รายการ และสินค้าราคาคงเดิม 59 รายการ ส่งผลให้กลุ่มสินค้าและบริการที่ต้องจ่ายมากที่สุด คือ ค่าเช่าบ้าน ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 5,164 บาท, ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าซื้อยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ 4,666 บาท, ค่าแพทย์ ยา และค่าบริการส่วนบุคคล 1,336 บาท, อาหารสำเร็จรูป 3,509 บาท, เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ 1,561 บาท, ผักและผลไม้ 1,028 บาท เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025070790d1739bdaf8348d0ff02c8dd9c8d5bb152844.jpg' type='image/jpg' length='560897' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.68 ลด 4.0% เหตุตลาดแข่งขันสูง ความต้องการน้อย ราคาลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112080</link>
<guid isPermaLink="false">d7e8fc3e3624a827714f718921a849df</guid>
<pubDate>Tue, 01 Jul 2025 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มิ.ย.68 ลดลง 4.0% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมง จากฐานปีก่อนสูง การแข่งขันสูง และความต้องการในตลาดโลกลดลง ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ตามการลดลงของปิโตรเลียมและก๊าซ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากการลดลงของราคาขาย คาดไตรมาส 3 ยังชะลอตัวลงอีก เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามาดัมป์ การผลิตชะลอตัว ตลาดโลกต้องการลด บาทแข็งกระทบขีดแข่งขัน และปัญหาชายแดน &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.2568 เท่ากับ 109.1 ลดลง 4.0% มีสาเหตุสำคัญจากฐานราคาของสินค้าเกษตรในปีก่อนที่สูงจากภาวะแล้ง ต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ต่ำกว่าปีก่อน ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตสินค้าทุนและสินค้าสำเร็จรูป และกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการลดลงของดัชนีราคาผู้ผลิต หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 11.4% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ลดลง ตามความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ประกอบกับคุณภาพผลผลิตที่ลดลง ยางพารา จากการชะลอคำสั่งซื้อของตลาดปลายทางในต่างประเทศ ตามภาวะของการค้าโลกที่ไม่แน่นอน โคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง และไข่ไก่ จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย สุกรมีชีวิต จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้นจากการป้องกันโรคระบาด และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตลดลงจากปีก่อนตามต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250701efea0fdb92a05059e42c6f1654fb7263161201.jpg' type='image/jpg' length='207463' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สหรัฐฯ นับหนึ่งเจรจาภาษี “พาณิชย์”ยันไม่ยอมเสียเปรียบ มุ่งสร้างสมดุลการค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109896</link>
<guid isPermaLink="false">a4b79872cf9f45eeb78bb61ceb3477fd</guid>
<pubDate>Wed, 18 Jun 2025 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;เผยไทย-สหรัฐฯ เริ่มนับหนึ่งเจรจาภาษีนำเข้าแล้ว เตรียมส่งข้อเสนอฝ่ายไทยให้สหรัฐฯ พิจารณา 20 มิ.ย.นี้ มั่นใจได้ผลเชิงบวก ไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะทีมเจรจาฝ่ายไทย เพื่อแก้ปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้า (Reciprocal Tariffs) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ตนและทีมประเทศไทยได้เริ่มต้นการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่สหรัฐฯ ตอบรับที่จะเจรจากับไทย โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อรับฟังรายละเอียดข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยพิจารณาในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ซึ่งสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอจำนวน 5 ข้อมาให้ไทย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ประกอบด้วย 1.มาตรการทางภาษีและโควตา 2.มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) 3.การค้าดิจิทัล (Digital Trade) 4.แหล่งกำเนิดสินค้า และ 5.ความมั่นคงภายในประเทศและด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (Economic and National Security)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้คุยกับผู้ช่วย USTR เป็นการทำความเข้าใจในรายละเอียดข้อเสนอที่สหรัฐฯ ส่งให้ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน และจากนี้ จะนำข้อเสนอของสหรัฐฯ มาพิจารณา และจัดทำข้อเสนอของฝ่ายไทยที่สอดคล้องกับข้อเสนอของสหรัฐฯ และยื่นให้สหรัฐฯ พิจารณาในวันที่ 20 มิ.ย.2568 โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะส่งผลในเชิงบวก และจะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย และจะเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย&rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&nbsp;ส่วนข้อเสนอของไทยที่จะยื่นให้สหรัฐฯ ในวันที่ 20 มิ.ย.2568 จะมีความยาวประมาณ 3-4 หน้ากระดาษ A4 เป็นการขยายความ และเพิ่มรายละเอียดต่าง ๆ จากกรอบการเจรจาที่ไทยได้เคยยื่นให้สหรัฐฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่มีเพียง 1 หน้ากระดาษ A4 โดยจะมีทั้งการลดภาษีนำเข้าในสินค้าบางรายการ การซื้อเครื่องบินโบอิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ และการลดมาตรการ NTB เป็นต้น<br />
<br />
สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย เช่น กระทรวงคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)&nbsp; และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากไทยยื่นข้อเสนอในวันที่ 20 มิ.ย.นี้แล้ว ต้องรอการนัดหมายจากสหรัฐฯ ต่อไป โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯ พิจารณา และเปิดเจรจาในรายละเอียดกับไทยอีกครั้ง แต่หากเจรจาไม่ทันภายในกรอบระยะเวลา 90 วัน หรือวันที่ 8 ก.ค.2568 เชื่อว่า สหรัฐฯ จะขยายเวลาออกไป โดยสิ่งที่คาดหวังจะได้จากการเจรจาครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องภาษี 0% คงเป็นไปไม่ได้ แต่อัตราภาษีไม่เกิน 10% มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องรอดูผลต่อไป &nbsp;<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเจรจากับสหรัฐฯ ตนได้ลงนามร่วมกับผู้ช่วย USTR ในความตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจา (Non-Disclosure Agreement) โดยกำหนดต้องไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจาเป็นเวลานาน 4 ปี และผู้ที่มีสิทธิ์จึงจะสามารถได้รับ Username และ Password ในการเข้าสู่ชั้นข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลของการเจรจาได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506182a9f28eb5197db97783b8265346af978161322.jpg' type='image/jpg' length='1061727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก พ.ค.68 พุ่ง 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109895</link>
<guid isPermaLink="false">5eff9727700553e797a00fad24aace5b</guid>
<pubDate>Wed, 18 Jun 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกไทยเดือน พ.ค.68 มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และมูลค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ได้แรงหนุนจากการทำงานอย่างหนักระหว่างรัฐและเอกชน และการเร่งนำเข้าเพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ยอดรวม 5 เดือน 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 14.9% หวังทั้งปีโตเกิน 2 หลัก ขอ ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาท เพื่อให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน พ.ค.2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,025,477 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่ มี.ค.2565 และมูลค่าถือเป็นการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,928.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,001,162 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18% ได้ดุลการค้า 1,116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,315 ล้านบาท)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกรวม 5 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,640,426 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14.9% การนำเข้า มูลค่า 139,325.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,736,361 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11.3% ขาดดุลการค้า 1,223.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (95,936 ล้านบาท)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกยังขยายตัวได้ดี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างแข่งขันของกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน และคาดว่าเดือน มิ.ย.2568 เชื่อว่าจะยังไปได้ดี ส่วนทั้งปี ถ้าการส่งออกยังเป็นไปในทิศทางนี้ หรือทรงตัว ตัวเลขการขยายตัวมีโอกาสที่จะเป็นบวก อยากเห็นแตะระดับ 2 หลัก หวังว่าจะเกิน 10% ขึ้นไป ตอนนี้ 5 เดือนทำได้ 14.9% แล้ว ที่เหลือยังหวังขยายตัวต่อ แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา&rdquo;นายพิชัยกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย แม้ว่าค่าเงินบาทจะไม่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุน จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาคส่งออก เพราะตอนนี้ สินค้าเกษตรแข่งขันได้ยาก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง หากอ่อนค่าลง จะทำให้ส่งออกดีขึ้นกว่านี้&nbsp;&nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกในเดือน พ.ค.2568 ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากประเทศผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า ในช่วงที่สหรัฐฯ ชะลอการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นระยะเวลา 90 วัน จะบอกว่าไม่มีผลคงไม่ได้ ส่วนเดือน มิ.ย.2568 จะเป็นอย่างไร จะขยายตัวได้อีกหรือไม่ เดี๋ยวตัวเลขก็จะบอกเอง และหากการส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 10% ตามที่นายพิชัยระบุไว้ จากนี้การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำให้ได้มูลค่า 27,482.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออกเดือน พ.ค.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 8.1% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 6.8% อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 10.1% สินค้าสำคัญที่เพิ่ม อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ยางพารา และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.9% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 19.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 19% มาจากสหรัฐฯ เพิ่ม 35.1% จีน เพิ่ม 28.0% สหภาพยุโรป เพิ่ม 16.6% CLMV เพิ่ม 20.8% แต่อาเซียน ลด 0.3% ญี่ปุ่น ลด 0.9% ตลาดรอง เพิ่ม 18.6% จากเอเชียใต้ เพิ่ม 22.3% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 8.4% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 22.8% แอฟริกา เพิ่ม 21.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 15.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 18% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 20% และตลาดอื่น ๆ ลด 15% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506183c069262fe0255bcb6c3df1bee0b7285161127.jpg' type='image/jpg' length='234712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT คัดสุดยอดออกแบบเครื่องประดับ 4 ชิ้น นำผลิตเป็นของจริง ตัดสินแชมป์ 26 ส.ค.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109633</link>
<guid isPermaLink="false">f5adab2911193230cb3e2252f25ca79a</guid>
<pubDate>Tue, 17 Jun 2025 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) จับมือคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตัดสินผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับ 2025 ปีนี้ส่งผลงานกันทะลัก 899 ผลงานจาก 37 ประเทศทั่วโลก เผยได้คัดเหลือ 30 ผลงาน และนำ 4 ผลงานที่คะแนนรวมสูงสุดนำไปผลิตเป็นเครื่องประดับจริง ก่อนตัดสินหาผู้ชนะเลิศ 26 ส.ค.นี้ เพื่อรับเงินรางวัลรวม 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโล่พระราชทาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยภายหลังการตัดสินรอบแบบวาดโครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก GIT&rsquo;s World Jewelry Design Awards 2025 ว่า ปีนี้ได้รับการตอบรับจากนักออกแบบทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศทั่วโลก และมีประเทศใหม่ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นครั้งแรก 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฮังการี, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, เปรู, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ศรีลังกา, ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ และมีประเทศที่มีจำนวนผลงานเพิ่มขึ้นโดดเด่น ได้แก่ บราซิล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฮ่องกง, สหราชอาณาจักร และตุรกี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดประกวดออกแบบเครื่องประดับในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการขยายสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างแท้จริง และยังได้รับความสนใจจากนักออกแบบทั่วโลก ที่ส่งผลงานเข้ามาประกวดเพื่อชิงรางวัลรวม 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในวันที่ 26 ส.ค.2568 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน&rdquo;&nbsp;นายสุเมธกล่าวว่า สำหรับผลการตัดสินรอบแบบวาด คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ มล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , น.ส.บุญญาภา ศรีอรทัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บิวตี้เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด, ผศ.ดร.วีรวัฒน์ สิริเวศมาส รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, Ms. Sarah Zhuang นักออกแบบเครื่องประดับชื่อดังชาวฮ่องกง และ Mr.Alessio Boschi นักออกแบบเครื่องประดับชื่อดังชาวอิตาลี ได้ทำการพิจารณาผลงานที่ผ่านเข้ารอบรวม 30 ผลงาน และคัดเลือกผลงานที่มีคะแนนสูงสุดจำนวน 4 ผลงาน เพื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องประดับจริง และนำมาตัดสินในรอบชิงชนะเลิศ รวมทั้งยังได้เปิดให้ประชาชนร่วมโหวตผลงานที่ชื่นชอบทั้ง 30 ผลงาน เพื่อชิงรางวัล Popular Vote ทางเว็บไซต์ www.gitwjda.com ตั้งแต่วันนี้&ndash;15 ส.ค.2568 &nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ GIT ยังได้เตรียมเปิดแพลตฟอร์ม Design Gallery by GIT (designgallery.git.or.th) เพื่อเป็นช่องทางสำหรับนักออกแบบ ได้นำเสนอผลงานการออกแบบเครื่องประดับสู่ผู้ประกอบการหรือผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าให้กับนักออกแบบโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250617b50fbf1b6666f50c53496e8c1fb6672d141752.jpg' type='image/jpg' length='322337' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร” นำทีมพาณิชย์เยือนคุนหมิง ร่วมพิธีเปิดงานแฟร์ หาช่องขยายการค้าไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109632</link>
<guid isPermaLink="false">89e363ecd897803bb113c3607bbce26a</guid>
<pubDate>Tue, 17 Jun 2025 14:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;นำคณะผู้บริหารระดับสูงพาณิชย์ เยือนนครคุนหมิง 18-20 มิ.ย.นี้ เข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 9 และงานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (คุนหมิง) ครั้งที่ 29 เตรียมใช้โอกาสนี้หารือผู้บริหารมณฑลยูนนานขอบคุณชวนไทยมาร่วมงาน และช่วยอำนวยความสะดวกส่งออกทุเรียน ขอเพิ่มนำเข้าอินทะผาลัม สละ โคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็ง พร้อมหาทางร่วมมือด้านท่องเที่ยว ดันร้านอาหาร Thai SELECT ร่วมมือธุรกิจสุขภาพ&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจะนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย.2568 เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 9 และงานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (คุนหมิง) ครั้งที่ 29 (The 9th China-South Asia Expo and the 29th China Kunming Import and Export Fair) และเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Kunming 2025 เยี่ยมชมคูหา Special Partner Country (Thailand Pavilion) และเยี่ยมชมคูหาผู้ประกอบการไทย คูหาอื่น ๆ ในงาน<br />
<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้มีกำหนดที่จะพบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงมณฑลยูนนานที่ได้เชิญไทยมาร่วมงานในฐานะประเทศหุ้นส่วนพิเศษ ในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยจะใช้โอกาสนี้ขอบคุณ หลังจากที่เดือน มี.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้นำคณะเดินทางเยือนสิบสองปันนาและนครคุนหมิง เพื่อสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์เตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ และได้ขอให้ฝ่ายจีนอำนวยความสะดวกหน้าด่าน ลดการสุ่มตรวจสาร BY2 ซึ่งปรากฏว่าด่านโม่ฮานมีการเพิ่มกำลังคน อุปกรณ์ เวลาทำงาน ห้องแลป ทำให้ช่วยลดความแออัด ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้และทุเรียนได้สะดวกขึ้น&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะหารือกับผู้บริหารมณฑลยูนนาน ขอให้ช่วยสนับสนุนการเปิดตลาดนำเข้าผลไม้ชนิดอื่น เช่น อินทะผาลัมและสละ สนับสนุนการนำเข้าโคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็งของไทยผ่านทางท่าเรือเชียงแสนและเข้าสู่จีนในท่าเรือกวนเหล่ย ขอให้ทูตพาณิชย์ประสานงานกับหน่วยงานด่านหรือศุลกากรในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่ง และจะผลักดันให้มีการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะหาทางขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพของนักท่องเที่ยว ร่วมมือผลักดันร้านอาหารไทยที่ได้ตรา Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ เพราะเป็นร้านที่มีคุณภาพ ทั้งรสชาติ บริการ และการใช้วัตถุดิบไทยแท้ โดยปัจจุบัน ในมณฑลยูนานมีจำนวนทั้งสิ้น 11 ร้าน 18 สาขา ขอให้มณฑลยูนนานสนับสนุนการเปิดร้านอาหารไทยในเมืองรองเพิ่มเติม เช่น ต้าหลี่ ลี่เจียง และจิ่งหง และร่วมมือธุรกิจสุขภาพ เพราะมณฑลยูนนานเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรชั้นนำของจีน และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านแพทย์แผนจีนที่สำคัญ ขณะที่ไทยประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านการแพทย์โบราณ จึงสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ในปีนี้ ไทยได้นำผู้ประกอบการเข้ามาร่วมจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Kunming 2025 ภายในคูหาประเทศไทยจำนวน 73 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการไทย 61 บริษัท และผู้นำเข้าจีนหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า 12 บริษัท โดยมั่นใจว่าจะสามารถเปิดตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดคุนหมิง และมณฑลต่าง ๆ ของจีนได้เพิ่มขึ้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506175c1ba6e4dfc1732a546299186bd3ea5c141619.jpg' type='image/jpg' length='129370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผัก ผลไม้ ค่าไฟ น้ำมันลด ฉุดเงินเฟ้อ พ.ค.68 ลง 0.57% ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0-1%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108183</link>
<guid isPermaLink="false">e740382b76117c1154ebf4b6c4759f25</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ พ.ค.68 ลด 0.57% ปรับลด 2 เดือนติดต่อกัน จากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มผักสด ผลไม้สด ค่าไฟ น้ำมัน รวม 5 เดือน เพิ่ม 048% ยันไม่มีปัญหาเงินฝืด คาดแนวโน้ม มิ.ย.68 กระเตื้องขึ้น พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อปี 68 ใหม่ เป็น 0-1% ค่ากลาง 0.5% จากเดิม 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ค.2568 เท่ากับ 100.40 เทียบกับ พ.ค.2567 ลด 0.57% เป็นการลดลง 2 เดือนติดต่อกัน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และมีการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันเบนซิน ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.48%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.51% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน น้ำมันดีเซล ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าถ่ายเอกสาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.89% มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทรายแดง) และสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ กลุ่มผักสด (ถั่วฝักยาว ต้นหอม พริกสด ผักชี ผักคะน้า) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง องุ่น แตงโม) ไข่ไก่ และไก่ย่าง&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน พ.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 1.09% เร่งตัวขึ้นจากเดือน เม.ย.2568 ที่สูงขึ้น 0.98% และรวม 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.95%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ลดลง 2 เดือนติดต่อกัน ยังไม่พบว่ามีสัญญาณเงินฝืด เพราะสินค้ายังมีการขึ้นลงปกติ ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.2568 จะพลิกกลับมาเป็นบวก แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ 0.2-0.4% โดยมีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่มาก คือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลง ภาครัฐลดภาระค่าครองชีพ โดยปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ฐานของราคาผักสดปีก่อนหน้าอยู่ระดับสูง แต่ปีนี้อากาศเอื้ออำนวย ผลผลิตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ก็ต้องจับตาราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหาร ที่มีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น มะพร้าว มะขามเปียก กาแฟ เกลือป่น น้ำมันพืช และเนื้อสุกร เป็นต้น จะเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 ใหม่ จากเดิมอยู่ที่ระหว่าง 0.3&ndash;1.3% ค่ากลาง 0.8% เป็นระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 1.3-2.3% น้ำมันดิบดูไบ 63-73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 33.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250606d22d85dd963560e8b35391b7fbb2b150141451.jpg' type='image/jpg' length='179889' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจ้งข่าว EU จัดไทยประเทศเสี่ยงต่ำตัดไม้ทำลายป่า คาดส่งออก 7 สินค้ารุ่ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108182</link>
<guid isPermaLink="false">47b6c0d0e97662988848a4d3f6b87917</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข่าว ไทยถูกสหภาพยุโรป (EU) จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ ภายใต้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ส่งผลให้สินค้าไทย 7 รายการ ที่ส่งออกไป EU มีขั้นตอนด้านเอกสาร การตรวจสอบย้อนกลับเข้มงวดน้อยกว่าประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลางและสูง คาดทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกดีขึ้น ขยายตลาดใน EU ได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ถูกจัดในระบบ Benchmarking หรือ Country Classification List ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อประเทศตามระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ภายใต้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) แบ่งออกเป็นระดับ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk Country) กลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง (Standard-Risk Country) และกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูง (High-Risk Country)<br />
<br />
โดยไทย สิงค์โปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และบรูไน ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ กล่าวคือ สินค้าที่ส่งออกจากประเทศความเสี่ยงต่ำไปยัง EU จะมีขั้นตอนในการยื่นข้อมูล เอกสาร หรือการตรวจสอบย้อนกลับถึงพื้นที่ ๆ ใช้สำหรับการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยววัตถุดิบให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ EU กำหนด เข้มงวดน้อยกว่ากลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูง เช่น เมียนมา เป็นต้น&nbsp;สำหรับมาตรการ EUDR มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการซื้อสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงรับมือการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าทั่วโลก ทั้งที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายและจากการขยายตัวทางการเกษตร ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ วัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ และยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าว โดยผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบย้อนกลับตามกลุ่มประเทศความเสี่ยงดังกล่าว และผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะต้องแสดงรายงานดังกล่าวให้กับหน่วยงานของ EU ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2568 ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (MSME) จะต้องแสดงรายงานตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าไปตลาดโลก 10,998.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปตลาด EU 694.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 6.31% ของสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปโลก โดยการที่ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนด้านการตรวจสอบเอกสารและเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาด EU และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนส่งออกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดให้เติบโตต่อเนื่องได้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025060639a151dae418c0677d2ce9a70dd1d4c1141202.jpg' type='image/jpg' length='526243' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ร่วมถกรัฐมนตรี 23 ประเทศ ชงปฏิรูป WTO สู่ยุคใหม่ ก้าวทันการค้าโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108180</link>
<guid isPermaLink="false">bcf0ad4f6d27c73ddc239d94dcd547df</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ร่วมถกรัฐมนตรีจาก 23 ประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ชงปฏิรูปองค์กรให้ทันสมัย ก้าวทันการค้าโลก กำหนดกฎเกณฑ์การค้าที่เป็นธรรม คาดการณ์ได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกอย่างไม่เป็นทางการ (Informal WTO Ministerial Gathering : IMG) ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยออสเตรเลีย ที่ได้เชิญประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก รวมถึงไทย จำนวนรวม 23 ประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ให้สามารถกำกับดูแลกฎระเบียบการค้าโลก ที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการประชุมรัฐมนตรี WTO อย่างไม่เป็นทางการ จำกัดเฉพาะประเทศที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก ซึ่งการที่ไทยได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ได้สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศปัจจุบัน และที่ประชุมเห็นว่านอกจากปรับปรุง WTO ให้ก้าวทันการค้าโลกและมีการพัฒนาองค์กรไปข้างหน้า แต่ยังต้องรักษาบทบาทการเป็นองค์กรทางการค้าที่กำหนดกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่เป็นธรรม คาดการณ์ได้ รวมทั้งยังพูดคุยถึงการดำเนินการที่ให้สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ภายในการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 14 ที่ประเทศแคมมารูน ในปีหน้าด้วย&nbsp;&ldquo;ผมมองว่าการปรับปรุง WTO จะต้องทำทั้งเรื่องสาระที่ทันต่อเหตุการณ์และมีกระบวนการที่ยืดหยุ่น โดยยังให้ความสำคัญกับการมีกลไกระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแนวทางดำเนินการหรือหารือที่ยืดหยุ่นมากขึ้น&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรี WTO อย่างไม่เป็นทางการ ตนได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีการค้าหรือผู้แทนจากสมาชิก WTO ที่สำคัญด้วย เช่น จีน ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ ที่จะกระชับการค้าระหว่างกันให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกันล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วนั้น ตนได้พูดคุยกันและคาดว่าไทยน่าจะได้พบหารือกับสหรัฐเร็ว ๆ นี้ โดยไทยพร้อมที่จะหารือประเด็นทางการค้าต่าง ๆ กับสหรัฐฯ โดยยึดหลักให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับองค์การการค้าโลก (WTO) ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 166 ประเทศ เป็นองค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เพื่อเป็นเวทีในการเจรจาจัดทำและกำกับดูแลกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงสนับสนุนให้มีการค้าที่เป็นธรรมและเสรียิ่งขึ้น และยังเป็นเวทีหลักสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าระหว่างสมาชิก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506066b9cbab044ba36ecb3354b393e0894f8140900.jpg' type='image/jpg' length='345124' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เม.ย.68 มูลค่า 1.65 แสนล้าน เพิ่ม 8.7%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107099</link>
<guid isPermaLink="false">947b4b1cb371cb38f211a21d9b756276</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือน เม.ย.68 มีมูลค่า 165,555 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% ด้านชายแดน ค้าขายกับมาเลเซียสูงสุด ตามด้วยสปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา ส่วนผ่านแดนกับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน เม.ย.2568 มีมูลค่าการค้ารวม 165,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% แยกเป็นการส่งออก 96,854 ล้านบาท เพิ่ม 4.7% และการนำเข้า 68,701 ล้านบาท เพิ่ม 14.9% ได้ดุลการค้า 28,153 ล้านบาท และรวม 4 เดือนปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มูลค่า 632,397 ล้านบาท เพิ่ม 10.7% เป็นการส่งออก 352,678 ล้านบาท เพิ่ม 7.9% การนำเข้า 279,719 ล้านบาท เพิ่ม 13.1% ได้ดุลการค้า 72,959 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย.2568 มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,740 ล้านบาท เพิ่ม 89.7% เครื่องคอมพิวเตอร์และอปกรณ์อื่น ๆ 2,599 ล้านบาท เพิ่ม 46.8% แผงวงจรไฟฟ้า 1,638 ล้านบาท เพิ่ม 99.3% ยางแท่ง TSNR 3,060 ล้านบาท เพิ่ม 19.7% ยางสังเคราะห์ 2,682 ล้านบาท เพิ่ม 94.1% น้ำยางข้น 2,604 ล้านบาท เพิ่ม 22.6% และทุเรียน ส่งออก 99,283 ตัน มูลค่า 16,575 ล้านบาท โดยกว่า 98.5% เป็นการส่งออกไปจีน&nbsp;อย่างไรก็ตาม หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนเม.ย.2568 มีมูลค่า 81,062 ล้านบาท เพิ่ม 6.3% เป็นการส่งออก 49,149 ล้านบาท เพิ่ม 3.8% การนำเข้า 31,913 ล้านบาท เพิ่ม 10.4% ได้ดุลการค้า 17,236 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 25,123 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,402 ล้านบาท เพิ่ม 0.5% เมียนมา 16,231 ล้านบาท เพิ่ม 3.0% และกัมพูชา 15,307 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,140 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,474 ล้านบาท และเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น นม UHT นมถั่วเหลือง 1,362 ล้านบาท รวม 4 เดือน การค้าชายแดนมีมูลค่า 344,032 ล้านบาท เพิ่ม 5.3% เป็นการส่งออก 206,296 ล้านบาท เพิ่ม 2.4% และการนำเข้า 137,736 ล้านบาท เพิ่ม 9.9%<br />
<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 เดือน เม.ย.2568 มีมูลค่า 84,493 ล้านบาท เพิ่ม 11.1% เป็นการส่งออก 47,705 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% และการนำเข้า 36,788 ล้านบาท เพิ่ม 19.2% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 52,995 ล้านบาท เพิ่ม 4.5% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 10,919 ล้านบาท เพิ่ม 24.3% และ 5,490 ล้านบาท เพิ่ม 6.1% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 16,335 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,663 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 3,018 ล้านบาท รวม 4 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 288,365 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% เป็นการส่งออก 146,382 ล้านบาท เพิ่ม 16.7% และการนำเข้า 141,983 ล้านบาท เพิ่ม 16.3%<br />
<br />
&ldquo;จากนี้ไป กรมจะเดินหน้าการทำงานเชิงรุกในการกระตุ้นเศรษกิจการค้าชายแดนและผ่านแดน โดยจะจัดมหกรรมการค้าชายแดน ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 13-16 มิ.ย.2568 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดไปแล้วที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งในครั้งนั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการกว่า 27.5 ล้านบาท&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250529b1b73bd63200c15eb9447d9b1f096393161057.jpg' type='image/jpg' length='272074' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เม.ย. เพิ่ม 0.3% ได้แรงหนุนเร่งขายก่อนเจอภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107097</link>
<guid isPermaLink="false">ce488e799090360166776e03418c97ae</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.68 กลับมาฟื้นตัว 0.3% จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่สินค้าเกษตร ข้าว มันสำปะหลังลด จากการแข่งขันและความต้องการลดลง ส่วนดัชนีนำเข้า ลด 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังคงเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้และการส่งออก</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน เม.ย.2568 เท่ากับ 110.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% กลับมาฟื้นตัวขึ้น จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากอยู่ในช่วงการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 114.2 ลดลง 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ แต่กลุ่มสินค้าทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังขยายตัวตามความต้องการใช้ภายในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพื่อรองรับการทำงานของ AI และเร่งนำเข้าก่อนจะมีการประกาศภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.4% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วโลก และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามแนวโน้มการบริโภคอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับตัวลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 17.4% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 3.3% ได้แก่ ข้าว เนื่องจากอุปทานข้าวโลกยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการจากตลาดหลัก อาทิ จีน มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีราคาถูกกว่า&nbsp;ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่ลดลง มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 14.3% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นผลจากอุปทานส่วนเกิน และความต้องการที่ชะลอตัว แต่หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.0% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ และการขยายตัวของการท่องเที่ยว หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.6% โดยเฉพาะทองคำ ตามทิศทางราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ทำให้ความต้องการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และส่งออก หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.1% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงในบางกลุ่มสินค้าสำคัญ อาทิ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อการผลิตและประกอบรถยนต์ภายในประเทศและส่งออก และสินค้าที่มีราคาลดลง คือ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับมีการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2568 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงอีก เพราะฐานราคาปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 การเร่งนำเข้าสินค้าไทยจากประเทศคู่ค้า ก่อนจะมีการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เต็มรูปแบบ ทำให้มีความต้องการสินค้าในระยะสั้นเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรแปรรูปส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังขยายตัว และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มยังมีทิศทางลดลง จากปัญหาอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250529331db1c78c059b716513dc9c1316affc161057.jpg' type='image/jpg' length='203985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี มี.ค.68 เพิ่ม 52.53% ขายทองคำเก็งกำไร ดันยอดพุ่ง 269.55%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107094</link>
<guid isPermaLink="false">c5853d921bb6cd5ce1506bb9d482254c</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มี.ค.68 พุ่งต่อ มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 52.53% ขยายตัว 5 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 131.04% ยอดรวม 3 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 102.38% รวมทองคำ เพิ่ม 109.88% เผยเฉพาะทองยังแรงต่อ เพิ่ม 269.55% จากการขายเก็งกำไร เหตุคนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนตลาดสหรัฐฯ โตต่อ จากการเร่งนำเข้าหนีอัตราภาษีใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2568 มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.53% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 2,502.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 131.04% และการส่งออกรวม 3 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 5,086.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 102.38% รวมทองคำ มูลค่า 8,635.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 109.88%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน มี.ค.2568 มีมูลค่า 1,447.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 269.55% จากการส่งออกไปเก็งกำไร และการหาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การตอบโต้ของคู่ค้าหลายประเทศ ทำให้ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดที่ 3,115.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 3 เดือน มีมูลค่า 3,549.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 121.65% และแยกเป็นรายเดือน ม.ค.2568 มูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% ก.พ.2568 มูลค่า 933.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.395%<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 23.85% จากการเร่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ฮ่องกง เพิ่ม 5.44% เยอรมนี เพิ่ม 5.56% อิตาลี เพิ่ม 0.32% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 19.47% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 10.30% ญี่ปุ่น เพิ่ม 30.49% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 33.66% ส่วนเบลเยี่ยม ลด 28.53% ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม ยังเพิ่มสูงถึง 149,133.67% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 12.47% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 5.39% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 115.79% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 20.42% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 8.68% ส่วนพลอยก้อน ลด 56.22% เพชรก้อน ลด 9.69% เพชรเจียระไน ลด 33.33% เนื่องจากการส่งออกไปยังฮ่องกง เบลเยียม อินเดีย อิสราเอลลดลง และเครื่องประดับเทียม ลด 1.22%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 3 เดือนของปี 2568 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ดีในเกือบทุกตลาดสำคัญ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าสินค้าของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ในช่วงเวลานี้ผู้ส่งออกควรใช้โอกาสในการเร่งการส่งมอบสินค้าและสรุปคำสั่งซื้อกับลูกค้าในสหรัฐฯ ให้มากที่สุดก่อนหมดระยะเวลา 90 วัน และต้องมีการวางแผนกระแสเงินสด เตรียมรับมือกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากภาษี เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นทางการเงิน รวมทั้งบริหารห่วงโซ่อุปทานด้วยการพิจารณาการใช้วัตถุดิบ การผลิตและการกระจายสินค้า ไปยังประเทศที่มีแนวโน้มความเสี่ยงจากอัตราภาษีน้อยกว่า ร่วมกับการใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขยายตลาดส่งออก เพื่อบริหารความเสี่ยงทางการค้าในระยะสั้น และวางรากฐานการปรับตัวระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว และสร้างเสถียรภาพทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอนของการค้าโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม GIT คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในเดือน เม.ย.2568 และก่อนที่สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าตามกำหนดใน 90 วัน คือ เดือน ก.ค.2568 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะผู้นำเข้าเร่งนำเข้าก่อนภาษีบังคับใช้ และรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี หากได้ข้อยุติที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกในอนาคต แต่ก็ยังต้องระวังในเรื่องความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและอัตราภาษีสหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ที่จะส่งผลให้ความต้องการซื้อเครื่องประดับทองลดลง และความผันผวนของค่าเงินบาท ที่จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025052993117f07a5ff4402d7a7efd77b56dfd3160701.jpg' type='image/jpg' length='566675' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกผู้นำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่โลก ตอกย้ำไทยผู้นำข้าวคุณภาพ ปิดดีลขายได้ 5 แสนตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106609</link>
<guid isPermaLink="false">d9ba010d137a43b064054281ac3354cc</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกผู้นำเข้ารายใหญ่จากสหรัฐฯ และผู้ค้าข้าวรายสำคัญของโลก ในช่วงการจัดงาน Thailand Rice Convention 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำข้าวคุณภาพ เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร มีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกตามความต้องการ เผยปิดดีลขายได้กว่า 5 แสนตัน&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับกลุ่มผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่จากสหรัฐฯ ได้แก่ บริษัท OTS McAllister, Inc. บริษัท Sun Lee และบริษัท CKK Paradiso ตลอดจนผู้ค้าข้าวรายสำคัญระดับโลก (Key Global Traders) ซึ่งเดินทางเข้าร่วมงาน Thailand Rice Convention 2025 (TRC 2025) ณ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 พ.ค.2568 ว่า การพบปะหารือครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และการเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก หรือ Food Storage ซึ่งข้าว คือ หัวใจสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือ ได้เน้นย้ำจุดแข็งของข้าวไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความหลากหลายของสายพันธุ์ และความสามารถในการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดยุคใหม่ อาทิ ข้าวอินทรีย์ ข้าวเฉพาะถิ่น เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด รวมถึงข้าวแปรรูปพร้อมรับประทาน (Ready to eat) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอเมริกาและตะวันออกกลาง&nbsp;&ldquo;จากการผลักดันการส่งออกข้าวไทย มีข่าวดี คือ ไทยสามารถปิดดีลขายข้าวไปยังสหรัฐฯ อิรัก แอฟริกาใต้ และประเทศในตะวันออกกลางได้มากขึ้น และภายในปี 2568 จะส่งออกข้าวไปยังประเทศในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นกว่า 500,000 ตัน&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดงาน TRC 2025 กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดขึ้นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าข้าว ตลาดข้าว เจรจาธุรกิจ และผลักดันโอกาสส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดโลก โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยและนานาประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง และงานนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ ข้าวไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรผ่านการขยายตลาดส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับผู้ค้าข้าวรายสำคัญทั่วโลกต่อเนื่อง เพื่อให้มีคำสั่งซื้อที่มั่นคงและเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในการพบปะหารือ มีนายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และทีมงานกรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วม<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527124f30bdc28dacd2ee10574723ec51ba160603.jpg' type='image/jpg' length='437648' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ กยท. พิจารณามาตรการดูแลยางเพิ่มเติม ตรวจเข้มเครื่องชั่ง ดันส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106607</link>
<guid isPermaLink="false">ddbb9d7c7ad9b55dbafd5e9d513c5871</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในหารือการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พิจารณาข้อเรียกร้องของเกษตรกร เสนอให้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลสินค้ายางพารา ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพิ่มเติม ขอ กยท. จัดทำข้อมูลต้นทุน โครงสร้างราคา เพื่อเสนอ กกร. พิจารณาการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำให้สะท้อนต้นทุนและเป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมจับมือตรวจเข้มการซื้อขาย ป้องกันโกงตาชั่ง และลุยขยายตลาดส่งออก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า ได้มีการพิจารณาข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในหลายจังหวัด ที่ขอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ออกมาตรการกำกับดูแลสินค้ายางพาราเพิ่มเติม จากมาตรการที่มีอยู่เดิม เช่น การกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำ การแจ้งต้นทุน การควบคุมแผนการผลิต การนำเข้า-ส่งออก การควบคุมการขนย้าย และการป้องกันการปั่นป่วนราคายางในตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน กกร. ได้กำหนดให้ยางพารา รวมถึงน้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง และยางเครพ เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 9 พ.ศ.2567 และออกมาตรการกำกับดูแล อาทิ การกำหนดให้ผู้รับซื้อตั้งแต่ 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแจ้งข้อมูลปริมาณยางพาราเป็นรายเดือน และการแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน โปร่งใส ตรงกับราคาจริง&nbsp;ส่วนข้อเสนอของเกษตรกรในการกำหนดราคารับซื้อ ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 นั้น กรมได้ขอให้ กยท. จัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตและโครงสร้างราคายางอย่างละเอียด เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการ กกร. พิจารณาอย่างรอบคอบ ในการกำหนดราคายางพาราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการกำกับดูแลการซื้อขาย กรมจะร่วมกับ กยท. และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสอบการติดป้ายราคารับซื้อ และตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้ในการซื้อขายยางพาราอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดที่ดัดแปลงเครื่องชั่งให้แสดงน้ำหนักต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจพบเครื่องชั่งสปริงดัดแปลงในรถเร่รับซื้อเศษยาง จังหวัดเลย พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าความจริงประมาณ 10 กิโลกรัม และจังหวัดบึงกาฬ พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าจริงราว 8 กิโลกรัม ซึ่งผู้กระทำผิดทั้งหมดได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดต่างประเทศ กรม และ กยท. ได้เห็นชอบร่วมกันในการขยายโอกาสทางการตลาด โดยเน้นการเจาะตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ที่มีความต้องการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดเดิม เช่น สหภาพยุโรป ด้วยการยกระดับคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกและราคายางของไทย โดยกรมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกับ กยท. วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราไทยในตลาดโลก<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527a913bdc5ac14a31e99540390b761f04e160603.jpg' type='image/jpg' length='324607' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 4 เดือน ปี 68 จำนวน 363 ราย เพิ่ม 43% ขนเงินเข้า 57,860 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106606</link>
<guid isPermaLink="false">7bc7d7f1299593fd5776bbc3c31c3dcc</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025052789b246a88e658d4b9d84c569475f88ca160417.jpg' type='image/jpg' length='89880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เม.ย.68 ตั้งบริษัทใหม่ 6,325 ราย ลด 3.14% รวม 4 เดือน ลด 4.39% เหตุคนรอดูสถานการณ์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106604</link>
<guid isPermaLink="false">79ffcb86ba77b39c1534c35d81a62f40</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เม.ย.68 มีจำนวน 6,325 ราย ลด 3.14% ทุนจดทะเบียน 32,141 ล้านบาท เพิ่ม 17.86% เลิก 814 ราย เพิ่ม 0.49% ทุนจดทะเบียน 4,131 ล้านบาท ลด 18.94% รวม 4 เดือน ตั้งใหม่ 30,148 ราย ลด 4.39% เลิก 3,921 ราย เพิ่ม 8.34% เหตุคนรอดูสถานการณ์ เพราะเจอผลกระทบทั้งเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีสหรัฐฯ ค่าครองชีพ แต่แนวโน้มไตรมาส 3-4 มีลุ้นตั้งใหม่เพิ่ม&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2568 มีจำนวน 6,325 ราย ลดลง 3.14% ทุนจดทะเบียน 32,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.86% เพราะมีธุรกิจที่ทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย คือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทุน 14,940 ล้านบาท และบริษัท อิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด ทุน 1,580 ล้านบาท โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 814 ราย เพิ่มขึ้น 0.49% มีทุนจดทะเบียน 4,131 ล้านบาท ลดลง 18.94% โดยธุรกิจที่เลิก 3 อันดับแรกเหมือนกับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนยอดรวมจัดตั้งธุรกิจใหม่ 4 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 30,148 ราย ลดลง 4.39% ทุนจดทะเบียน 112,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.70% ซึ่งในนี้ มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท ถึง 7 ราย มูลค่ารวม 37,499 ล้านบาท โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิก มีจำนวน 3,921 ราย เพิ่มขึ้น 8.34% ทุนจดทะเบียน 15,990 ล้านบาท ลดลง 6.16% และในนี้ มีธุรกิจเลิกที่มีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย รวม 4,128 ล้านบาท โดยธุรกิจที่เลิก 3 อันดับแรกเหมือนกับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ลดลง ทั้งเดือน เม.ย.2568 และภาพรวม 4 เดือน ปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในช่วงเวลานี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์และแรงกระทบต่าง ๆ จากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายด้านการค้า และมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ และสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการจดทะเบียนธุรกิจต่าง ๆ&nbsp;อย่างไรก็ตาม คาดว่าจากสภาวการณ์เศรษฐกิจของไทย ที่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนหลักจากการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และการเร่งรัดเบิกจ่ายของการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปีงบประมาณ 2568 น่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ยอดการจดทะเบียนธุรกิจทั้งปี 2568 เติบโตได้ในช่วงประมณ 90,000 ราย<br />
<br />
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในช่วง 4 เดือนของปี 2568 พบว่า มีธุรกิจที่มีการจัดตั้งลดลง เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จากความผันผวนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของไทย ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่ธุรกิจบางประเภทมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไป ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจขายยานยนต์เก่า เป็นต้น เนื่องจากกิจกรรมและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล เทรนด์เรื่องสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ส่วนธุรกิจเลิกที่เพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านค้าทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ไวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และกลไกการแข่งขัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,994,979 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 947,791 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.34 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 748,685 ราย สัดส่วน 78.99% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.53 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 197,616 ราย สัดส่วน 20.85% ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,490 ราย สัดส่วน 0.16% ทุนจดทะเบียนรวม 5.38 ล้านล้านบาท โดยนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 512,359 ราย ทุนจดทะเบียน 12.85 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่งค้าปลีก 310,856 ราย ทุน 2.57 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 124,576 ราย ทุน 6.92 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.06%, 32.80% และ 13.14% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527e8d751f3a20846c9e9ce1ea1466c967c160101.jpg' type='image/jpg' length='163332' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”มอบรางวัล Agri Plus Award 2025 เตรียมช่วยผลักดันออกสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106051</link>
<guid isPermaLink="false">e65459a6432fb109a0dacd6f0884fec6</guid>
<pubDate>Fri, 23 May 2025 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ประกาศผลและมอบถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวด Agri Plus Award 2025 เผย &ldquo;Really ชีสจากข้าวและมะพร้าว&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร &ldquo;Phyto Care สเปรย์ขะจาว&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร และ &ldquo;Rice Husk สารดูดความชื้นจากแกลบ&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มนวัตกรรมใหม่ เตรียมช่วยสร้างเครือข่ายและผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีประกาศผลและมอบถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยระดับประเทศ Agri Plus Award 2025 ภายใต้โครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Growth in Agri-innovation นวัตกรรมเกษตรก้าวไกล ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวหน้า&rdquo; ว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่สานต่อความสำเร็จจากปี 2562 ปี 2565 และปี 2567 โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ผลักดันให้มีการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตลอดเดือน เม.ย.2568 ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้จัดกิจกรรมเปิดตัวและประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวด ทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เชียงใหม่ และขอนแก่น ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น มีผู้สนใจนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมร่วมสมัครถึง 251 ผลงาน ใน 3 ประเภทการประกวด ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Innovation) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Lifestyle Innovation) และ กลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการเกษตรนวัตกรรมใหม่ (Rising Star)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 32 ราย ได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผลงานคุณภาพตั้งแต่รอบคัดเลือก และรอบ Semi-final จนเหลือผู้ผ่านเข้ารอบตัดสินเพียง 28 ราย ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายฝึกอบรม (Bootcamp) และนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการตัดสินในรอบ Final จนได้ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศของแต่ละกลุ่ม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505237a920457a1095eff1b2d806b7f571f46153721.jpg' type='image/jpg' length='222643' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“แพทองธาร” สั่งการ “พาณิชย์” ต้องเร็ว ต้องไว ช่วยผลไม้ หลังราคาต่ำกว่าทุกปี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103734</link>
<guid isPermaLink="false">ca5fc9580dd63c4239dce8d1bdfc9d32</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;แพทองธาร&rdquo; สั่งการ &ldquo;พาณิชย์&rdquo; เร่งดึงราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ หลังพบผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำกว่าทุกปี ขอเร่งทำแผนให้ไว ต้องเร็ว เดี๋ยวไม่ทันการณ์ ส่วนการรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ยันรัฐบาลทำอยู่ ขอพาณิชย์ช่วยส่งเสริมเอกชนใช้ประโยชน์ FTA ขยายการค้า ลงทุน และเร่งเจรจา FTA ใหม่ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ ว่า ได้เร่งรัดให้กระทรวงพาณิชย์หามาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตร ที่ขณะนี้ ราคาต่ำกว่าทุกปี โดยเฉพาะผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด ได้รับรายงานว่าหลายชนิดมีปริมาณล้นตลาด และอยากให้เข้าไปดูแลเรื่องพ่อค้าคนกลาง ไม่อยากให้มีพ่อค้าคนกลาง หากต้องผ่านเยอะ จะทำให้ต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรถูกกดราคารับซื้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ทุกส่วนราชการช่วยกันซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ใครจะซื้ออะไร ปรึกษาพาณิชย์ก่อน ขอให้ช่วยกันซื้อ ช่วยกันสนับสนุนสินค้าเกษตร ภาครัฐก็ต้องช่วยกัน และดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยด้วย หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน น่าจะช่วยเหลือเกษตรกรได้มาก เพราะผลไม้บางชนิดเน่าเสียเร็ว ต้องรีบเข้าไปช่วย ทำแผนให้ไว ดิฉันพร้อมสนับสนุน จะคุยวงเล็กก็ได้ในเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ต้องเร็ว เดี๋ยวไม่ทันการณ์&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องร้านอาหารไทย และการมอบสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อยากให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ การลดต้นทุน อาทิ การนำเข้าวัตถุดิบ &nbsp;สำหรับการรับมือผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ อยากให้กระทรวงพาณิชย์พยายามส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้เกิดประโยชน์สุงสุด เพื่อให้การค้า การลงทุนคล่องตัวได้ และเกิดสมดุล รวมทั้งให้เร่งการเจรจา FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เชิญกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐฯ สินค้านำเข้าไร้คุณภาพ และธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย (นอมินี) ซึ่งอยากขอให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงช่องโหว่ของกฎหมายที่จะเอื้อต่อการสวมสิทธิ์ไทย และนอมินี รวมถึงขอให้เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า ทบทวนการส่งเสริมการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย ใช้ปัจจัยการผลิตในไทยให้มากขึ้น และออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเรื่องงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ทราบจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณว่า ปีนี้ภาครัฐมีการลงทุน ที่เบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 500,000 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของงบลงทุนทั้งหมด ถือว่า ตัวเลขดีขึ้นมาก แต่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีก ขอความร่วมมือทุกกระทรวงเร่งรัดการเบิกจ่ายด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องที่นายกฯ มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ให้ดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัด และกรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้เร่งเชื่อมโยงผลผลิตออกนอกพื้นที่แหล่งผลิตโดยเร็ว เพื่อเป็นการระบายผลผลิต พร้อมประสานงานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสนับสนุนการซื้อสินค้าเกษตรแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505072d7b99d5ca550f103ec47010fb8e1fad171223.jpg' type='image/jpg' length='362359' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สบช่อง ชวนเยอรมนีเพิ่มการลงทุน ยันเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-อียูจบปีนี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103733</link>
<guid isPermaLink="false">acc9ac87ea7a15fd440b8e759c3cdd09</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ปาฐกถาพิเศษเวที German Business Talk ย้ำจุดแข็งเศรษฐกิจไทย ช่วงรัฐบาลแพทองธารเข้ามาบริหารประเทศ ส่งออกโต 12.9% การลงทุนพุ่ง มีความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน สบช่องชวนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เผยยังมีแผนเดินหน้าเจรจา FTA มั่นใจกรอบไทย-อียูจบปีนี้ หลังไทย-เอฟตา เจรจาสำเร็จและลงนามกันไปแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงค่ำวันที่ 6 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมงาน German Business Talk และได้กล่าวปาฐกถาพิเศษต่อผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจากประเทศในยุโรป และนักธุรกิจชั้นนำของเยอรมนีกว่า 80 คน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยตนได้ใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเยอรมนี ซึ่งถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในสหภาพยุโรป (อียู)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันกับผู้แทนสถานทูต และนักธุรกิจว่าเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ มูลค่าการส่งออกเติบโตถึง 12.9% และเฉพาะเดือน มี.ค.2568 การส่งออกมีมูลค่า 29,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.8% เป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ส่วนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2568 สูงถึง 431,000 ล้านบาท เพิ่ม 97% ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ชี้แจงอีกว่าไทยมีศักยภาพและความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน มีความพร้อมรองรับการขยายการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจเยอรมนี สามารถเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม เช่น ยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องจักรกล PCB (แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) และระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Center) โดยไทยยินดีอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเยอรมนีที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งแก้ไขปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เข้ามาจัดตั้งธุรกิจแล้ว&nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลไทยยังเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการเร่งสร้างพันมิตรรายใหม่ด้วยการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยมี FTA ที่ประสบความสำเร็จ เช่น FTA ไทย- สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ที่สรุปผลและลงนามไปเมื่อต้นปี ส่งผลให้บรรยากาศการส่งออกของไทยไปยังเอฟตาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย&ndash;อียู ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าในทิศทางบวกและเป็นที่น่าพอใจ โดยทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปีนี้ และมั่นใจว่าพลังสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคธุรกิจของเยอรมนี จะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ความตกลงการค้าฉบับนี้ สามารถสรุปผลได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสและยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-อียู และไทย-เยอรมนีได้ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป การค้าระหว่างไทย&ndash;เยอรมนี มีมูลค่า 10,939.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปเยอรมนี 5,331.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจากเยอรมนี 5,607.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505078783673b625f6e48b9fff0d1aba1d29e171104.jpg' type='image/jpg' length='240665' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปลัดพาณิชย์” โชว์นายกรัฐมนตรี ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนงาน ลุยรับมือทรัมป์ 2.0 เต็มที่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103731</link>
<guid isPermaLink="false">cbee9cc351d53bd3a53bf99a178d115b</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;ใช้เวทีการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า โชว์ทิศทางการขับเคลื่อนงานพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยี ให้นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบ เผยมีแผนจัดทำ Super App รวมงานบริการทุกหน่วยงานไว้ที่เดียว มุ่งสีเขียว ลดใช้กระดาษ ลดปล่อยคาร์บอน ยันมีแผนรับมือความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตามที่ได้รับมอบหมาย &nbsp;</strong><br />
<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รายงานแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่ได้เดินทางมาร่วมการประชุมที่กระทรวงพาณิชย์เจ้าภาพ โดยได้แสดงความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายของบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการพัฒนาองค์กร เพื่อสามารถให้บริการประชาชนในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร และการเตรียมการรับมือภัยคุกคามจากนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก<br />
<br />
โดยในการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อาทิ การใช้ระบบสารบัญอิเล็กทรอนิกส์ในการรับ-ส่งเอกสารภายในและภายนอกหน่วยงาน ส่งผลให้สามารถลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,000 รีมต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทำงานได้มากกว่า 26 ตันต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานสู่ระบบราชการสีเขียว (Green Government)<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัว Super App ซึ่งจะรวบรวมบริการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการติดต่อกับภาครัฐ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการของภาครัฐไปอีกขั้น รวมถึงเปิดตัวแอปพลิเคชัน MOC Go ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามสถานะของผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อจับคู่ทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบ Generative AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ตอบคำถามเชิงกลยุทธ์ และช่วยในการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;นายวุฒิไกรกล่าวว่า สำหรับการรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2568 มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อดำเนินงานเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในรูปแบบองค์รวม (Holistic Approach)<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือน ก.พ.2568 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับทั้งภาครัฐและเอกชนของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมถึงรับฟังปัญหาและข้อกังวลของภาคเอกชน ตลอดจนชี้แจงจุดยืนของไทยอย่างเป็นทางการ<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 ฝ่าย (กกร.) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและวางท่าทีร่วมกันในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และในการประชุมครั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน รวมถึงส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป<br />
<br />
สำหรับสถานการณ์การส่งออกของไทย ได้รายงานว่า ในช่วงปี 2567-2568 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือน มี.ค.2568 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 29,548 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 17.8% และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ส่วนภาพรวมปี 2567 การส่งออกมีมูลค่า 300,529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 5.4% และในช่วง 3 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 81,532 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 15.2% เกินดุลการค้า 1,081 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505071f6815a6a2cddf3608aa0b5a3b267c0e170939.jpg' type='image/jpg' length='123644' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แผ่นดินไหวไม่กระทบเงินเฟ้อ สินค้า 95% ปกติ มีแค่ 2% ราคาขึ้น อีก 3% ลดลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/99182</link>
<guid isPermaLink="false">d624fd8446fc3db2df5247bdc57b771e</guid>
<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.วิเคราะห์ผลกระทบของการเกิดแผ่นดินไหวต่ออัตราเงินเฟ้อ เจาะลึกสินค้าและบริการ 464 รายการ พบ 95% ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม ของใช้ส่วนบุคคล และยารักษาโรค มีผลกระทบแค่ 2% จากค่าแรงช่าง ปูนซีเมนต์ อิฐ กระเบื้องปูพื้น และสีทาบ้าน เหตุมีความต้องการสูงขึ้น และอีก 3% มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะค่าเช่าคอนโดมิเนียม ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักและโรงแรม และค่าทัศนาจร เหตุคงกังวล และนักท่องเที่ยวชะลอเที่ยว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ผลกระทบของการเกิดแผ่นดินไหวต่ออัตราเงินเฟ้อ พบว่า แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะสั้น แต่จากการติดตามสินค้าและบริการที่ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคจำนวน 464 รายการ ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และกระทรวงพาณิชย์ ยังได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด ก็ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด รวมทั้งได้ติดตามสินค้าที่มีความต้องการใช้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน และสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ห้างมีการสต๊อกสินค้าเพียงพอ ราคาจำหน่ายปกติ ไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และยังมีการจัดการส่งเสริมการขายเพื่อช่วยเหลือประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการวิเคราะห์สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 สินค้าและบริการที่ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นประมาณ 95% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ สินค้าในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม ของใช้ส่วนบุคคล และยารักษาโรค เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคผลิต ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลิตยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ สำหรับภาคการบริโภคของประชาชน พฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนไม่ตื่นตระหนกด้านการใช้จ่ายไม่ได้กักตุนสินค้า และไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ส่วนภาคการขนส่งหลักไม่มีความเสียหายที่รุนแรง การบริการยังดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งการขนส่งเพื่อการผลิตและการขนส่งสาธารณะเพื่อการเดินทางของประชาชนได้กลับมาให้บริการเช่นเดิม หลังจากสำรวจว่ามีความปลอดภัยรองรับการใช้งานได้แล้ว รวมทั้งสาธารณูปโภคที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา และการสื่อสาร ไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีการหยุดชะงักงัน และยังดำเนินการได้ตามปกติ&nbsp;กลุ่มที่ 2 สินค้าและบริการที่อาจมีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นประมาณ 2% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ ได้แก่ กลุ่มสินค้าและบริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้าน เนื่องจากมีความต้องการในการฟื้นฟูและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น ค่าแรงช่าง ปูนซีเมนต์ อิฐ กระเบื้องปูพื้น และสีทาบ้าน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือ โดยติดต่อผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงดีลเลอร์เพื่อให้ขายสินค้าในราคาถูกพิเศษ ซึ่งจะทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
กลุ่มที่ 3 สินค้าและบริการที่มีแนวโน้มราคาลดลง คิดเป็นประมาณ 3% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ ได้แก่ กลุ่มค่าเช่าและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียม เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนจากกลุ่มที่มีความกังวลในการอยู่อาศัยในที่สูงอาจปรับพฤติกรรมการอยู่อาศัย และอาจชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยในแนวสูง นอกจากนี้ สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว อาจมีการปรับราคาลดลง โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวบางส่วนในระยะสั้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักและโรงแรม และค่าทัศนาจร เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้และฟื้นฟูกิจกรรมการท่องเที่ยวให้กลับเข้าสู่ระดับปกติในระยะเวลาอันสั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ในระยะสั้นประชาชนและนักท่องเที่ยวอาจมีความกังวลด้านความปลอดภัย โดยภาครัฐได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ดำเนินการตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ติดตามสถานการณ์สินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่คนต้องการใช้อย่างวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน และสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ซึ่งผลการติดตามที่ผ่านมา ไม่พบความผิดปกติ สินค้ามีเพียงพอ ราคาขายปกติ และห้างมีการจัดโปรโมชันช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202504041d2e6dca8363416cf0dd321a4e625680160942.jpg' type='image/jpg' length='211711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ มี.ค.68 เพิ่ม 0.84% บวก 12 เดือนติด ประกาศปรับเป้าทั้งปีใหม่ พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/99178</link>
<guid isPermaLink="false">6a682f374c84fcab0cd17c9f75399b27</guid>
<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ มี.ค.68 เพิ่ม 0.84% บวกต่อเนื่อง 12 เดือนติด จากการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป และราคาดีเซล ค่าเช่าบ้าน รวม 3 เดือน เพิ่ม 1.08% คาดไตรมาส 2 สูงขึ้นแบบชะลอตัวลง เตรียมปรับเป้าเงินเฟ้อทั้งปี 68 ใหม่ นำผลกระทบทรัมป์ขึ้นภาษีมารวม หากมีความชัดเจน คาดประกาศได้ต้น พ.ค.นี้&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มี.ค.2568 เท่ากับ 100.35 เทียบกับ มี.ค.2567 เพิ่มขึ้น 0.84% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป ประกอบกับมีการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และค่าเช่าบ้านเป็นสำคัญ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 3 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 1.08%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 0.84% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.35% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู กุ้งขาว) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มผลไม้สด (ทุเรียน ฝรั่ง สับปะรด มะพร้าวอ่อน) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) แต่มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ผักสดบางชนิด (มะนาว พริกสด ผักกาดขาว ขิง ผักชี ต้นหอม มะเขือ ขึ้นฉ่าย) ไข่ไก่ ไก่ย่าง ผลไม้บางชนิด (องุ่น มะละกอสุก) และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลด 0.18% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยารีดผ้า) เครื่องรับโทรศัพท์มือถือ และเสื้อผ้า (กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี) โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล ค่าเช่าบ้าน และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน มี.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.86% ชะลอตัวลงจากเดือน ก.พ.2568 ที่สูงขึ้น 0.99% และรวม 3 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 0.89%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โดยไตรมาส 1 เงินเฟ้อเฉลี่ย 1.08% ไตรมาส 2 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 0.14-0.15% มีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง จากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ฐานราคาผักสดและไข่ไก่ในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่า ปี 2567 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลก โดยราคาในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนหน้า จึงส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ<br />
<br />
ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น จากวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว กาแฟ และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกะทิ กาแฟ และน้ำมันพืช และอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมทาน ราคายังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบในบางสินค้า ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดและความชัดเจนอีกครั้ง แต่เบื้องต้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าที่กระทบ อาทิ น้ำมัน หรือสินค้าที่มีการเจรจาให้นำเข้าจากสหรัฐฯ อีกกลุ่มภาคบริการ ไม่กระทบ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำประปา บริการศึกษา แต่จะนำปัจจัยทั้งหมด มาพิจารณา และปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568 ใหม่ น่าจะเป็นช่วง ต้นเดือน พ.ค.2568 ช่วงเดียวกับที่แถลงเงินเฟ้อประจำเดือน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025040483cb3b8d8f6a1e6e11f3a3fe09f58879161548.jpg' type='image/jpg' length='324553' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.พ. ลด 0.8% เจอข้าว มัน น้ำมันฉุด ส่วนดัชนีนำเข้าเพิ่ม 4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97863</link>
<guid isPermaLink="false">2cf6429f77efa1b270ea797c03b25aee</guid>
<pubDate>Fri, 28 Mar 2025 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก ก.พ.68 ลด 0.8% เหตุข้าว มันสำปะหลัง ราคาลดลง จากความต้องการลด เจอคู่แข่ง น้ำมันลดจากความกังวลเศรษฐกิจโลก แต่อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มตามความต้องการที่สูงขึ้น ส่วนดัชนีนำเข้า เพิ่ม 4% จากความต้องการสินค้าใช้ในการผลิต ลงทุน บริโภคเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือนก.พ.2568 เท่ากับ 110.9 ลดลง 0.8% เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มที่ปรับลดลงจากอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา ประกอบกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น จากการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางการผลิตของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลให้ราคาส่งออกของไทยขยายตัวได้อย่างจำกัด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่มขึ้น 4% ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการผลิต การลงทุน และการบริโภคของประเทศ<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านนโยบายทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI ) และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงแบบสดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการของตลาดโลกที่มีอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ส่วนดัชนีราคาส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 5.1% โดยน้ำมันสำเร็จรูปลดตามความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและอุปสงค์น้ำมันชะลอตัว และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 2.3% ได้แก่ ข้าว ตามอุปทานข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกชะลอลง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการที่ลดลง เนื่องจากเผชิญกับคุณภาพของผลผลิตที่ลดลง รวมถึงการแข่งขันจากคู่แข่ง ซึ่งเสนอราคาที่ถูกกว่าไทย&nbsp;ทางด้านดัชนีราคานำเข้า หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.7% ได้แก่ ทองคำ ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ทำให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และปุ๋ย ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และพืชผลทางการเกษตร หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.6% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนของภาคการผลิต และภาคบริการเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 0.3% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบางภูมิภาคยังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น<br />
<br />
ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลดลง คือ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลด 0.1% จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ตามความต้องการที่ชะลอลง เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวช้า<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนมี.ค. 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานราคาปี 2567 ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรบางประเภท ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังขยายตัวได้ดี ราคาพลังงานและวัตถุดิบ ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจช้ากว่าที่คาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า และภาษีของสหรัฐ ฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงน้อยกว่าปี 2567 อาจส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น จนนำมาสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032842c21acc7e6ce16ba6b30470ed5d142e142154.png' type='image/png' length='1165614' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกจีน ดันส่งออกทุเรียน ข้าว วัว ขอเพิ่มเวลาทำการ ช่องตรวจ ช่วงฤดูผลไม้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97699</link>
<guid isPermaLink="false">3aa25ca8313c741bfd6760fe8d533b0c</guid>
<pubDate>Thu, 27 Mar 2025 17:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน ผลักดันส่งออกทุเรียน ข้าว วัว สู่มณฑลยูนนาน พร้อมขอช่วยอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางลาว-ยูนนาน เพิ่มเวลาทำการด่าน ช่องตรวจปล่อยสินค้าช่วงฤดูผลไม้ไทยออก เม.ย.-พ.ค.นี้</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ นายสือ ยวี่กาง รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้หารือกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ทุเรียน ข้าว และวัว ผ่านเส้นทางขนส่งสำคัญสู่ยูนนาน เพราะปีนี้ผลผลิตทุเรียนของไทยมีปริมาณ 1.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 37% จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
&ldquo;จีนเป็นตลาดใหญ่ ปีนี้ไทยมีผลผลิตทุเรียนมากขึ้น และมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการสุ่มตรวจสารเคมี BY2 ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า ไทยได้เร่งแก้ไขปัญหา โดยได้กำกับดูแลและยกระดับการตรวจสอบผลไม้ก่อนส่งออก จึงขอความร่วมมือจากทางการจีนให้ผ่อนปรนการตรวจสอบ เป็นกรณีพิเศษในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทุเรียนไทย และยังขอให้จีนพิจารณาสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น ลำไย มังคุด อินทผลัม และสละเพิ่มขึ้นด้วย&rdquo; นายพิชัยกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้ขอให้จีนสนับสนุนการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางลาว-ยูนนาน โดยเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพด่านโม่ฮาน เพิ่มระยะเวลาทำการ และเพิ่มช่องตรวจปล่อยสินค้าให้ทันต่อฤดูกาลส่งออก รวมทั้งขอให้จีนเร่งรัดการซื้อข้าวปริมาณ 280,000 ตัน ตามข้อตกลงเดิม เนื่องจากปัจจุบันไทยมีผลผลิตข้าวจำนวนมาก พร้อมผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็งผ่านท่าเรือกวนเหล่ย เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรไทย&nbsp;ทั้งนี้ ได้เชิญทางการจีนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญ อาทิ 1.STLYE Bangkok 2025 (เม.ย.) 2.TAPA 2025 (เม.ย.) 3.Thaifex-Anuga Asia 2025 (พ.ค.) 4. Tilog-LogistiX 2025 (ส.ค.) และ 5. Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair (ก.ย.) เพื่อสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างกัน<br />
<br />
นายสือ ยวี่กาง กล่าวว่า ข้อเสนอของไทยจะถูกนำกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนไทยในด้านการค้า โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านขนส่งสินค้าทางรถไฟจีน-ลาว และการค้าข้ามพรมแดนผ่านท่าเรือกวนเหล่ย และขอให้ไทยร่วมมือกับจีน สปป.ลาว และเมียนมา ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และเชิญตัวแทนไทยเข้าร่วมงานแฟร์สำคัญที่คุนหมิงในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทั้งสองประเทศได้เจรจาความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
สำหรับมณฑลยูนนาน ถือเป็นศูนย์กลางการค้าจีน-อาเซียน และยังเป็นประตูสำคัญของจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางพม่า สปป.ลาว และเวียดนาม ปัจจุบัน มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ยูนนานอยู่ที่ 1,845.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังมณฑลยูนนาน ประกอบด้วย 1.ผลิตภัณฑ์ยาง 2.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3.ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง 4. เม็ดพลาสติก และ 5.ยางพารา และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากมณฑลยูนนาน ประกอบด้วย 1.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 2. เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ 3.เคมีภัณฑ์ 4.เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และ 5.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032724082e6a713807988138824dba56817c171154.jpg' type='image/jpg' length='1273051' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร”นำทีมพาณิชย์ เยือนสปป.ลาว-จีน เปิดทางสะดวกส่งออกทุเรียนไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96809</link>
<guid isPermaLink="false">8ce429e3af76989148d51a62ccdbbb7e</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;นำทีมพาณิชย์ เยือน สปป.ลาว-จีน 26-31 มี.ค.นี้ สำรวจเส้นทางโลจิสติกส์และเจรจากับผู้รับผิดชอบ เปิดทางสะดวกส่งออกทุเรียนและผลไม้ชนิดอื่น ๆ ของไทยเข้าสู่จีน พร้อมเยี่ยมชมตลาดค้าส่งหูหนาน ศูนย์กระจายทุเรียนรายใหญ่</strong><br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 26-31 มี.ค.2568 ตนจะนำคณะกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนสปป.ลาว และจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้า และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายตลาดทุเรียนและผลไม้ไทยอื่น ๆ ในจีน ผ่านโครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อจากไทยผ่านสปป.ลาวสู่จีน โดยจะมีการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป.ลาว เพื่อหารือด้านโลจิสติกส์สำหรับการขนส่งสินค้าเกษตร และเดินทางไปเยี่ยมชม ท่าบกท่านาแล้ง จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าสำคัญของลาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน<br />
<br />
ทั้งนี้ ตนยังจะนำคณะเดินทางโดยรถไฟจีน-ลาว ที่เวียงจันทน์สู่เมืองบ่อเต็น ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญไปจีน และจะตรวจเยี่ยมด่านโม๋ฮ่าน ซึ่งเป็นจุดตรวจปล่อยสินค้านำเข้าทุเรียนไทย ก่อนเข้าสู่ตลาดจีน โดยจะมีการเข้าพบผู้แทนภาครัฐของจีน เพื่อหารือเรื่องกระบวนการตรวจปล่อยสินค้าให้รวดเร็วขึ้น&nbsp;ขณะเดียวกัน จะเดินทางไปเยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้หูหนาน ตั้งอยู่ที่เมืองฉางชา มณฑลหูหนาน และศูนย์กระจายสินค้าผลไม้ Greenery Fruit ซึ่งเป็นผู้นำเข้าทุเรียนไทยเป็นจำนวนมาก โดยจะเจรจาการค้าเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายทุเรียนไทย ไปยังเครือข่ายค้าส่งทั่วประเทศจีน ซึ่งจะมีการตรวจเยี่ยมโครงการโลจิสติกส์และคลังสินค้าเพื่อผลไม้สดเพื่อดูเส้นทางผลไม้ด้วย<br />
<br />
&rdquo;การนำคณะเดินทางในครั้งนี้ เพื่อขยายตลาดทุเรียนไทยในจีน ส่งเสริมการนำเข้าผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเร่งกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า ลดความล่าช้าในการนำเข้าสินค้าเกษตรไทยผ่านด่านจีน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุเรียนและผลไม้อื่น ๆ ของไทย รวมถึงปรับปรุงระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ทำให้สินค้าไทยมีราคาที่แข่งขันได้ในตลาดจีน และคาดหวังว่าจะช่วยให้ทุเรียน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของไทยสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร และสร้างความมั่นคงด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน&ldquo; นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250324161bb183d89049f7da55882ca943fc29162716.png' type='image/png' length='622828' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.พ.68 พุ่ง 19.9% ปราบแก๊งคอลฯ ส่งออกน้ำมันเมียนมาวูบ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96806</link>
<guid isPermaLink="false">212ab5861e24c42293c9a7e4c111089b</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือน ก.พ.68 มีมูลค่า 154,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% โดยการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว นำโด่ง ตามด้วยมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน จีนนำ ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม ระบุการปราบคอลเซนเตอร์ ทำส่งออกน้ำมันไปเมียนมาวูบ แต่สินค้าอื่น ๆ ยังบวก</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.พ. 2568 มีมูลค่า 154,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% เป็นการส่งออก 86,020 ล้านบาท เพิ่ม 20.8% และการนำเข้า 68,334 ล้านบาท เพิ่ม 18.8% ได้ดุลการค้า 17,686 ล้านบาท ส่งผลให้ 2 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 299,494 ล้านบาท เพิ่ม 10.9% เป็นการส่งออก 164,057 ล้านบาท เพิ่ม 12.1% การนำเข้า 135,437 ล้านบาท เพิ่ม 9.6% ได้ดุลการค้า 28,621 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนก.พ. 2568 มีมูลค่า 86,543 ล้านบาท เพิ่ม 8.9% เป็นการส่งออก 50,820 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% การนำเข้า 35,723 ล้านบาท เพิ่ม 13.8% ได้ดุลการค้า 15,097 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มีมูลค่าสูงสุด 28,078 ล้านบาท เพิ่ม 8.4% รองลงมา คือ มาเลเซีย 25,401 ล้านบาท เพิ่ม 15.6% เมียนมา 17,470 ล้านบาท ลด 3.3% และกัมพูชา 15,594 ล้านบาท เพิ่ม 15.0% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,355 ล้านบาท สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ เช่น กากถั่วเหลือง นมผง 1,501 ล้านบาท และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องมือวัดสัญญาณไฟฟ้า กระเบื้องแผ่น 1,364 ล้านบาท ทั้งนี้ 2 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 170,340 ล้านบาท เพิ่ม 5.2% เป็นการส่งออก 101,349 ล้านบาท เพิ่ม 3.1% และการนำเข้า 68,992 ล้านบาท เพิ่ม 8.5%&nbsp;ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม มีมูลค่า 67,811 ล้านบาท เพิ่ม 37.7% เป็นการส่งออก 35,200 ล้านบาท เพิ่ม 52.4% และการนำเข้า 32,611 ล้านบาท เพิ่ม 24.8% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 38,537 ล้านบาท เพิ่ม 55.5% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 10,102 ล้านบาท เพิ่ม 48.8% และ 5,583 ล้านบาท เพิ่ม 20.6% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,571 ล้านบาท ยางแท่ง TSNR 4,887 ล้านบาท และน้ำยางข้น 2,373 ล้านบาท ทั้งนี้ 2 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 129,154 ล้านบาท เพิ่ม 19.5% เป็นการส่งออก 62,709 ล้านบาท เพิ่ม 30.5% และการนำเข้า 66,445 ล้านบาท เพิ่ม 10.6%<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมได้ติดตามการปราบปรามกลุ่มคอลเซนเตอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยมีผลกระทบต่อการค้า มีการค้ารวม 17,470 ล้านบาท ลดลง 3.25% เป็นการส่งออก 10,027 ล้านบาท ลดลง 0.6% และนำเข้า 7,443 ล้านบาท ลดลง 6.6% ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ น้ำมันดีเซลและน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ มูลค่าการส่งออกลดลงเหลือ 510 ล้านบาท ลด 61.0%<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกชายแดนไปเมียนมาในกลุ่มสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากสินค้าพลังงานในภวมยังคงขยายตัว 7.1% ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-เมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้การสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนภายใต้โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ &ldquo;มหกรรมการค้าชายแดน&rdquo; ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตามแผนงานโครงการที่วางไว้เพื่อกระตุ้นการค้าต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250324cbe4d7ed13d8b1f58cff58d84be734a7162716.jpg' type='image/jpg' length='1046890' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” แนะผู้ส่งออกใช้ช่องทางออนไลน์ แนะนำ-ขายสินค้าไทยในอิตาลี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96803</link>
<guid isPermaLink="false">1a64d69c597ff089f195557c207f7a29</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกใช้ช่องทางออนไลน์ในการแนะนำและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยในตลาดอิตาลี หลังผู้บริโภคเริ่มสนใจการซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เผยสินค้าที่ชาวอิตาเลียนค้นหามากสุดในปี 67 อาหารเสริมและวิตามิน ตามด้วยโทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องซักผ้า ยา น้ำหอม รองเท้า</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน อิตาลี ถึงการเติบโตของตลาดออนไลน์ในอิตาลี ในปี 2567 และโอกาสในการใช้ช่องทางออนไลน์ประชาสัมพันธ์สินค้าไทย เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภค และการซื้อสินค้าไทย<br />
<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดดิจิทัลของอิตาลีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยมาจากผู้บริโภคในประเทศมีความตระหนักในการออมเงินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความใส่ใจในการเปรียบเทียบราคาก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลของเว็บไซต์ Trovaprezzi.it (เว็บไซต์อันดับหนึ่งของอิตาลีสำหรับเปรียบเทียบราคาสินค้าที่มีความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้จำนวนมากในการค้นหาผลิตภัณฑ์ในราคาที่ดีที่สุด) แจ้งว่า ปี 2567 มีการค้นหาข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์ Trovaprezzi.it สูงถึง 252 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีจำนวน 230 ล้านครั้ง ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอิตาลีต่อการชอปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยหมวดผลิตภัณฑ์ที่ถูกค้นหา เพื่อเปรียบเทียบราคาบนเว็บไซต์ Trovaprezzi.it มากที่สุดในปี 2567 คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามิน มีการค้นหามากกว่า 24.2 ล้านครั้ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 9.63% ของจำนวนการค้นหาทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความใส่ใจของชาวอิตาเลียนต่อการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อันมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งเสริมถึงการตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลและป้องกันสุขภาพของผู้บริโภคในประเทศ ส่วนโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน มีการค้นหามากกว่า 12.4 ล้านครั้ง สัดส่วน 4.96% เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศให้ความสนใจในอุปกรณ์ที่ใช้นวัตกรรมเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง มีการค้นหา 7.6 ล้านครั้ง สัดส่วน 3.02% อันมีผลมาจากแรงจูงใจจากรัฐบาลในการสนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน&nbsp;นอกจากนี้ ยังมีหมวดสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจในการค้นหา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ 7.46 ล้านครั้ง เครื่องปรับอากาศและเครื่องลดความชื้น 6.6 ล้านครั้ง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า 6.25 ล้านครั้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า 5.94 ล้านครั้ง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยา (ที่ไม่มีใบสั่งจากแพทย์) 5.12 ล้านครั้ง น้ำหอม 4.77 ล้านครั้ง และรองเท้าผ้าใบและรองเท้ากีฬา 4.59 ล้านครั้ง<br />
<br />
สำหรับการค้นหาข้อมูลสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน มีสัดส่วนสูงถึง 73.5% เพิ่มขึ้น 18.1% และยังพบว่า การค้นหาข้อมูลโดยผู้หญิง เพิ่มขึ้น 19.5% หรือมากกว่า 119 ล้านครั้ง คิดเป็นสัดส่วน 47.52% ของจำนวนการค้นหาทั้งหมดของผู้บริโภคในอิตาลี และการค้นหาข้อมูลโดยผู้ชาย มีจำนวน 132 ล้านครั้ง สัดส่วน 52.48% โดยกลุ่มอายุของผู้บริโภคออนไลน์ที่นิยมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ ได้แก่ กลุ่มอายุ 35-44 ปี สัดส่วน 22.09% กลุ่มอายุ 25-35 ปี สัดส่วน 21.85% และกลุ่มอายุ 45-54 ปี สัดส่วน 21.74% ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้บริโภคออนไลน์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มอายุ 45-54 ปี กลุ่มอายุ 55-64 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ 31%, 28% และ 32% ตามลำดับ ซึ่งเป็นสัญญาณของการรวมกลุ่มคนหลายรุ่นเข้าในโลกของอีคอมเมิร์ซมากขึ้น<br />
<br />
โดยแคว้นที่มีการค้นหาข้อมูลผ่านอีคอมเมิร์ซมากที่สุด คือ แคว้นลอมบาร์ดี มีการค้นหามากกว่า 82.8 ล้านครั้ง สัดส่วน 33% รองลงมา คือ แคว้นลาซิโอ สัดส่วน 15% และแคว้นคัมปาเนีย สัดส่วน 8% โดยแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา แคว้นเวเนโต แคว้นพีดมอนต์ แคว้นซิซิลี แคว้นทัสคานี และแคว้นปูเกลีย มีสัดส่วนอยู่ที่ 5-7% ต่อแคว้น<br />
<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของการค้นหาข้อมูลสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซในอิตาลี เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า มีข้อมูลและตระหนักรู้มากขึ้น โดยที่ผ่านมา อิตาลีถือเป็นประเทศที่ระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่เนื่องจากวิวัฒนาการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ในอิตาลีปรับตัวตามกระแสโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ซึ่งข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ปี 2567 ผู้บริโภคในอิตาลีให้ความสนใจค้นหาข้อมูลสินค้าที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและด้านความสวย ความงาม มีสัดส่วนสูงถึง 19% จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดอิตาลี โดยควรใช้ช่องทางออนไลน์ในการแนะนำสินค้า ประชาสัมพันธ์สินค้า โดยร่วมมือกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ก็จะทำให้สินค้ามีโอกาสเข้าสู่ตลาดอิตาลีได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้ามายังอิตาลีมีมูลค่า 2,155.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น2.72% โดยสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคในอิตาลีให้ความสนใจในการค้นหาข้อมูลที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 268.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.94% และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 44.31 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 137.30% เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503246a5191b1cbf0456d46a4fa8030a925ae162716.png' type='image/png' length='1342027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 2 เดือน 181 ราย นำเงินเข้า 3.52 หมื่นล้าน จ้างงาน 1,344 คน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96420</link>
<guid isPermaLink="false">3be0781319f34e80fe5a140f3f9d44a2</guid>
<pubDate>Fri, 21 Mar 2025 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 2 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย 181 ราย เพิ่มขึ้น 68% นำเงินเข้าลงทุน 35,277 ล้านบาท เพิ่ม 33% และจ้างงานคนไทย 1,344 คน เพิ่ม 140% ญี่ปุ่นแชมป์ลงทุนอันดับหนึ่ง ตามด้วยจีน สิงคโปร์ สหรัฐฯ และฮ่องกง ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC มีจำนวน 57 ราย เงินลงทุน 17,546 ล้านบาท ญี่ปุ่นนำโด่งเช่นเดียวกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 181 ราย เพิ่มขึ้น 68% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 41 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 140 ราย เงินลงทุนรวม 35,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และจ้างงานคนไทย 1,344 คน เพิ่มขึ้น 140% &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 21 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,676 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเล ระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการบริหารจัดการการสั่งซื้อและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติก แม่พิมพ์ เครื่องใช้สำนักงาน ชิ้นส่วนนาฬิกาข้อมือ)&nbsp;<br />
2.จีน 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,113 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนยานพาหนะ แม่พิมพ์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ลูกกลิ้งพิมพ์ลายหรืออัดลาย)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 4,490 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนายางรถยนต์ ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ Printed Circuit Board ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สหรัฐอเมริกา 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงเครื่องประกอบบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องแต่งกาย) ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต (สิ่งปรุงแต่งอาหาร โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ)&nbsp;5.ฮ่องกง 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 1,587 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การติดตั้งและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์และการให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาเครื่องจักรระหว่างการใช้งาน เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ RFID Inlay กระดาษลูกฟูก อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเข้ามาประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการติดตั้งทางวิศวกรรมเกี่ยวกับระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสีย องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการท่าเทียบเรือและความปลอดภัยการขนถ่ายสินค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการเชื้อเพลิงอัจฉริยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 2 เดือน มีจำนวน 57 ราย คิดเป็นร้อยละ 31 ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 63% มีมูลค่าการลงทุน 17,546 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจาก ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 8,096 ล้านบาท จีน 14 ราย ลงทุน 2,751 ล้านบาท สิงคโปร์ 8 ราย ลงทุน 2,191 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ อีก 16 ราย ลงทุน 4,508 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (แม่พิมพ์ (Mould) ที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติก อุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องทำความเย็น ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป แม่พิมพ์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032168dad4e85a096a52049661372630705a142839.jpg' type='image/jpg' length='211154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แนะกลยุทธ์ขายสินค้าอาหารเจาะตลาดรัสเซีย ต้องเข้มคุณภาพ ราคาเหมาะสม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96266</link>
<guid isPermaLink="false">3d6b273638e924e66a5765d24476426c</guid>
<pubDate>Thu, 20 Mar 2025 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะกลยุทธ์ขายสินค้าอาหารไทยเจาะตลาดรัสเซีย ต้องเข้มเรื่องคุณภาพ ชี้แจงส่วนประกอบ และราคาเหมาะสม ส่วนแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ เป็นปัจจัยรอง ชี้ใช้ความเป็นไทยในการโฆษณา สินค้าขายดีแน่ เหตุได้รับการยอมรับอยู่แล้ว</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสุดเขต บริบูรณ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ถึงผลการสำรวจการใช้จ่ายด้านอาหารของผู้บริโภคชาวรัสเซีย และโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดรัสเซีย<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลประกอบว่า ผลการศึกษาและสำรวจของ X5 Package Service พบว่า ชาวรัสเซียที่ตอบแบบสำรวจเกือบ 15% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหารน้อยกว่า 10,000 รูเบิลต่อเดือน และประมาณ 34% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหาร 10,000-20,000 รูเบิลต่อเดือน และ 28% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหาร 20,000-30,000 รูเบิลต่อเดือน และมีชาวรัสเซียผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 1% เท่านั้น ที่ระบุว่า การใช้จ่ายสำหรับค่าอาหาร ที่สูงกว่า 50,000 รูเบิลต่อเดือนขึ้นไปถือเป็นเรื่องปกติ<br />
<br />
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า 61% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ชอบการใช้ส่วนลดและโปรโมชัน 12% ใช้บริการการได้รับเงินคืน และโปรแกรมความภักดี 5% มีการวางแผนเมนูสำหรับสัปดาห์ 9% ซื้อสินค้าทีละจำนวนมาก และมีเพียง 13% เท่านั้นที่ไม่ได้เน้นการประหยัด และยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณครึ่งหนึ่ง 51% มีการแวะไปร้านค้าสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ และ 40% ไปทุกวัน 7% ซื้อของชำสัปดาห์ละครั้ง และมีเพียง 2% เท่านั้นที่ไปร้านค้าเมื่อจำเป็นหรือทุกสองสัปดาห์ โดยผลการศึกษาและสำรวจยังปรากฏด้วยว่า ชาวรัสเซียเกือบครึ่งหนึ่ง 49% ทำอาหารทุกวัน และ 24% ทำอาหารสี่ถึงห้าครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีผู้ตอบแบบสอบสำรวจเพียง 1% เท่านั้นที่ชอบสั่งอาหาร และ 3% ทำอาหารเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์&nbsp;นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 41% ระบุว่า ส่วนใหญ่ซื้อของจากร้านค้าออฟไลน์และมีการสั่งซื้อทางออนไลน์ในบางครั้ง 18% ผสมผสานทั้งสองวิธี (ออฟไลน์และออนไลน์) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และมีเพียง 4% เท่านั้นที่เปลี่ยนมาชอปปิ้งออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ โดยในตะกร้าซื้อสินค้าอาหาร ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 51% จะซื้อสินค้าที่ประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม และธัญพืช 39% พยายามรวมกลุ่มอาหารให้หลากหลาย 7% เลือกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็ง และมีเพียง 1% ที่เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและซุปเปอร์ฟู้ด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 53% ให้ความสำคัญกับคุณภาพและส่วนประกอบ และ 39% ให้ความสำคัญกับราคา ทั้งนี้ คำแนะนำจากเพื่อนและครอบครัว แบรนด์ผลิตภัณฑ์ และรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ มีผลต่อการเลือกน้อยกว่า โดยมีชาวรัสเซียเพียง 2% เท่านั้นที่ให้ความสนใจกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2567 ได้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับผลการศึกษาร่วมกันระหว่าง The X5 Club Loyalty Programs และ The Spirit (เครือข่ายฟิตเนสของคลับฟิตเนสเชิงเทคโนโลยี) ระบุผลการสำรวจว่า ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 62.2% เชื่อว่าได้ปฏิบัติตามหลักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และ 91% ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพที่บ้าน ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 35% ระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะยึดมั่นกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ การไม่มีเวลาทำอาหาร 56% ขาดกำลังใจ 40% และขาดความรู้เกี่ยวกับวิธีการทางโภชนาการ 23%<br />
<br />
&ldquo;จากผลการศึกษาและสำรวจข้างต้นที่ระบุว่า ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 53% ให้ความสำคัญกับคุณภาพแลส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ และ 39% ให้ความสำคัญกับราคาของผลิตภัณฑ์ แต่จะให้ความสำคัญน้อยลงกับตัวแบรนด์ และรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารมายังตลาดรัสเซียอาจพิจารณาวางแผนการตลาดในส่วนตลาดรัสเซีย โดยคำนึงถึงคุณภาพ ส่วนประกอบ และราคาของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ โดยอาจพิจารณาปัจจัยด้านความสวยงามของรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยรอง ๆ ลงมา และที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวรัสเซียส่วนมากมีมุมมองเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารของไทย หากมีสิ่งใดที่สื่อถึงความเป็นไทยในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ก็น่าจะสามารถช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นได้&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032044c1bcae542ea9062639e9da8712aa2e155805.jpg' type='image/jpg' length='89077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือผลักดันเอสเอ็มอี ยกระดับทำธุรกิจสีเขียว ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95569</link>
<guid isPermaLink="false">41638a46ad53b76739d2542867ac41c5</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุชาติ&rdquo;เป็นประธานเปิดงานสัมมนา &ldquo;พลิกเกม SMEs สู่อนาคตเศรษฐกิจสีเขียว : ก้าวบทใหม่ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่น&rdquo; จับมือญี่ปุ่นเดินหน้าความร่วมมือมิติใหม่ ยกระดับเอสเอ็มอีไทยปรับตัวทำธุรกิจสีเขียว ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เผยยังได้ดึงสถาบันการเงินเข้ามาให้สินเชื่อสีเขียวแก่ผู้ประกอบการด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น หรือ ASEAN&ndash;Japan Centre จัดงานสัมมนา &ldquo;พลิกเกม SMEs สู่อนาคตเศรษฐกิจสีเขียว : ก้าวบทใหม่ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่น&rdquo; ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยตนได้ร่วมเปิดงานสัมมนากับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายชัยรัตน์ เลียงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการโครงการของศูนย์อาเซียน&ndash;ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาการค้าอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นถึงทิศทางและโอกาสของการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายของภาคธุรกิจในระยะต่อไป ประกอบกับภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ ไม่เป็นเพียงการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศไทยและญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังได้นำสถาบันการเงินเข้ามาช่วย เพราะการจะปรับเปลี่ยนโรงงานหรือการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ ให้เป็นธุรกิจสีเขียว จำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการ กระทรวงพาณิชย์จึงนำสถาบันการเงินที่มีโครงการให้สินเชื่อสีเขียว หรือ Green Finance เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอ็สเอ็มอีที่มีความตั้งใจจะปรับเปลี่ยนธุรกิจด้วย&ldquo;ผมไม่อยากให้ผู้ประกอบการเอ็สเอ็มอี มองเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมในมุมตั้งรับ และมองแต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ แต่อยากให้มองเชิงรุกและเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ หากเอ็สเอ็มอีสามารถปรับตัวตามกระแสการค้ายุคใหม่นี้ได้ เชื่อมั่นว่า เอ็สเอ็มอีจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นด้วย&rdquo;นายสุชาติกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การจัดงานสัมมนา ได้ผลตอบรับดีมาก มีผู้เข้าร่วมงานสัมมนา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยบริษัทต่าง ๆ ส่งผู้แทนเข้าร่วมสัมมนากว่า 100 ราย และกระทรวงพาณิชย์ยังทำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานพันธมิตรถึง 11 หน่วยงาน ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาเอเชียแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และธนาคารกสิกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย ล่าสุด ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,020.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,285.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 28,734.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปญี่ปุ่น อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากญี่ปุ่นมาไทย อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317eec004df1940eea25a34477803693c7b162354.jpg' type='image/jpg' length='232905' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โปรโมตข้าวอินทรีย์ไทยในสหรัฐฯ นำเข้าร่วมงานแฟร์ ขายได้กว่า 153 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95566</link>
<guid isPermaLink="false">31d128e41263f13e513fbac1c38d8ad0</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดคณะผู้แทนการค้า เดินทางไปเจรจาขยายตลาด กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า NPEW 2025 ประสบความสำเร็จตามเป้า ทั้งเชิญสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ ช่วยโปรโมตข้าวไทย อาหารไทย ส่วนการนำเข้าร่วมงานแฟร์ ขายได้กว่า 153 ล้านบาท พร้อมถกผู้นำเข้า ผลักดันนำเข้าข้าวไทยเพิ่ม และจะร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทยต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรววงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและกระชับความพันธ์ทางการค้า และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2025 ระหว่างวันที่ 2&ndash;7 มี.ค.2568 ภายใต้โครงการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทยประจำปีงบประมาณ 2568 ว่า กรมได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย &ldquo;Healthy Rice by Thai Organic Rice&rdquo; ร่วมกับร้าน Subhannahong Royal Thai Cuisine เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในนครลอสแอนเจลิส มลรัฐแคลิเฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2568 มีผู้นำเข้า สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า 30 ราย ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้ข้าวอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น และกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารไทยและข้าวไทยมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้มอบเกียรติบัตรเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย (ตราเขียว) ให้กับร้าน Subhannahong Royal Thai Cuisine และร้าน Saladang Garden เพื่อให้การรับรองว่าร้านอาหารไทยทั้งสองร้านให้บริการข้าวหอมมะลิไทยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เครื่องหมายตราเขียวให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการนำผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและบริษัทผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า NPEW 2025 ระหว่างวันที่ 5&ndash;7 มี.ค.2568 ณ เมืองอนาไฮม์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 555,000 ตารางฟุต โดยผลการเข้าร่วมงาน ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และยังสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจการค้าให้กับผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย สามารถทำยอดคำสั่งซื้อกว่า 153 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ได้ขอบคุณกรมที่พามาเปิดตลาด เพราะได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด ซึ่งจะนำไปพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ต่อไปนอกจากนี้ กรมได้พบปะหารือกับผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญไทยในมลรัฐแคลิเฟอร์เนีย ได้แก่ บริษัท Sun Lee, Inc ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยรายใหญ่ที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี ในตลาดสหรัฐฯ โดยได้หารือถึงแนวทางในการขยายตลาดข้าวไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการซัปพลายข้าวไทยให้กับกลุ่มธุรกิจบริการด้านอาหารฟาสต์ฟู้ด อาทิ Panda Express ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์จีน-อเมริกัน มีสาขากว่า 2,000 แห่ง ที่มีการใช้ข้าวจำนวนมากเป็นตัวเลือกเมนูต่าง ๆ ให้กับลูกค้า และยังได้มีโอกาสหารือกับบริษัท Golden Star Trading, Inc ผู้นำเข้าข้าวอินทรีย์และข้าวคุณภาพสูงจากไทย รวมถึงข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน SRP (มาตรฐานข้าวที่เน้นความยั่งยืนในกระบวนการผลิต) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาด โดยได้ผลักดันให้มีการนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดร่วมกันเพื่อกระตุ้นยอดขายตลาดข้าวไทยในสหรัฐฯ และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองบริษัทเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดข้าว แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ รวมถึงข้อเสนอแนะในการขยายการส่งออกข้าวไทย<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีโอกาสพบหารือกับบริษัท FoodChain ID ผู้ให้บริการตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจาก USDA โดยได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการช่วยผลักดันการรับรองสินค้าข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยโดยเฉพาะแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับข้าวอินทรีย์ไทย รวมถึงข้าวคุณภาพสูงอื่น ๆ เนื่องจากเทรนด์สุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพข้าวไทยเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทำให้มีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก โดยข้าวไทยต้องเน้นการรักษามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อให้สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง&rdquo; นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไทยในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 3 มีปริมาณส่งออกรวม 848,449 ตัน เพิ่มขึ้น 20.1% จากปี 2566 ที่มีปริมาณส่งออก 706,302 ตัน และสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์อันดับ 1 ของไทย มีปริมาณส่งออก 10,901 ตัน เพิ่มขึ้น 48.71% จากปี 2566 ที่มีปริมาณส่งออก 7,218 ตัน โดยคาดการณ์ว่าตลาดข้าวอินทรีย์ในสหรัฐฯ จะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317534bd23706b5fb9ff08749ba1a6db83f162354.jpg' type='image/jpg' length='358181' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้เป้าผู้ส่งออก ขายโกโก้จีน หลังความต้องการพุ่ง ย้ำเข้มคุณภาพ-มาตรฐาน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95563</link>
<guid isPermaLink="false">ec16d215321d7e6fe4e9584fb5416103</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยจีนมีความต้องการหาแหล่งซื้อโกโก้ใหม่ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ระบุไทยมีโอกาสขาย เหตุเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ภาครัฐส่งเสริม แนะต้องคุมคุณภาพ มาตรฐาน มั่นใจไม่เพียงแต่จะขายจีนได้เพิ่มขึ้น แต่ยังส่งออกไปตลาดโลกได้ด้วย</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงกรณีที่จีนมีความต้องการหาแหล่งผลิตโกโก้แห่งใหม่ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากราคาโกโก้ตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ไทย จะส่งออกโกโก้ไปยังตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์รายงานข้อมูลสนับสนุนโอกาสดังกล่าว ว่า ขณะนี้ราคาโกโก้กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ปลายปี 2022 เป็นต้นมา ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเดือน เม.ย.2567 ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทั้งที่ปลายปี 2565 ราคายังอยู่ที่เพียง 2,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน แม้ว่าในภายหลังจะมีการปรับราคาลงมาอยู่ที่ 7,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ข้อมูลในเดือน ธ.ค.2567 ระบุว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้ได้ทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์อีกครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจาก Global Trade Atlas ในส่วนของโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ในปี 2567 จีนมีมูลค่าการนำเข้ารวมอยู่ที่ 1,335.52 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.29% โดยนำเข้าหลักจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อิตาลี และเบลเยียม มีมูลค่าการนำเข้า 258.02 , 204.15 , 136.17 , 135.81 และ 80.38 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยในปี2024 ไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 28 มีมูลค่าอยู่ที่ 4.86 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 0.36% ของมูลค่าที่จีนนำเข้าจากทั่วโลก&nbsp;ส่วนการนำเข้าเมล็ดโกโก้ ทั้งเมล็ดหรือแตก และโกโก้ดิบหรือคั่ว ปริมาณ 11,069.11 ตัน ลดลง 20.80% โดยนำเข้าจากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ มีมูลค่าการนำเข้า 72.34 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 86.92% โดยนำเข้าจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ เอกวาดอร์ ปาปัวนิวกินี โตโก กินี และกานา มีมูลค่า 20.79 , 20.71 , 19.78 , 6.19 และ 3.59 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ มีสัดส่วนการนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 28.74&nbsp; ,28.63 , 27.35 , 8.56 และ 4.97 ตามลำดับ ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 8 มีมูลค่าที่จีนนำเข้าอยู่ที่ 194,396 เหรียญสหรัฐ สัดส่วน 0.27% ของจีนนำเข้าจากทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกว่า การนำเข้าโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนต่อโกโก้กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าตลาดโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในจีนจะเริ่มต้นช้ากว่าประเทศอื่น ๆ แต่ปัจจุบัน โกโก้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างแพร่หลาย เดิมทีช็อกโกแลตถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักของการใช้โกโก้ แต่การบริโภคช็อกโกแลตในจีนคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของการใช้โกโก้ทั้งหมด ขณะที่อีกสองในสามถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น เบเกอรี ชานมสมัยใหม่ ไอศกรีม และเครื่องดื่มจากนม เป็นต้น ทำให้ผู้ผลิตในจีน มองหาแหล่งการผลิตโกโก้ใหม่ ผลักดันการเพาะปลูกในประเทศ เช่น มณฑลไหหลำ ยูนนาน และสิบสองปันนา รวมไปถึงการหาวัตถุดิบทดแทน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเดียว โดยบรรดาแบรนด์ช็อกโกแลตเริ่มให้ความร่วมมือกับซัปพลายเออร์โกโก้จากหลากหลายภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากความต้องการโกโก้ในตลาดจีนที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นโอกาสของไทยในการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันไทยเป็นแหล่งปลูกที่มีศักยภาพ มีสภาพอากาศเอื้อต่อการปลูก เนื่องจากโกโก้เป็นพืชเขตร้อน และยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐให้โกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต การพัฒนาให้ความรู้เครือข่ายเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพโกโก้ การพัฒนามาตรฐานสินค้า เช่น GMP และ HACCP เพื่อการส่งออก รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะช่วยผลักดันและสร้างศักยภาพให้กับโกโก้ไทย เป็นที่รับรู้มากขึ้นในตลาดโลก และเพิ่มโอกาสส่งออก ไม่เพียงแต่ตลาดจีน แต่จะส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ ได้ทั่วโลก&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317abbd159d49a19e80b3aa75a658261b61162354.jpg' type='image/jpg' length='404788' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะผู้ประกอบการไทยใช้ตุรกี เป็นประตูการค้าขายสินค้าเข้าสู่ตลาดซีเรีย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95300</link>
<guid isPermaLink="false">8a17c4fcb74b80d39e84c38ad8c5ff9b</guid>
<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ส่งออกไทย ใช้ตุรกีเป็นประตูการค้า ขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดซีเรีย หลังความขัดแย้งยุติลง หลังตุรกีเดินหน้าอำนวยความสะดวกการค้า เปิดด่าน ปรับปรุงด่าน ฟื้นการทำ FTA</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสุทธิชาติ นิลคูหา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองอังการา ตุรกี ถึงการขยายตัวของการค้าตุรกีซีเรียภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียและโอกาสที่ไทยจะใช้ตุรกีเป็นฐานในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดซีเรีย ที่ปัจจุบันมีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า หลังจากการยุติความขัดแย้งในซีเรีย ตุรกีได้เข้าไปทำการค้ากับซีเรียเพิ่มขึ้นโดยปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรก หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อสถานการณ์ในภูมิภาคมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกแห่งตุรกี รายงานว่า การส่งออกของตุรกีไปซีเรีย เดือน ธ.ค.2567 เพิ่มขึ้นเกือบ 20% มูลค่าการค้าทะลุ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการค้ารวมทั้งปีแตะระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ&nbsp;สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุด ได้แก่ ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืชน้ำมัน เพิ่มขึ้น 73% ตามด้วยวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่ม 61% สิ่งทอและวัตถุดิบ เพิ่ม 74%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโอกาสการเข้าถึงหรือการลดขั้นตอนและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าและบริการ ปรับปรุงจุดผ่านแดนที่ถูกปิดมาอย่างยาวนาน และขยายขีดความสามารถของด่านชายแดนที่ยังคงเปิดให้บริการ เพื่อสนับสนุนการส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีแผนที่จะฟื้นการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และการปรับปรุงระเบียบศุลกากรร่วมกับทางการซีเรีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ซีเรียมีสงครามภายใน ทำให้ซีเรียและประชาชนซีเรียถอยห่างจากประเทศต่าง ๆ ออกไปอย่างมาก การเมืองภายในที่รุนแรง ทำให้หลายประเทศชะลอความสัมพันธ์กับซีเรียออกไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับตุรกีที่ต้องยุติข้อตกลงด้านการค้ากับซีเรียไปตั้งแต่ปี 2011ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตุรกีและซีเรียเคยมีข้อตกลงที่จะลดภาษีทางการค้าให้เป็นศูนย์ในปี 2019 แต่หลังจากที่สงครามภายในประเทศของซีเรียได้ยุติลง ตุรกีที่พยายามแสดงบทบาทที่สำคัญในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว รวมทั้งยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านของซีเรีย ก็แสดงท่าทีสนับสนุนผู้นำใหม่ขอซีเรียอย่างชัดเจน ทั้งยังพร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนด้านการค้ากับซีเรีย โดยการฟื้นฟูข้อตกลงการค้าให้กลับมาอีกครั้ง หรือแม้แต่การปรับปรุงเงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า เพื่อการนี้อีกด้วยซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการที่ตุรกีฟื้นฟูความสัมพันธ์และผลักดันการค้ากับซีเรียใช้ตุรกีในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาคนี้ส่งออกสินค้าไทยไปขาย และผลักดันเข้าสู่ตลาดซีเรียได้ด้วย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250314bf0f349370e2ff24273dddaa127cb66e161643.jpg' type='image/jpg' length='509061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เร่งเครื่องเจรจา FTA ตั้งเป้าสรุป 25 ธ.ค.68]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95297</link>
<guid isPermaLink="false">276e41e7640a4b7cf041cf23802ad85d</guid>
<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ประชุมทางไกลกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เร่งเครื่องการเจรจา FTA ไทย-อียู หลังผ่านมา 4 รอบ สรุปผลการเจรจาได้แล้ว 2 บท และเริ่มหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ เผย FTA ฉบับนี้ มีความซับซ้อนและมีประเด็นการค้าใหม่ แต่จะทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเจรจาได้ประโยชน์สูงสุด ตั้งเป้าสรุปการเจรจาภายในวันที่ 25 ธ.ค.68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร และความโปร่งใส เพื่อผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้กระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงในการขยายตลาด สร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทย ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และดึงดูดนักลงทุนจากยุโรปมาไทยให้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่า การเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ไว้ใจได้และมีเสถียรภาพ (trusted and predictable) ผ่านการจัดทำ FTA เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยไทยได้ย้ำกับอียูว่าไทยและอียูมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อข้อกำหนดในข้อตกลง FTA ที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก EU จะมีส่วนช่วยให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ขณะนี้การเจรจา FTA ไทย-อียู ดำเนินการไปแล้ว 4 รอบ สามารถสรุปผลการเจรจาได้ 2 บท และเริ่มหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ โดยการเจรจารอบที่ 5 ฝ่ายอียูจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-4 &nbsp;เม.ย.2568 โดยไทยกับอียูจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถบรรลุผลการเจรจา FTA ภายในวันที่ 25 ธ.ค.2568 และแม้การเจรจา FTA ฉบับนี้ จะซับซ้อนและมีประเด็นใหม่ ๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ พลังงานและวัตถุดิบ รัฐวิสาหกิจและการอุดหนุน การแข่งขันทางการค้า และระบบอาหารที่ยั่งยืน แต่กระทรวงพาณิชย์จะทำงานอย่างแข็งขัน ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาบรรลุผลและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้บริโภคไทย&nbsp;&ldquo;การเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าการค้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย โดยไทยจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เพื่อขยายตลาด ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และดึงดูดนักลงทุนจากยุโรปให้มากขึ้น ซึ่ง FTA ไทย-อียู จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ไทยปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการแข่งขันในเวทีโลก&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ตนยังได้พบปะนายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทย เพื่อหารือประเด็นการค้าอื่น ๆ อาทิ กระบวนการระงับข้อพิพาทในองค์การการค้าโลก (WTO) การนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดอียู ความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ของอียู<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับอียู เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้ารวม 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 7.17% ของการค้ารวมของไทยกับโลก ไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 24,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 850,000 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และชิ้นส่วน และไทยนำเข้าจากอียู มูลค่า 19,328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 687,000 ล้านบาท) สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบินและอุปกรณ์การบินเคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250314f3cadc18f1d3bbcdb77dec176ef92269161643.jpg' type='image/jpg' length='290234' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”เคาะตั้งทีมปราบสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย ลุยตรวจสอบทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95086</link>
<guid isPermaLink="false">f30736cc0934a38faff2b296a16d947a</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เคาะตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย มอบ &ldquo;จักรา&rdquo; รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ลุยตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และธุรกิจนอมินีทั่วประเทศ เพื่อให้การปราบปรามทำได้เข้มข้นมากขึ้น พร้อมดึง กขค. ร่วมใช้อำนาจตามกฎหมายปราบปราม และอนุมัติชงของบกลางให้ อย.ตั้งห้องแลปเพิ่ม ให้ สคบ.และ สมอ. เพิ่มศักยภาพตรวจสินค้านำเข้า โชว์ผลงานเก็บ VAT พุ่ง 1,500 ล้าน นำเข้าสินค้าออนไลน์ลดเดือนละ 3,645 ล้าน กวาดล้างนอมินี 851 ราย เสียหาย 3,645 ล้าน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมกับ 17 หน่วยงานภาครัฐ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย โดยมี ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีม ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การจดทะเบียนธุรกิจ และธุรกิจนอมินีทั่วประเทศ เพื่อทำให้ความเข้มข้นของการปราบปรามดียิ่งขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้เห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในการนำกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อป้องกันสินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาจนกระทบผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีอำนาจเหนือตลาด และการร่วมกันกำหนดราคาสินค้า และเห็นชอบการขอรับการจัดสรรงบกลางตามคำขอของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการด่านอาหารและยา ณ ท่าเรือแหลมฉบังและด่านเชียงของ 101.7 ล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบและเฝ้าระวังการขายสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ 1.8 ล้านบาท รวมถึงให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อีก 5.4 แสนบาท&nbsp;ขณะเดียวกัน ได้รับทราบผลดำเนินการของ 2 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย และแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ กับคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ 1,500 ล้านบาท จากสินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท และดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมาย 24,626 คดี มูลค่าความเสียหาย 1,257 ล้านบาท และลดการนำเข้าสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ ลง 8% เฉลี่ยเดือนละ 3,645 ล้านบาท และกวาดล้างธุรกิจนอมินี 851 ราย มูลค่าความเสียหาย 15,121 ล้านบาท &nbsp;<br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายมี 2 หน้าที่หลัก คือ การควบคุมสินค้านำเข้า และการตรวจสอบธุรกิจนอมินีของคนต่างด้าว โดยจะดำเนินการควบคุมสินค้านำเข้า เพิ่มการตรวจสอบสินค้าที่เข้าสู่ประเทศไทยจากเดิม 20% เป็น 30% ตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น อย. และ มอก. และสินค้าคุณภาพต่ำ ส่วนสินค้าที่ไม่ได้ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่กระจายอยู่ในตลาดทั่วไป ก็ต้องเพิ่มการตรวจสอบออฟไลน์ให้ครอบคลุม<br />
<br />
ส่วนการตรวจสอบธุรกิจนอมินีของคนต่างด้าว จะเน้นตรวจสอบเอกสารการถือหุ้นและรูปแบบการดำเนินธุรกิจของชาวต่างชาติ ที่บางกรณีพบว่าธุรกิจของชาวต่างชาติอาจจดทะเบียนในชื่อคนไทยทั้งหมด ทำให้ตรวจสอบได้ยาก และบางธุรกิจจดทะเบียนในจังหวัดหนึ่ง แต่ดำเนินการจริงในอีกจังหวัด ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยคณะทำงานชุดนี้ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งสินค้านำเข้าและธุรกิจนอมินีควบคู่กัน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025031350ed95e5714e6a34da1d5d0dae5ef3fe162957.jpg' type='image/jpg' length='294647' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซขายสินค้าเจาะตลาดเวียดนาม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95082</link>
<guid isPermaLink="false">ee93422c940859692f433135f5244c57</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเวียดนามกำลังปรับปรุงกฎหมายอีคอมเมิร์ซใหม่ ปิดช่องโหว่กฎระเบียบเดิม และต้องการหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ แนะนำสินค้าไทย และขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงความคืบหน้าของรัฐบาลเวียดนามที่ออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ของกฎระเบียบเดิม และหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และโอกาสของไทยในการใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซในการขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MoIT) ของเวียดนาม ประกาศแผนออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซฉบับสมบูรณ์ เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนและแข็งแกร่งรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้ มุ่งแก้ไขช่องโหว่ของกฎระเบียบเดิม พร้อมปรับให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะให้คำจำกัดความที่ชัดเจนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและแพลตฟอร์มตัวกลาง เพื่อขจัดความคลุมเครือและสร้างมาตรฐาน และยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมทุกด้านของกิจกรรมอีคอมเมิร์ซ พร้อมระบุสิทธิและหน้าที่ของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ครอบคลุมทุกรูปแบบธุรกิจและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการกับปัญหาการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ อีกทั้งยังมีมาตรการรับรองความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของบริการสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเสนอกฎหมายต่อสภาแห่งชาติในเดือน ต.ค.2568 และคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในเดือน พ.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตลาดอีคอมเมิร์ซของเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยขึ้นแท่นเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับสามในอาเซียนในปี 2567 และติดอันดับที่ห้าของโลกในแง่อัตราการเติบโตในปี 2565 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C เพิ่มขึ้นจาก 2,970 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2557 เป็น 20,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 20&ndash;30 ต่อปี และในปี 2567 แตะระดับ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 9 ของรายได้รวมจากสินค้าหรือบริการของประเทศ&nbsp;สำหรับ Shopee เป็นแพลตฟอร์มครองตลาดด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกและโปรโมชันที่ดึงดูดผู้บริโภค ขณะที่ Tiki , Sendo และ Lazada Vietnam เป็นผู้เล่นหลักในตลาด โดย Tiki มีจุดเด่นด้านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ส่วน Sendo มุ่งเน้นเจาะกลุ่มตลาดในเขตชนบท แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Amazon และ AliExpress ของ Alibaba แม้จะมีบทบาทในตลาดเวียดนาม แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้เล่นท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยและมีความคล่องตัวสูง กว่าร้อยละ 70 ของการซื้อสินค้าออนไลน์ในเวียดนามดำเนินการผ่านอุปกรณ์มือถือ โดยสินค้ายอดนิยม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า แฟชั่นผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องใช้ในบ้าน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากการปรับปรุงกฎหมายอีคอมเมิร์ซ ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเวียดนามมีโอกาสเติบโตสูงมาก อีกทั้งประชากรในเวียดนามกว่าร้อยละ 60 ยังมีการซื้อขายออนไลน์ มีมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 400 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ทำให้อีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางการซื้อขายหลัก โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดดิจิทัล ทำให้เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทันสมัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;โอกาสทางธุรกิจจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของเวียดนาม รวมถึงผู้ประกอบการจากต่างประเทศ สามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ได้อย่างกว้างขวางในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503132ed9f07292575e456238ed004837bba6162957.jpg' type='image/jpg' length='270614' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยผลไม้ แชมป์ส่งออกสินค้าเกษตร “ทุเรียน”นำโด่งขายกว่า 1.34 แสนล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94599</link>
<guid isPermaLink="false">3cb683654b680d618a44932e53baacaf</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.วิเคราะห์การส่งออกผลไม้ปี 67 พบเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 2.31 แสนล้านบาท สัดส่วน 22.6% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด เผยทุเรียน ส่งออก 1.34 แสนล้านบาท สัดส่วน 72.9% ของยอดส่งออกผลไม้สด ตามด้วยลำไย มังคุด มะพร้าวอ่อน มะม่วง ชี้ผลไม้ส่วนใหญ่ มีจีนเป็นตลาดหลัก ยกเว้นมะม่วง เกาหลีใต้เป็นตลาดหลัก แนะปรับตัว รักษาส่วนแบ่งตลาดจีนเหนือคู่แข่ง และหาตลาดส่งออกใหม่ ลดความเสี่ยง</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์การส่งออกผลไม้ในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยมีการส่งออกทั้งแบบสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง รวมมูลค่า 6,510.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (231,401 ล้านบาท) สูงกว่ามูลค่าการส่งออกเฉลี่ยในข่วง 5 ปีที่ผ่านมา (5,855.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย และเฉพาะการส่งออกผลไม้สด มีมูลค่า 5,149.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (183,823 ล้านบาท) โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นจากความนิยมของผู้บริโภคชาวต่างชาติในผลไม้ไทย ทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐาน ความหลากหลายของสายพันธุ์ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์<br />
<br />
สำหรับผลไม้สดที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ทุเรียน มีปริมาณการส่งออก 859,183 ตัน มูลค่า 3,755.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (134,852 ล้านบาท) สัดส่วน 72.9% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้สดทั้งหมดของไทย โดยตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 97.4% ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนสดของไทย 2.ฮ่องกง 1.3% 3.เกาหลีใต้ 0.3% 4.มาเลเซีย 0.2% และ 5.สหรัฐฯ 0.2%<br />
<br />
ลำไย มีปริมาณการส่งออก 527,927 ตัน มูลค่า 571.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (19,698 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 73.1% 2.อินโดนีเซีย 14.2% 3.เวียดนาม 6.7% 4.มาเลเซีย 1.5% และ 5.อินเดีย 1.0%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มังคุด มีปริมาณการส่งออก 284,860 ตัน มูลค่า 490.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,573 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 91.0% 2.เวียดนาม 4.8% 3.เกาหลีใต้ 1.6% 4.สหรัฐฯ 0.5% และ 5.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0.3%&nbsp;<br />
มะพร้าวอ่อน มีปริมาณการส่งออก 257,428 ตัน มูลค่า 217.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (7,616 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 82.7% 2.สหรัฐฯ 7.1% 3.ฮ่องกง 2.1% 4.สิงคโปร์ 1.6% และ 5.เนเธอร์แลนด์ 1.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มะม่วง ปริมาณการส่งออก 106,753 ตัน มูลค่า 133.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,716 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.เกาหลีใต้ สัดส่วน 61.8% 2.มาเลเซีย 25.6% 3.ญี่ปุ่น 2.9% 4.เวียดนาม 2.8% และ 5.สปป.ลาว 0.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกผลไม้สดของไทย พึ่งพาจีนเป็นตลาดหลัก ซึ่งไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดจีน เช่น ทุเรียนสด ไทยได้รับการอนุญาตให้นำเข้าจีนได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546 แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มอนุญาตการนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และยังมีเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าของจีนที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น ไทยควรเร่งปรับตัวเพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งในตลาดจีนไว้ให้ได้ รวมถึงเร่งเจาะตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดที่มีการนำเข้าผลไม้จากโลกในสัดส่วนสูงแต่ไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดนั้นไม่มาก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน และลดผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้ว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกผลไม้ของไทยในภาพรวมหดตัว เนื่องจากผลผลิตออกน้อย สาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตผลไม้หลายชนิดลดลง และกระทบต่อการส่งออก แต่ผลไม้ก็ยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ สามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมาก ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายดูแลสินค้าเกษตร เน้นย้ำให้หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในประเทศ ผลักดันการส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ และการสนับสนุนการนำผลผลิตไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้มีการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกปี 2568 สำหรับดูแลผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดไว้แล้ว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250311f2014dd7ceb1c048df3cacea502316bb161455.jpg' type='image/jpg' length='454605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยเสริมแกร่งธุรกิจสูงวัย รองรับสังคมสูงอายุ คาดปี 78 พุ่ง 28% ของประชากร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94597</link>
<guid isPermaLink="false">5ef4d37cb026cc5782910c71636e172b</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยสิ้นปี 68 คาดประชากรผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 14.4 ล้านคน สัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และปี 78 จะเพิ่มเป็นสัดส่วน 28% แนะผู้ประกอบการในธุรกิจสูงวัย ต้องเร่งวางแผนการทำธุรกิจ พัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของคนไทย และคนต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการ เตรียมเดินหน้าช่วยเสริมแกร่งการทำธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน และนำเข้าร่วมงานแฟร์โชว์ศักยภาพ&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 จำนวนประชากรผู้สูงอายุของไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 14.4 ล้านคน หรือคิดเป็นมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์ว่าในปี 2578 สัดส่วนประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข) ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่ม Healthcare &amp; Wellness ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี ล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดในอีก 10 ปีข้างหน้า<br />
<br />
ทั้งนี้ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุดังกล่าว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจตอบรับความต้องการของสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย ปัญหาหรือความต้องการของผู้สูงอายุ ข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะและประสบการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย&nbsp;นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด ในการส่งเสริมและยกระดับธุรกิจ Healthcare &amp; Wellness ให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการบริการในระดับสากล โดยมีการพัฒนาหลักสูตรด้านการบริหารจัดการและการตลาดที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจที่ผ่านการอบรมแล้วกว่า 8,110 ราย รวมทั้งร่วมมือกับสมาคมการค้าและบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย พัฒนาหลักสูตร Smart Senior Care Business การบริหารจัดการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพขึ้น พร้อมทั้งมอบรางวัลสถานประกอบการมาตรฐานดี Senior Care Business Quality Award ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุคุณภาพจำนวน 178 ราย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจดูแลผู้สูงอายุกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่พัก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าร่วมกัน<br />
<br />
ส่วนในปี 2568 ได้เตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;DBD Wellness 2025&rdquo; ภายใต้แนวคิด&nbsp; Empowering Growth, Sustaining Your Business เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ Wellness &amp; Healthcare ได้แก่ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ ธุรกิจกายภาพบำบัด และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ผ่านการ Workshop ในหลักสูตร &ldquo;พลิกเกมธุรกิจ Wellness ให้ปังด้วยพลังดิจิทัลและเครือข่ายธุรกิจ&rdquo; และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจสู่ความยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการตลาดในการเข้าร่วมแสดงศักยภาพและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจต่างชาติในงาน Thailand Wellness and Healthcare 2025 ระหว่างวันที่ 26-29 มิ.ย.2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยคาดว่ากิจกรรมนี้จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายและการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มี.ค.2568) ธุรกิจ Healthcare &amp; Wellness มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 28,665 ราย มีมูลค่าจดทะเบียน 361,677 ล้านบาท มีรายได้ปี 2566 กว่า 1,066,976 ล้านบาท และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ 776 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 4,236 ล้านบาท และสร้างรายได้ปี 2566 อยู่ที่ 1,295 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503119952d9c6342e1eed18c98510b9f3e9a4161455.jpg' type='image/jpg' length='319797' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลนำผู้ประกอบการร่วมงาน Gulfood 2025 ฟันยอดขาย รวม 6,748 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94595</link>
<guid isPermaLink="false">d230853d87b635df494f0717c337b165</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลสำเร็จนำผู้ประกอบการไทย 138 บริษัท เข้าร่วมงาน Gulfood 2025 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงซื้อขายทันทีกว่า 833 ล้านบาท และคาดมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี อีก 5,915 ล้านบาท เผยระหว่างจัดงาน ได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพิ่มเติมให้กับ 28 บริษัทที่แสดงความสนใจ ขายได้ทันที 315 ล้านบาท และภายใน 1 ปี 992 ล้านบาท รวมยอดทั้งสิ้น 6,748 ล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ (สคต.ดูไบ) และหอการค้าไทย นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 138 บริษัท เข้าร่วมงาน Gulfood 2025 ในรูปแบบคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ระหว่างวันที่ 17-21 ก.พ.2568 ณ Dubai World Trade Centre (DWTC) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้นำสินค้าไทยไปขายในตลาดโลก โดยผลการเข้าร่วมงาน ประสบความสำเร็จเกินเป้า ผู้ประกอบการไทย มีการเจรจาธุรกิจและตกลงซื้อขายทันทีกว่า 518 ล้านบาท และคาดมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี อีก 4,923 ล้านบาท รวมมูลค่า 5,441 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ DITP ได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมใน Thailand Pavilion พื้นที่รวม 885 ตร.ม. แบ่งเป็น 4 โซน ประกอบด้วย 1.World Food-1 จำนวน 62 บริษัท 2.World Food-2 จำนวน 12 บริษัท 3.Beverage จำนวน 40 บริษัท 4.Pulses &amp; Grains (Rice) จำนวน 24 บริษัท&nbsp;นอกจากนี้ เนื่องจากมีผู้ประกอบการไทยสนใจเข้าร่วมงาน Gulfood เป็นจำนวนมาก สคต.ดูไบ จึงได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพิ่มเติมในช่วงเวลาการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย สร้างความสัมพันธ์ และเป็นการเปิดประตูโอกาสการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้พื้นที่บริเวณ Thailand Pavilion ในงาน Gulfood 2025 มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมนี้จำนวน 28 บริษัท สามารถสร้างสัมพันธ์เครือข่ายจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อผู้นำเข้าที่เข้าชมงานได้จำนวน 336 คู่ เกิดมูลค่าการสั่งซื้อทันทีกว่า 315 ล้านบาท และมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปีกว่า 992 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 1,307 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้ามาชมสินค้า สอบถามรายละเอียดสินค้า และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย โดยผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานทุกราย ต่างพึงพอใจ และประสงค์ให้กรมดำเนินการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวในงานต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
งาน Gulfood 2025 เป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้ซื้อ ผู้ขายทั้งในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชีย กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) อเมริกา และยุโรป โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 5,500 ราย จาก 129 ประเทศ มีผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าชมงานมากกว่า 110,000 คน&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250311542417fe7ea81b8cca074314852cb101161455.jpg' type='image/jpg' length='517552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดงาน STYLE Bangkok 2025 โชว์สินค้าไลฟ์สไตล์-แฟชัน ดันสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94128</link>
<guid isPermaLink="false">70c2e2fa2725f48b09a687a207b85d3f</guid>
<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน STYLE Bangkok 2025 วันที่ 2-6 เม.ย.นี้ ขนทัพสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน จากผู้ผลิต ผู้ส่งออก นักออกแบบรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการรายเล็ก มาจัดแสดงศักยภาพ เข้าร่วมเวทีเจรจาธุรกิจ เปิดโอกาสส่งออกสู่ตลาดโลก</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จับมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน STYLE Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 2-6 เม.ย.2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก นักออกแบบไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายเล็กในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน ได้แสดงศักยภาพ และเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลก รวมทั้งช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า<br />
<br />
สำหรับการจัดงาน STYLE Bangkok 2025 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม The International Trade Fair for Visionary Design, Lifestyle, Fashion and Experience เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์อันดีในฐานะงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันที่ครบวงจร&nbsp;&ldquo;อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายส่งเสริมซอฟต์ พาวเวอร์ของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันของไทย มีศักยภาพและจุดแข็งที่การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และมีการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล การจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยโชว์ศักยภาพ แต่กรมมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันในภูมิภาคอาเซียนด้วย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การจัดงานในปีนี้ ยังมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ภายใต้โครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นิทรรศการรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (DEmark) และนิทรรศการ Good Design Award (G-Mark) นิทรรศการผลงานผู้เข้ารอบการประกวดรางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์แห่งอาเซียน 2025 นิทรรศการสินค้าของขวัญ ของชําร่วย และของตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์และงานออกแบบเพื่อความยั่งยืน นิทรรศการแนวโน้มเทรนด์แฟชัน และ Supply Chain ในอุตสาหกรรมแฟชัน นิทรรศการ STYLE Gallery ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมและคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนิทรรศการส่งเสริมอุตสาหกรรม Art Toy ของผู้ประกอบการไทย และยังมีกิจกรรมเสวนาแนวโน้มเทรนด์การค้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลี และแนวโน้มเทรนด์กลุ่มวัสดุ วัตถุดิบในการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503077c0a5b81a41f73da2efc07a714089a63161727.jpg' type='image/jpg' length='298035' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ก.พ.68 เพิ่ม 1.08% บวกต่อเนื่อง 11 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 3]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94127</link>
<guid isPermaLink="false">c5336dcd427eb383562297f115393b73</guid>
<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.พ.68 เพิ่ม 1.08% บวกต่อเนื่อง 11 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 3 จากการสูงขึ้นของราคากลุ่มอาหาร ทั้งผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารสำเร็จรูป รวมถึงน้ำมันดีเซล ค่าไฟ ตั๋วเครื่องบิน รวม 2 เดือน เพิ่ม 1.2% คาด มี.ค. ยังทรงตัวสูง จากฐานน้ำมันปีก่อนสูง ท่องเที่ยวโต ดันสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องขยับ และเกษตรบางรายการยังราคาสูง ส่วนเป้าทั้งปี 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 100.55 เทียบกับ ก.พ.2567 เพิ่มขึ้น 1.08% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และสูงขึ้นเกิน 1% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป ประกอบกับมีการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าโดยสารเครื่องบิน สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อช่วง 2 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้น 1.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 1.08% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.03% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้สด (กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง แตงโม สับปะรด) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล กุ้งขาว เนื้อสุกร ปลาทูนึ่ง ปลาหมึกกล้วย ปลาทู) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง กะทิสำเร็จรูป) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) และกลุ่มไข่และผลิตภัณฑ์นม (นมสด ไข่เป็ด) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ผักสดบางชนิด (มะนาว พริกสด ผักคะน้า มะเขือ ผักชี ผักกาดขาว) ผลไม้บางชนิด (องุ่น แก้วมังกร) ไก่ย่าง/ไก่ทอด และซีอิ๊ว เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.40% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน และค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) ขณะที่มีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ก.พ.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.99% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ม.ค.2568 ที่สูงขึ้น 0.83% และรวม 2 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้น 1.20%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2568 ใกล้เคียงเดือน ก.พ.2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 29.92 บาทต่อลิตร การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ขั้นกลางหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น เช่น กาแฟ น้ำมันพืช และกะทิ เป็นต้น และเงินเฟ้อไตรมาสแรก คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1-1.2% เพราะฐานปีที่แล้วต่ำ ส่วนไตรมาส 2 คาดเพิ่ม 0.5% เพราะฐานปีที่แล้วเริ่มขยับสูงขึ้น ส่วนทั้งปี ยังอยู่ในเป้าเดิม 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%<br />
<br />
ทั้งนี้ มีปัจจัยที่จะทำให้เงินเฟ้อลดลง เช่น การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า และคาดว่าจะส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลง ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250307e92e4e8dddbda7ee36f904aee1de5450161727.jpg' type='image/jpg' length='314612' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ ชวนผู้ประกอบการร่วมกิจกรรม นักธุรกิจมืออาชีพ-นักการตลาดเชิงสร้างสรรค์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93693</link>
<guid isPermaLink="false">f91816620bf75e0a02000631c259ac04</guid>
<pubDate>Wed, 05 Mar 2025 15:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชวนผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมกิจกรรม นักธุรกิจมืออาชีพ รุ่นที่ 13 และนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ รุ่นที่ 10 เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพิ่มไอเดียทำธุรกิจ เรียนรู้การทำตลาดยุคดิจิทัล เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 มี.ค.68 งานนี้ฟรี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้กำหนดจัดกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ รุ่นที่ 13 (Smart Professional Entrepreneur : DBD-SPE) และกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Advance Creative Marketeer : DBD-ACM) รุ่นที่ 10 เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจสู่ความเป็นมืออาชีพและเป็นผู้นำด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ดิจิทัล การตลาด และการสร้างแบรนด์ โดยจะรับสมัครผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย เข้ารับการอบรม จากนั้นจะคัดเหลือ 40 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ และจำนวน 20 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ผ่านกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับการเสริมสร้างองค์ความรู้แบบเข้มข้น เพื่อเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ กว่า 51 ชั่วโมง และนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์กว่า 27 ชั่วโมง ในหัวข้อด้านการตลาด การเงิน การบริหารธุรกิจ การบริหารทรัพยากรมนุษย์และด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม พร้อมได้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากกูรูทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว พัฒนาโมเดลธุรกิจที่มีความแตกต่างสำหรับธุรกิจตนเอง การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ&nbsp;ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการพัฒนาธุรกิจ การสร้างคอนเทนต์ และการนำเสนอธุรกิจจากทั้ง 2 กิจกรรม จะมีโอกาสได้เป็นผู้เข้าชิงรางวัล The Best Practice นักธุรกิจต้นแบบที่จะได้รับโปรโมตธุรกิจผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ชั้นนำ และได้เข้าร่วมโชว์ธุรกิจและจำหน่ายสินค้าจริงในงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ของ SME ในงาน &ldquo;Smart SME Expo 2025&rdquo; ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ช่วงเดือน ส.ค.2568 ด้วย<br />
<br />
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 7 มี.ค.2568 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.เป็นบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลหรือทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือมีหลักฐานการดำเนินธุรกิจที่หน่วยงานราชการออกให้ 2.เป็นเจ้าของธุรกิจ ทายาท หรือผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของกิจการ 3.สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการ 4.ส่งหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาครบถ้วน 5.ผู้ที่สมัครกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ต้องเป็นผู้ที่เคยผ่านกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพมาก่อน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์ 02 547 5985 สายด่วน 1570 และ&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
กิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ (Smart Professional Entrepreneur : DBD-SPE) และกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Advance Creative Marketeer : DBD-ACM) เป็นกิจกรรมที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจสู่ความเป็นมืออาชีพและเป็นผู้นำด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถนำไปสู่การเกิดมูลค่าเพิ่มทางการค้า โดยที่ผ่านมา ได้สร้างนักธุรกิจมืออาชีพและนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ มาแล้วจำนวน 963 ราย และสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าให้กับภาคธุรกิจกว่า 500 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250305bc0cb17b360a9a299c238f4abb8f4a53152011.jpg' type='image/jpg' length='360011' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ก.พ.68 เพิ่ม 0.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93692</link>
<guid isPermaLink="false">d58730d93e260c9c369dda49df6e3706</guid>
<pubDate>Wed, 05 Mar 2025 15:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.พ.68 เพิ่ม 0.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือนติด จากการสูงขึ้นของไม้ คอนกรีต จากน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ทำต้นทุนขนส่งเพิ่ม วัสดุฉาบผิว สูงตามปิโตรเคมี อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงตามทองแดงและเม็ดพลาสติก ยางมะตอย ตามความต้องการใช้ซ่อมถนน ส่วนเหล็ก ซีเมนต์ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ลดลง จากภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว คาด มี.ค.ยังขยับต่อ จากการลดดอกเบี้ย กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ขยับ และน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่ม &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 112.1 เพิ่มขึ้น 0.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน จากการสูงขึ้นของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต จากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น วัสดุฉาบผิวสูงขึ้นตามราคาปิโตรเคมี อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นตามทองแดงและเม็ดพลาสติก ยางมะตอยสูงขึ้นจากความต้องการใช้ซ่อมแซมถนนหลังเกิดอุทกภัย ส่วนเหล็กและผลิตภัณฑ์ ราคาลดลง จากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่ยืดเยื้อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว จากการอนุมัติสินเชื่อและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ซีเมนต์ กระเบื้อง และสุขภัณฑ์ ลดลงตามกำลังซื้อที่ชะลอตัว<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 0.9% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้พื้น ไม้แบบ แผ่นไม้อัด และวงกบประตู หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 0.5% จากสินค้าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก บ่อพักคอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ จากปัจจัยราคาน้ำมันดีเซลที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ปรับราคาสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 1.3% จากสินค้าสีทาถนนชนิดสะท้อนแสง และหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 7.2% จากสินค้ายางมะตอย โดยสินค้าสำคัญของทั้งสองหมวดสูงขึ้นจากต้นทุนปิโตรเลียมที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปรับราคาสูงขึ้น รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านคมนาคมของภาครัฐ และการซ่อมแซมถนนหลังเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 2.2% จากสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT ถังดักไขมัน และถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง เม็ดพลาสติก) ที่ปรับราคาตามตลาดโลก รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น&nbsp;ส่วนหมวดสินค้าสำคัญที่ดัชนีราคาลดลง ได้แก่ หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 3.2% จากการลดลงของสินค้าเหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย และลวดเหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง จากราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อ แม้ว่าจีนจะออกมาตรการเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาแล้วก็ตาม หมวดซีเมนต์ ลด 1.5% จากการลดลงของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากต้นทุนการผลิตลดลงจากราคาถ่านหินปรับลดลงโดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทดแทนมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ประกอบกับมีการแข่งขันในธุรกิจซีเมนต์สูงมาก<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ภาคเอกชนชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ เนื่องจากมีสต็อกอสังหาริมทรัพย์คงค้างสูง จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาหมวดกระเบื้อง ลด 1.3% ลดลงจากสินค้ากระเบื้องเคลือบบุผนัง กระเบื้องเคลือบปูพื้น เป็นต้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลด 2.0% จากสินค้าโถส้วมชักโครก กระจกเงา และราวจับสแตนเลส<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มี.ค.2568 ยังมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกต่าง ๆ เช่น การปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะช่วยให้การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน และกำลังซื้อภาคอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัว นโยบายทางเศรษฐกิจและมาตรการภาษีที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น เช่น เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ซึ่งมีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อต้นทุนราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่จะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250305b2c361ef268dc73000eceb6376666279152011.jpg' type='image/jpg' length='427054' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์มั่นใจบริการออนไลน์ 100% สำเร็จกลางปี 68 เร็วกว่าเป้าที่ตั้งไว้ปี 70]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93200</link>
<guid isPermaLink="false">908ec0d000d8dc0ebbcbe1dec21aa3ad</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>รมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยการมุ่งสู่เป้าหมายเป็นองค์กรดิจิทัล 100% ทำได้เร็วเกินกว่าที่ตั้งไว้ภายในปี 70 คาดสำเร็จลุล่วงกลางปี 68 นี้ หลังงานบริการทางอิเล็กทรอนิกส์สุดท้าย ระบบการอนุญาตให้จัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า จะเปิดให้บริการได้ช่วงกลางปี 68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการเดินหน้าสู่งเป้าหมายการเป็นองค์กรดิจิทัล โดยจะเปิดให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการแบบ 100% เร็วกว่ากำหนดเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ภายในปี 2570 และมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จภายในกลางปี 2568 ที่จะถึงนี้ เพราะขณะนี้เหลือเพียงระบบการอนุญาตให้จัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า ซึ่งเป็นงานบริการประเภทสุดท้ายที่กรมกำลังจะเปิดให้บริการออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยล่าสุดกรมได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งหอการค้า พ.ศ. ... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า พ.ศ. ... ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา และ ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเป็นลำดับถัดไปแล้ว&nbsp;สำหรับร่างกฎกระทรวงที่แก้ไขนี้&nbsp; มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ยกเลิกการเรียกสำเนาทะเบียนบ้านจากผู้เริ่มก่อการจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า 2.การกำหนดช่องทางยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมสามารถจดทะเบียนได้ผ่านช่องทาง Walk in เท่านั้น 3.กำหนดให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้าสามารถลงลายมือชื่อต่อหน้าบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือข้าราชการพลเรือนระดับปฏิบัติการซึ่งมีอายุงานตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป เป็นต้น โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียน<br />
<br />
ทั้งนี้ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในกฎกระทรวง และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ซึ่งกรมคาดว่าเมื่อเสร็จกระบวนการทางกฎหมายแล้ว จะสามารถเปิดให้บริการระบบจดทะเบียนหอการค้าและสมาคมการค้าออนไลน์ได้ประมาณกลางปี 2568 นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การปรับปรุงร่างกฎกระทรวงดังกล่าว จะช่วยให้กฎหมายของไทยมีความทันสมัย สอดรับกับการให้บริการของกรม และหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดบทบาทของภาครัฐในการเป็นผู้ควบคุมธุรกิจให้กลายเป็นผู้ส่งเสริม โดยเฉพาะผู้ประกอบวิสาหกิจจะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งเป็นหอการค้าและสมาคมการค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประกอบกับลดภาระค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนในการดำเนินการให้แก่ผู้เริ่มก่อการ รวมถึงสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบวิสาหกิจให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250303276007082f38c5623999429b5d486650154834.jpg' type='image/jpg' length='802861' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิต ก.พ.68 ลด 0.3% จากการลดลงของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93198</link>
<guid isPermaLink="false">e5ba9ea5ac4042dd68dd58fc4b42a49c</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ.68 ลดลง 0.3% จากการลดลงของสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง จากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหตุราคาตลาดโลกลดลง และมีผลกระทบจากมาตรการทางการค้าโลก ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น คาด มี.ค. ขยายตัวต่ำ โดยได้รับผลดีจากการเร่งซื้อของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสหรัฐฯ แต่ต้องจับตาราคาสินค้าเกษตร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 111.3 ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับ ก.พ.2567 จากการลดลงของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 0.3% ที่ปัจจุบันเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกในภูมิภาค และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 0.3% ตามทิศทางเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกจากอุปสงค์ของตลาดปลายทาง และผลกระทบจากมาตรการทางการค้าโลก ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของก๊าซธรรมชาติเหลว (NG) และสังกะสี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ที่ลดลง 0.3% มีผลจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก ทำให้ผลผลิตในตลาดโลกมีปริมาณสูงขึ้น อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับปริมาณผลผลิตในปีนี้ที่มากกว่าปีก่อน หัวมันสำปะหลังสด จากตลาดปลายทางสำคัญลดปริมาณการนำเข้าผลผลิตจากไทย พืชผัก (มะนาว พริกแห้ง) จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณผลผลิตออกมาก โคมีชีวิต จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการบริโภคสินค้านำเข้า ส่งผลให้ราคาผลผลิตในประเทศลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ยางพารา เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการเปิดตลาดส่งออกในภูมิภาคใหม่ ทำให้ความต้องการสินค้าสำหรับส่งออกเพิ่มขึ้น ผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่มีน้อย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุเรียน และสับปะรดโรงงาน จากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สุกรมีชีวิต จากฐานของราคาในปีก่อนที่ต่ำจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในปริมาณมาก ประกอบกับปริมาณผลผลิตในปีนี้ที่ลดลง และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงเนื่องจากต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น&nbsp;หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่ลดลง 0.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) และอุปกรณ์หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล ตามปัจจัยอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เอทานอล สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น ปรับราคาตามวัตถุดิบที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ เนื้อปลาสดแช่แข็ง ปลากระป๋อง ปลาป่น มันเส้น ข้าวนึ่ง และกลุ่มน้ำตาลทราย ตามอัตราแลกเปลี่ยนและความต้องการของตลาดโลก และกลุ่มโลหะขั้นมูลฐาน ได้แก่ เหล็กแท่ง เหล็กแผ่น ท่อเหล็กกล้า เหล็กเส้น เหล็กฉาก เหล็กรูปตัวซี ตามปัจจัยอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง ส่วนสินค้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางนอกและยางในรถยนต์ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้น เนื่องจากความต้องการของผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมีความต้องการเพิ่มขึ้น กลุ่มยานยนต์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ได้แก่ รถกระบะ รถบรรทุกขนาดเล็กและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงาน และกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ เคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ที่เพิ่มขึ้น 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติเหลว (NG) และสินแร่โลหะ (สังกะสี) ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.พ.2568 ปรับตัวผันผวนอยู่ในกรอบแคบ ๆ โดยมีปัจจัยจากภายนอกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบ สนค. เห็นว่า ควรมีมาตรการหรือแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของผู้ประกอบการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก เช่น การให้โควตาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือก เพื่อจูงใจให้เกษตรกรบางส่วนลดพื้นที่ในการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักที่ราคามีความผันผวนขึ้นกับตลาดโลก และส่งเสริมการกระจายตลาดของผลผลิตทางการเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐควรผลักดันสนับสนุนการร่วมลงทุนจากต่างชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาคการผลิต ยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มี.ค.2568 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการบริโภคในภาพรวมที่สูงขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และหนี้ครัวเรือนที่ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง คำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ทดแทนสินค้าจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกเดิมที่ได้รับผลจากนโยบายทางการค้าสหรัฐฯ ส่วนปัจจัยกดดัน มาจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในภาพรวมที่มากกว่าปีก่อน กระทบต่อราคาขายในประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางการค้ากดดันราคาผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงมีความไม่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในทิศทางใด โดยจะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503039c003461832bf55e0e5ded718bb9f152154834.jpg' type='image/jpg' length='247428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปี 67 ใช้ FTA ส่งออก 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 2.05% อาเซียนแชมป์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93197</link>
<guid isPermaLink="false">481f442e01e27432333186998ab51783</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน FTA ปี 67 มีมูลค่า 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.05% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.81% ของมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ภายใต้ FTA ทั้งหมด ระบุอาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าที่ใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับ ยานยนต์ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และเนื้อไก่ปรุงแต่ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ปี 2567 มีมูลค่าส่งออก 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.81% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ทั้งหมด โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 31,438.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.35% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 22,582.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 89.74% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,725.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 82.98% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,209.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 66.40% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 6,163.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.05%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการส่งออกภายใต้ FTA ในปี 2567 แยกเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 23,030.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 27.65% ของมูลค่าการส่งออกภายใต้ FTA 12 ฉบับที่กรมติดตามการใช้สิทธิ์ จากทั้งหมด 14 ฉบับ ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันของไทย และสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 60,254.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 72.35%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยมีสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงที่สุดภายใต้ความตกลง FTA ทั้งหมดของไทย 5 อันดับแรก คือ ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (ที่มีเครื่องดีเซลหรือกึ่งดีเซล) น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน มูลค่า 6,426.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุเรียนสด มูลค่า 4,342.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน มูลค่า 2,284.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่า 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเนื้อไก่ปรุงแต่ง มูลค่า 1,556.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;ทั้งนี้ สินค้าที่มีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าสนใจในปี 2567 คือ เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ที่มีสัดส่วนการเติบโตถึง 51.80% มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกไปภายใต้ FTA 7 ฉบับ โดย 3 อันดับแรกเป็นความตกลงอาเซียน มูลค่า 1,550.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน-เกาหลี มูลค่า 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียน-อินเดีย มูลค่า 6.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA โดยได้เดินหน้าเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายตลาดการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย โดยในปี 2568 ไทยจะมี FTA เพิ่มขึ้นอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้ เลื่อนจากกำหนดเป้าหมายเดิมในเดือน มี.ค.2568 เพื่อรอความพร้อมจากฝ่ายศรีลังกา และไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ที่ได้ลงนามไปแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการภายในประเทศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2569 และล่าสุด ไทย-ภูฏาน ที่ได้เจรจาจนได้ผลสำเร็จแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการลงนามในช่วงเดือน เม.ย.2568<br />
<br />
&ldquo;กรมขอเน้นย้ำว่าการใช้สิทธิ์ FTA จะมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนทางภาษี สามารถสร้างแต้มต่อทางการค้า และขยายตลาดการส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ภาวการณ์แข่งขันของการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และขอให้เตรียมความพร้อม และศึกษาการใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับใหม่ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้อีก 3 ฉบับไว้ล่วงหน้าด้วย&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503030cc0ecb80c51bcd676be3673b0405695154730.jpg' type='image/jpg' length='269837' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ม.ค.68 ต่างชาติลงทุนไทย 103 ราย เพิ่ม 91% นำเงินเข้า 2.3 หมื่นล้าน เพิ่ม 223%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92775</link>
<guid isPermaLink="false">a8d9cbbfb972985c7221e7d834e9a818</guid>
<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยเดือน ม.ค.68 ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย 103 ราย เพิ่ม 91% นำเงินเข้า 23,160 ล้านบาท เพิ่ม 223% มีการจ้างงานคนไทย 227 คน เพิ่ม 32% ญี่ปุ่นยังนำโด่งลงทุนมูลค่าสูงสุด ตามด้วยจีน เยอรมนี สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐฯ ไต้หวัน ส่วนพื้นที่ EEC เข้ามาลงทุน 29 ราย เพิ่ม 71% มูลค่า 12,329 ล้านบาท ญี่ปุ่นยังนำ ตามด้วยจีนและสิงคโปร์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า เดือน ม.ค.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 103 ราย เพิ่มขึ้น 91% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 21 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 82 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 23,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223% และมีการจ้างงานคนไทย 227 คน เพิ่มขึ้น 32%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 7 อันดับแรกของเดือน ม.ค.2568 ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 21 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,880 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเลระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการตรวจสอบและสอบเทียบอุปกรณ์การตรวจจับการรั่วไหลของแก๊ส ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ แม่พิมพ์ ไส้กรองน้ำมัน ชิ้นส่วนนาฬิกาข้อมือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 971 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องแต่งกาย ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการดูแลและรักษาความปลอดภัยทางระบบคอมพิวเตอร์ ธุรกิจบริการสนับสนุนข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต ได้แก่ สิ่งปรุงแต่งอาหาร โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.จีน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 3,925 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ลูกกลิ้งพิมพ์ลายหรืออัดลาย สารสกัดจากเศษวัตถุดิบที่เหลือจากการแปรรูปสัตว์&nbsp;4.สิงคโปร์ 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 2,178 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม และการปรับ (Calibration) เกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตภาพยนตร์ ละคร แอนิเมชัน และรายการบันเทิง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,251 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การติดตั้งและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาเครื่องจักรระหว่างการใช้งาน เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ กระดาษลูกฟูก อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
6.ไต้หวัน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 681 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบ ก่อสร้าง และติดตั้งโครงสร้างเหล็กของอาคารคลังสินค้า ธุรกิจบริการออกแบบระบบสถาปัตยกรรมทางด้านดิจิทัล (Digital Architecture Design Service) เช่น ระบบด่านเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบจัดการที่จอดรถ เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ สายไฟฟ้า ชุดสายไฟสำหรับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
7.เยอรมนี 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,048 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาเครื่องปั๊มความร้อน (Heat pump) ธุรกิจบริการทำการตลาดและส่งเสริมการขายสิ่งทอเทคนิค ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ เครื่องทำน้ำอุ่น Fatty Alcohol Ethoxylate<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงในโรงงานอุตสาหกรรม องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการติดตั้งทางวิศวกรรมเกี่ยวกับระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสีย องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการท่าเทียบเรือและความปลอดภัยการขนถ่ายสินค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบเชื่อมต่อรถยนต์ผ่านเน็ตเวิร์ค เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ เดือน ม.ค.2568 มีจำนวน 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 28 ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 71% มูลค่าการลงทุน 12,329 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น 11 ราย ลงทุน 5,574 ล้านบาท จีน 6 ราย ลงทุน 1,775 ล้านบาท สิงคโปร์ 3 ราย ลงทุน 1,610 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 9 ราย ลงทุน 3,370 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกแม่พิมพ์โลหะและจิ๊ก (JIG) สำหรับใช้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจบริการตรวจสอบและสอบเทียบอุปกรณ์การตรวจจับการรั่วไหลของแก๊ส ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ชิ้นส่วนเหล็กขึ้นรูป อะไหล่ และส่วนประกอบรถยนต์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250228d737ecb28187745c9c231c670552d9c7104450.jpg' type='image/jpg' length='111944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”สั่งลุยดูแล “เกษตร-ผลไม้” เร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ดัน SME ส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92558</link>
<guid isPermaLink="false">8ccab19c37d5ce2ec854633e00b126c2</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;สั่งการ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลสินค้าเกษตร ผลไม้ เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-อียู ปั้น Thailand Brand การันตีสินค้า SME ปรับมอบตรา Thai SELECT เป็น 1-3 ดาวเหมือนมิชลิน สร้างเครือข่ายความมั่นคงอาหารกับประเทศต่าง ๆ คุมเข้มสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ จัดการนอมินี ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา เป้าไทยหลุดบัญชี WL และพัฒนาซุปเปอร์แอปพาณิชย์</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนการทำงานเชิงรุก เพื่อดูแลราคาสินค้าเกษตรที่กำลังออกสู่ตลาดทุกรายการ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ที่ได้ออกสู่ตลาดแล้ว และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่จะออกตามมา รวมถึงผลไม้ที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลในเร็ว ๆ นี้ และให้ชี้แจงมาตรการดูแลสินค้าเกษตร เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว ที่คณะกรรมการนโยบายบริหารและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ที่ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสนับสนุนข้าวนาปรัง<br />
<br />
ทั้งนี้ ขอให้เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ตามแนวนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาและลงนาม FTA ไทย-เอฟตา และปิดดีล FTA ไทย-ภูฏานไปแล้ว โดยตนมีกำหนดที่จะประชุมวิดีโอคอลกับอียู ในวันที่ 10 มี.ค.2568 เพื่อเร่งรัดการเจรจา โดยล่าสุดอียูมีท่าทีพร้อมลดเงื่อนไขหลายด้านลงมา<br />
<br />
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะต้องเดินหน้าพัฒนา Thailand Brand เพื่อการันตีคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าของ SME ของไทย และยกระดับการให้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่จะปรับเป็นการให้ดาว 1-3 ดาว เหมือนกับมิชลิน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล&nbsp;ส่วนการเปิดเสรีการส่งออกข้าว ขณะนี้ได้ปรับเงื่อนไขการเก็บสต๊อกข้าวของผู้ส่งออก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา และการปรับลดค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือน มี.ค.2568 เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กส่งออกข้าวได้สะดวกมากขึ้น และสร้างเครือข่าย Food Storage กับประเทศต่าง ๆ วางแผนความมั่นคงทางอาหารร่วมกับประเทศพันธมิตร เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาหารในภูมิภาค และสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตรไทย<br />
<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ได้สั่งการให้เดินหน้าคุมเข้มสินค้าต่างประเทศที่ไม่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยขอให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาในไทยอย่างเข้มงวด และเร่งจัดการปัญหานอมินีที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้ประกอบการ SME ไทย โดยล่าสุด มีผลการปราบปรามธุรกิจนอมินี 5 เดือน (ก.ย.67-ม.ค.68) รวม 820 ราย มีมูลค่าเสียหายรวมกว่า 12,495 ล้านบาท<br />
<br />
นอกจากนี้ ให้ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบกรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีเป้าหมาย คือ ถอดชื่อไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List &ndash; WL) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ และให้สานต่อผลที่ได้จากการประชุมร่วมกับนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่จะมีความร่วมมือต่าง ๆ ตามมา ทั้งการยกระดับอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกของไทย ความร่วมมือด้าน Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการใช้ IP ยกระดับภาคการเกษตร ขณะเดียวกัน ขอให้เร่งพัฒนาแอปพลิเคชันของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Super App) เพื่อประโยชน์ด้านการค้าให้กับประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลการค้าของกระทรวงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502274aa09d85fe297e23f1b21c99c18b87c0154849.jpg' type='image/jpg' length='242349' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยปลดล็อกส่งออกสิ่งประดิษฐ์ของไม้ ไม่ต้องมีหนังสือรับรอง บังคับใช้แล้ว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92557</link>
<guid isPermaLink="false">808468235280e4957ba1bf8151d8d0da</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยประกาศกระทรวงพาณิชย์ ปรับปรุงการส่งออกสินค้าไม้ ยกเลิกข้อกำหนดต้องมีหนังสือรับรองสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่พะยุง) ประกอบการส่งออก มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.68 เป็นต้นไป มั่นใจช่วยลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออก</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ให้ไม้ท่อน ไม้แปรรูปและไม้ล้อมบางชนิด เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต และให้ถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2567 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.2568 เป็นต้นไป โดยมั่นใจว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการค้าสินค้าไม้ของไทยให้มีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกให้ผู้ประกอบการไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพในตลาดโลก<br />
<br />
โดยสาระสำคัญที่ปรับปรุง คือ การยกเลิกหนังสือรับรองสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่ไม้พะยูง) ประกอบการส่งออก จะช่วยลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการค้าไม้ของไทยได้เป็นอย่างยิ่ง และการยกเลิกข้อกำหนดในการขอหนังสือรับรองประกอบการส่งออกสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่ไม้พะยูง) จะช่วยลดภาระและต้นทุนให้ผู้ประกอบการ&nbsp;สำหรับการปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ในการส่งออกสินค้าไม้ดังกล่าว เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการผลักดันการค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยการแก้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการไทยในภาคส่งออก<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์ส่งออกสินค้าไม้ ควรศึกษา และทำความเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในทางปฏิบัติ โดยสามารถศึกษาประกาศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร 1385 หรือ กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป โทร. 0 2547 4803&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502277b6b7b0b3c378200f66234613906d1ca154750.jpg' type='image/jpg' length='356686' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกมันพุ่ง 1.05 ล้านตัน มูลค่า 6.5 พันล้าน ได้แรงหนุนจีนซื้อใช้ทำอาหารสัตว์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92282</link>
<guid isPermaLink="false">34e92c4fbbaeb89bad5812bc8002d02b</guid>
<pubDate>Wed, 26 Feb 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกมันสำปะหลังพุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 1.05 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท ได้รับผลดีจากจีนซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หลังจัดทีมไปกระตุ้นช่วงต้นปีที่ผ่านมา &ldquo;อารดา&rdquo;กางแผนขยายตลาดมันสำปะหลัง เตรียมลุยขายเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอาหารสัตว์ อาหาร เครื่องดื่ม กาว กระดาษ พร้อมจัดประชุมมันสำปะหลังโลก มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดประชุมติดตามสถานการณ์การค้ามันสำปะหลัง ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้รับรายงานว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 จะเติบโตแซงหน้าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 มีการอนุญาตส่งออกมันสำปะหลังจากกรมการค้าต่างประเทศกว่า 1.05 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยได้รับผลดีจากคำสั่งซื้อจากผู้ประกอบการในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในจีน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในกิจกรรมกระตุ้นตลาดการค้ามันสำปะหลังในจีนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีตลาดรองรับผลผลิต &nbsp;นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท New Hope Liuhe Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับต้นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน มีความสนใจที่จะเจรจาซื้อขายมันเส้นของไทยในปริมาณมาก เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนตอนใต้ 3 มณฑล ได้แก่ กว่างโจว กว่างซีจ้วง และฝูเจี้ยน มีปริมาณการผลิตอาหารสัตว์รวมกันสูงถึง 100 ล้านตันต่อปี จึงมีศักยภาพสูงมากในการรองรับผลผลิตมันสำปะหลังของไทย และมั่นใจว่าความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยทั้งระบบในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจขยายตลาดส่งออกสำหรับสินค้ามันสำปะหลัง โดยเร่งผลักดันการส่งออกมันอัดเม็ดมากขึ้น และหาตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ อาหารสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว<br />
<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในเดือน มิ.ย.2568 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการในวงการมันสำปะหลัง แลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้ามันสำปะหลังของไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250226050c9114b3bc1ae675347788a025381f160509.jpg' type='image/jpg' length='550620' />
</item>
</channel>
</rss>
