<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/index/id/112</link>
<atom:link href="https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/index/id/112" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[​สู้รบตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกข้าวอิรักวูบ 52.58% สหรัฐฯ ลด 25.16% ลูกค้าลังเลภาษี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155069</link>
<guid isPermaLink="false">7766f9d69a36da18c1eb6535aa57a06f</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำไทยชวดออเดอร์ส่งออกข้าวขายอิรัก 2 เดือนขายได้แค่ 9.2 หมื่นตัน ลด 52.58% ส่วนสหรัฐฯ ส่งออกได้ 1.16 แสนตัน ลด 25.16% เหตุคู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ ภาษี ส่งผลให้ภาพรวมส่งออกได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลด 4.16% คาดหากสงครามยืดเยื้อ เป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ไปไม่ถึงแน่ ส่วนมันสำปะหลัง เริ่มแผ่ว ส่งออกได้ 9 แสนตัน ลด 32.33% ยังดีได้แรงซื้อจากจีน-ซาอุดิอาระเบีย แต่ยังมั่นใจทั้งปีเข้าเป้า 6-7 ล้านตัน</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีการสู้รบ ทำให้ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากประเทศอิรักไปแล้วจำนวนมาก เพราะความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง รวมถึงค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตัน ลดลง 52.58% ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยทำได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.203 ล้านตัน มูลค่า 651 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจาก 770 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 15.45%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตอนนี้ ไทยเสียออร์เดอร์ส่งออกข้าวขาวจากอิรักไปมาก เพราะต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีความเสี่ยง ทำให้ค่าประกันภัยสูงขึ้น รวมทั้งค่าระวางเรือยังสูงขึ้นแล้ว 30-40% จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนส่งออกไปประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางรวมกว่า 1.34 ล้านตัน ในจำนวนนี้สัดส่วน 75% เป็นส่งออกไปอิรัก ที่เหลือเป็นเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน&rdquo;<br />
สำหรับการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในช่วง 2 เดือน ลดลงถึง 25.16% โดยส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้าชะลอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งให้การเก็บภาษีตอบโต้ 19% เป็นโมฆะ และกลับมาเก็บภาษีที่ 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่มาเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางซ้ำเติม จึงต้องรอดูว่าคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ จะกลับมาหรือไม่ ประกอบกับหากสงครามตะวันออกกลางยังยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ อาจพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7 ล้านตัน แต่กรมจะพยามช่วยเหลือผู้ส่งออกหาเส้นทางส่งออกอื่น ๆ แทน แต่ยังไม่รู้จะคุ้มค่าหรือไม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 500,000 ตัน และได้เริ่มส่งมอบล็อตแรก 40,000 ตันไปแล้วนั้น เดิมกำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนก.พ.-มี.ค.2569 แต่ก่อนการส่งมอบได้เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อการขนส่งบ้าง แต่กรมได้ร่วมกับภาครัฐและผู้ส่งออกข้าวกว่า 20 บริษัท เร่งแก้ปัญหาส่งออก เพื่อให้สามารถส่งออกไปจีนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนต่าง ๆ ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังสามารถส่งมอบได้ ส่วนการส่งออกล็อตถัดไป คาดว่าจะเริ่มต้นได้ในเดือน เม.ย.2569 แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นจากต้นทุนต่าง ๆ สูงขึ้น แต่มั่นใจว่า ทางการจีนจะเข้าใจในสถานการณ์และรับกับราคาที่สูงขึ้นได้ โดยกรมจะเร่งจะเจรจากับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบให้ครบ 500,000 ตันในเร็ว ๆ นี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ในช่วง 2 เดือนปี 2569 ภาพรวมอยู่ที่ 900,000 ตัน ลดลง 32.33% มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 27.24% และในนี้ เป็นการส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ โดยยังคงมั่นใจว่าการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2569 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7 ล้านตัน เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของซาอุดิอาระเบีย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปให้ แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่ง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมได้ร่วมกับผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง จนสามารถส่งมอบได้ แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260324a157c88dda57f289a3894273d7c0aac3155111.jpg' type='image/jpg' length='153738' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.พ.69 ยังแรง เพิ่ม 9.9% โตต่อเนื่อง 20 เดือน รวม 2 เดือน บวก 17%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/155068</link>
<guid isPermaLink="false">5dc4000a39c708017fedf2916d3b73d2</guid>
<pubDate>Tue, 24 Mar 2026 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออก ก.พ.69 มูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน ได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การนำเข้ามูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 9.9% จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าทุน เครื่องจักร รวมส่งออก 2 เดือน 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 17% นำเข้า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 30.5% คาดแนวโน้ม มี.ค.เริ่มชะลอ จากผลกระทบตะวันออกกลาง แต่ก็ต้องลุ้นการเร่งส่งออกจากภาษีสหรัฐฯ ที่ 10%</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ก.พ.2569 มีมูลค่า 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 912,567 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 32,273.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 31.8% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,013,733 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 2833.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 101,166 ล้านบาท รวม 2 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) การส่งออก มูลค่า 61,012.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,893,312 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 67,149.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,111,178 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,137.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 217,866 ล้านบาท&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 5.7% โดยสินค้าเกษตร ลด 3.6% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 7.7% โดยสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม และไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 3.8%<br />
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 13.3% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว เคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ 2 เดือนปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 21.3%<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ยังคงขยายตัวได้ดีในหลายตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 16.6% ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 40.5% จีน 0.4% ญี่ปุ่น 9.7% สหภาพยุโรป (27) 20.6% และอาเซียน (5) 17.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 11.4% ตลาดรอง เพิ่ม 3.3% โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย 8.6% ตะวันออกกลาง 19.4% ลาตินอเมริกา 25.6% ทวีปแอฟริกา 20.4% และสหราชอาณาจักร 27.2% แต่หดตัวในตลาดรัสเซียและ CIS 30.1% และเอเชียใต้ 26.1% และ ตลาดอื่น ๆ ลด 60.6%<br />
<br />
น.ส.ณัฐิยากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือน มี.ค.2569 คาดว่าจะเริ่มชะลอตัวลง จากปัญหาค่าระวาง ค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ก็อาจจะเพิ่มขึ้นจากการที่ผู้ส่งออก ต้องเร่งส่งออก เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน โดยมีระยะเวลาใช้อัตรา 10% ในช่วง 150 วัน ส่วนการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบการดำเนินการถึงกลางปี คาดว่าจะเห็นผลเรื่องภาษีในช่วงปลายปี สำหรับการนำเข้า มองว่า อาจจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เพราะน้ำมันและวัตถุดิบบางอย่าง ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยจะทำการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอีกครั้งในช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังจากได้ตัวเลขการส่งออกไตรมาสที่ 1 แล้ว แต่ขณะนี้ ยังประเมินเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2569 อยู่ที่ 3 สมมติฐาน คือ ดีที่สุด บวก 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลาง ๆ ติดลบ 1% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่ำสุด ลบ 3% มีค่าเฉลี่ยยอดส่งออกต่อเดือนที่ 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;&nbsp;<br />
นางนันท์นัดดา ภัททิยกุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า DITP ได้ประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกกับภาคเอกชนอุตสาหกรรมต่าง ๆ พบว่า ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้น มีปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว โดยขอให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ ๆ และยังได้ประสานกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับผู้ส่งออก<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603246996fb211c5085e2ffd98c8f0e85fc02155111.jpg' type='image/jpg' length='251593' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[RCEP ถกแนวทางรับสมาชิกใหม่ ปรังปรุงความตกลงให้ทันสมัย รับมือค้าโลกผันผวน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/154488</link>
<guid isPermaLink="false">53e9102b60d0c722119e596e9c94c220</guid>
<pubDate>Fri, 20 Mar 2026 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 69 พิจารณาแนวทางรับสมาชิกใหม่ กำหนดเดือน พ.ค.นี้ เปิดสัมภาษณ์ประเทศที่สนใจ และให้พิสูจน์ความพร้อมในการเข้าร่วม ก่อนที่สมาชิก 15 ประเทศจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย พร้อมหารือการพัฒนาความตกลงให้มีความทันสมัย ให้สิทธิพิเศษเพิ่มขึ้น รับมือโลกเปลี่ยนเร็ว</strong><br />
นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วม RCEP (RJC) ครั้งแรกของปี 2026 และการประชุมโต๊ะกลมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ที่ประชุมได้เร่งขับเคลื่อนแผนรับสมาชิกใหม่ในปี 2026 ตามมติของผู้นำ RCEP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีเป้าหมายในการขยายตลาดและเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าการค้าในภูมิภาคให้ครอบคลุมและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับรับมือกับความผันผวนของการค้าโลก และสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนในยามที่โลกกำลังแบ่งขั้ว ทำให้มีความจำเป็นต้องพึ่งพากันในภูมิภาค เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจได้กว้างขึ้น พร้อมเพิ่มพลวัตทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับอำนาจต่อรองของ RCEP ในเวทีการค้าโลก<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของไทย การขยายสมาชิก มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกตลาดใหม่ที่เข้ามาร่วมหมายถึงคู่ค้าและนักลงทุนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการของไทยจะมีเส้นทางเดินทางใหม่ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี และห่วงโซ่อุปทานของสินค้าไทยจะยิ่งแข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้น<br />
&ldquo;หนึ่งในความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือ การกำหนดให้เดือน พ.ค.2569 เป็นห้วงเวลาสัมภาษณ์ประเทศผู้สมัครที่ขอเข้าร่วม RCEP โดยกระบวนการนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการคัดกรองและประเมินความพร้อมของผู้สมัคร ก่อนที่สมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศจะพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงถือเป็นด่านคัดกรองสำคัญที่ผู้สมัครแต่ละรายจะต้องพิสูจน์ตนเองต่อสมาชิกปัจจุบันทั้ง 15 ประเทศ ทั้งในแง่ความพร้อมด้านกฎระเบียบการค้า มาตรฐานศุลกากร และศักยภาพในการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลง โดยประเทศผู้สมัครจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของ RCEP ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์&rdquo; นายธัชชญาน์พลกล่าว<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้วางรากฐานสำหรับการทบทวนและปรับปรุงความตกลง RCEP ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อผลักดันการใช้สิทธิพิเศษจาก RCEP ให้มากขึ้น โดยได้เปิดพื้นที่รับฟังความเห็นอย่างจริงจังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วนผ่านการประชุมโต๊ะกลม และการรับฟังข้อเสนอแนะจากผลการประชุมวิชาการเรื่องทิศทางในการทบทวนความตกลงฯ กระบวนการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ RCEP ยังคงเป็นความตกลงที่ไม่หยุดนิ่ง และสามารถส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้าของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603201a96fab158b29c0112d0e5cdd3a7aa42160636.jpg' type='image/jpg' length='205372' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์เปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ สอนผู้ประกอบลุยตลาดดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/153907</link>
<guid isPermaLink="false">07b37d7792b7acb452d929b83bb4da12</guid>
<pubDate>Wed, 18 Mar 2026 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 รวมกูรูการตลาด ครีเอเตอร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญ AI ถ่ายทอดองค์ความรู้ครบวงจร ตั้งแต่สร้างแบรนด์ บริหารหลังบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาด e-Commerce</strong><br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดหลักสูตรปั้นร้านค้าออนไลน์ขั้นเทพ รุ่นที่ 6 (Online Marketing Genius : OMG#6) ภายใต้แนวคิดอัปสกิลการตลาดออนไลน์สร้างยอดขายทะลุล้าน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร ว่า การจัดหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ ทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ การบริหารจัดการระบบหลังบ้าน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดดิจิทัล<br />
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 2,000 ราย ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยกิจกรรม Affiliate Matchmaking ในหัวข้อ &ldquo;วิธีจีบ Creator ให้ติดใจ ปั้นแบรนด์ให้ยอดพุ่งแบบติดสปีด&rdquo; โดยคุณชัญญานุช สมเจษ เจ้าของเพจอร่อยเอาเรื่อง และคุณอรอนงค์ ไทยเจียม เจ้าของเพจแม่จุ๊บลูกสองพิกัดของถูก ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์และการสร้างยอดขายผ่านพลังของครีเอเตอร์ จากนั้นเป็นการบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Basic but OMG! ปั้นเสื้อผ้าธรรมดาให้เป็นอาณาจักรร้อยล้านสไตล์ Atipashop&rdquo; โดยคุณอติภาย์ คงคาลัย เจ้าของร้าน Atipashop ที่มาแบ่งปันเส้นทางความสำเร็จในการสร้างแบรนด์จากศูนย์สู่ธุรกิจระดับร้อยล้าน รวมถึงเวทีเสวนา &ldquo;บทเรียนภาษีย้อนหลัง 2.6 ล้าน! เมื่อความมั่นใจทำพิษ&rdquo; โดยคุณถนอม เกตุเอม เจ้าของเพจ TaxBugnoms และคุณจักรพงศ์ พุ่มไพจิตร เจ้าของเพจท็อฟฟี่เป็นตุ๊ดซ่อมคอม ที่ร่วมสะท้อนบทเรียนสำคัญด้านภาษีที่ผู้ค้าออนไลน์ไม่ควรมองข้าม<br />
ส่วนช่วงบ่ายเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ โดยคุณฏีฐิพัค แซ่ตั้ง Head of Business Partnership จาก Page 365 มาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;จัดระเบียบระบบหลังบ้านให้เป๊ะ สต็อกไม่พลาด บิลไม่หาย ยอดขายพุ่ง&rdquo; ตามด้วยหัวข้อ &ldquo;Negative to Narrative&rdquo; โดยคุณอภิเชษฐ์ เอติรัตนะ ที่ถ่ายทอดเทคนิคการเปลี่ยนดราม่าให้เป็นโอกาสสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ และในส่วนของข้อมูลและเทคโนโลยี คุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Wisesight จะมาบรรยายในหัวข้อ &ldquo;Winning with Data&rdquo; ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของการฟังเสียงโซเชียลและการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ ขณะที่คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช จาก Futureskill ได้นำเสนอแนวโน้มอนาคต e-Commerce ภายใต้หัวข้อ &ldquo;The Future of e-Commerce: AI, Data &amp; Growth&rdquo;<br />
นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ เวทีเสวนา &ldquo;คน vs AI : ใครเก่งกว่ากันในโลก e-Commerce&rdquo; โดยคุณพีรดนย์ เหมยากร ผู้ก่อตั้งและ CEO IHAVECPU และคุณซีเค เจิง CEO บริษัท Fastwork ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI กับมนุษย์ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ก่อนปิดท้ายด้วยหัวข้อ &ldquo;AI for Business: The Future of Work &amp; Profit&rdquo; โดยคุณ Gonggit Chanthawijaikul, Partner Manager, Facebook Thailand ที่ตอกย้ำทิศทางการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างผลกำไรในอนาคต&rdquo;<br />
หลักสูตร OMG ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ตั้งแต่ปี 2563 โดยได้พัฒนาผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 12,500 รายทั่วประเทศ สร้างรายได้มากกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวได้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล<br />
ทั้งนี้ ในปี 2567 มูลค่าการค้าออนไลน์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14.7 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยมีขนาดตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาด e-Commerce เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมที่จะเดินหน้าผลักดันนโยบายและโครงการต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ทักษะและเครื่องมือที่จำเป็น ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายธุรกิจสู่โลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202603182c239777138a3cc4926d62d319ce7cdf155141.jpg' type='image/jpg' length='245196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ.69 ลด 0.5% จากราคาสินค้าเกษตรขยับลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/152784</link>
<guid isPermaLink="false">dfe1de383b40fd2e1f91c7b665fcde86</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 16:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.69 ลดลง 0.5% จากการลดลงของสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าว อ้อย ปาล์ม ยางพารา สุกร โค กุ้ง และผลิตภัณฑ์จากเหมืองที่ลดลง ตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้นจากทองคำ แต่อุตสาหกรรมที่เหลือลดลง คาดแนวโน้ม มี.ค.69 ยังเคลื่อนไหวกรอบแคบ จับตาพลังงาน ค่าบาท ทองคำ เป็นตัวกดดัน</strong><br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.2569 เท่ากับ 108.3 เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2568 ลดลง 0.5% จากการลดลงของราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่ชะลอตัวจากการแข่งขันสูงในตลาดโลก ทำให้การส่งออกลดลง และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าเพิ่มได้<br />
สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตที่ลดลง มีรายละเอียดโดยหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 8.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลก อ้อย จากฐานราคาในปีก่อนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับผลผลิตในปีนี้ออกมาก ผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่ต่ำตามราคาพลังงาน ยางพารา จากราคารับซื้อที่ลดลงตามราคาสินค้าในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดมาก ประกอบกับความต้องการบริโภคที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม<br />
ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วยหัวมันสำปะหลังสด จากราคารับซื้อที่สูงขึ้นจากการนำเข้าผลผลิตผ่านชายแดนที่ลดลง ผักสด (มะนาว พริก) ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจร้านอาหาร<br />
ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 13.8% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนตามทิศทางตลาดพลังงานโลก ขณะที่มีการปรับตัวสูงขึ้นของสินแร่โลหะ (แร่ดีบุก) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่ยังมีจำกัด และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากอุปทานที่ปรับลดลง ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น<br />
<br />
ขณะที่หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สูงขึ้น 1.1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มีการปรับตัวลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ น้ำตาลทราย กากน้ำตาล ข้าวสาร ข้าวนึ่ง ปลายข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ผักผลไม้แช่แข็ง จากอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง และเนื้อสุกร จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยางมะตอย เบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันหล่อลื่น ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น และก๊าซชนิดใช้ในอุตสาหกรรม (ออกซิเจน ไนโตรเจน) จากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น ผลิตภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับราคาลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล จากความต้องการใช้ที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง<br />
ทั้งนี้ แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนมี.ค.2569 มีแนวโน้มทรงตัวและอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาพลังงาน ส่งผลต่อราคาสินค้าผู้ผลิตในภาพรวม ประกอบกับค่าเงินบาท และราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนตามกระแสของนักลงทุน ส่งผลให้ภาคธุรกิจยังคงรอติดตามสถานการณ์ของตลาดการเงิน และนโยบายด้านการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ในขณะที่กำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ รวมทั้งการแข่งขันที่สูงในตลาดผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ยังคงกดดันราคาสินค้าผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20260312c707ae2e90a2d14459553c50db6a8651160105.jpg' type='image/jpg' length='559128' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ จัดเวิร์กชอปติวเข้ม SME และ Micro SME ใช้ AI-LINE ทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/145932</link>
<guid isPermaLink="false">6950213f5f62aafe49f94a86763f35b5</guid>
<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ LINE จัดเวิร์กชอป UPSKILL SME ธุรกิจโตไว ทำกำไร ด้วย AI และ LINE Solutions ช่วยผู้ประกอบการ SME และ Micro SME สามารถนำเทคโนโลยี AI และเครื่องดื่มดิจิทัลไปใช้ในการทำธุรกิจ เพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;UPSKILL SME ธุรกิจโตไว ทำกำไร ด้วย AI และ LINE Solutions&rdquo; ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ว่า การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรม บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME และ Micro SME (MSME) ให้สามารถนำเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัลไปใช้ในการทำธุรกิจได้จริง เพื่อเพิ่มยอดขาย ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการ SME และ Micro SME (MSME) ไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล และ Chat Commerce ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านช่องทาง Onsite 200 ราย และ Online กว่า 10,000 ราย โดยผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมดจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลผ่านกิจกรรม Workshop ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลวิเคราะห์ข้อมูลตลาดได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุน และยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงแบบจับมือทำ (Hands-on Workshop) โดยมี LINE Certified Coach วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ในหัวข้อ เร่งธุรกิจให้โตด้วย LINE OA และ LINE Ads หัวข้อ ลูกค้าไม่หาย ขายของง่ายขึ้นด้วย MyCustomer | CRM และ MyShop และหัวข้อ ยกระดับการหาลูกค้าใหม่บน LINE Ads ด้วยพลัง AI เป็นต้น<br />
<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธกิจกรรมและการให้คำปรึกษาจากหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การใช้งานจริง ช่วยวางแนวทาง การทำตลาดออนไลน์ การบริหารจัดการลูกค้า และการเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของแต่ละราย ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้ SME และ Micro SME (MSME) ตลอดจนผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ ได้รับความรู้ไปพร้อม ๆ กับการเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความหลากหลาย และเกิดผลสัมฤทธิ์แบบก้าวกระโดด สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและชาญฉลาด เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงในยุคดิจิทัล&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202601302f32b0ce3d8db66c69f3db45a3a24e2a133318.jpg' type='image/jpg' length='253453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลงาน ดัน SME อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ยื่นจดเครื่องหมายการค้าเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/141562</link>
<guid isPermaLink="false">bdc7b70fb1158a161422f61074308758</guid>
<pubDate>Mon, 05 Jan 2026 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาโชว์ผลงานให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SME ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ IPAC พบมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มขึ้น และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น เตรียมลุยช่วยต่อ ตั้งแต่เริ่มพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การยื่นจดทะเบียน จนถึงการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามผลการดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ SME ในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อัญมณีและเครื่องประดับ เทคโนโลยี ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 25 บริษัท ร่วมกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ (CISPI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยส่งทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ถ่ายทอดความรู้และวางกลยุทธ์แบบตัวต่อตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการมีการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดทางธุรกิจได้จริง ทั้งการยื่นคำขอคุ้มครองจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการดำเนินการ ผู้ประกอบการหลายรายได้นำคำแนะนำไปปรับใช้ในภาคธุรกิจ และมีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านระบบออนไลน์ (e&ndash;Filing) ในหลายประเภทสินค้า เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (กล้องวงจรปิด กุญแจสมาร์ทล็อก ล็อคประตูดิจิทัล) กลุ่มแฟชันและไลฟ์สไตล์ (เสื้อ กางเกง หมวก รองเท้า) กลุ่มสุขภาพและความงาม (น้ำหอม ครีมกันแดด บลัชออน ลิปสติก) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม (อาหารเสริมแบบแคปซูล อาหารเสริมชนิดผง) เป็นต้น&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงการให้คำปรึกษา พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ IPAC จึงได้ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น การปรับรูปแบบเครื่องหมายการค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย การเลือกรายการสินค้าให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับสินค้าของตน เทคนิคการร่างคำขอสิทธิบัตรอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การใช้เครื่องมือสืบค้นข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อพัฒนาผลงานนวัตกรรม การวางแผนเชิงรุกในการขยายความคุ้มครองไปยังต่างประเทศ ตลอดจนแนวทางการป้องกันและรับมือกรณีถูกละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซึ่งกรมพร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกช่วงของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาแนวคิด การสร้างสรรค์ผลงาน การขอรับความคุ้มครอง การบริหารจัดการสิทธิ์ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจร ผ่านบริการสำคัญ อาทิ การจัดให้มีช่องทาง Fast Track เร่งจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปิดโอกาสซื้อ&ndash;ขายผลงานนวัตกรรมและการจับคู่ธุรกิจผ่านงาน IP Fair และแพลตฟอร์มตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา IP Mart<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อผู้ประกอบการไทยได้รับการสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างตรงจุด จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ และเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกรมจะเดินหน้าผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร และพร้อมเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) โทรสายด่วน 1368&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2026010524ea734731da8f3ac4fee1092bee44e9153503.jpg' type='image/jpg' length='248927' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ใช้ FTA ส่งออก 9 เดือน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุเรียน-ยานยนต์แชมป์ใช้สิทธิ์สูงสุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139581</link>
<guid isPermaLink="false">48709130653ea9f5ff1d70b75312ab1c</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วง 9 เดือน ปี 68 มีมูลค่า 67,931.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 6.97% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.54% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษทั้งหมด อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนทุเรียนแชมป์ใช้สิทธิ์สินค้าเกษตร ยานยนต์แชมป์ใช้สิทธิ์สินค้าอุตสาหกรรม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่ารวม 67,931.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.97% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.54% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) อันดับหนึ่ง มูลค่า 24,001.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 69.68% รองลงมาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 19,653.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 96.68% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 7,580.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 73.77% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 5,171.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 83.57% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 4,125.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 55.99%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูงในช่วง 9 เดือน ปี 2568 แยกเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียน 2.เนื้อไก่ปรุงแต่ง 3.ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง 4.น้ำตาลที่ได้จากอ้อย 5.ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) มูลค่ารวม 19,635.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 28.91% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 2.ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ 3.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) 4.เครื่องจักรอัตโนมัติ 5.เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 48,295.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 71.09% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด<br />
<br />
ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียนและมันสำปะหลัง และเนื้อไก่มีการเติบโตตามความต้องการบริโภคในจีนและญี่ปุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการผลิตอาหารของไทย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของไทย ที่ยังรักษาความได้เปรียบด้านฐานการผลิตภายในประเทศ และอินเดียเติบโตโดดเด่นจากในกลุ่มแพลทินัมและโลหะมีค่า &nbsp;<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า การเติบโตของการใช้สิทธิ์ FTA ของไทย ไม่เพียงเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านการส่งออก แต่ยังสะท้อนการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตโลก โดย FTA ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และเป็นกลไกที่จะผลักดันให้ไทยก้าวสู่บทบาทแนวหน้าในเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว โดย FTA ฉบับใหม่ที่ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจา ได้แก่ ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปิดตลาดพรีเมียมของโลก และเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญต่อคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะความตกลงไทย-สหภาพยุโรป ที่จะช่วยเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยุโรป ส่งผลให้ไทยมีบทบาทโดดเด่นขึ้นในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กรมจะเดินหน้าจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,300 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SME โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2568 ได้จัดสัมมนาที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้หัวข้อ &ldquo;FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย&rdquo; ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก และกรมจะเดินสายจัดสัมมนาต่อเนื่องที่จังหวัดเพชรบุรี ในวันที่ 17 ธ.ค.2568 ก่อนขยายสู่จังหวัดอื่น ๆ อาทิ ระนอง ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร เชียงราย สงขลา พระนครศรีอยุธยา ตาก จันทบุรี พิษณุโลก และชลบุรี ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251222110187cb4cd7c7f1b3abadea7ce781f6155323.jpg' type='image/jpg' length='221625' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ถกทูตออสเตรเลีย เดินหน้าร่วมมือการค้า สบช่องชวนเพิ่มการลงทุนในไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/139578</link>
<guid isPermaLink="false">2fe2c6dec45311835fb4ffd282823f85</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 15:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo;เผยผลการหารือกับเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เห็นพ้อง FTA ช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า ยันเดินหน้าร่วมมือกันต่อ สบช่องชวนเพิ่มการลงทุนในไทย ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และร่วมยินดีปัญหาข้อพิพาทเหมืองทองได้ข้อยุติ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ให้การต้อนรับ ดร.แอนเจลา แม็กดอนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;ออสเตรเลีย ที่ช่วยผลักดันมูลค่าการค้าให้ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและโอกาสใหม่ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะสามารถเพิ่มความร่วมมือกันได้ ทั้งในมิติของการค้าและการลงทุน&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ใช้โอกาสนี้ เชิญชวนออสเตรเลียขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทยเพิ่มขึ้น เช่น ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ อาหารแห่งอนาคต ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสาขาพลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะผลักดันประเด็นนี้ร่วมกันต่อไป&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้แสดงความยินดีที่ไทยและบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ของออสเตรเลีย สามารถยุติกรณีพิพาทได้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียในระยะยาว โดยออสเตรเลียได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะขยายการลงทุนในด้านนี้เพิ่มเติม และขอรับการสนับสนุนจากไทยในเรื่องนี้<br />
อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้ ออสเตรเลียได้ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์การนำเข้านมผงขาดมันเนยภายใต้ FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลภาพรวมของ FTA จะประสานงานและติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การหารือครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับออสเตรเลียในทุกระดับ พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ส่วนออสเตรเลียได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทย ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD และพร้อมสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการค้าของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล&rdquo;นางศุภจีกล่าว&nbsp;<br />
สำหรับออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย การค้าในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 14,321.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แยกเป็นไทยส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 9,725.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 4,595.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ดุลการค้า 5,129.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ส่วนการลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัลซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center)<br />
<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202512227a9c77a3d526f70b81e8397f752ddce4155145.jpg' type='image/jpg' length='265763' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP-SACIT-OMIYA เปิดตัว “กิโมโนผ้าไทย” ที่ญี่ปุ่น สุดฮอตยอดจองกว่า 2.4 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/135869</link>
<guid isPermaLink="false">f1dc72eaa6c0bbe27417b80eeaa8cb0a</guid>
<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือ SACIT และ OMIYA เปิดตัว &ldquo;กิโมโนผ้าไทย&rdquo; ที่ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการแล้ว เตรียมเปิดขายทั่วญี่ปุ่น เดือน มี.ค.69 ที่จะถึงนี้ ล่าสุดมียอดจองแล้ว 516 คำสั่งซื้อ มูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ที่เห็นคุณค่าในงานฝีมือและความร่วมสมัยของผ้าไทย เล็งขยายนำผ้าไทยไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา DITP ได้ร่วมกับดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และนาย Shinya Fusamoto, CEO บริษัท OMIYA Co., Ltd ผู้ค้าผ้ากิโมโนรายสำคัญของนครเกียวโต เปิดตัวคอลเลกชัน &ldquo;กิโมโนผ้าไทย&rdquo; อย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ผลักดันผ้าไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น<br />
&ldquo;ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดงานหัตถกรรมไทยสู่สินค้าแฟชันระดับนานาชาติ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับงานฝีมือ ลวดลายดั้งเดิม และคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยผ้าไทยไม่ใช่เพียงความงามทางวัฒนธรรม แต่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจระดับโลกได้ หากมีการต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ให้เข้ากับวิถีของแต่ละประเทศ เช่น กิโมโนผ้าไทยในญี่ปุ่นที่สะท้อนทั้งมิตรภาพของสองชาติ และศักยภาพงานหัตถศิลป์ไทยบนเวทีสากลโดยมั่นใจว่ากิโมโนผ้าไทยจะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากกิโมโน คือ สัญลักษณ์วัฒนธรรมของญี่ปุ่น การผสมผสานผ้าไทยเข้าไปจึงช่วยเพิ่มสีสันใหม่ให้แฟชันดั้งเดิม&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
โดยชุดกิโมโนผ้าไทยล็อตแรก จะวางจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือน มี.ค.2569 โดยล่าสุดมียอดจองแล้วกว่า 516 คำสั่งซื้อ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคญี่ปุ่น ซึ่งเห็นคุณค่าในงานฝีมือและความร่วมสมัยของผ้าไทย เพราะผ้าทอมือไทยมีเสน่ห์เฉพาะตัว เป็นความไม่สมบูรณ์แบบที่งดงาม ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ลวดลายพื้นถิ่นมีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นให้ความสำคัญ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ DITP ยังเตรียมขยายแนวคิดการพัฒนางานหัตถกรรมไทยไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องครัว สินค้าแฟชัน และสินค้าวัฒนธรรม โดยทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับดีไซน์คุณภาพให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านดิจิทัลและเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลกต่อไป&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับโครงการ Thai Kimono Project เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว และบริษัท Omiya จำกัด ที่มุ่งนำเสนอมิติใหม่ของความงามจากสองวัฒนธรรมระหว่างศิลปะงานทอผ้าอันล้ำค่าของไทย และศิลปะแห่งการสร้างสรรค์กิโมโนที่สืบทอดกันมายาวนานของญี่ปุ่น ผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการได้นำผ้าทอไทยจากโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งพระองค์ได้ทรงฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าไทยที่เปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรม และส่งเสริมให้ช่างทอท้องถิ่นสร้างสรรค์ผ้าแต่ละผืนด้วยความประณีตภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการควบคุมคุณภาพกิโมโนของบริษัท Omiya จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจในเกียวโตมาอย่างยาวนาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
บริษัท OMIYA ได้ร่วมพัฒนาผ้าทอไทยกับชุมชนในจังหวัดสกลนครและนครพนม ภายใต้โครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; โดยคัดสรรผ้าทอที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของผ้ากิโมโน ก่อนพัฒนาสู่คอลเลกชันใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กิโมโนผ้าไทยจากผ้าทอพื้นถิ่นดอนกอยและนาหว้า 2.กิโมโนผ้าไทยจากแหล่งผลิตอื่นทั่วประเทศ และ 3.กิโมโนผลิตในญี่ปุ่นด้วยด้ายไหมไทยจากชุมชน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ DITP มีแนวทางสร้างการรับรู้และคุณค่าของผ้าไทยในตลาดโลก ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ SACIT นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและการตลาด การเล่าเรื่อง (storytelling) เกี่ยวกับลวดลาย เทคนิคการทอ และบทบาทของชุมชน การพัฒนาผ้าไทยให้ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างประเทศ และการผลักดันผ้าไทยสู่เวทีแฟชันและไลฟ์สไตล์ระดับโลก เพราะการส่งเสริมผ้าไทยไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ ตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิตผ้าและช่างทอ ไปจนถึงปลายน้ำ ผู้ซื้อและแบรนด์ต่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251128585b551df743e697a285e0ad1fc3abf4142829.jpg' type='image/jpg' length='199174' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จัด 5 หลักสูตร ให้ร้านค้าร่วมคนละครึ่งพลัสเรียน ก่อนรับโบนัส 2 พันจากรัฐ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/133342</link>
<guid isPermaLink="false">575f703f5b013d9259c4b19ddc26b0bc</guid>
<pubDate>Fri, 14 Nov 2025 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดคลาสเรียนออนไลน์ 5 หลักสูตร ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ และได้สิทธิ์ขอรับโบนัสพิเศษจากรัฐบาล ไม่เกิน 2,000 บาท เผยเข้าเรียนได้ง่ายผ่านทางออนไลน์ ไม่กระทบดำเนินการประจำวัน สามารถเข้าเรียนผ่านระบบ DBD Academy</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดคลาสเรียนออนไลน์ 5 หลักสูตรคุณภาพ ผ่านระบบ DBD Academy (e-Learning) รองรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;คนละครึ่งพลัส&rdquo; เพื่อพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อขอรับโบนัสพิเศษจากรัฐบาลเติมเงินสูงสุด 20% แต่ไม่เกิน 2,000 บาท จากยอดขายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 19 พ.ย.-19 ธ.ค.2568 ให้ผู้ประกอบการที่เรียนครบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 4 แสนสิทธิ์ เพื่อเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสปลายปีนี้ &nbsp;<br />
<br />
โดยกรมได้คัดเลือกวิชาที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส ทั้งด้านการบริหารจัดการร้านค้า สินค้า การตลาดดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนเพิ่มยอดขายจำนวน 5 วิชา ประกอบด้วย 1.การเริ่มต้นธุรกิจสำหรับ SME มือใหม่ 2.การตลาดด้าน e- commerce 3.การตลาดยุคดิจิทัล 4.AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ พลิก SME ไทยให้เติบโต และ 5.เส้นทางสู่ความสำเร็จธุรกิจร้านอาหารโดยผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดในการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และเพิ่มทักษะเทคโนโลยี<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ลงทะเบียนร้านถุงเงินที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเท่านั้น โดยสามารถเลือกเรียนผ่านระบบออนไลน์ DBD Academy (e-Learning) ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างน้อย 1 วิชา และต้องทำแบบทดสอบประเมินระดับความรู้ก่อนเรียน หลังจากทราบผลการทดสอบแล้วผู้สมัครต้องเข้าเรียนตามรายวิชาที่ลงทะเบียนให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนดพร้อมทำแบบทดสอบประเมินความรู้หลังจบหลักสูตร โดยกรมจะแจ้งผลร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์และได้รับสิทธิ์เติมเงินในวันที่ 23 ธ.ค.2568 และรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อมาต่อยอดธุรกิจทางแอปถุงเงิน และ SMS ของผู้เรียน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเรียนรู้ผ่านช่องทาง DBD Academy (e-Learning) เป็นช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดสรรเวลาในการพัฒนาตนเองได้โดยไม่กระทบกับการดำเนินงานประจำวัน การติดอาวุธทางความรู้ในครั้งนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานร้านค้าขนาดเล็กให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถเข้าร่วมพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) เรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ตามวิชาที่ได้แจ้งไว้ข้างต้น ทางเว็ปไซต์ www.dbd.go.th &gt;&gt; DBD e-Learning (dbdacademy.dbd.go.th) หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5963 Call Center 1570&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251114446deb463509f02a359f24b3fee4eddc155252.jpg' type='image/jpg' length='249603' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อาเซียนลุยทำแผนทรัพย์สินทางปัญญา 5 ปี หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี-นวัตกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132523</link>
<guid isPermaLink="false">6ee51561f1a863323caa362c1afbd2c5</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;อรมน&rdquo;เผยผลการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (AWGIPC) เห็นพ้องจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนระยะ 5 ปีฉบับใหม่ ที่จะเริ่มปี 69-73 เน้นร่วมมือขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ไทยหนุนใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ นำไปแปลงเป็นทุน ดันสินค้า GI พร้อมใช้โอกาสนี้หารือหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันเพียบ</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3-6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา ได้นำทีมคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะทำงานว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน (ASEAN Working Group on Intellectual Property Cooperation: AWGIPC) ครั้งที่ 77 ณ รัฐปีนัง มาเลเซีย เพื่อเจรจาปรับปรุงกรอบความร่วมมือ และหารือจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียนระยะ 5 ปี (2569&ndash;2573) หรือ ASEAN IPR Action Plan 2026-2030 ที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนในภูมิภาค และยกระดับเศรษฐกิจให้เข้มแข็งในเวทีการค้าโลก<br />
<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุม AWGIPC เห็นพ้องที่จะร่วมกันพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไทยได้เน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกันของอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องประโยชน์และการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ผ่านการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุนเพื่อการระดมทุนและใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ และการส่งเสริมสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ SME และชุมชน เป็นต้น<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังสามารถหาข้อสรุปการเจรจาจัดทำกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือทรัพย์สินทางปัญญา (ASEAN Framework Agreement for Intellectual Property Cooperation : AFAIPC) ที่จะเป็นกรอบแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือและยกระดับระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียนในอนาคต รองรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยฝ่ายเลขาธิการอาเซียนจะนำเอกสารข้อสรุปดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีอาเซียนเพื่อขอความเห็นชอบตามลำดับต่อไป<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ.2559-2568 หรือ ASEAN IPR Action Plan 2016-2025) ได้สำเร็จลุล่วง เช่น การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและประสบการณ์ด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา &nbsp;<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการต้อนรับประเทศติมอร์เลสเตเข้าร่วมการประชุม AWGIPC เป็นครั้งแรก ในฐานะประเทศสมาชิกลำดับที่ 11 ของอาเซียน ที่เพิ่งได้รับการรับรองสถานภาพสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 47 เมื่อปลายเดือน ต.ค.2568 ที่ผ่านมา<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับผู้แทนจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาสหภาพยุโรป (EUIPO) สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหราชอาณาจักร (UKIPO) และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศสิงคโปร์ (IPOS) ในเรื่องการพัฒนาความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การนำเทคโนโลยีเกิดใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านการให้บริการสืบค้นข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแก่ประชาชน และการตรวจสอบคำขอจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาหน่วยงานและบริการประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251110323a4ff5058e418efc571f15748dfdde163002.jpg' type='image/jpg' length='722771' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึก SME D Bank เสริมแกร่ง SME ใช้ประโยชน์ไอพี เข้าถึงเงินทุน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/132522</link>
<guid isPermaLink="false">41fa84ecf98893d88440ecccd1c9a336</guid>
<pubDate>Mon, 10 Nov 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญาผนึกกำลัง SME D Bank ผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทย จดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อต่อยอดการทำธุรกิจ และใช้เป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยวางแนวทางสนับสนุน SME ไทยให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการจดทะเบียนคุ้มครองและการประเมินมูลค่าเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาธุรกิจและเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ตอบโจทย์นโยบาย Quick Big Win ที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจุบัน SME ไทย มีสัดส่วนกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานกว่า 70% ของการจ้างงานภายในประเทศ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต โดยทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นอาวุธที่ช่วยสร้างแต้มต่อให้ภาคธุรกิจ ทั้งในด้านการปกป้องคุ้มครองสิทธิ์และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย<br />
<br />
สำหรับหนึ่งในแผนงานสำคัญตามโรดแมป &ldquo;IP 4 All&rdquo; ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ (IP for Business) คือ การขับเคลื่อนโครงการ IP Financing หรือการประเมินมูลค่างานสร้างสรรค์ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา และเปลี่ยนเป็นทุน เพื่อให้นักธุรกิจ ภาคเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการระดมทุนหรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยกรมได้มีการหารือกับหน่วยงานระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไปพร้อมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้าน SME D Bank เห็นพ้องกันกับแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการ SME ด้วยการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจ โดยระบุว่าธนาคารมุ่งดำเนินงานตามแนวทางพัฒนาคู่เติมทุน โดยไม่เพียงสนับสนุนด้านสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศธุรกิจไทยให้ครบวงจร โดยเฉพาะในมิติของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน SME สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน<br />
<br />
โดย SME D Bank ยินดีที่จะร่วมผลักดันโครงการ IP Financing ของกรม ผ่านการสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้าของธนาคารที่มีผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์และงานออกแบบใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า เป็นต้น นำมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อหรือการระดมทุน พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้กับผู้ใช้บริการของธนาคารได้ทราบถึงแนวทางการใช้ประโยชน์บริการดังกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้เชิญ SME D Bank ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในงาน Thailand Character and Content Licensing Expo และงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2026) ที่กรมมีแผนจะจัดขึ้นในช่วงกลางปี 2569 เพื่อสร้างโอกาสในการจับคู่ธุรกิจและซื้อขายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะและอาร์ตทอย และการซื้อขายสิทธิในเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลักดันแนวทางการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251110898139935d563eb28a2c7b949552d5e2162820.jpg' type='image/jpg' length='148440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก ก.ย. 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่ม 19% มูลค่ารองแชมป์ คาดทั้งปีโต 9.4-10.4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129815</link>
<guid isPermaLink="false">57dfda1d140559f6876c4097c6bdc586</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกไทยเดือน ก.ย.68 มูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 19% โตต่อเนื่อง 15 เดือน สูงสุดรอบ 42 เดือน และมูลค่าทำสถิติสูงสุดอันดับสอง รวม 9 เดือน มูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 13.9% คาดอีก 3 เดือนที่เหลือ ส่งออกยังดี ได้แรงหนุนภาษีสหรัฐฯ ชัดเจน เศรษฐกิจโลกฟื้น ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรและอาหารเป็นที่ต้องการ ประเมินโต 9.4-10.4% มูลค่า 3.29-3.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์</strong><br />
<br />
นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน ก.ย.2568 มีมูลค่า 30,970.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 และยังเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือน เม.ย.2565 โดยมูลค่ายังถือว่าสูงสุดเป็นอันดับสอง รองจากเดือน พ.ค.2568 ที่เคยทำไว้สูงสุดที่มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,695.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.2% เกินดุลการค้า 1,275.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมการส่งออก 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.9% การนำเข้ามูลค่า 254,575.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.9% ขาดดุลการค้า 429.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
สำหรับการส่งออกเดือน ก.ย.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 8.1% โดยสินค้าเกษตร ลด 18.2% สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 4.1% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ไก่แปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ น้ำตาลทราย กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว ยางพารา ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เครื่องดื่ม สิ่งปรุงรสอาหาร ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.6%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 26.4% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18.6%<br />
<br />
ทางด้านตลาดส่งออก ส่วนใหญ่ขยายตัว โดยส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มอย่างแข็งแกร่ง แม้เผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าในอัตราที่สูง ขณะเดียวกันการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ ทั้ง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน (5) และในตลาดรอง อาทิ เอเชียใต้ ทวีปออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ล้วนขยายตัว สะท้อนถึงการตอบสนองต่อมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ด้วยการกระจายตลาดทางเลือกใหม่ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 15.1% ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่ม 35.3% จีน เพิ่ม 3.2% อาเซียน (5) เพิ่ม 20.4% ญี่ปุ่น เพิ่ม 6.2% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 11.9% แต่ตลาด CLMV ลด 9.6% ตลาดรอง เพิ่ม 8.5% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 28.6% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 2.8% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 8.1% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.7% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 32.5% แต่ตลาดทวีปแอฟริกา และสหราชอาณาจักร ลด 12.6% และ 14.2% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 398.9%<br />
<br />
นายนันทพงศ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้อีก 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.) คาดว่าจะยังคงขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากความชัดเจนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้ความกังวลลดลง และภาษีไทยที่ 19% ยังแข่งขันได้ เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ดูได้จากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น การเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มนี้ส่งออกได้เพิ่มขึ้น และสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหาร ยังมีความต้องการในตลาดโลก โดยคาดว่าการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนน่าจะทำได้ 25,000-26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้การส่งออกทั้งปีโต 9.4-10.4% จากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 2-3% โดยหากโต 9.4% จะมีมูลค่า 329,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโต 10.4% มูลค่า 332,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำสถิติสูงสุดตั้งแต่มีการส่งออกมา ไม่ว่าจะโตเท่าไร<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ มาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่สร้างแรงกดดันและความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ความเสี่ยงจากภาวะชัตดาวน์ของสหรัฐฯ ที่อาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องติดตามต่อ หลังจากมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การจัดทำเป้าหมายการส่งออก ปี 2569 กระทรวงพาณิชย์จะประเมินสถานการณ์ในภาพรวมก่อน จากนั้นจะนัดประชุมผู้ส่งออกเป็นรายสาขาอุตสาหกรรมหลัก ๆ ประมาณ 10 สาขา ช่วงเดือน ธ.ค.2568 และหารือแนวโน้มตลาดร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ และคาดว่าจะจัดทำเป้าหมายการส่งออกเสร็จประมาณกลาง ธ.ค.2568</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251027b95a96d39c5a540ba751b14272f0ef53161859.jpg' type='image/jpg' length='395095' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยผู้ส่งออกแห่ร่วมสัมมนา เรียนรู้หลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129813</link>
<guid isPermaLink="false">34df4c9aaf79c33c9b6ecdf1400ebfe8</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดสัมมนาเชิงวิชาการ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; ร่วมกับ สรท. มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมถึง 228 คน ติวเข้มกฎถิ่นกำเนิดสินค้า การคำนวณสัดส่วนการผลิตในภูมิภาค หลักเกณฑ์การพิจารณาถิ่นกำเนิด ขั้นตอนการออก Form C/O ส่งออกไปสหรัฐฯ พร้อมตัวอย่างสินค้าเฝ้าระวัง หวังช่วยให้การส่งออกไปสหรัฐฯ สะดวก เพิ่มโอกาสทางการค้า</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดงานสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ &ldquo;RVC&ndash;Transshipment : การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ&rdquo; ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ รวม 228 คน ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของภาคธุรกิจส่งออกที่ต้องการเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
โดยการสัมมนาครั้งนี้ มีเนื้อหาเข้มข้น ครอบคลุมการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เช่น กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin : ROO) การคำนวณสัดส่วนการผลิตในภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) หลักเกณฑ์การพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าไปสหรัฐฯ กฎถิ่นกำเนิดสินค้าของสหรัฐฯ และขั้นตอนการออก Form C/O เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายเกี่ยวกับตัวอย่างการพิจารณาถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าเฝ้าระวังส่งออกไปสหรัฐฯ กระบวนการขอคำวินิจฉัยล่วงหน้าว่าสินค้าที่จะส่งออกจะถูกจัดประเภทภาษีศุลกากรอย่างไร และการผลิตเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าหรือไม่ (Advance Rulings) และการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงข้อควรระวังในกระบวนการเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;องค์ความรู้ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับ จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และแนวทางปฏิบัติในการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O ทั่วไป) เพื่อให้สามารถยื่นขอหนังสือรับรอง Form C/O ทั่วไป สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้อย่างถูกต้อง และเพิ่มโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ รวมทั้งเพิ่มความน่าเชื่อถือของหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของไทยในตลาดโลก โดยกรมจะเดินหน้าสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยภาคเอกชนรับมือกับหลักเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน และอาจสร้างโอกาสใหม่ให้กับสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า โทรศัพท์ 02 547 5085 เว็บไซต์ www.dft.go.th หรือสายด่วน 1385 และ Facebook : กองบริหารการนำเข้าและรับรองถิ่นกำเนิด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251027e6a2d36dde08c5542c753ea815874ba7161637.jpg' type='image/jpg' length='261341' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี”ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายรัฐไทย เน้นเร่งเครื่องเศรษฐกิจ กระตุ้นสั้น มีผลยาว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/129810</link>
<guid isPermaLink="false">37b5996753151e3641f829b5daa83cad</guid>
<pubDate>Mon, 27 Oct 2025 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรีไทย ขึ้นเวทีอาเซียน โชว์นโยบายเร่งเครื่องเศรษฐกิจ มุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องระยะยาว ทั้งการจัดทำโครงการคนละครึ่ง พลัส การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน การสนับสนุน SME และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนระยะยาว ใช้จุดแข็งด้านการเกษตรดันไทยเป็นศูนย์กลางอาหารภูมิภาค ดันเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG ลุยเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค</strong><br />
<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ได้เป็นผู้แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นเวทีสนทนาแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจอาเซียน ให้กับผู้เข้าร่วมงานที่มาจากภาคธุรกิจต่าง ๆ ในอาเซียนมากกว่า 500 คน โดยได้ใช้โอกาสนี้ ชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น แต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ<br />
<br />
โดยมาตรการสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการ อาทิ โครงการ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน 20 ล้านคน และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ การปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระหนี้ การสนับสนุน SME ในทุกรูปแบบ ทั้งการพัฒนาธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยโครงการ &ldquo;Fast Plus Pass&rdquo; ที่ลดขั้นตอนทางราชการและเร่งการอนุมัติของบีโอไอ เพื่อให้นักลงทุนตั้งกิจการในไทยได้รวดเร็วขึ้น&nbsp;นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเป้าหมายระยะยาว โดยจะใช้จุดแข็งของไทยในด้านการเกษตร สู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค การส่งเสริมภาคเอกชนปรับตัวสู่มาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเป็นหัวใจในการยกขีดความสามารถของประเทศ ได้แก่ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์เชื่อมโยงจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาจัดทำความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งจะยกระดับอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีความเชื่อมโยง แข็งแกร่ง และยืดหยุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม นางศุภจีได้ย้ำว่า แม้รัฐบาลจะมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งจำกัด แต่ประเทศไทยมีแผนเศรษฐกิจที่ชัดเจน และเดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการสร้าง &ldquo;ชัยชนะทางเศรษฐกิจระยะสั้น&rdquo; โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับประชาชน ควบคู่กับการสร้างรากฐานเศรษฐกิจอนาคต เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเปิดกว้างของภูมิภาคอีกครั้ง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510274480a50da7da294953a484876f7a83bf161503.jpg' type='image/jpg' length='263143' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์จับมือ depa สนับสนุน MSME ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127536</link>
<guid isPermaLink="false">d2b12e64f2f4284969618e4aa09637d7</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง จนถึงรายใหญ่ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ผ่านบริการ One Tambon One Digital หรือ OTOD ร่วมจ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท และแพกเกจทดลองใช้ฟรี 6 เดือน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หารือแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทย ผ่านกลไกบัญชีบริการดิจิทัล One Tambon One Digital หรือ OTOD ซึ่งเป็นโครงการที่ depa นำมาใช้ส่งเสริมผู้ประกอบการและภาคการเกษตรทั่วประเทศ ให้สามารถยกระดับคุณภาพการผลิต สร้างรายได้ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการผลิต การบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับความร่วมมือ จะสนับสนุนผู้ประกอบการ 2 กลุ่ม ให้ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปช่วยบริหารจัดการธุรกิจด้วยกลไกบัญชีบริการดิจิทัล ได้แก่ 1.SME ขนาดกลางถึงใหญ่ ที่มีความพร้อมในการลงทุน สามารถเลือกใช้โปรแกรมผ่านมาตรการร่วมจ่าย 50% สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท จำนวน 600 สิทธิ์ และ 2.ผู้ประกอบการ MSME ร้านค้าขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอย และเกษตรกร ที่ต้องการทดลองใช้โปรแกรม จะสนับสนุนแพกเกจทดลองใช้งานฟรีขั้นต่ำ 6 เดือน จำนวน 15,000 สิทธิ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยความร่วมมือดังกล่าว มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความทันสมัย ใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ และลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวม เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คู่ค้า และนักลงทุน ตลอดจนสร้างรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยเริ่มจากการยกระดับธุรกิจขนาดเล็กและกลางให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ และเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ทั้ง 2 หน่วยงาน รวมทั้งหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวไปยังเครือข่ายผู้ประกอบการทั้งของกระทรวง และ depa ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตร เช่น การออกบูธตามสถานที่ต่าง ๆ การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ และการบรรยายให้รายละเอียดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้ และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลักในการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างธุรกิจให้เติบโต&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101090f51a8181b2920ecf41a452faa9ac4a154652.jpg' type='image/jpg' length='383536' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จับมือไปรษณีย์ไทย ช่วยผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน ขายออนไลน์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127531</link>
<guid isPermaLink="false">67ee3b1689248ffc62b30adf833e68ac</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในรับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; จับมือไปรษณีย์ไทย สนับสนุนการขนส่งและโลจิสติกส์ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ให้สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก มีต้นทุนต่ำ พร้อมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้อีกทาง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้หารือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนระบบขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชายแดนใน 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และสระแก้ว ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดน สามารถขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ พร้อมจัดทำระบบเชื่อมโยง &ldquo;สินค้าชายแดนไทยส่งทั่วไทย&rdquo; ภายใต้แนวคิด ของดีชายแดน ถึงมือคนไทยทุกจังหวัด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปในพื้นที่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรมจึงได้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและตลาดออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้างมากขึ้น &rdquo;&nbsp;ส่วนในระยะต่อไป จะนำผู้ประกอบการและสินค้าในจังหวัดชายแดนเข้าร่วมจำหน่ายในงาน &ldquo;มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพทั่วประเทศ&rdquo; ซึ่งเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคายุติธรรม โดยจะเริ่มนำร่องที่ จ.ชลบุรี ก่อนขยายต่อไปยังจังหวัดเศรษฐกิจหลักทั่วประเทศ เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าชุมชนจากพื้นที่ชายแดน โดยการจัดงาน จะช่วยทั้งผู้บริโภคให้ได้ของดีราคายุติธรรม และผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะมีการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน โดยจะจัด &ldquo;มหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; ที่ จ.ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 17&ndash;19 ต.ค.2568 โดยนางศุภจี จะลงพื้นที่ในวันที่ 18 ต.ค.2568 เพื่อติดตามการจัดกิจกรรมและตรวจเยี่ยมสถานการณ์การค้าในพื้นที่ด้วย&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101066a45d01c2820a309eb430690ce2aa58154546.jpg' type='image/jpg' length='254324' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันทรงตัว หน้าฝน ฉุดดัชนีราคาบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ลด 0.3%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127527</link>
<guid isPermaLink="false">136e9c167db5bc052dbbb2843975f02f</guid>
<pubDate>Fri, 10 Oct 2025 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ปี 68 ลดลง 0.3% ปรับลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส เหตุต้นทุนพลังงานทรงตัว การขนส่งลดลงในช่วงฤดูฝน การแข่งขันที่รุนแรงมีการปรับลดราคาเพื่อดึงลูกค้า และการสร้างอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ทำให้ขนวัสดุก่อสร้างลดลง คาดไตรมาส 4 ยังลดต่อ จากดีเซลลด แข่งตัดราคา เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ปรับลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 โดยปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยหลักหลายประการ ได้แก่ ต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการยังทรงตัว ปริมาณการขนส่งสินค้าที่ลดลงในช่วงฤดูฝน และการแข่งขันที่รุนแรงในภาคการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาค่าบริการได้มากนัก จึงต้องยอมปรับลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากภาวะไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ส่งผลกระทบให้การจ้างขนส่งวัสดุก่อสร้างมีปริมาณลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่ลดลง มาจากการลดลงของค่าบริการขนส่งผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 1.6% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.2% จากการลดลงของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และถ่านหินและลิกไนต์ สำหรับหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนแบ่งตามประเภทรถ ลดลง 0.1% เป็นการลดลงของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้า ได้แก่ รถกระบะบรรทุก ลด 0.1% รถตู้บรรทุก ลด 0.2% รถบรรทุกของเหลว ลด 0.7% และรถบรรทุกเฉพาะกิจ ลด 0.8% ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งโดยรถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 0.5% รถพ่วง เพิ่ม 0.1% และรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนการดำเนินงานหลักของผู้ประกอบการขนส่งมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับผู้ให้บริการขนาดเล็กและขนาดกลาง ต้องเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน ทำให้มีการตัดราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งกดดันให้ราคาค่าขนส่งโดยรวมลดลง ภาคการขนส่งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้อุปสงค์ในการอุปโภคและบริโภคสินค้าลดลง และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจจากการใช้มาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการในประเทศ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ความต้องการอุปโภคและบริโภคอาจเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลปลายปี รวมทั้งผู้ประกอบการและผู้ค้าปลีกอาจมีการเร่งระบายสต๊อกสินค้าและส่งมอบสินค้าให้ทันก่อนวันหยุดยาว ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น ภาครัฐและผู้ประกอบการขนส่งควรเร่งพิจารณาถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่กำลังจะมาถึง ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับกลยุทธ์โดยการใช้รูปแบบการขนส่งที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดความเสี่ยง ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางและทางน้ำ การส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อการวางแผนเส้นทางที่แม่นยำ และการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที เพื่อรองรับความต้องการในยุคดิจิทัล และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคโลจิสติกส์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นายนันทพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025101031d87192f91a67022c6e7d849cd9a3c6154440.jpg' type='image/jpg' length='178148' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ถกผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์-เยอรมนี ผลักดันซื้อสินค้าไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/127134</link>
<guid isPermaLink="false">b22f3db28cc60cbf32b8981facfdacbb</guid>
<pubDate>Wed, 08 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ใช้จังหวะช่วงเยี่ยมชมงาน ANUGA 2025 หารือผู้นำเข้าสินค้าอาหารรายใหญ่ เผยในส่วนของผู้นำเข้าสวิตเซอร์ ผลักดันให้มีการนำเข้าอาหารจากไทยเพิ่ม และร่วมมือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่วนผู้นำเข้าเยอรมนี ขอเพิ่มนำเข้าเช่นเดียวกัน และชวนมาร่วมงานแสดงสินค้า เจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการเดินทางเข้าเยี่ยมชมการจัดงาน ANUGA 2025 ได้ใช้โอกาสนี้หารือกับผู้นำเข้าอาหารเอเชียรายใหญ่ คือ Mrs.Paula Goncalves CEO บริษัท Stutzer &amp; Co.AG ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารรายใหญ่ในสวิตเซอร์แลนด์ และได้ผลักดันให้บริษัทเพิ่มการนำเข้าสินค้าอาหารจากไทยเพิ่มมากขึ้น และร่วมมือในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและทำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันบริษัท Stutzer &amp; Co.AG มีการนำเข้าสินค้าไทยอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นอาหารแห้ง ได้แก่ ข้าว กะทิ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เบียร์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง เครื่องแกง และผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน เป็นต้น และยังเป็นผู้แทนจำหน่ายเบียร์สิงห์ และผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ โดยสินค้านำเข้าของบริษัทแบ่งเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ 1.สินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ &ldquo;Le Dragon&rdquo; ซึ่งเป็นแบรนด์เฉพาะของบริษัท 2.สินค้าที่ผลิตภายใต้ชื่อของซัปพลายเออร์ และ 3.สินค้าที่ผลิตภายใต้ชื่อของบริษัทผู้ผลิตไทยโดยตรง&nbsp;โดยมีช่องทางการจัดจำหน่าย แบ่งออกเป็นร้านค้าปลีก เช่น ร้านขายสินค้าเอเชีย ซูเปอร์มาร์เก็ต Mainstream Food service Distributor เช่น Wholesaler, Cash &amp; Carry, โรงแรมและร้านอาหาร และ Industrial เช่น ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน โดยบริษัทยังได้จัดตั้งบริษัทสาขาที่ไทย คือ บริษัท Valcom Co., Ltd. เพื่อใช้สำหรับการหาสินค้า และติดต่อกับผู้ผลิตโดยตรง รวมถึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทย 2 แห่ง ในการพัฒนาและควบคุมคุณภาพสินค้าอาหารสด อาทิ ผักและผลไม้สดที่นำเข้าตรงมาตลาดสวิส รวมถึงวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของสินค้าอาหาร เครื่องแกงหรือเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่ส่งออกมาตลาดสวิส เพราะสวิตเซอร์แลนด์มีกฎระเบียบการนำเข้าอาหารที่เข้มงวดโดยเฉพาะในเรื่องสารปนเปื้อนและสารเคมีตกค้าง หากสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานสวิส ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสการนำเข้าสินค้าไทยสู่ตลาดสวิสได้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า DITP ยังได้หารือกับ Mr.J&ouml;rn Kreyenhop ตำแหน่ง Board of Management บริษัท Kreyenhop &amp; Kluge GmbH &amp; Co. KG ผู้นำเข้าสินค้าอาหารเอเชียรายใหญ่ในเยอรมนี โดยบริษัทมีการนำเข้าสินค้าอาหารและสินค้าไม่ใช่อาหารจากหลายประเทศในเอเชีย ได้แก่ ไทย 614 รายการ ญี่ปุ่น 316 รายการ จีน 278 รายการ เกาหลี 262 รายการ อินเดีย 183 รายการ เวียดนาม 110 รายการ เป็นต้น นำเข้าประมาณ 50,000 ตันต่อปี มีคลังสินค้าที่ทันสมัยขนาด 20,000 ตร.ม. และคลังสินค้าแบบแช่เย็น 2,500 ตร.ม. ช่องทางจำหน่ายสินค้ามีทั้งเครือไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำต่าง ๆ เช่น EDEKA, REWE, METRO ห้างสรรพสินค้า Discounter และซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย ในเยอรมนี ออสเตรีย และเดนมาร์ก รวมถึงจำหน่ายสินค้าวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;บริษัทได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันมีการนำเข้าจากไทย คิดเป็นอัตราประมาณ 53% ของการนำเข้าสินค้าทั้งหมดในปี 2024 โดยนำเข้าจากไทยประมาณ 30 ล้านยูโร (1.138 พันล้านบาท) สินค้าที่นำเข้า เช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ข้าว กะทิ ซอสปรุงรสต่าง ๆ เครื่องดื่ม ชา กาแฟ และสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ๆ ซึ่งตลาดการค้าปลีกในเยอรมนีปัจจุบันมีการแข่งขันสูงเนื่องจากกลยุทธ์ House brand ของห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะนำเข้าตรงจากผู้ผลิต ผู้ส่งออก ส่วนการนำเข้าสินค้าอาหารไทยของบริษัทยังคงขยายตัวทุกปี และบริษัทยินดีให้ความร่วมมือผลักดันสินค้าไทย ซึ่ง DITP ได้ใช้โอกาสนี้ ขอให้เพิ่มการนำเข้าสินค้าไทย และยังได้เชิญชวนให้มาร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในไทย เพื่อคัดเลือกสินค้าและพบปะกับผู้ผลิต รวมทั้งเข้าร่วมการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพื่อหาคู่ค้าใหม่ ๆ เพิ่ม&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251008c382e29dcc5b68e60fe4f05849557561162844.jpg' type='image/jpg' length='154408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมเจรจาฯ เผย FTA ไทย-EU รอบ 7 สรุปได้เพิ่ม ส่วนเปิดสินค้า บริการ ลงทุนคืบหน้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126738</link>
<guid isPermaLink="false">9f37930130d93a3caebcafe0207c1a63</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 7 สรุปเพิ่มเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ส่วนการเปิดตลาด ทั้งการค้าสินค้า บริการ ลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มีความคืบหน้าโดยลำดับ และมีหลายประเด็นใกล้ได้ข้อสรุป ระบุสองฝ่ายจะมีการหารือระหว่างรอบอย่างเข้มข้น ปูทางสู่การเจรจารอบต่อ ๆ ไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำทีมไทยแลนด์เข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 7 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-3 ต.ค.2568 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ว่า การเดินทางไปเจรจา FTA ไทย-EU ครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สำเร็จโดยเร็ว ซึ่งภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง สามารถสรุปเพิ่มเติมได้ในเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนข้ามพรมแดน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการสาขาการเงิน ที่จะช่วยส่งเสริมความโปร่งใสและเสถียรภาพในภาคการเงิน<br />
<br />
สำหรับการเจรจาเปิดตลาดการค้าระหว่างกันมีความคืบหน้าเป็นลำดับ ทั้งการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ โดยมีอีกหลายประเด็นที่ใกล้ได้ข้อสรุปและเหลือรายละเอียดในเชิงเทคนิค อาทิ มาตรการเยียวยาทางการค้า รัฐวิสาหกิจ ภาคผนวกสาขายานยนต์ และการแข่งขันทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนแผนการทำงานต่อไป ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายต้องหาทางออกร่วมกันในประเด็นสำคัญต่าง ๆ อาทิ ระดับการเปิดตลาดสินค้า บริการ และการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรฐานสินค้าเกษตร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าดิจิทัล เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ โดยทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะประสานงานและหารือร่วมกันระหว่างรอบการเจรจา (intersession) อย่างเข้มข้น เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุดและปูทางไปสู่การเจรจาในรอบต่อ ๆ ไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 หัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ Navigating Global Trade Uncertainty: Unlocking Mutual Benefits in Thailand-EU FTA Negotiations จัดโดยสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อแจ้งพัฒนาการการเจรจา FTA ไทย-EU และรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อการเจรจา โดยภาคเอกชนยุโรปที่เข้าร่วมงานมาจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์ ภาคบริการ และเทคโนโลยี ซึ่งหัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายได้ย้ำความสำคัญของการเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าผ่านการจัดทำ FTA และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นกับภาคเอกชนในประเด็นการประกอบธุรกิจและการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงการเปิดตลาดสินค้า บริการและลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ใน FTA ไทย-EU<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วง 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 29,622.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.77% โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 17,275.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.50% และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 12,346.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 5.30% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510066ef567434ef18e1289227652faaae828162900.jpg' type='image/jpg' length='741232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ค่าไฟ น้ำมัน อาหารสดลง กดเงินเฟ้อ ก.ย.ลด 0.72% หั่นเป้าทั้งปีใหม่เหลือโต 0%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126737</link>
<guid isPermaLink="false">1a16bcaef2ca3bb04cee1e9582967600</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.ย.68 ลด 0.72% ลงต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน เหตุสินค้ากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟ น้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง และกลุ่มอาหารสด ก็ลดลงด้วย ยันไม่มีสัญญาณเงินฝืด ความต้องการยังมี ส่วนยอดรวม 9 เดือน เพิ่ม 0.01% คาดไตรมาส 4 ขยายตัวในระดับ 0% ปรับเป้าทั้งปีเหลือ 0.0% จากเดิม 0.0-1.0% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
<br />
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ย.2568 เท่ากับ 100.11 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.84 ลดลง 0.72% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% ก.ค.2568 ลดลง 0.70% และ ส.ค.2568 ลดลง 0.79% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้ากลุ่มพลังงานลดลง ทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของรัฐ และราคาพลังงานตลาดโลกที่ปรับลดลง และราคาสินค้ากลุ่มอาหารยังคงลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.01%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การที่เงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 6 เดือน ไม่มีสัญญาณเงินฝืด เพราะสาเหตุหลักมาจากกลุ่มพลังงานและอาหารสด ที่ปรับลดลงเป็นตัวฉุด แต่เมื่อดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ยังไม่ลด แสดงว่าความต้องการยังมีอยู่ ส่วนการจ้างงานก็คงที่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังทรงตัว โดยขณะนี้ พูดได้ว่าเป็นภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อต่ำ แต่ยืนยันไม่ใช่ภาวะเงินฝืด &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2568 ที่ลดลง 0.72% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 0.99% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ ค่ากระแสไฟฟ้า น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว กระดาษชำระ น้ำยาระงับกลิ่นกาย โฟมล้างหน้า) ค่าโดยสารเครื่องบิน เสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาถูพื้น ผลิตภัณฑ์ฟอกผ้าขาว/น้ำยาซักผ้าขาว ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) ส่วนสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.24% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ กลุ่มผักสด (ต้นหอม มะนาว ผักกาดขาว ผักชี พริกสด ผักคะน้า ขิง กะหล่ำปลี) กลุ่มผลไม้สด (ทุเรียน ฝรั่ง องุ่น กล้วยน้ำว้า มะม่วง) ไข่ไก่ ข้าวสารเหนียว และไก่สด ส่วนสินค้าหลายรายการที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มปลาและสัตว์น้ำ (ปลาทู ปลาช่อน) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป&nbsp;กาแฟ (ร้อน/เย็น) เครื่องดื่มรสช็อกโกแลต) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม)&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.65% ชะลอลงจากเดือน ส.ค.2568 ที่เพิ่มขึ้น 0.81% รวม 9 เดือน เพิ่มขึ้น 0.90%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 คาดว่าจะอยู่ใกล้ระดับ 0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง คือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มประเทศโอเปกพลัสปรับเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 มาอยู่ที่ 15.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก เป็นผลจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก รวมทั้งฐานของราคาผักสดในปีก่อนหน้าที่อยู่ระดับสูง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น<br />
<br />
ส่วนปัจจัยที่จะสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหารมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อน เช่น เนื้อสุกร มะขามเปียก กะทิสำเร็จรูป กาแฟ เกลือป่น และน้ำมันพืช เป็นต้น รวมไปถึงการเร่งใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่จะมีส่วนกดดันเงินเฟ้อ ส่วนโครงการคนละครึ่ง ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.2568 มองว่า มีผลกดดันเงินเฟ้อไม่มาก แต่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 จากเดิมที่อยู่ระหว่าง 0.0&ndash;1.0% (ค่ากลาง 0.5%) มาอยู่ที่ 0.0% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับต่ำ ราคาผักสดและผลไม้สดยังต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก และภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510062e7961122fc91128453419d27e5756b4162750.jpg' type='image/jpg' length='132256' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อารดา”กางแผนลุยงาน รับมือกฎถิ่นกำเนิดสหรัฐฯ ป้องสวมสิทธิ์ เร่งเยียวยาการค้า ข่าว6 ต.ค. 2568234 เข้าดู]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126735</link>
<guid isPermaLink="false">21595e9454eea7920d372884fe142164</guid>
<pubDate>Mon, 06 Oct 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;อารดา&rdquo; กางแผนขับเคลื่อนงาน ปีงบประมาณ 69 เตรียมลุยรับมือกฎเกณฑ์ใหม่สหรัฐฯ เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้าไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทำระบบให้บริการ Form C/O สหรัฐฯ ดีเดย์ใช้ภายใน ก.พ.69 เร่งขั้นตอนเยียวยาทางการค้าให้เร็วขึ้น ร่วมมือแก้สินค้าและธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย คุมเข้มข้าวโพดปลอดเผา นำร่องคุมสินค้าใช้สองทาง ดันเกษตรนวัตกรรม จัดทีมลุยขายข้าว มันสำปะหลัง</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการทำงานในปีงบประมาณ 2569 ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 ว่า งานเร่งด่วนที่กรมจะต้องดำเนินการ ก็คือ การรับมือกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ ในเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการป้องกันการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าไทย โดยจะทำการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการส่งออกไปสหรัฐฯ นำ AI มาช่วยในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และรองรับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ของสหรัฐฯ รวมทั้งจะเร่งเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แลกเปลี่ยนข้อมูลและเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นไปตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ กำหนด และเอื้อต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังจะเร่งจัดทำระบบการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับการส่งออกไปสหรัฐฯ (Form C/O สหรัฐฯ) หากเงื่อนไขเกี่ยวกับกฎถิ่นกำเนิดสินค้ามีความชัดเจน ก็จะเร่งจัดทำระบบให้แล้วเสร็จ โดยคาดว่าผู้ประกอบการจะสามารถใช้งานระบบ DFT SMART C/O เพื่อขอ Form C/O สหรัฐฯ ได้ภายในเดือน ก.พ.2569 และยังจะเร่งประชาสัมพันธ์และจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ใหม่ของสหรัฐฯ กฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการเยียวยาทางการค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะปรับปรุงกระบวนการพิจารณาให้เร็วขึ้น ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD-CVD) การป้องกันการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) การป้องกันการหลีกเลี่ยง AD-CVD โดยนำ AI มาใช้ตรวจสอบในส่วนของการยื่นคำขอ และร่นกระบวนการไต่สวนให้เร็วขึ้น&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กรมอยู่ระหว่างการทบทวนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หลังคำสั่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ในระหว่างนี้ จะยังคงร่วมมือกับ 17 หน่วยงานดำเนินการแก้ไขการนำเข้าสินค้าไม่ได้คุณภาพ เพื่อปกป้องผู้บริโภค และแก้ไขปัญหานอมินีที่กระทบต่อธุรกิจไทยต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะเร่งออกมาตรการบังคับใช้การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 การบังคับใช้มาตรการขออนุญาตการส่งออกและส่งกลับสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (DUI) กลุ่มวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ โดยให้ผู้ประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตผ่านระบบ e-DUI Licensing การส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ทั้งการจัดประกวด การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และนำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ การจัดคณะผู้แทนการค้าไปเจรจาขยายตลาดสินค้าข้าว มันสำปะหลัง เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025100650740318079da69cbeacec3a5c6ffe6d162609.jpg' type='image/jpg' length='354036' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DIT รับลูก “ศุภจี” ลุยจัดธงฟ้าลดค่าครองชีพ ลดภาระค่ายา ดูแลราคาสินค้าเกษตร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126353</link>
<guid isPermaLink="false">91053ce6052fc3887e4a09f8e1e6b8c1</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายใน (DIT) รับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; ลุย Quick Big Win เดินหน้าลดค่าครองชีพทันที จัดมหกรรมธงฟ้าทั่วประเทศ เป้า 1,300 ครั้ง ดีเดย์ครั้งแรก จ.ศรีสะเกษ ต.ค.นี้ ก่อนจัดต่อเนื่องครบทุกจังหวัด จ่อลงนาม MOU โรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยราคายา เพิ่มทางเลือกผู้ป่วยซื้อยาข้างนอก คาดช่วยประหยัด 3.24 หมื่นล้านต่อปี เล็งดูแลเวชภัณฑ์ที่จำเป็นด้วย ส่วนสินค้าเกษตร มีแผนดูแลข้าว ข้าวโพด มัน ปาล์ม ผลไม้ พืชสามหัว เล็งหนุนเกษตรกรปลูกพืชอื่นที่ทำเงิน ตลาดต้องการ</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดแนวทาง Quick Big Win เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยจะเร่งจัดมหกรรมธงฟ้า เริ่มเร็วสุดเดือน ต.ค.2568 นี้ ที่ จ.ศรีสะเกษ จากนั้นจะตัดต่อเนื่องในจังหวัดต่าง ๆ จนครบตามเป้าหมาย 1,300 ครั้งทั่วประเทศ<br />
<br />
ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และช่วงเปิดภาคเรียน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ครัวเรือน คาดว่าการจัดลดราคาสินค้า จะช่วยลดรายจ่ายประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี<br />
<br />
นอกจากนี้ จะมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนการชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ คาดว่าจะช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี และยังช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลเอกชนมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น และจะเข้าไปกำกับต้นทุนสินค้าสำคัญ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ โดยมาตรการดังกล่าวช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกกว่า 1,100 ล้านบาท<br />
<br />
<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า สำหรับมาตรการดูแลรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก โดยข้าว มีมาตรการลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรผ่านโครงการธงเขียว มีมาตรการดูดซับผลผลิตช่วงออกมาก ด้วยการชะลอการขาย ทั้งให้สินเชื่อ สนับสนุนสินเชื่อ และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดราคารับซื้อให้กับเกษตรกร และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 มันสำปะหลัง ส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปหัวมันสดเป็นมันเส้นเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สนับสนุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต ผลักดันการใช้พันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง และควบคุมการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ส่วนปาล์มน้ำมัน มีการกำหนดราคารับซื้อ เพื่อดูแลเกษตรกร<br />
<br />
ส่วนผลไม้และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น กระเทียม หอมแดง และหอมใหญ่ ที่มีผลผลิตออกกระจุกตัวและเน่าเสียง่าย ได้ร่วมกับห้างค้าปลีกและเครือข่าย เร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เก็บเกี่ยว เชื่อมโยงการซื้อขายล่วงหน้า และจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและรักษาระดับราคาที่เป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดทำตัวอย่างการปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีตลาดรองรับทดแทน โดยได้เริ่มแปลงตัวอย่างกับสินค้ากล้วยหอม ใน อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ซึ่งสามารถส่งออกกล้วยหอมไปยังญี่ปุ่นได้ในราคาดี ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้มีการปรับเปลี่ยนพืชเดิมมาปลูกกล้วยหอมกันมากขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวจะมีการนำไปต่อยอดกับสินค้าเกษตรตัวต่อไป อาทิ แปลงลำไยใน จ.ลำพูน ที่จะมีการปลูกอาโวคาโดแซมในแปลงลำไย เป็นต้น<br />
<br />
&ldquo;มาตรการดังกล่าว จะดำเนินการทันที โดยผลการดำเนินมาตรการจะมีผลเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ เกษตรกรมีรายได้มั่นคง ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ และเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาว ตรงตามเจตนารมณ์ของนางศุภจีที่มุ่งให้เกิด Quick Big Win พร้อมกับการสร้างรากฐานการค้าไทยที่โปร่งใส ยั่งยืน และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ&rdquo; นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002e4b45184bb431c44677726280af5528e162331.jpg' type='image/jpg' length='440682' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยเฟ้นหาสินค้า GI ใหม่ เสริมแกร่ง SME ด้วยไอพี-นวัตกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126351</link>
<guid isPermaLink="false">9dd24ab794eaff2dd40dd179580eee2c</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; เดินหน้าเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ผลักดันขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ พร้อมเร่งรัดว่าที่สินค้า GI ให้ขึ้นทะเบียนได้โดยเร็ว และจับมือทูตพาณิชย์ขยายตลาดสู่สากล เผยยังจะนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ช่วยเสริมแกร่งการทำธุรกิจให้กับ SME ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัด เดินหน้าเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อผลักดันขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ ๆ และเร่งรัดการขึ้นทะเบียนว่าที่สินค้า GI จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา ผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) และมะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย พร้อมประสานความร่วมมือกับทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ ร่วมวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย เพื่อร่วมกันส่งเสริมการขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่สากล<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ผลักดันเพิ่มจำนวนสินค้า GI ไทยให้มีมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้า GI ซึ่งถือเป็นของดีประจำถิ่น โดยที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าสินค้าทั่วไปถึง 2-5 เท่า อาทิ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง จาก จ.นครศรีธรรมราช ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่ลูกละ 100&ndash;200 บาท แต่เมื่อได้เป็น GI แล้ว ราคาขายอยู่ที่ลูกละ 300&ndash;500 บาท&rdquo;นางอรมนกล่าว&nbsp;&nbsp;ปัจจุบัน มีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จำนวน 239 สินค้า ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในปี 2568 กว่า 82,000 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า กรมยังจะเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SME ที่สภาพแวดล้อมในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีปัจจัยกระทบรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในการตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ได้ โดยกรมจะดำเนินกิจกรรมเชิงรุกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ และตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ&nbsp;ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ SME ต่อไป<br />
<br />
&ldquo;กรมจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติทันที โดยจัดทำแผนงานที่ตอบโจทย์นโยบายเร่งด่วน ทั้งด้านการส่งเสริมการพัฒนา GI การจับคู่นวัตกรรมที่เหมาะสมให้ผู้ประกอบการ และการบ่มเพาะผู้ประกอบการ SME ให้เข้มแข็ง ผ่านการใช้ประโยชน์จากระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประชาชน และเสริมความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002dedc4bfc7b33ef169080500850f18157162222.jpg' type='image/jpg' length='154046' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการไทยตะลุยอินเดีย เจรจาธุรกิจ ปิดดีล 1,386 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126348</link>
<guid isPermaLink="false">28508c693429c10803102d75cf46070a</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลงานนำผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง ตะลุยอินเดีย เจรจาจับคู่ธุรกิจสุดฮอต ปิดดีลการค้าภายใน 1 ปี ได้กว่า 1,386 ล้านบาท เสียงชื่นชมเพียบ ขอให้จัดแบบนี้อีก พร้อมพาพบบิ๊กอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย เพื่อสร้างโอกาสขายสินค้าให้ด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการนำคณะผู้แทนการค้ากลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของตกแต่งบ้าน วัสดุก่อสร้าง รวม 46 บริษัท เดินทางไปเจรจาการค้ากับผู้ซื้อและผู้นำเข้า ที่อินเดีย ว่า โครงการนี้ DITP ได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) นำผู้ประกอบการไทยไปบุกเจาะตลาดศักยภาพใหม่ เพื่อทดแทนการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ที่เจอมาตรการทางภาษี และเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จเกิดคาด มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้ามาเจรจาจับคู่ธุรกิจ 92 บริษัท เกิดการเจรจาการค้า 312 คู่ สร้างมูลค่าการค้าภายใน 1 ปี 43.32475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,386 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้า 5 อันดับแรกที่ประสบความสำเร็จในการเจรจา ได้แก่ 1.เหล็กรูปพรรณ 2.คูลลิ่งทาวเวอร์ประหยัดพลังงาน 3.อุปกรณ์ระบายอากาศที่ติดตั้งบนหลังคา 4.ชิ้นส่วนโลหะ และ 5.แผ่นไม้ที่ผลิตจากไม้ยางพารา&nbsp;ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต่างชื่นชมการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เพราะเป็นกิจกรรมที่ตรงความต้องการทั้งของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก สามารถพบลูกค้าที่เหมาะกับสินค้า และแสดงความประสงค์ให้มีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอีก เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และอยากให้พาไปเปิดตลาดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าเยี่ยมและสำรวจตลาดกลุ่มอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของอินเดีย ได้แก่ บริษัท RPS GROUP ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บริษัท MQDC โครงการในเครือ CP Group ของประเทศไทยที่เป็นผู้พัฒนาด้าน Co-working &amp; Innovation Hub โครงการ DLF Camellias โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย เน้นตลาด Luxury ระดับราคาตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไป และโครงการ KRISUMI Waterfall Residences โครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมทุนระหว่างญี่ปุ่นและอินเดีย เน้นเจาะกลุ่ม Expat ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ<br />
<br />
&ldquo;การนำผู้ประกอบการไทยไปพบกับบริษัทที่พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ในอินเดีย ทำให้ได้เห็นแนวโน้มการพัฒนาโครงการ โอกาสทางการค้าของกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสามารถต่อยอดพัฒนานวัตกรรมและสินค้าให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดได้ ​เรียกได้ว่า การนำผู้ประกอบการบุกแดนภารตะในครั้งนี้ เป็นการเปิดประตูการค้าที่สวยงามและได้รับผลตอบรับเกินคาด นับเป็นเป้าประสงค์สูงสุดของ DITP ในการจัดโครงการในครั้งนี้ และจากนี้ DITP ยังจะเดินหน้าจัดโครงการในลักษณะนี้ต่อไป ซึ่งเป็นไปตามนโยบายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายเร่งด่วนให้ดำเนินการขับเคลื่อนการส่งออก และสร้างโอกาสให้กับผู้ส่งออกของไทย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002d7c029703660b7a03cf5f765c1a479e8162112.jpg' type='image/jpg' length='217610' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​GIT ผลักดันผู้ประกอบการอัญมณีมุ่งสู่มาตรฐานความยั่งยืน เพิ่มโอกาสขายสินค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126346</link>
<guid isPermaLink="false">47c56931e59e2bfb8818d73918c02abd</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืน หลังเป็นเมกะเทรนด์ ผู้ซื้อทั่วโลกให้ความสำคัญ เตรียมลุยผลักดันมาตรฐานห้องปฏิบัติการ มาตรฐานธรรมาภิบาล และมาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก เพื่อสร้างโอกาสไทยชิงส่วนแบ่งตลาดโลกกว่า 11 ล้านล้านบาท</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า GIT จะเดินหน้ายกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ด้วยแนวทางธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานสากลที่ผู้ซื้อและแบรนด์ระดับโลกเชื่อมั่น รองรับโอกาสตลาดอัญมณีโลกมูลค่ากว่า 11 ล้านล้านบาท และเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปช่วงชิงได้ หากปรับตัวสู่ระบบมาตรฐานที่ยั่งยืนและตรวจสอบได้จริง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน GIT ได้ออกแบบกรอบมาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพและความโปร่งใสของอุตสาหกรรมอัญมณีไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไก 3 แกนหลักที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ประกอบการ ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยเริ่มต้นจาก GIT Standard สำหรับห้องปฏิบัติการ เป็นการสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ โดยยกระดับมาตรฐานการทดสอบ ตรวจวิเคราะห์ และการออกใบรับรองคุณภาพ เพื่อให้สินค้าไทยไม่เพียงมีความโดดเด่นด้านฝีมือเท่านั้น แต่ยังสามารถพิสูจน์ที่มาได้อย่างโปร่งใสด้วยระบบที่ยอมรับในระดับสากล เพิ่มศักยภาพในการสื่อสารความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและคู่ค้าทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
GIT Due Diligence Standard สำหรับผู้ประกอบการไทย เป็นการวางกรอบธรรมาภิบาลสถานประกอบการให้ครอบคลุมแรงงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยของอาคาร ระบบเอกสาร และการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดภายในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง รวมถึงและนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้าไทย&nbsp;มาตรฐานสากลเพื่อการส่งออก เป็นการเตรียมความพร้อมผ่านโครงการบ่มเพาะสู่มาตรฐาน RJC ทั้งด้านแรงงาน แหล่งที่มา สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ให้ผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์เงื่อนไขของคู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าสู่มาตรฐานระดับสากลอย่าง Responsible Jewellery Council (RJC)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไทยมีจุดแข็งด้านฝีมือและการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่กลไกสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น คือ มาตรฐาน ที่สร้างความน่าเชื่อถือเชิงระบบ ตั้งแต่แหล่งที่มาวัตถุดิบ มาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัย ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม โดย GIT ได้วางแผนขยายผลโครงการมาตรฐานความยั่งยืนต่อเนื่อง โดยจะทำงานร่วมกับภาคีอุตสาหกรรมและหน่วยงานรัฐ เพื่อยกระดับมาตรฐานเชิงโครงสร้างให้ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต โรงงาน ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงผู้ค้าในประเทศ พร้อมเปิดให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการทุกระดับที่ต้องการประเมินช่องว่างและวางแผนพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์คู่ค้าระดับโลกอย่างแท้จริง&rdquo;นายสุเมธกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน มีรายงานของ McKinsey บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ชั้นนำของโลก สะท้อนภาพชัดเจนว่าปัจจัยด้านความยั่งยืนมีอิทธิพลต่อยอดขายเครื่องประดับทั่วโลกถึง 20&ndash;30% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้เลือกซื้อเครื่องประดับเพียงเพราะความงาม หรือคุณค่าทางใจเท่านั้น แต่ยังพิจารณาที่มาของวัตถุดิบ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนในกระบวนการผลิต ทำให้มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลสากล เช่น Responsible Jewellery Council (RJC) กลายเป็นใบเบิกทางทางการค้าที่ตลาดหลักในต่างประเทศกำหนดเป็นเงื่อนไขสำคัญ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลก มีมูลค่ากว่า 366.79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11.67 ล้านล้านบาท โดยพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เลือกซื้อเครื่องประดับเพียงเพราะความสวยงามและคุณค่าทางใจ มาสู่การให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่ามาตรฐานเหล่านี้ จะเป็นปัจจัยหลักในการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการ GIT จึงได้เดินหน้าจัดทำมาตรฐาน เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทย เตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสากล เพื่อให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202510025d50515997da983ace5c6285a43fe178161954.jpg' type='image/jpg' length='428741' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ใช้สิทธิ์ FTA ส่งออก 7 เดือน ปี 68 เพิ่ม 11.57% อาเซียนนำโด่ง ทุเรียนสดแชมป์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/126345</link>
<guid isPermaLink="false">acb7c5a0509b892fe99be590e3ef319a</guid>
<pubDate>Thu, 02 Oct 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ช่วง 7 เดือน ปี 68 มีมูลค่า 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 11.57% คิดเป็นสัดส่วน 81.59% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด อาเซียนนำโด่ง ตามด้วยอาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย ไทย-ญี่ปุ่น และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าใช้สิทธิ์สูงสุด ทุเรียนแชมป์ รับลูก &ldquo;ศุภจี&rdquo; เตรียมผลักดันผู้ประกอบการใช้สิทธิ์ FTA ส่งออกให้มากขึ้น &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) มีมูลค่า 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.57% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 81.59% ของมูลค่าที่ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด โดยการใช้สิทธิ์ส่งออกสูงสุด 5 อันดับ คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 18,505.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 68.61% รองลงมา ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 16,046.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 98.31% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,232.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.11% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,670.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 76.07% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,195.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 58.29%<br />
<br />
สำหรับสินค้าที่มีการขอใช้สิทธิ์ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ทุเรียนสด 2.ยานยนต์สำหรับขนส่งของ 3.ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน 4.แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ 5.น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ส่วนสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์ FTA สูง แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป อาทิ ทุเรียนสด น้ำตาลที่ได้จากอ้อย ไก่ที่ปรุงแต่ง ผลไม้สด (ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด) และมันสำปะหลังเส้น มูลค่ารวม 15,713.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 29.41% ของมูลค่าการใช้สิทธิ์ทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) กึ่งสำเร็จรูปหรือเป็นผง เครื่องปรับอากาศชนิดติดผนังหรือติดเพดาน และเครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่ารวม 37,707.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 70.59%<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20251002afad98bf8b8246dea13fa3184f64e5c7161840.jpg' type='image/jpg' length='378408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP ชี้เป้าขายอาหารสัตว์เลี้ยงอิตาลี แนะรุกทางออนไลน์ นำสินค้าโชว์งานแฟร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122261</link>
<guid isPermaLink="false">b1d2221011ec7c4e26083a9502689ed3</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลีแนวโน้มพุ่ง หลังชาวอิตาเลียนนิยมเลี้ยงสัตว์อย่างน้อย 1 ตัว เผยปัจจุบันไทยเป็นแหล่งนำเข้าลำดับที่ 4 มีโอกาสขยายตัวได้อีก แนะต้องปฏิบัติตามระเบียบสหภาพยุโรป เข้มฉลาก คุณภาพ ความปลอดภัย และควรใช้ช่องทางออนไลน์ทำตลาด นำสินค้าเปิดตัวในงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างการรับรู้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน อิตาลี ถึงการสำรวจตลาดสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลี และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเข้าไปจำหน่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ในปี 2567 อิตาลีมีสัตว์เลี้ยงประมาณ 65 ล้านตัว โดยปลาเป็นสัตว์เลี้ยงที่พบมากที่สุด รองลงมา คือ นก แมว และสุนัข โดยข้อมูลจากรายงาน Assalco-Zoomark และ Eurispes&nbsp; ชี้ว่า 37.3% ของชาวอิตาเลียนมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งตัว โดยภาคใต้เป็นภูมิภาคที่มีสัตว์เลี้ยงมากที่สุด สุนัขและแมวเป็นสัตว์ยอดนิยม และคนอิตาเลียนส่วนใหญ่มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว ความผูกพันทางอารมณ์สะท้อนผ่านการดูแลเอาใจใส่ และพฤติกรรมพิเศษ เช่น การสื่อสารเฉพาะกับสัตว์ และค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเน้นด้านอาหาร สุขภาพ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เป็นหลัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงในอิตาลี ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 6.8 พันล้านยูโร โดย 64% เป็นอาหารสัตว์เลี้ยง และตลาดมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวม โดยเฉพาะบริการดูแลสุขภาพ ขณะเดียวกันตลาดอาหารแมวและสุนัขขยายตัวโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 9.8% ในช่วงปี 2564&ndash;2567 โดยอาหารเปียกยังคงเป็นกลุ่มสินค้ามูลค่าสูงที่สุด ช่องทางจัดจำหน่ายหลัก คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และภูมิภาคที่สร้างรายได้สูงสุด คือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ส่วนรายได้จากอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ และสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงของอิตาลี ในปี 2567 มีการนำเข้ามูลค่า 1,616.33 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.74% โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 4 มูลค่า 155.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.59% ส่วนช่วง 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) อิตาลีนำเข้าร่วมมูลค่า 592.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14.87% โดยไทยยังคงเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 4 ของอิตาลี มีการนำเข้าจากไทยมูลค่า 72.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.25% ในขณะที่แหล่งนำเข้าสำคัญอื่น ๆ ของอิตาลีส่วนใหญ่มีมูลค่าลดลง ส่วนใหญ่เป็นประเทศ ในยุโรป ทั้งในหมวดอาหารสุนัขและแมว รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ยกเว้นโปแลนด์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ช่องทางการจำหน่าย พบว่า ช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มูลค่าตลาดสินค้าและอาหารสัตว์เลี้ยงผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในอิตาลีอยู่ที่ 259.23 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 7.0% โดยเว็บไซต์ยอดนิยม ได้แก่ Zooplus, Arcaplanet และ Bauzaar เป็นต้น ทั้งนี้ Arcaplanet ได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน Glovo สำหรับการจัดส่งสินค้าที่ได้รับความนิยมในอิตาลีเพื่อให้บริการจัดส่งภายใน 30 นาทีในหลายเมืองหลักของอิตาลี และเจ้าของสัตว์เลี้ยงยังนิยมซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปลีกเฉพาะทางและช่องทางออนไลน์ โดยตลาดสินค้าสูตร grain-free ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และซูเปอร์ฟู้ด มีแนวโน้มเติบโต ด้านอาหารทางเลือกใหม่อย่างโปรตีนจากแมลงเริ่มมีความสนใจเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
<br />
&ldquo;การเข้าสู่ตลาดอิตาลี ผู้ผลิตอาหารสัตว์จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียบของสหภาพยุโรป (EC) หมายเลข 767/2009 อย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมถึงการติดฉลาก การตลาด ความปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ และการห้ามกล่าวอ้างสรรพคุณทางยา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง และในการเข้าสู่ตลาด จะต้องปรับกลยุทธ์ด้านต้นทุน การสร้างมูลค่าแบรนด์ เพราะต้องสู้กับสินค้า Made In Italy มีภาพลักษณ์พรีเมียมและมาตรฐานความปลอดภัยสูง และขยายช่องทางออนไลน์ในการทำตลาด รวมทั้งต้องเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงในอิตาลี อาทิ งานแสดงสินค้า Zoomark ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ณ ศูนย์แสดงสินค้า Bologna เมืองโบโลญญา โดยในปี 2568 งาน Zoomark มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 23% ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ วัสดุรีไซเคิล อุปกรณ์ไฮเทค ไปจนถึงอาหารและอุปกรณ์สำหรับสัตว์แปลก และจะมีการจัดงานครั้งต่อไปเดือน พ.ค.2570&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908e90dd3ce34e5b680711f56c31ba3935a163810.jpg' type='image/jpg' length='447802' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ลงนาม MOU กับ อย. ร่วมมือผลักดันผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122260</link>
<guid isPermaLink="false">e7dc1b40054e0e6eeb37ed7fb447e4a6</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ลงนาม MOU กับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมมือยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก เตรียมผนึกกำลังเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ ผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยในตลาดต่างประเทศ เร่งขยายตลาด และคัดเลือกผลิตภัณฑ์เป้าหมาย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยสู่ตลาดโลก กับ นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีสากล บนพื้นฐานของมาตรฐานที่เชื่อถือได้และการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกตามเทรนด์ความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ทั้งสองหน่วยงาน จะร่วมมือกันใน 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1.มาตรฐานและความเชื่อมั่น อย. จะทำงานเชิงรุกกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือกำกับดูแล (Regulatory Cooperation) กับต่างประเทศ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพไทยผ่านการยอมรับได้รวดเร็วขึ้น ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.การตลาดเชิงรุกและการเข้าถึงความต้องการของต่างประเทศ DITP จะเร่งขับเคลื่อนการเจาะตลาด ผ่านการเจรจาธุรกิจ งานแสดงสินค้า และแคมเปญแบรนด์ไทยในตลาดเป้าหมายทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.การบูรณาการศักยภาพ (Synergy) ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดผลิตภัณฑ์สุขภาพเป้าหมาย คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาสู่มาตรฐานสากล ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความร่วมมือนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในหลายมิติ ทั้งการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดผ่านกิจกรรมที่สำคัญต่าง ๆ ของ DITP ไม่ว่าจะเป็นในงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาดและมาตรฐานสากลผ่านการอบรม การรับคำปรึกษาด้านการส่งออกในแต่ละตลาดจากทูตพาณิชย์ในกิจกรรม Export Clinic ซึ่งจะนำไปสู่การกระจายรายได้ยังผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนท้องถิ่น ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมได้ลงนาม MOU กับ อย. ในการร่วมมือกันส่งเสริมสินค้าสมุนไพร โดยกรมจะสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ส่วน อย. จะอำนวยความสะดวกในการกำกับดูแลและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เกิดระบบสนับสนุนนวัตกรรมสุขภาพที่เข้มแข็ง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองสิทธิ์ ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ&nbsp;<br />
<br />
ปัจจุบัน ตลาดด้านสุขภาพโลก มีมูลค่าเศรษฐกิจมากกว่า 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปีตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์ มีคุณประโยชน์ และมีศักยภาพในการต่อยอดผลักดันให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับสากลได้ โดยเฉพาะด้านสมุนไพรของไทย มีมูลค่าตลาดกว่า 1,265 ล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 6% ต่อปีจนถึงปี 2572 ขณะเดียวกันกลุ่มสินค้าความงามและการดูแลส่วนบุคคล ยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกศักยภาพที่สำคัญ โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าส่งออกในกลุ่มนี้สูงถึง 3,540 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202509089117c3de4163d80f0c959562dd98f4fb163709.jpg' type='image/jpg' length='198822' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดคณะผู้แทน กระชับสัมพันธ์ภาครัฐ-ผู้นำเข้าญี่ปุ่น ผลักดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122258</link>
<guid isPermaLink="false">8c5b8e38f502aaf792b30db30ca7a5f8</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางเยือนญี่ปุ่น นัดหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น หน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าว และผู้นำเข้ารายสำคัญ ผลักดันซื้อข้าวไทยเพิ่ม แย้มเตรียมปลดล็อกให้ผู้ประกอบการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นเพิ่มเป็นรายละ 200-300 ตัน หนุนการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และนัดคุยคอฟโก รัฐวิสาหกิจจีน ซื้อข้าวไทย 2.8 แสนตัน ในส่วนที่ยังค้างอยู่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 7&ndash;11 ก.ย.2568 กรมจะนำคณะผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางไปพบปะหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าข้าวของญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และรักษาตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่น ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้กรมรักษาปริมาณการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นที่ปีละประมาณ 300,000 ตันให้คงอยู่ และหาทางเพิ่มยอดส่งออกให้เพิ่มขึ้น เพื่อหาตลาดรองรับผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ จะพบหารือกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries : MAFF) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่กำหนดปริมาณการนำเข้าข้าวและกำกับดูแลการประมูลเพื่อนำเข้าข้าวของญี่ปุ่น บริษัท Overseas Merchandise Inspection Company (OMIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพข้าวที่จะนำเข้าของญี่ปุ่น และผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของญี่ปุ่น ประกอบด้วย บริษัท Kitoku Shinryo Co., Ltd. บริษัท ITOCHU Food Sales and Marketing Co., Ltd. และบริษัท Kanematsu Corporation รวมทั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวรายสำคัญของญี่ปุ่น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ผลิตและผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของโลก แต่ละปีมีผลผลิตข้าวประมาณ 7.28&ndash;7.64 ล้านตัน และมีความต้องการข้าวปีละมากกว่า 8 ล้านตัน โดยนำเข้าข้าวจากต่างประเทศปีละประมาณ 700,000 ตัน ซึ่งแหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ไทย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และจีน<br />
<br />
ปี 2567 ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวจากต่างประเทศแล้วประมาณ 402,157 ตัน เพิ่มขึ้น 9.15% โดยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด รองลงมา คือ ไทย ออสเตรเลีย และจีน ตามลำดับ โดยไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นประมาณ 257,000&ndash;336,000 ตัน ครองส่วนแบ่งตลาดนำเข้าข้าวของญี่ปุ่นประมาณ 37&ndash;45% และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกข้าวไปญี่ปุ่นแล้วประมาณ 148,000 ตัน ลดลง 19.36% เนื่องจากชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภคข้าวเมล็ดสั้นเป็นอาหารหลัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา ญี่ปุ่นผลิตข้าวได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ จึงต้องนำเข้าข้าวเมล็ดสั้นหรือเมล็ดกลางจากต่างประเทศเข้าไปทดแทนผลผลิตข้าวในประเทศ<br />
<br />
ขณะที่ข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นข้าวเมล็ดยาว ได้แก่ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของปริมาณข้าวไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่น ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เช่น ผลิตสาเก และขนมอบกรอบ เนื่องจากข้าวไทยเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐาน ส่วนข้าวไทยที่เหลืออีก 10% ถูกนำไปใช้ในครัวเรือนและร้านอาหารในญี่ปุ่น ด้วยจุดเด่นของข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยในด้านความนุ่มความหอม และรสชาติเฉพาะตัวจึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคข้าวในญี่ปุ่น<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมยังมีแผนพิจารณาเพิ่มปริมาณการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยให้มากขึ้นเป็นรายละ 200-300 ตัน/ปี จากปกติรายละไม่เกิน 100 ตัน/ปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย และยังเป็นการแสดงความจริงใจกับญี่ปุ่นในการเปิดตลาดข้าวให้กับญี่ปุ่น และหวังว่าญี่ปุ่นจะเพิ่มการนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าข้าวญี่ปุ่นดังกล่าว ไม่กระทบต่อราคาข้าวในประเทศ เพราะข้าวญี่ปุ่นเป็นข้าวเฉพาะ ที่เกษตรกรไทยปลูกไม่ได้ และที่ผ่านมา ญี่ปุ่นส่งออกข้าวมาไทยน้อยมากปีละ 2,000-3,000 ตันเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปจีน กรมได้นัดหารือกับคอฟโก้ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหารและเกษตรกรรม เพื่อให้พิจารณาเร่งนำเข้าข้าวจากไทยในส่วนที่เหลืออีก 280,000 ตัน จากสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 1 ล้านตัน ให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่า จะได้ผลตอบรับที่ดี เพราะปัจจุบันจีนนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีนี้มีอัตราเติบโตถึง 178%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน ถือเป็นความท้าทายสูง เพราะในช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ส่งออกได้ปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% มูลค่า มูลค่า 86,412.72 ล้านบาท ลดลง 35.35% โดยมีสาเหตุจากผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินเดียกลับมาส่งออกตามปกติ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดข้าวสำคัญของไทยชะลอการนำเข้า และเงินบาทแข็งค่า ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยลดลง แต่กรมจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมายให้ได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908662440c46dd71f89f1dd35898fedc79f163543.jpg' type='image/jpg' length='378687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยไทยปรับตัวรับ CBAM สินค้า 2 กลุ่มส่งออกอียูฉลุย แนะคุมคาร์บอนต่อ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122256</link>
<guid isPermaLink="false">3abe76e38959f6bb1bf4ad0cff74bf71</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.ติดตามการส่งออกสินค้าไทยภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (อียู) พบช่วง 6 เดือน ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ไปอียู 2 รายการ จาก 6 รายการ สะท้อนอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัว และมองเห็นโอกาสในการแข่งขันของตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมแนะผู้ประกอบการปรับตัว ยกระดับคุมคาร์บอน ผลิตสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก่อนมาตรการบังคับใช้ 1 ม.ค.69</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ &nbsp;เปิดเผยว่า สนค.ได้ติดตามการส่งออกสินค้าของไทยภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ของสหภาพยุโรป (อียู) พบว่า ในช่วง 6 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 203.63 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.08% ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ก่อนที่มาตรการ CBAM จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ม.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการ CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า คือ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน โดยในช่วง 6 เดือน ไทยส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ไปอียูได้ 2 กลุ่มสินค้า คือ เหล็กและเหล็กกล้า มูลค่า 169.78 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 83.38% ของการส่งออกสินค้า CBAM ทั้งหมดจากไทยไปอียู เพิ่มขึ้น 40.36% แต่ส่งออกไปตลาดโลกลชด 15.19% และอะลูมิเนียมและของทำด้วยอะลูมิเนียม มูลค่า 33.85 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.62% ลดลง 7.99% แต่ส่งออกไปตลาดโลก เพิ่ม 17.24%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า มาตรการ CBAM เป็นกลไกสำคัญของนโยบาย European Green Deal ที่อียูตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง แม้ปัจจุบัน การส่งออกกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมาย CBAM จากไทยไปอียูจะยังมีสัดส่วนไม่สูง เมื่อเทียบกับการส่งออกไปโลก ประมาณ 4.74% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM จากไทยไปโลก แต่การเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมไทยเริ่มปรับตัว และมองเห็นโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน &nbsp;<br />
<br />
&ldquo;การขยายตัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวของยอดส่งออก แต่เป็นการยืนยันและแสดงถึงโอกาสและศักยภาพของไทยที่จะสามารถปรับตัวและส่งออกสินค้า CBAM ไปอียูได้มากขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่เพียงเป็นความท้าทาย แต่เป็นโอกาสสำหรับไทยที่จะพัฒนาคุณภาพสินค้าและสร้างความยั่งยืนในการทำธุรกิจ และสามารถใช้มาตรการ CBAM สร้างแต้มต่อให้ไทยแข่งขันได้แข็งแกร่งขึ้นในเวทีการค้า&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 มาตรการ CBAM จะเข้าสู่ช่วงบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ &ldquo;CBAM Certificate&rdquo; ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าที่นำเข้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังนั้น เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาทำความเข้าใจหลักการของ CBAM และเตรียมความพร้อมในการคำนวณและจัดทำข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า (Embedded Emission) ยกระดับการผลิต โดยอาจลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ควรแสวงหาการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่พร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้และด้านการเงิน ตลอดจนขยายตลาดเชิงรุก โดยการพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเจาะตลาดใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ในอียู แต่รวมถึงสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และออสเตรเลีย ที่กำลังพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน เพราะการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาตลาดยุโรปไว้ได้ แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าในเวทีโลกยุคใหม่ที่ความยั่งยืน คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908dffa4965e12c9754604066b0ffff39ea163441.jpg' type='image/jpg' length='291922' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จ่อให้บริการ DFT SMART–Licensing ออกใบอนุญาตส่งออก-นำเข้าดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/122244</link>
<guid isPermaLink="false">400e234bfd302027851de99c9f9d30f4</guid>
<pubDate>Mon, 08 Sep 2025 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเตรียมเปิดให้บริการ DFT SMART &ndash; Licensing ออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวก เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ คาดเปิดบริการเต็มรูปแบบ ก.ย.นี้ พร้อมนำทีมผู้บริหารและสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชม &ldquo;ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด&rdquo; ผู้ผลิตเบเกอรี ตัวอย่างใช้บริการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O ประกอบการส่งออก&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาระบบการให้บริการออกใบอนุญาตและหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้าสินค้า ด้วยนวัตกรรมดิจิทัล (DFT SMART - Licensing) ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดระบบ DFT SMART - I ให้ไปสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และการแปลงไฟล์ภาพให้เป็นไฟล์ข้อความ (Optical Character Recognition : OCR) เป็นต้น เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการให้บริการ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกจากการขอรับบริการที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจส่งออก-นำเข้าสินค้า โดยมีแผนจะเปิดให้บริการระบบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบได้ภายในเดือน ก.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับระบบ DFT SMART - I คือ ระบบที่กรมพัฒนาขึ้น เพื่อให้บริการผู้ประกอบการในการดำเนินการเกี่ยวกับ การส่งออกและนำเข้าสินค้าอย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนผู้ส่งออก ผู้นำเข้า การขอรับโควตา การยื่นขออนุญาตนำเข้า ส่งออกสินค้า ไปจนถึงการติดตามสถานะคำขอต่าง ๆ โดยผู้ประกอบการสามารถทำรายการทั้งหมดผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค.2566-ส.ค.2568 กรมได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O รวม 12 ประเภท ได้แก่ 1.Form RCEP 2.Form อาเซียน-ฮ่องกง 3.Form อาเซียน-ญี่ปุ่น 4.Form อาเซียน-จีน 5.Form อาเซียน-เกาหลี 6.Form อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 7.Form ไทย-เปรู 8.Form ไทย-ญี่ปุ่น 9.Form ไทย-ออสเตรเลีย 10.Form C/O ทั่วไป 11.e-Form D อาเซียน และ 12.Form C/O สินค้าส่งออกไป EU (ข้าว/มันสำปะหลัง/แป้งมันสำปะหลัง/ไก่/ปลา/ใบยาสูบ/หัตถกรรมทั่วไป/ผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอด้วยมือ)<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา กรมยังได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อเยี่ยมชมกิจการบริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเค้กเแช่แข็ง เค้กสำเร็จรูปทั่วไป เบเกอรี ไส้ผลิตภัณฑ์ ขนมทองม้วนกรอบ และเค้กฝอยทอง ของฝากขึ้นชื่อของ จ.กาญจนบุรี ซึ่งบริษัทดังกล่าว เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ใช้บริการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าผ่านระบบ DFT SMART C/O เพื่อใช้ประกอบการส่งออกไปยังประเทศคู่เจรจาที่ไทยมี FTA ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในช่วงปี 2567-ส.ค.2568 บริษัทได้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า จำนวน 88 ฉบับ แบ่งเป็น FTA ไทย-ออสเตรเลีย จำนวน 41 ฉบับ Form C/O ทั่วไปจำนวน 33 ฉบับ Form AJ จำนวน 6 ฉบับ และ Form E จำนวน 8 ฉบับ มูลค่ารวม 1,594,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 52,628,415 บาท แบ่งเป็น FTA ไทย&ndash;ออสเตรเลีย มูลค่า 408,918 ดอลลาร์สหรัฐ Form C/O ทั่วไป มูลค่า 104,676 ดอลลาร์สหรัฐ Form AJ มูลค่า 968,089 ดอลลาร์สหรัฐ และ Form E มูลค่า 113,117 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า คือ ทองม้วนกรอบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จุดเด่นของระบบ DFT SMART C/O ผู้ประกอบการสามารถพิมพ์หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่เจ้าหน้าที่อนุมัติแล้วได้ด้วยตนเอง (Self-printing) ได้อย่างง่ายดายเพียงซื้อแบบพิมพ์หนังสือรับรองจากกรมผ่านเว็บไซต์ formstore.dft.go.th เพื่อนำไปพิมพ์ด้วยตนเอง รวมทั้งมีช่องทางการรับชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมารับหนังสือรับรองที่กรมฯ (No Visit) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ลดต้นทุน ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250908e0b8fd362a72394431f9b15c3b6aa75c161810.jpg' type='image/jpg' length='150997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์จัดอบรมเสริมแกร่งร้านอาหาร รับมือความท้าทาย ขับเคลื่อนธุรกิจให้อยู่รอด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120643</link>
<guid isPermaLink="false">69db56b745e0d3bdda0558959fce9365</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดอบรมหลักสูตร &ldquo;Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร&rdquo; เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือความท้าทาย ทั้งกำลังซื้อลด ต้นทุนพุ่ง และขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จัดอบรมหลักสูตร &ldquo;Restaurant Synergy รวมแก๊งคนทำร้านอาหาร&rdquo; เพื่อพัฒนาทักษะ และเป็นเวทีรวมพลังของเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารทุกขนาด ทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมองในการประกอบธุรกิจ สร้างเครือข่ายพันธมิตร และร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจในภาพรวม ด้วยแนวคิด Synergy หรือการสานพลังอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพเจ้าของร้านและผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารให้แข็งแกร่งและยืนหยัดได้ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ธุรกิจร้านอาหาร เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่น แต่ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารอาจเผชิญแรงกดดันและความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ส่วนต้นทุน วัตถุดิบ ค่าแรง และพลังงานสูงขึ้น และยังมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ส่งผลให้ต้นทุนผันผวนและซัปพลายเชนเปราะบาง โดยเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและกลางที่มีศักยภาพรับความเสี่ยงต่ำ หากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบอาจไปต่อไม่ได้ กรมจึงได้จัดอบรมหลักสูตรนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการอบรม จะได้รับความรู้และเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเองให้เติบโตได้จริง พร้อมแนวคิดใหม่ในการบริหารจัดการร้านอาหารให้ยั่งยืน ทั้งด้านการตลาดออนไลน์ การบริหารต้นทุน และกลยุทธ์การสร้างฐานลูกค้าประจำ จากกูรูระดับแนวหน้าในธุรกิจอาหารและการตลาดออนไลน์มาติวเข้มให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร อาทิ หัวข้อ Clear Case ล้านปัญหาร้านอาหาร โดยคุณพรชัย นิตย์เมธาวงศ์ จากเพจเพื่อนแท้ร้านอาหาร และหัวข้อ พลิกธุรกิจให้โต ด้วยคอนเทนต์ คุณธีระฑัต หนูดำ เจ้าของเพจ &ldquo;คยต Live ใด ๆ ในโลกล้วนการตลาด&rdquo; ที่มาชี้แนวทางสร้างแบรนด์ร้านอาหารบนโลกออนไลน์ด้วยคอนเทนต์ที่ทรงพลังแต่ใช้ต้นทุนต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับหลักสูตร Restaurant Synergy ได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ได้เรียนรู้ร่วมกัน เชื่อมโยงทรัพยากร และพัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเครือข่ายธุรกิจร้านอาหารให้ &ldquo;อยู่รอด และไปต่อได้&rdquo; อย่างมั่นคง โดยกรมมุ่งหวังให้ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแนวคิดใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและการตลาด ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและสร้างยอดขายได้อย่างก้าวกระโดด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2568) มีนิติบุคคลคงอยู่ในธุรกิจร้านอาหาร จำนวน 25,542 ราย เพิ่มขึ้น 6.92% มีทุนจดทะเบียน 141,137.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.04% โดยปี 2567 มีรายได้อยู่ที่ 331,731.31 ล้านบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827d8594b64a50d7003047efb377e1c0b27162611.jpg' type='image/jpg' length='272043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จัด Special Task Force นำผู้ส่งออกขายสินค้าอาร์เจนตินา-ชิลี-บราซิล เป้า 400 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120639</link>
<guid isPermaLink="false">bda8d34069e8af9311ccf60e9bcfdf64</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าโครงการ Special Task Force นำคณะผู้แทนการค้าลุยบุกเจาะตลาดศักยภาพใน 4 ภูมิภาค จำนวน 5 คณะ ประเดิมครั้งแรกภูมิภาคลาตินอเมริกา ที่อาร์เจนตินา-ชิลี-บราซิล มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม 40 บริษัท จากกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง อาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง ตั้งเป้าซื้อขายไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นประธานเปิดตัวโครงการบุกตลาดศักยภาพใหม่ รับมือนโยบายการค้าโลก หรือ Special Task Force ที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและบุกตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมลดความเสี่ยงทางการค้าในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทางนโยบายระหว่างประเทศ โดยมีแผนเร่งบุกเจาะตลาดใน 4 ภูมิภาคที่มีศักยภาพ จำนวน 5 คณะ ได้แก่ ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ (2 คณะ) ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้จัดโครงการ Special Task Force ครั้งแรก ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ในรูปแบบกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าอาร์เจนตินา โดยเป็นการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่กรมเคยจัดมา เนื่องจากมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมสูงถึง 40 บริษัท จากสินค้าอุตสาหกรรมและอาหาร รวม 40 บริษัท ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุก่อสร้าง จำนวน 19 บริษัท และสินค้าอาหาร ทั้งขนมขบเคี้ยว อาหารพร้อมทาน เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมจำนวน 21 บริษัท และผู้นำเข้าอาร์เจนตินาร่วมเจรจาการค้า 79 บริษัท รวมจับคู่ธุรกิจระหว่างกันจำนวน 320 คู่ ซึ่งหลังจากจบกิจกรรมที่อาร์เจนตินาแล้ว ผู้ประกอบการจะเดินทางต่อไปยังประเทศชิลีและบราซิลต่อไป โดยตั้งเป้าเกิดมูลค่าการค้ารวมทั้ง 3 ประเทศ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา จำนวน 400 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิชกล่าวว่า ในช่วงการนำคณะเดินทางมาครั้งนี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมหารือสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับผู้บริหารสมาคมและผู้บริหารบริษัทนำเข้ารายใหญ่ของอาร์เจนตินา จำนวน 7 บริษัท อาทิ ประธานหอการค้า MERCOSUR-ASEAN ประธานหอการค้าอาเชีย-แปซิฟิกในอาร์เจนตินา ประธานสมาคมการค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า และประธานบริษัทนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ประธานบริษัทก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารทุกท่านให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า โอกาสและทิศทางทางการค้าระหว่างไทยและอาร์เจนตินายังคงเป็นบวกมากในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเหตุผลหลักมาจากนโยบายทางการค้าของรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ต้องการเปิดเสรีทางการค้า ปรับอัตราภาษีนำเข้า และเร่งจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ และมีความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วงครึ่งปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้าระหว่างไทย&ndash;อาร์เจนตินา มีมูลค่า 1,082 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกสินค้าจากไทยมายังอาร์เจนตินา เพิ่มขึ้น 21.29% สะท้อนให้เห็นถึงความเกื้อกูลทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศที่เข้มแข็ง และไทยยังเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกขั้นกลางของอาร์เจนตินา ซึ่งภาคส่วนสำคัญ คือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และเครื่องจักร ที่มีจุดแข็งร่วมกัน ขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอาหารจากไทย ก็เป็นสินค้าศักยภาพที่เป็นที่ต้องการในตลาดอาร์เจนตินา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827e38773cb7b35ae4a895a5da8c90f0fb3162501.jpg' type='image/jpg' length='253055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนปี 68 จำนวน 583 ราย นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120638</link>
<guid isPermaLink="false">79f0d7cb3984cb63046cf6f929aa2d9d</guid>
<pubDate>Wed, 27 Aug 2025 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 7 เดือน ปี 68 อนุญาตต่างชาติลงทุนไทย 583 ราย เพิ่ม 27% นำเงินเข้า 159,460 ล้านบาท เพิ่ม 75% จ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่ม 90% นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามามากสุด ตามด้วยสหรัฐฯ สิงคโปร์ จีนและฮ่องกง ส่วนการลงทุนใน EEC มีจำนวน 176 ราย เพิ่ม 28% นำเงินเข้า 73,186 ล้านบาท ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด ตามด้วยจีน ฮ่องกง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ช่วง 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 583 ราย เพิ่มขึ้น 27% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 150 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 433 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75% และมีการจ้างงานคนไทย 4,085 คน เพิ่มขึ้น 90%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 112 ราย คิดเป็น 19% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 69,817 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น พลาสติกคอมพาวด์และมาสเตอร์แบตช์ สิ่งพิมพ์ลามิเนทเพื่อบรรจุภัณฑ์&nbsp; อุปกรณ์สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตร และชิ้นส่วนยานพาหนะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 85 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,238 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจค้าปลีกสินค้า เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ ธุรกิจโฆษณา และธุรกิจบริการรับจ้างผลิต เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ และ Captive Screw for PCB<br />
&nbsp; &nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 22,872 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ธุรกิจบริการสนับสนุนและบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อกับระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูปบรรจุภัณฑ์กระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพ แม่พิมพ์/ชิ้นส่วนพลาสติก และ Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.จีน 73 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 20,029 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจ การจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากการผลิต PCBA, ฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก&nbsp; ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ Multilayer Printed Circuit Board<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 64 ราย คิดเป็น 11% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 11,467 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการ Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนพลาสติก ชิ้นส่วนโลหะ<br />
<br />
ทั้งนี้ การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมหลุมขุดเจาะ องค์ความรู้เกี่ยวกับบำรุงรักษางานระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการรถไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษาสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานีจัดประจุไฟฟ้า เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 176 ราย เพิ่มขึ้น 28% คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย มูลค่าการลงทุน 73,186 ล้านบาท คิดเป็น 46% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 44 ราย ลงทุน 26,937 ล้านบาท จีน 43 ราย ลงทุน 14,442 ล้านบาท ฮ่องกง 18 ราย ลงทุน 5,264 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 71 ราย ลงทุน 26,543 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้ง ทดสอบเครื่องจักรและระบบการทำงานต่าง ๆ สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการเขต Data Center และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจากแผ่นวงจรพิมพ์ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250827a7aff0a20345044218878830228be1ee162206.jpg' type='image/jpg' length='381685' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกข้าว 7 เดือน 4.3 ล้านตัน มัน 5.62 ล้านตัน มั่นใจทั้งปี 7.5 ล้านตันทั้ง 2 สินค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120432</link>
<guid isPermaLink="false">7b1d368a82a7b1963de87e5490fa75e2</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยส่งออกข้าว 7 เดือน ปี 68 มีปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% มูลค่า 86,412.72 ล้านบาท ลดลง 35.35% เหตุผลผลิตข้าวโลกเพิ่ม อินเดียกลับมาส่งออก ผู้นำเข้าสำคัญทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ชะลอนำเข้า และบาทแข็งกดดัน เตรียมลุยขยายตลาดในช่วงที่เหลือเต็มสูบ ทั้งถกจีนซื้อจีทูจี 2.8 แสนตัน บุกขายข้าวซาอุดิอาระเบีย อิรัก ญี่ปุ่น ประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดศักยภาพ ส่วนมันสำปะหลังส่งออก 5.62 ล้านตัน เพิ่ม 35.75% มูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลด 12.56% มั่นใจทั้งข้าวและมันส่งออกปีนี้เข้าเป้า 7.5 ล้านตัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วง 7 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าวได้ปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่า 86,412.72 ล้านบาท (2,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลง 35.35% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 133,663 ล้านบาท (3,739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพราะได้รับผลกระทบจากผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น อินเดียกลับมาส่งออกตามปกติและคาดว่ามีผลผลิตกว่า 150 ล้านตัน รวมถึงการลดลงของความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่กดดันการส่งออก&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การส่งออกภาพรวมจจะลดลง แต่ไทยยังสามารถขยายตลาดไปยังจีน สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปได้เพิ่มขึ้น โดยข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง ข้าวเหนียว และข้าวกล้อง เป็นชนิดข้าวที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนข้าวที่มีปริมาณส่งออกลดลง คือ ข้าวขาว และข้าวหอมไทย ที่มีการแข่งขันสูงทางด้านราคากับผู้ส่งออกสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรณีสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) อัตรา 19% ตั้งแต่ 1 ส.ค.2568 ข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยยังคงมีราคาแข่งขันได้กับข้าวหอมเวียดนามซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตรา 20% โดยมั่นใจว่าการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ ในปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 8 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิไทย 6 แสนตัน และกรณีที่ฟิลิปปินส์ระงับนำเข้าข้าวชั่วคราว 60 วัน เป็นปัจจัยกดดันตลาดการค้าข้าว โดยปีนี้คาดว่าไทยจะส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ 1.6 แสนตัน คิดเป็น 3.72% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมด&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนที่เหลือ กรมจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดและเร่งดำเนินการตามข้อสั่งการนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และผลักดันให้การส่งออกข้าวเป็นไปตามเป้าที่ประเมินไว้ที่ 7.5 ล้านตัน โดยจะเร่งเจรจากับจีนให้ซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่เหลือ 2.8 แสนตัน ขยายตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่งไปยังซาอุดีอาระเบีย และอิรัก การเจรจาขยายตลาดกับญี่ปุ่น การรับรองคณะผู้นำเข้าข้าวฮ่องกงเดินทางเยือนไทยซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิไทย และจะเร่งประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ในงานแสดงสินค้านานาชาติให้ครอบคลุมตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย และเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผ่านการจัดงาน TRC สัญจร เพื่อถ่ายทอดข้อมูลแนวโน้มตลาดแก่เกษตรกร ช่วยยกระดับการผลิตให้ตรงตามความต้องการของตลาด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการส่งออกมันสำปะหลังในช่วง 7 เดือนของปี 2568 มีปริมาณ 5.62 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 35.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการส่งออกเพียง 4.14 ล้านตัน มีมูลค่า 61,856.94 ล้านบาท ลดลง 12.56% จากปีก่อน ที่มีมูลค่าประมาณ 70,743.79 ล้านบาท โดยได้รับผลกระทบจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกปรับลดลงจากแรงกดดันของราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมันสำปะหลังที่ปรับตัวลดลงมาก แต่กรมยังมั่นใจว่าการส่งออกทั้งปีจะทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7.5 ล้านตัน&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับแผนการผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังในช่วงที่เหลือของปีนี้ เดือน ก.ย.2568 จะจัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในนิวซีแลนด์ เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมอาหาร และติดตามผลการขยายตลาดการค้ามันสำปะหลังที่ทำไปก่อนหน้านี้ ที่จีนและซาอุดิอาระเบีย รวมถึงผลการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ที่มีการตกลงซื้อขายกันไว้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250826a3d55afeec55261ab3d565c13e6d07e5172417.jpg' type='image/jpg' length='604406' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์เผยบริษัทตั้งใหม่ ก.ค.68 จำนวน 7,710 ราย รวม 7 เดือน 51,548 ราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120431</link>
<guid isPermaLink="false">0fca91f084aefebf490cd3ac1acfd477</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่เดือน ก.ค.68 มีจำนวน 7,710 ราย ลด 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลด 7% เลิก 1,825 ราย ลด 3% ทุนจดทะเบียน 20,156 ล้านบาท เพิ่ม 128% รวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลด 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่ม 1.41% เลิก 8,069 ราย เพิ่ม 1.77% ทุนจดทะเบียน 50,700 ล้านบาท ลด 40.76% ชี้สัดส่วนเลิกกับตั้งใหม่อยู่ที่ 6 ต่อ 1 เท่ากับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 7,710 ราย ลดลง 2% ทุนจดทะเบียน 22,018 ล้านบาท ลดลง 7% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ตั้งใหม่ 51,548 ราย ลดลง 4.93% ทุนจดทะเบียน 171,158 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.41% โดยธุรกิจตั้งใหม่เหมือน 3 อันดับแรกเหมือนกับเดือน ก.ค.2568&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในเดือน ก.ค.2568 มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท เหอลี่ อินดัสเทรียล วีฮีเคิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,001.88 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ประกอบและจำหน่ายยานยนต์อุตสาหกรรมครบวงจร และบริษัท ดับเบิ้ลยูทียู ซินดิเคท จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,204.49 ล้านบาท ประกอบกิจการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ขายฝาก ตลอดจนทะเบียนสิทธิ์ใด ๆ ซึ่งอาคารชุด&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือน ก.ค.2568 มีจำนวน 1,825 ราย ลดลง 3% ทุนจดทะเบียนเลิก 20,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% โดยธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร รวม 7 เดือนของปี 2568 เลิก 8,069 ราย เพิ่มขึ้น 1.77% ทุนจดทะเบียนเลิก 50,700 ล้านบาท ลดลง 40.76% โดยธุรกิจ 3 อันดับ เหมือนกับที่เลิกของเดือน ก.ค.2568<br />
โดยธุรกิจเลิกเดือน ก.ค.2568 ที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูง มี 3 ราย ได้แก่ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146.17 ล้านบาท ประกอบกิจการผลิต ส่งออก นำเข้า ทำ ซื้อ ขาย แผ่นโพลีเอสเตอร์ เส้นใยโพลีเอสเตอร์ เส้นด้าย โพลีเอสเตอร์ บริษัททรู ไลฟ์ พลัส จำกัด ทุนจดทะเบียน 2,575 ล้านบาท ประกอบกิจการให้บริการเกมส์ออนไลน์ และบริษัท ทรู อีโลจิสติกส์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,347 ล้านบาทประกอบธุรกิจให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการในด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาการบริหารการพัฒนาองค์การเทคโนโลยีและอื่น ๆ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์สัดส่วนของการจัดตั้งธุรกิจและจดเลิกในช่วง 7 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 6 ต่อ 1 หรือจัดตั้ง 6 ราย เลิก 1 ราย โดยสัดส่วนนี้เท่ากับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) ส่วนยอดตั้งใหม่ที่มี 51,548 ราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่มีจำนวน 48,040 ราย โดยธุรกิจที่เติบโตสูง 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง เพิ่มขึ้น 50.16% ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตและห้องชุด เพิ่มขึ้น 46.90% และธุรกิจขนส่ง ขนถ่ายสินค้า และคนโดยสาร เพิ่มขึ้น 23.46%&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,016,377 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.02 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 965,012 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.71 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 763,913 ราย หรือ 79.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.98 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 199,604 ราย หรือ 20.68% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,495 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.30 ล้านล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 523,600 ราย ทุนจดทะเบียน 13.11 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่ง/ค้าปลีก 315,348 ราย ทุน 2.58 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 126,064 ราย ทุน 7.02 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.26%, 32.68% และ 13.06% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082674ea760c718cd549ad344a6a576c984f172427.jpg' type='image/jpg' length='153135' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ค้าชายแดน ก.ค.68 เพิ่ม 5% ได้แรงหนุนขายไปจีน สิงคโปร์ เวียดนาม ส่วนกัมพูชาวูบ 97.5%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120430</link>
<guid isPermaLink="false">ee9d8984583c55a4116cdf32226eb17d</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน ก.ค.68 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% ได้แรงหนุนจากการค้าผ่านแดนที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 32.5% ทั้งส่งผ่านไปจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม แต่การค้ากับ 4 ประเทศเพื่อนบ้านลด 20% เจอกัมพูชาที่ลดลงถึง 97.5% ฉุด ส่วนยอดรวม 7 เดือนทะลุ 1.18 ล้านล้านบาท เพิ่ม 11%&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 166,025 ล้านบาท เพิ่ม 5.0% เป็นการส่งออก 92,216 ล้านบาท เพิ่ม 5.9% และการนำเข้า 73,810 ล้านบาท เพิ่ม 3.9% ได้ดุลการค้า 18,406 ล้านบาท และยอดรวม 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่า 1,188,270 ล้านบาท เพิ่ม 11.0% เป็นการส่งออก 688,477 ล้านบาท เพิ่ม 10.7% และการนำเข้า 499,793 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% ได้ดุลการค้า 188,683 ล้านบาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 66,220 ล้านบาท ลด 20.0% เป็นการส่งออก 35,702 ล้านบาท ลด 29.5% การนำเข้า 30,518 ล้านบาท ลด 5.0% ได้ดุลการค้า 5,184 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 26,261 ล้านบาท ลด 13.1% รองลงมา คือ สปป.ลาว 22,451 ล้านบาท เพิ่ม 2.3% เมียนมา 17,133 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% และกัมพูชา 376 ล้านบาท ลด 97.5% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 1,971 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,141 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 1,029 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 572,281 ล้านบาท ลด 0.8% เป็นการส่งออก 343,950 ล้านบาท ลด 3.5% และการนำเข้า 228,331 ล้านบาท เพิ่ม 3.7%&nbsp;<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ก.ค.2568 มีมูลค่า 99,805 ล้านบาท เพิ่ม 32.5% เป็นการส่งออก 56,514 ล้านบาท เพิ่ม 55.0% และการนำเข้า 43,291 ล้านบาท เพิ่ม 11.3% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 62,984 ล้านบาท เพิ่ม 44.0% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 12,788 ล้านบาท เพิ่ม 50.1% และ 6,342 ล้านบาท ลด 15.1% ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท ทำให้ 7 เดือนของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 615,988 ล้านบาท เพิ่ม 24.6% เป็นการส่งออก 344,526 ล้านบาท เพิ่ม 29.8% และการนำเข้า 271,462 ล้านบาท เพิ่ม 18.6%&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทย ในเดือน ก.ค.2568 ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง มาจากการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงถึง 32.5% โดยการส่งออกผ่านแดน เพิ่ม 55.0% ทั้งส่งออกผ่านแดนไปจีน เพิ่ม 72.4% สิงคโปร์ เพิ่ม 56.1% เวียดนาม เพิ่ม 23.0% และประเทศอื่น ๆ เพิ่ม 19.2% โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนที่ขยายตัวสูง ยังคงเป็นผลไม้ เช่น ทุเรียนสด 22,949 ล้านบาท เพิ่ม 135.6% และมังคุดสด 1,847 ล้านบาท เพิ่ม 57.9% ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 6,074 ล้านบาท เพิ่ม 90.7% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ 3,582 ล้านบาท เพิ่ม 211.1% และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ 1,343 ล้านบาท เพิ่ม 679.5%<br />
ด้านสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ที่มีมาตรการงดการผ่านเข้า&ndash;ออกของยานพาหนะทุกประเภทตั้งแต่ปลายดือน มิ.ย.2568 จนถึงเหตุการณ์ปะทะกันของทั้งสองฝ่ายในช่วงวันที่ 24&ndash;28 ก.ค.2568 จึงจำเป็นต้องปิดจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่ง ส่งผลให้การค้าชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ในเดือน ก.ค.2568 ลดลงเกือบ 100% โดยมูลค่าการค้าลดลงเหลือ 376 ล้านบาท ลด 97.5% การส่งออกเหลือ 370 ล้านบาท ลด 97.0% และการนำเข้าลดลงเหลือ 6 ล้านบาท ลด 99.8% ส่งผลให้การค้าชายแดนโดยรวมในเดือน ก.ค.2568 หดตัว 20.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250826619adfff80b4d7de69c54539294546db172214.jpg' type='image/jpg' length='172801' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​สนค.เผยสินค้าปรับแต่งจีโนมเห็นแววรุ่ง หลายชาติหนุน แนะไทยลุยผลิตส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/120429</link>
<guid isPermaLink="false">ebe1e001bfbfd37c12e6d0cdd4d6cc6f</guid>
<pubDate>Tue, 26 Aug 2025 17:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยการค้าสินค้าเกษตรและอาหารโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ หลังเทคโนโลยีเกษตรยุคใหม่ ทั้งการปรับแต่งจีโนม (GEd) และเทคนิคจีโนมใหม่ (NGTs) มีการพัฒนาขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดหลายประเทศให้การย้อมรับ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ส่วนสหภาพยุโรปที่เดิมเคยเข้มงวด ก็เริ่มผ่อนคลาย ญี่ปุ่นเริ่มผลิตขาย ออสเตรเลียเริ่มทดลองปลูก จีนก็อนุญาตให้เพาะปลูก ส่วนไทยเริ่มวิจัย พัฒนา แนะไทยเร่งพัฒนา สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ แยก NGTs ออกจาก GMO มั่นใจเพิ่มโอกาสผลิตและส่งออกได้แน่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรและอาหารโลกกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญผ่านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organism : GMO) เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd) และเทคนิคจีโนมใหม่ (New Genomic Techniques : NGTs) ซึ่งมีศักยภาพในการพลิกโฉมภาคเกษตรกรรมให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ โลกกำลังเดินหน้าสู่เกษตรกรรมและอาหารยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรมที่แม่นยำมากขึ้น อาทิ เทคนิค CRISPR/Cas9 ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ได้มีการพัฒนาจากความรู้พื้นฐานทางด้านพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาและงานวิจัยทางด้านพันธุวิศวกรรม ในการปรับปรุงและแก้ไขสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่มีความผิดปกติหรือต้องการการแก้ไข ภายใต้เทคโนโลยี GEd และ NGTs กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคการผลิตพืชและอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะในบริบทที่โลกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนและความต้องการอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันนานาประเทศ มีจุดยืนที่แตกต่างกันต่อเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMO และเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ GEd ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัย และการยอมรับของสังคม โดยสหรัฐฯ เป็นผู้นำในการใช้พืช GMO ทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเทคโนโลยี GEd ไม่จัดเป็น GMO หากไม่มีการนำพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตต่างชนิดเข้าไป เช่นเดียวกับบราซิลที่มีนโยบายเปิดกว้างต่อ GMO มากที่สุด และมีกฎระเบียบที่แยก NGTs ออกจาก GMO อย่างชัดเจน หากไม่มีการใช้พันธุกรรมข้ามสายพันธุ์ ส่งผลให้บราซิลสามารถพัฒนาพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก&nbsp;<br />
ส่วนสหภาพยุโรป ยังคงมีจุดยืนที่เข้มงวดต่อ GMO มาโดยตลอด แต่ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรปได้มีการพิจารณาเห็นชอบในหลักการและเสนอปรับกฎระเบียบ เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดสำหรับพืชที่ได้จากเทคนิค GEd และ NGTs โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ เช่น SDN-1 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเจรจา เพื่อหาข้อสรุปและประกาศใช้เป็นกฎหมาย รวมทั้งญี่ปุ่น ที่มีแนวทางแบบสมดุล โดยอนุญาตให้นำเข้าและใช้พืช GMO บางชนิดเพื่อเป็นอาหารสัตว์และใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง ฝ้าย และแคนโอล่า แต่ไม่อนุญาตให้ปลูกเพื่อการบริโภคโดยตรง โดยญี่ปุ่นมีแนวทางการประเมินความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นต่อเทคโนโลยี GEd โดยในหลายกรณี หากไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ ผลิตภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในหมวด GMO และสามารถวางจำหน่ายได้หลังผ่านการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและออกสู่ตลาดแล้ว เช่น มะเขือเทศที่มีสาร GABA สูง และปลาที่โตเร็วกว่าปกติ<br />
<br />
ออสเตรเลีย อนุญาตให้ปลูกพืช GMO บางชนิดได้ ภายใต้การประเมินความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น แคนโอล่า GM ที่ได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2546 และมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนภายใต้การกำกับของสำนักงานกำกับดูแลเทคโนโลยียีน (Office of the Gene Technology Regulator: OGTR) ว่าเทคโนโลยี GEd ที่ไม่แทรกพันธุกรรมต่างสายพันธุ์ (เทคนิค SDN-1) อาจไม่ถูกจัดเป็น GMO และขณะนี้กำลังมีการทดลองข้าวสาลีที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมเพื่อเพิ่มผลผลิตอีก 10% และคาดว่าจะวางตลาดได้ภายในปี 2571<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่จีน ได้เปลี่ยนท่าทีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มอนุญาตให้ปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย GMO บางสายพันธุ์ พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกให้ครอบคลุมกว่า 21 ล้านไร่ ภายในปี 2568 และยังส่งเสริมการใช้ GEd อย่างชัดเจน โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทของจีน ได้อนุมัติพืชดัดแปลงพันธุกรรมด้วยเทคนิค GEd แล้วหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวสาลี และถั่วเหลือง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับไทย ปัจจุบันยังมีข้อห้ามปลูกพืช GMO ในเชิงพาณิชย์ แต่รัฐบาลได้เดินหน้าเชิงรุกภายใต้นโยบาย &ldquo;Ignite Agriculture Hub&rdquo; ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวง เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ.2567 ซึ่งอนุญาตให้มีการทดลองและจดทะเบียนสิ่งมีชีวิตที่ผ่าน GEd ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีโครงการวิจัยในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วเหลือง และกล้วย ถือเป็นก้าวแรกสู่การต่อยอดในเชิงพาณิชย์ในอนาคต ปัจจุบันมีโครงการทดลองภาคสนามของพืช GEd กว่า 6,000 โครงการ เพิ่มขึ้นจาก 4,100 โครงการในปี 2564 โดยโครงการส่วนใหญ่เน้นที่พืชต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศและศัตรูพืช ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับประเทศที่เผชิญกับภาวะโลกร้อนโดยตรง รวมถึงไทย อินเดีย และแอฟริกา แต่ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านการกำกับดูแล การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใส และที่สำคัญ คือ การสร้างการยอมรับและความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันยังมีความเข้าใจในวงจำกัดและมักสับสนระหว่างเทคโนโลยี GEd และ GMO ทั้งที่วิธีการและผลลัพธ์ที่ได้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082625f2e9d22348a7f62cd9506cd238a41d171937.jpg' type='image/jpg' length='329107' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ย้ำโรงงานอาหารสัตว์ ต้องซื้อข้าวโพดกิโลละ 9.80 บาท ถึงจะมีสิทธิ์นำเข้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/119748</link>
<guid isPermaLink="false">8add90bfaf4370298ac9c8a7ec7b0fa5</guid>
<pubDate>Thu, 21 Aug 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในย้ำโรงงานอาหารสัตว์ ที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ จะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในประเทศราคากิโลกรัมละ 9.80 บาท ถึงจะได้สิทธิ์นำเข้า หลังผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด ราคาปรับลดลง และโรงงานบางแห่งยังชะลอการรับซื้อ หรือจำกัดคิวรับซื้อ ทำเกษตรกรเดือดร้อน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเข้มงวดกำกับดูแลโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่ง เพื่อให้การรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกร เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกับสมาคมการค้าพืชไร่ สมาคมการค้าและผลิตพืชไร่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์และนครสวรรค์ กรมจึงได้ย้ำให้โรงงานอาหารสัตว์ที่จะนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศก่อน โดยราคากำหนดตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2568 ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 9.80 บาท เพราะการรับซื้อในราคานี้ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่โรงงานจะสามารถใช้เอกสารยืนยันในการขออนุญาตนำเข้าข้าวโพดหรือข้าวสาลีภายใต้โควตาองค์การการค้าโลก (WTO) ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ขณะนี้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในหลายพื้นที่ เริ่มทยอยออกสู่ตลาด แต่ยังพบว่าโรงงานอาหารสัตว์บางแห่งชะลอการรับซื้อหรือจำกัดคิวรับซื้อ ส่งผลให้ราคาข้าวโพดปรับลดลง สร้างความกังวลและเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูก กรมจึงได้เข้ามาติดตามอย่างใกล้ชิด และได้กำชับให้โรงงานอาหารสัตว์ ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด และได้ประสานขอความร่วมมือให้เร่งเปิดรับซื้อผลผลิตภายในประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร รวมทั้งได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจ DIT ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่ไม่ให้ความร่วมมืออย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติเป็นไปตามข้อกำหนดและเป็นธรรมต่อเกษตรกร&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว&nbsp;ทั้งนี้ การกำหนดราคารับซื้อที่ กก.ละ 9.80 บาท จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดข้างเคียง สามารถขายข้าวโพดสดที่ความชื้น 30% ได้ในราคา กก.ละ 7.05 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่เกษตรกรสามารถอยู่ได้<br />
<br />
น.ส.ญาณี กล่าวว่า เพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปี 2568/69 กรมในฐานะฝ่ายเลขานุการ &nbsp;นบขพ. จะจัดประชุม นบขพ. ในวันที่ 22 ส.ค.2568 โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร พ่อค้า และโรงงานอาหารสัตว์ มาหารือแนวทางการกำกับดูแลการรับซื้อ และการนำเข้าข้าวโพด พร้อมพิจารณามาตรการบริหารจัดการผลผลิตปี 2568/69 ให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่จะเริ่มออกสู่ตลาดมากในช่วงต้นเดือน ก.ย.2568 เป็นต้นไป<br />
<br />
&ldquo;กรมให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกร และกำกับการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อให้การผลิตอาหารสัตว์เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน โรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งจึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขรับซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อน จึงจะมีสิทธิ์ขอโควตานำเข้าได้&rdquo;น.ส.ญาณีกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025082155af4c602ab88c5ac1599938c8e3713c163143.jpg' type='image/jpg' length='988793' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”ถก HKTDC ดันส่งออกข้าว ผลไม้ อาหารอนาคต พร้อมร่วมมือร่วมงานแฟร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/119745</link>
<guid isPermaLink="false">998626cb9b5b94799ba5f46abf3c5bc9</guid>
<pubDate>Thu, 21 Aug 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo;ถกประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมมือผลักดันสินค้าไทย ทั้งข้าว ผลไม้ และอาหารแห่งอนาคตขายชาวฮ่องกง พร้อมเห็นพ้องผลักดันผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจัดขึ้น เพื่อสร้างพันธมิตรและเจรจาธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้พบกับศาสตราจารย์ เฟรเดอริค หม่า ซี-หัง ประธานองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยเฉพาะการส่งเสริมการส่งออกสินค้าของไทยไปฮ่องกง และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า (MOU) กับ HKTDC และจะใช้ความร่วมมือนี้ผลักดันการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ผลไม้ (ทุเรียนและส้มโอ) และอาหารแห่งอนาคต เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพและผู้สูงอายุ และยังมีแผนที่จะเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยด้วย&nbsp;ขณะเดียวกัน ได้มีการหารือในการเชิญภาคเอกชนเข้าร่วมงานส่งเสริมการค้าของแต่ละฝ่าย โดยไทยพร้อมนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน CENTRESTAGE ซึ่งเป็นงานแฟชันระดับโลกที่ฮ่องกง และยินดีเชิญนักธุรกิจฮ่องกงเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในไทย เช่น งาน TILOG-LOGISTIX และงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ในปีหน้า เพื่อสร้างพันธมิตรและจับคู่เจรจาธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ศาสตราจารย์ เฟรเดอริค หม่า ซี-หัง กล่าวว่า บทบาทของ HKTDC เป็นพันธมิตรที่ดีเยี่ยมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างกัน มีบทบาทสำคัญเหมือนเป็น Super-connector ที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ และยังมองว่าไทยมีศักยภาพในหลายด้านที่ควรได้รับการสนับสนุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับฮ่องกง เป็นคู่ค้าลำดับที่ 12 ของไทยในปี 2567 ภาพการค้ารวม มีมูลค่า 17,038.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,851.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 6,187.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 6 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) การค้ารวมมีมูลค่า 9,004.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.65% โดยไทยส่งออก 6,166.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.25% และนำเข้า 2,838.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36.58%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508216a2cc44bff48a7b8c9ad00be6c4e74eb162941.jpg' type='image/jpg' length='688161' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เปิดแล้ว MOC One Stop Service @Ratchada ให้คำปรึกษาภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118118</link>
<guid isPermaLink="false">f80eef01a84e4e7efb05b39bb57e0e4b</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 15:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;จตุพร&rdquo;เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada เป็นที่พึ่งผู้ประกอบการไทย ทั้งรายย่อย SME รายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องภาษีสหรัฐฯ สามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้ ทั้งเรื่องการปรับตัว การส่งออก อัตราภาษี การเปิดตลาดใหม่ มาตรการช่วยเหลือภาครัฐ เบื้องต้นมี 12 หน่วยงานที่จะคอยให้คำแนะนำ เตรียมดึงคลัง-เกษตร-ภาคเอกชนมาร่วมให้คำปรึกษาด้วย</strong><br />
<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จของกระทรวงพาณิชย์ (MOC One Stop Service : OSS) @Ratchada ณ อาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วม ว่า ศูนย์ MOC OSS @Ratchada ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;พาณิชย์พึ่งได้&rdquo; ที่มุ่งให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน และการค้าระหว่างประเทศถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ เช่น ภาษีของสหรัฐฯ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผมได้เปิดศูนย์ MOC OSS @Ratchada ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ เราเตรียมไว้ เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องภาษี การเยียวยา การขอข้อมูล รวมถึงช่องทางช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการค้า เพราะในภาวะที่สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ 19% ที่เริ่มมีผลแล้ว การมีศูนย์ OSS ที่สามารถให้คำตอบและคำแนะนำได้อย่างรวดเร็วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับภาคธุรกิจ&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพรกล่าวว่า ศูนย์ MOC OSS จะให้บริการผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Walk-in รับบริการหน้าเคาน์เตอร์ และโทรศัพท์ ผ่านสายด่วนส่งออก 1169 หรือ 02-513-1909 โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ใช้สายด่วน 1169 เป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ ศูนย์ OSS จึงเข้ามาเติมเต็มให้ประชาชนที่มีคำถาม สามารถ Walk-in เข้ามาปรึกษาได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกวัน และกำลังพิจารณาเปิดบริการในวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย เพื่อรองรับความต้องการให้ครอบคลุมมากที่สุด จะทำให้เป็นที่พึ่งของประชาชนและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะรายย่อย SME หรือรายใหญ่ หากมีปัญหาเรื่องการส่งออก ภาษี หรือการเปิดตลาดใหม่ ก็สามารถมาที่นี่ได้ ศูนย์นี้จะอธิบายทุกขั้นตอนให้เข้าใจง่าย และจะช่วยลดอุปสรรค เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก&nbsp;สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมให้บริการมี 12 หน่วยงาน ประกอบด้วย 8 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (DTN) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กรมการค้าภายใน (DIT) สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD และอีก 4 หน่วยงานภายนอก ได้แก่ หอการค้าไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร และ EXIM Bank<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้คำปรึกษาเพิ่มเติม อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคม SME มาเข้าร่วมให้บริการด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ประกอบการอย่างจริงจัง โดยได้เตรียมมาตรการรองรับภาษีทรัมป์ไว้แล้ว ทั้งในด้านข้อมูล การลดต้นทุน และการหาตลาดใหม่ และอยู่ระหว่างการเจรจากับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ได้หารือเรื่องงบประมาณสำหรับการเยียวยาไว้เบื้องต้นแล้ว และหากศูนย์นี้มีความพร้อม ผมจะขอเรียนเชิญรักษาการนายกรัฐมนตรีมาเปิดศูนย์ด้วยตนเองต่อไป&rdquo;นายจตุพรกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250808319729ce68c4d768f9e121999e81997b155823.jpg' type='image/jpg' length='111354' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“จตุพร-ฉันทวิชญ์”ถกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผนึกกำลังกำหนดมาตรการดูแลข้าว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/118117</link>
<guid isPermaLink="false">2fabc597b5076154ff5cd31c4c734249</guid>
<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;จตุพร-ฉันทวิชญ์&rdquo; ถกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ติดตามสถานการณ์ข้าวครึ่งปีหลัง 2568 ทั้งแนวโน้มส่งออก แนวโน้มตลาด และร่วมกำหนดมาตรการดูแลข้าว สั่งกรมการค้าภายในเตรียมมาตรการดูแลข้าวนาปี กรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจาจีนซื้อข้าวโควตาคงค้าง 2.8 แสนตัน โปรโมตข้าวในงาน China-ASEAN EXPO 2025 และ CIIE 2025 เร่งเจาะตลาดญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ และฮ่องกงเพิ่ม เอกชนขอช่วยเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าว ดูแลค่าบาท</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และคณะ โดยมีนายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม ว่า ได้มีการติดตามสถานการณ์ข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ทั้งแนวโน้มการส่งออก แนวโน้มตลาด ท่ามกลางความท้าทายจากตลาดโลก และร่วมกันกำหนดแนวทางในการผลักดันข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้ต่อไป<br />
&ldquo;ข้าวเป็นสินค้าเกษตรหลักที่มีผลต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ หากการส่งออกมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งด้านพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และต้นทุนการผลิต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่ม &ldquo;โครงการธงเขียว&rdquo; เพื่อลดภาระต้นทุนของเกษตรกรไปแล้ว และเตรียมส่งเสริมการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกต่อไป&rdquo;&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เตรียมออกมาตรการดูแลข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยตั้งเป้าดึงผลผลิตข้าวเปลือกออกประมาณ 8.5 ล้านตัน ผ่านการจัดตลาดนัดข้าวเปลือก การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการจัดเก็บข้าวในยุ้งฉางของเกษตรกร เพื่อให้มีแรงซื้อในประเทศ&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรมการค้าต่างประเทศ ได้มอบหมายให้ประสานกับทางการจีน เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวตามโควตาที่เหลืออีก 280,000 ตัน และเร่งขยายตลาดข้าวผ่านงาน China-ASEAN EXPO 2025 ณ เมืองหนานหนิง เดือน ก.ย.2568 และงาน China International Import Expo (CIIE) 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ เดือน พ.ย.2568 รวมทั้งเน้นเจาะตลาดสำคัญอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่ง และฮ่องกง ซึ่งเป็นตลาดข้าวหอมมะลิศักยภาพ โดยเฉพาะฮ่องกงที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายมาก เนื่องจากปริมาณข้าวในตลาดโลกสูง แต่ความต้องการลดลง เช่น อินโดนีเซียที่เคยนำเข้า 4 ล้านตันในปีก่อน คาดว่าอาจซื้อเพียงเล็กน้อยช่วงปลายปี และราคาข้าวก็ลดลงเหลือกิโลกรัมละ 10.50 บาท จากเดิม 19&ndash;20 บาท ส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบโดยตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;คู่แข่งของเราพัฒนาเรื่องพันธุ์ข้าวได้ดีขึ้น ทำให้ความแตกต่างด้านคุณภาพลดลง หากราคาข้าวไทยแพงกว่า ก็มีแนวโน้มที่ผู้ซื้อจะเปลี่ยนไปซื้อจากประเทศอื่น ต้องเน้นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน และตะวันออกกลาง และต้องเร่งพัฒนาความหลากหลายของข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวนุ่ม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในเอเชีย&rdquo;นายชูเกียรติกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ได้เสนอให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และอยู่ในระดับอ่อนค่าประมาณ 33&ndash;34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย เพราะหากค่าเงินบาทผันผวนจะกระทบต่อการตัดสินใจขายและซื้อของทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้า รวมทั้งเสนอให้เร่งเปิดตลาดข้าวในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งใช้ข้าวแข็งในการเลี้ยงแรงงานในแคมป์ และขอให้ผลักดันโควตาการส่งออกข้าวไปญี่ปุ่น รวมถึงผลักดันการส่งออกข้าวไปอิรัก ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่ไทยควรขยายปริมาณการขายเพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งว่า ในช่วงครึ่งปี 2568 (ม.ค.&ndash;มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวได้ 3.73 ล้านตัน มูลค่า 75,563 ล้านบาท ลดลง 27.29% และ 36.45% ตามลำดับ และคาดว่าทั้งปีจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน โดยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากปัจจัยสำคัญ อาทิ ปริมาณผลผลิตข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น อินเดียกลับมาส่งออกปริมาณมากและมีสต็อกข้าวในประเทศสูง และอินโดนีเซียลดการนำเข้า รวมทั้งเงินบาทแข็งค่า โดยชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ข้าวขาว คิดเป็น 47.19% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา คือ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวนึ่ง และข้าวหอมไทย มีตลาดสำคัญ ได้แก่ อิรัก สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ จีน และเซเนกัล&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508088302510d7d530f26dc8de229e7fd391c155605.jpg' type='image/jpg' length='323228' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ผัก ผลไม้ พลังงานราคาลง ฉุดเงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117714</link>
<guid isPermaLink="false">ab0a19f90bb6d3bbfc932e272c226a06</guid>
<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.ค.68 ลด 0.70% ลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน มีสาเหตุจากกลุ่มผักสด ผลไม้สด พลังงานปรับลดลงต่อเนื่อง ยันไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้จะติดลบ แต่กำลังซื้อประชาชนยังมีอยู่ เผยก่อนหน้าเคยลบติดต่อกัน 6 เดือน และ 13 เดือนมาแล้ว ส่วนยอดรวม 7 เดือน เพิ่ม 0.21% คาด ส.ค.68 ยังลบต่อ ยังคงเป้าเงินเฟ้อทั้งปีเดิม 0-1% ค่ากลาง 0.5% &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือน ก.ค.2568 เท่ากับ 100.15 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.2567 ซึ่งเท่ากับ 100.86 ลดลง 0.70% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% พ.ค.2568 ลดลง 0.57% และ มิ.ย.2568 ลดลง 0.25% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าในกลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้าตามมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และรวมเงินเฟ้อ 7 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) เพิ่มขึ้น 0.21%<br />
<br />
&ldquo;เงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากราคาพลังงาน ทั้งเบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ที่ลดลง อย่างแก๊สโซฮอล์ ราคา ก.ค.ปีนี้ เทียบกับปีก่อนต่างกันถึง 6 บาท และยังมีค่าไฟฟ้าที่ลดลงจากมาตรการของรัฐ ราคาผักสด ที่ช่วงเดียวกันปีที่แล้ว เจออากาศร้อน แล้ง ราคาสูง แต่ปีนี้ ฝนตก น้ำเยอะ ผลผลิตดี ราคาลง ส่วนผลไม้ เก็บตัวอย่างมา 32 รายการ ลดลงมากถึง 22 รายการ อีก 10 รายการไม่เปลี่ยนแปลง หรือถ้าขึ้นก็ขึ้นไม่มาก&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ สนค.มองว่า ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้เงินเฟ้อจะติดลบติดต่อกันมาแล้ว 4 เดือน เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากเรื่องพลังงาน ราคาผัก ผลไม้ เป็นหลัก ไม่ใช่มาจากประชาชนไม่มีกำลังซื้อ โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ยังเพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อฟื้นฐานก็สูงมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นปี 2568 ย้อนไปถึงปี 2567 และในอดีตที่ผ่านมา ก็เคยมีเงินเฟ้อติดลบติดต่อกันถึง 6 เดือน ช่วง ต.ค.2566-มี.ค.2567 แต่ก็ไม่ได้เกิดภาวะเงินฝืด รวมถึงช่วงโควิด-19 ในปี 2563 ก็เคยติดลบ 13 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่ มี.ค.2563-มี.ค.2564&nbsp;สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ค.2568 ที่ลดลง 0.70% มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.72% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า) ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว โฟมล้างหน้า น้ำยาระงับกลิ่นกาย แชมพู สบู่ถูตัว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้น 0.84% จากการสูงขึ้นของกลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลาทู ปลานิล) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (กะทิสำเร็จรูป มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง น้ำมันพืช) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน ไอศกรีม น้ำตาลมะพร้าว) แต่ก็มีสินค้าที่ราคาลดลง โดยเฉพาะไข่ไก่ ผลไม้สด (ทุเรียน ส้มเขียวหวาน เงาะ มะม่วง มังคุด) ผักสด (กะหล่ำปลี มะเขือ ขิง ฟักทอง มะนาว แตงกวา ฟักเขียว ต้นหอม) และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.84% ชะลอลงจากเดือน มิ.ย.2568 ที่เพิ่มขึ้น 1.06% รวม 7 เดือน เพิ่มขึ้น 0.95%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ส.ค.2568 คาดว่าจะอยู่ระดับต่ำเช่นเดียวกับเดือน ก.ค.2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ และความตึงเครียดจากความขัดแย้งของประเทศผู้ผลิตน้ำมันอยู่ในระดับจำกัด ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดและผลไม้สดอยู่ระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้าค่อนข้างมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และค่าบริการด้านการท่องเที่ยวปรับตัวลดลง ตามสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวต่าง ๆ ประกอบกับผู้ประกอบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อตอบรับโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025080654116d472d9f5852882c0744af8fab60160749.jpg' type='image/jpg' length='318915' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP จับมือทูตพาณิชย์นิวเดลี เชิญผู้นำเข้าอินเดียเจรจาการค้า ตั้งเป้าปิดดีล 20 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117713</link>
<guid isPermaLink="false">24a2a6e188a98c2e6d1080f0a290d2b5</guid>
<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือทูตพาณิชย์กรุงนิวเดลี จัดกิจกรรม In-Coming Trade Mission เชิญผู้นำเข้าจากอุตสาหกรรมยางมาเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทย คาดปิดดีลไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท พร้อมหาพบผู้ส่งออกสินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง อะไหล่วรจักร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มด้วย แย้ม ก.ย. เตรียมนำคณะลุยอินเดีย เจรจาการค้า สร้างเครือข่ายธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี จัดกิจกรรม In-Coming Trade Mission โดยเชิญผู้นำเข้าในกลุ่มอุตสาหกรรมยางจากอินเดียเดินทางเข้ามาเจรจาการค้ากับผู้ส่งออกสินค้ายางพาราของไทย เพื่อผลักดันการส่งออกชดเชยความเสี่ยงจากตลาดเดิมที่ชะลอตัวจากสถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบัน และยังเพิ่มช่องทางใหม่ในการช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย โดยคาดว่าจะมีการเจรจาการค้าระหว่างกันมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้นำเข้าอินเดียที่มาร่วมงานในครั้งนี้ มาจากสมาคมอุตสาหกรรมยางแห่งอินเดียตอนเหนือ (All India Rubber Industries Association : AIRIA, Northern Region) มาพบปะกับหน่วยงานและสมาคมของไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมต้นน้ำ-กลางน้ำ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย และสมาคมเทคโนโลยียางและอีลาสโตเมอร์แห่งประเทศไทย รวมถึงสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมสนับสนุน<br />
<br />
ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ฝ่ายอินเดียได้เสนอที่จะสนับสนุนผู้ส่งออกสินค้ายางและแม่พิมพ์จากไทยให้เดินทางไปแสดงสินค้าในงาน India Rubber Expo ในเดือน เม.ย.2569 และแจ้งว่าจะช่วยประสานให้มีการร่วมลงทุนระหว่างกันด้วย<br />
<br />
ขณะเดียวกัน DITP ได้ประสานให้มีการพบปะระหว่างผู้นำเข้าอินเดียกับสมาชิกของสมาคมในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย และสมาคมผู้ค้าอะไหล่วรจักร และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศ เพื่อช่วยเชื่อมโยงและสร้างโอกาสทางการค้านอกเหนือจากสินค้ายางพารา<br />
<br />
นอกจากนี้ DITP มีแผนในการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยเดือน ก.ย.2568 จะจัดโครงการคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนอินเดีย ภายใต้โครงการบุกตลาดศักยภาพใหม่รับมือนโยบายการค้าโลก (Special Task Force) โดยนำคณะผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานแสดงสินค้าของอินเดีย และพบปะเจรจาธุรกิจในกลุ่มสินค้าต่าง ๆ อาทิ อาหาร เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน คาดว่าจะมีโอกาสพบปะผู้นำเข้ารายใหม่ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและสร้างมูลค่าการซื้อขายแก่ผู้ประกอบการไทยได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250806ab92fe1d3dbef185422981e920fc6bed160620.jpg' type='image/jpg' length='303304' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP สำรวจตลาดอาหารพยาบาลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น พบโตต่อเนื่อง ชี้เป้าไทยผลิตขาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117346</link>
<guid isPermaLink="false">1ba8742d9a33bcfd12287e2692cfb4c9</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดอาหารพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น พบมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่อง เพื่อป้อนควาต้องการของผู้สูงวัย รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เด็ก ผู้พิการ ชี้เป้าไทยวางแผนผลิตและส่งออกไปขาย และศึกษาแนวโน้มการเติบโต นำมาใช้วางแผนผลิตและขายสินค้าดังกล่าวในไทย</strong><br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น ถึงการสำรวจตลาดอาหารพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ และโอกาสในการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวเพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น รวมไปถึงการศึกษาแนวโน้มการเติบโตของตลาด และนำมาปรับใช้รองรับสังคมสูงวัยของไทยในอนาคต<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความต้องการอาหารการพยาบาลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เนื่องจากการขาดแคลนแรงงานในโรงพยาบาลและสิ่งอำนวยความสะดวก ความสนใจจึงมุ่งเน้นไปที่อาหารที่ได้รับการแปรรูปเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นโภชนาการที่ปลอดภัยและมีคุณค่าเพียงพอ รวมถึงอาหารยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ที่มีปัญหาในการเคี้ยว หรืออาหารเฉพาะโรคสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เด็ก และผู้พิการ ทำให้ตลาดมีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตลาดอาหารพยาบาลมีมูลค่าประมาณ 120,000 ล้านเยน&nbsp;ทั้งนี้ สมาคมอาหารพยาบาลแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Care Food Conference) ได้รวบรวมสถิติการผลิต UDF (Universal Design Food) ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีการผลิตปริมาณ 72,000 ตัน เพิ่มขึ้น 5.2% มูลค่า 56,336 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 10.0% โดย UDF แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ตั้งแต่เคี้ยวง่าย ไปจนถึงไม่ต้องเคี้ยว และยังมีการแข่งขันการพัฒนาอาหารพยาบาล ล่าสุดเดือนมิถุนายน 2568 มีผู้สมัครแข่งขัน 148 ราย มีผลิตภัณฑ์ 36 รายการ ได้รับรางวัล อาทิ สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสแบบผงที่ยับยั้งของเหลวแยกตัวออกมาจากเจลหรือของแข็งกึ่งเหลวเมื่อเวลาผ่านไป ช่วยลดความรู้สึกในปากและป้องกันการสูญเสียสารอาหารไปพร้อมกับการหยดของของเหลวในอาหาร และน้ำมันที่นิยมใช้ในอาหารเพื่อสุขภาพ เพียงแค่เติมลงในโจ๊กหรือซุปเพื่อเพิ่มพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องการพลังงานเร็ว&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากการติดตาม พบว่า ปัจจุบันอาหารพยาบาลส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นและไม่มีแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ก็มีอาหารพยาบาลหลายยี่ห้อที่ผลิตในไทยแล้ว เช่น ปลาแช่แข็งปรุงสุก UDF ของ Maruha Nichiro &ldquo;วัสดุใหม่นุ่ม&rdquo; โดยรสชาติและกลิ่นยังคงเดิม และผลิตภัณฑ์จากบริษัท ยามาได จำกัด ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ของญี่ปุ่น ให้เป็นอาหารสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ และมีการนำเข้าไก่และผักแช่แข็งจากไทย และอาหารไทยหลายชนิดที่ใช้ในสถานดูแลผู้สูงอายุ จึงเป็นโอกาสในการส่งออกของไทย หากสามารถตอบสนองความต้องการโดยละเอียด เช่น การถอดก้างปลาออก และการทำให้เนื้อนุ่มลง&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่ยังคงแข็งแรงและมีสุขภาพดี เริ่มสนใจอาหารต่างประเทศมากขึ้น นอกจากอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม โดยมีสถานดูแลผู้สูงอายุหลายแห่ง พยายามสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุด้วยอาหาร เช่น การนำเสนออาหารนานาชาติ ซึ่งหากผู้ส่งออกไทยสามารถพัฒนาอาหารไทยให้เป็นอาหารสำหรับผู้สูงอายุได้ ก็จะมีโอกาสส่งออก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วัยชรา โดยในปี 2565 มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึง 22.0% การรับรู้ถึงการวิจัย การพัฒนา และแนวโน้มของอาหารเพื่อการพยาบาลในญี่ปุ่น ทำให้ผู้ผลิตไทยเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงความต้องการอาหารแปรรูปในอนาคตและนำมาวางแผนในการผลิตและการจำหน่ายได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250804739a920532ecece3630e1e3bcba443a4154508.jpg' type='image/jpg' length='261878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“สุนันทา”รับลูก“จตุพร” เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service ปรึกษาปัญหาภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117344</link>
<guid isPermaLink="false">f0b9a5f2ccc7169155a24d8093e78a35</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุนันทา&rdquo; รับลูก &ldquo;จตุพร&rdquo; เตรียมเปิดศูนย์ One Stop Service ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 7 ส.ค.นี้ ให้คำปรึกษา แนะนำ แก้ปัญหาส่งออกภาษีสหรัฐฯ พร้อมปรับแผนช่วย SME ผ่านโครงการ SMEs Pro-active เล็งเพิ่มงบช่วยเหลือตามน้ำหนักความเดือดร้อน มอบทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดใหม่ มั่นใจส่งออกปีนี้โตตามเป้า 2-3% และมีโอกาสสูงกว่านี้</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า DITP ได้รับนโยบายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ One Stop Service ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ถ.รัชดาภิเษก โดยกำหนดเปิดศูนย์ในวันที่ 7 ส.ค.2568 เพื่อให้คำปรึกษา คำแนะนำ ช่วยแก้ปัญหาการส่งออก และช่วยผลักดันการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เป็น 19%<br />
ทั้งนี้ ยังเตรียมปรับแผนสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active ที่เดิมให้งบสนับสนุนการเปิดตลาด อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การจัดคณะผู้แทนการค้า ไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งจะพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินช่วยเหลือตามน้ำหนักความเดือดร้อน และกำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือ SME ภายใต้งบที่ได้รับการจัดสรรจำนวน 50 ล้านบาท จากงบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลได้อนุมัติก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลความต้องการของ SME อยู่<br />
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ทั่วโลก 58 แห่ง ทำการเก็บข้อมูลเป็นรายประเทศ ทั้งการส่งออก การนำเข้า การลงทุน ที่กำลังจะเกิดขึ้น หลังจากมีเรื่องภาษีสหรัฐฯ และให้หาแนวทางการเพิ่มโอกาสการส่งออกให้กับสินค้าไทยในตลาดที่ประจำอยู่เพิ่มขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังได้หารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนในสาขาต่าง ๆ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ผลกระทบ และข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ช่วยเหลือ หารือกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟต์โลน) และเตรียมการเฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ มีความกังวล&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการส่งออกในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์ยังคงไว้ที่ขยายตัว 2-3% และเห็นว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่านี้ เพราะภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เก็บจากไทย 19% นั้น เมื่อถามผู้นำเข้าในสหรัฐฯ และผู้ส่งออกของไทยเอง ระบุว่าพอใจและรับได้ เพราะเป็นอัตราที่ไม่ต่างกันกับประเทศในภูมิภาค ทำให้การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และยังมีสัญญาณการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ดูได้จากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ มีประเทศใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผลกระทบการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่จากรายงานการค้าไทย-กัมพูชาโดยรวม ยังถือว่าเป็นปกติ เพียงแต่ต้องปรับเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านทางเรือที่แหลมฉบัง และส่งผ่านแดน สปป.ลาว ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนขนส่งสูงและอาจเจอปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งได้มีการหารือธนาคารออกซอฟต์โลนช่วยเหลือแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202508041a6c38245b3995484565249048f704c1154508.jpg' type='image/jpg' length='130689' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[DITP ดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก เผยปี 69 ตั้งเป้าลุยขาย 4 ประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/117340</link>
<guid isPermaLink="false">abbd320798b6acfe1509391257a0667b</guid>
<pubDate>Mon, 04 Aug 2025 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลก รับเมกะเทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เหตุไทยมีความโดดเด่น เผยปี 69 เตรียมลุย 4 ตลาดศักยภาพ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการสุขภาพไทย ระหว่างวันที่ 2-3 ส.ค.2568 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า อุตสาหกรรมสุขภาพกำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยมีศักยภาพโดดเด่นทั้งสินค้าและบริการ DITP จึงได้กำหนดให้กลุ่มสินค้าและบริการเพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสการค้าในตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน และจะเดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพไทยสู่ตลาดโลกผ่านนวัตกรรม การแปรรูป และการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568-2569 DITP ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าสุขภาพหลายโครงการ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าการค้า เช่น คณะผู้แทนการค้าสุขภาพและความงามในจีน และญี่ปุ่น รวมถึงการเข้าร่วมงานระดับโลกอย่าง Osaka Expo 2025 และ THAIFEX&ndash;Anuga Asia 2025 โดยปี 2569 จะขยายสู่ตลาดศักยภาพสูง 4 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย พร้อมเดินหน้าโครงการ The Thai Herbs LEVEL UP และการเข้าร่วมงาน Cosmoprof Asia 2025 ที่ฮ่องกง&ldquo;DITP จะเดินหน้าผลักดันสินค้าและบริการสุขภาพของไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย&rdquo; ของนายจตุพร บุรษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาตลาดใหม่ ต่อยอด Soft Power ไทย และเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกิจกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ ณ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) พบปะกับนายตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพไทยสู่ระดับโลก ต่อด้วยการบรรยายจาก ดร.บังอร เกียรติธนากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาน้ำหอมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ในหัวข้อ &ldquo;การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพสู่ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืน&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250804827ce3dce4aacae4a7cfb929a14487f8154508.jpg' type='image/jpg' length='165546' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”เผยสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอไทย รอข้อเรียกร้องเพิ่ม มั่นใจจบทันเส้นตาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114634</link>
<guid isPermaLink="false">a6c79c2fcb433003f91d854de726504c</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo; เผยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอของไทย ที่ยื่นเสนอเพิ่มในการเจรจาภาษีสหรัฐฯ รอบล่าสุด ทั้งการเปิดตลาด ลดมาตรการกีดกัน และส่งเสริมไทยไปลงทุนสหรัฐฯ รอสหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องกลับมา ระบุหากไทยคุยกันภายในจบเร็ว ก็จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ จบเร็วด้วย มั่นใจทันเส้นตาย 1 ส.ค.นี้ ยันพาณิชย์เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.2568 ตามเวลาประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และตนได้ร่วมวงการเจรจาด้วย เพื่อพิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยที่เสนอให้สหรัฐฯ ซึ่งยูเอสทีอาร์ มีความพึงพอใจมาก เพราะไทยได้เสนอตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เปิดตลาดสินค้าให้เพิ่มขึ้น ลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ทั้งในส่วนของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม และสนับสนุนธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะนำข้อเสนอของไทยไปพิจารณาในรายละเอียด และหากมีอะไรที่ต้องการจากไทยมากขึ้น ก็จะยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมกลับมา ซึ่งขณะนี้ กำลังรอให้สหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเข้ามา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมมา เราก็ต้องมาพิจารณาอีกว่า อะไรที่รับได้ หรือไม่ได้ จะตอบสนองข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในส่วนการเปิดตลาดที่จะมีผลกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้ เราต้องเร่งพูดคุยกันภายในให้จบ โดยเฉพาะในส่วนที่จะได้รับผลกระทบ เพราะถ้าเราคุยกันเองจบเร็ว ก็จะทำให้คุยกับสหรัฐฯ จบเร็วไปด้วย โดยมองว่า การเจรจามีโอกาสจบทันเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.2568 เพราะทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกันอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณชี้ว่า เขายังคุยกับไทย ไม่ใช่ว่าโทรไปแล้วไม่รับ&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว&nbsp;นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ต้องการให้ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของไทย ของสหรัฐฯ และของประเทศพันธมิตรให้มากขึ้น เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ภายใต้กฎเกณฑ์การสะสมมูลค่าในประเทศ/ภูมิภาค (อาร์วีซี) นั้น สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจา ยอมรับว่า ทีมเจรจามีความกังวลในเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นของไทย โดยตนมองว่า ไม่ว่าอัตราภาษีตอบโต้ของไทยจะเป็นเท่าไร ไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิต หันใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่อยากให้มองว่า สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากไทยฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองว่า เป็นโอกาสที่ไทยจะปรับตัว ปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว<br />
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการปรับตัวไว้แล้ว 3 ส่วน คือ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่, ลดกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ปรับปรุงกฎเกณฑ์อาร์วีซี ที่ช่วยคำนวณสัดส่วนการใช้วัตถุดิบได้ง่ายขึ้น และช่วยเหลือในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไม่ว่าไทยจะตกลงอะไรกับสหรัฐฯ จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาก่อน เพราะจะมีผลผูกพันกับประเทศในระยะยาว มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเมื่อไทยลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ เป็น 0% ในบางรายการแล้ว จะต้องลดให้ประเทศอื่นอย่างเท่าเทียมกันตามกฎเกณฑ์องค์การการค้าโลกหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของไทย แต่คิดว่า น่าจะให้สหรัฐฯ ประเทศเดียว เหมือนกับการทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลดภาษีให้เฉพาะประเทศที่ทำเอฟทีเอด้วยเท่านั้น&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071879bb699b1cde5c02f2cac20e82c0e836160431.jpg' type='image/jpg' length='359387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”เผยสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอไทย รอข้อเรียกร้องเพิ่ม มั่นใจจบทันเส้นตาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114635</link>
<guid isPermaLink="false">e8ec2e6357103c5d006164fc88e28f9b</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo; เผยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พอใจข้อเสนอของไทย ที่ยื่นเสนอเพิ่มในการเจรจาภาษีสหรัฐฯ รอบล่าสุด ทั้งการเปิดตลาด ลดมาตรการกีดกัน และส่งเสริมไทยไปลงทุนสหรัฐฯ รอสหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องกลับมา ระบุหากไทยคุยกันภายในจบเร็ว ก็จะทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ จบเร็วด้วย มั่นใจทันเส้นตาย 1 ส.ค.นี้ ยันพาณิชย์เตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.2568 ตามเวลาประเทศไทย ทีมไทยแลนด์ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และตนได้ร่วมวงการเจรจาด้วย เพื่อพิจารณาข้อเสนอเพิ่มเติมของไทยที่เสนอให้สหรัฐฯ ซึ่งยูเอสทีอาร์ มีความพึงพอใจมาก เพราะไทยได้เสนอตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เปิดตลาดสินค้าให้เพิ่มขึ้น ลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ทั้งในส่วนของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม และสนับสนุนธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น โดยหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะนำข้อเสนอของไทยไปพิจารณาในรายละเอียด และหากมีอะไรที่ต้องการจากไทยมากขึ้น ก็จะยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมกลับมา ซึ่งขณะนี้ กำลังรอให้สหรัฐฯ พิจารณาและยื่นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเข้ามา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เมื่อสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอเพิ่มเติมมา เราก็ต้องมาพิจารณาอีกว่า อะไรที่รับได้ หรือไม่ได้ จะตอบสนองข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในส่วนการเปิดตลาดที่จะมีผลกับภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้ เราต้องเร่งพูดคุยกันภายในให้จบ โดยเฉพาะในส่วนที่จะได้รับผลกระทบ เพราะถ้าเราคุยกันเองจบเร็ว ก็จะทำให้คุยกับสหรัฐฯ จบเร็วไปด้วย โดยมองว่า การเจรจามีโอกาสจบทันเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.2568 เพราะทั้ง 2 ฝ่ายได้คุยกันอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณชี้ว่า เขายังคุยกับไทย ไม่ใช่ว่าโทรไปแล้วไม่รับ&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว&nbsp;นายฉันทวิชญ์กล่าวว่า เรื่องถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ต้องการให้ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบของไทย ของสหรัฐฯ และของประเทศพันธมิตรให้มากขึ้น เพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ภายใต้กฎเกณฑ์การสะสมมูลค่าในประเทศ/ภูมิภาค (อาร์วีซี) นั้น สหรัฐฯ ยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจา ยอมรับว่า ทีมเจรจามีความกังวลในเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศ (โลคอล คอนเทนต์) เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหวที่อาจกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นของไทย โดยตนมองว่า ไม่ว่าอัตราภาษีตอบโต้ของไทยจะเป็นเท่าไร ไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิต หันใช้สินค้าในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ไม่อยากให้มองว่า สหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากไทยฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองว่า เป็นโอกาสที่ไทยจะปรับตัว ปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว<br />
สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการช่วยผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในการปรับตัวไว้แล้ว 3 ส่วน คือ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่, ลดกฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ปรับปรุงกฎเกณฑ์อาร์วีซี ที่ช่วยคำนวณสัดส่วนการใช้วัตถุดิบได้ง่ายขึ้น และช่วยเหลือในการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ไม่ว่าไทยจะตกลงอะไรกับสหรัฐฯ จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาก่อน เพราะจะมีผลผูกพันกับประเทศในระยะยาว มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนเมื่อไทยลดภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯ เป็น 0% ในบางรายการแล้ว จะต้องลดให้ประเทศอื่นอย่างเท่าเทียมกันตามกฎเกณฑ์องค์การการค้าโลกหรือไม่ อยู่ที่การตัดสินใจของไทย แต่คิดว่า น่าจะให้สหรัฐฯ ประเทศเดียว เหมือนกับการทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลดภาษีให้เฉพาะประเทศที่ทำเอฟทีเอด้วยเท่านั้น&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071879bb699b1cde5c02f2cac20e82c0e836160431.jpg' type='image/jpg' length='359387' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“ฉันทวิชญ์”สั่งลุยรับมือภาษีสหรัฐฯ เร่ง FTA เกาหลีใต้ อียู แก้อุปสรรค SME]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/114633</link>
<guid isPermaLink="false">dd9b6fc5a895d0c484b90478004409f0</guid>
<pubDate>Fri, 18 Jul 2025 16:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ฉันทวิชญ์&rdquo;เปิดแผนงานเร่งด่วน สนับสนุนการเจรจาภาษีสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ พร้อมเตรียมมาตรการคู่ขนาน ทั้งหาตลาดใหม่ ปรับกฎเกณฑ์การค้า และช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยันเร่งรัดเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ไทย-อียู ให้จบปีนี้ ประกาศแก้ปัญหาอุปสรรคให้ SME ดันมีโอกาสขายสินค้าทั่วโลก ตั้งเป้าภายใน 90 วันต้องสำเร็จ มั่นใจเป็นรัฐมนตรีอายุน้อย ไม่เป็นอุปสรรค &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนมีแผนที่จะขับเคลื่อนงานเร่งด่วน ภายหลังได้รับการมอบหมายให้กำกับดูแลงานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือไอทีดี โดยเรื่องสำคัญเรื่องแรก คือ การสนับสนุนการเจรจาเรื่องภาษีสหรัฐฯ ให้บรรลุผลสำเร็จ เพราะกระทรวงพาณิชย์ดูแล ทั้งเรื่องรายการสินค้าที่จะปรับลดภาษี เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และเรื่องการเยียวยา เพราะไม่ว่าผลเจรจาจะสรุปอย่างไร ก็จะมีกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแน่นอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ แม้การเจรจาจะยังไม่จบ แต่ก็มีเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ต้องทำคู่ขนาน โดยจะเร่งหาตลาดใหม่รองรับให้กับสินค้าไทย ปรับกฎเกณฑ์ทางการค้า ที่จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ เช่น หลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศและภูมิภาค (Regional Value Content : RVC) การเตรียมข้อมูลผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า เพื่อให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะช่วยรับรองให้ โดยมาตรการเหล่านี้ จะมีการตั้งทีมเข้ามาดูแล มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงพาณิชย์มาร่วมกันทำงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเรื่องที่จะเร่งรัดต่อมา เป็นเรื่องการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่อยู่ระหว่างการเจรจา คือ ไทย-เกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าน่าจะจบได้เร็ว ๆ นี้ และกรอบไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่ขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปแล้ว 1 ใน 3 เหลืออีก 2 ใน 3 ตั้งเป้าจะเจรจาให้จบในปีนี้เช่นเดียวกัน หากสำเร็จ จะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีโอกาสสำหรับการค้า การลงทุนของไทย และประมาณเดือน ส.ค.2568 จะจัดเวทีให้คุยทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในเรื่องนี้ด้วย&nbsp;นอกจากนี้ มีแผนที่จะผลักดัน SME เข้าไปอยู่ในซัปพลายเชนโลก สามารถค้าขายออกสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น โดยได้มอบหมายให้ไปศึกษาดูว่า SME จะส่งออก ต้องเจอกฎระเบียบอะไรบ้าง ตั้งแต่เริ่มผลิตไปจนถึงการส่งออกได้ อย่าไปมองมุมที่กระทรวงพาณิชย์ต้องกำกับ แต่ให้มองในมุมว่า SME ต้องเจออะไร กฎระเบียบบางอย่าง จำเป็นต้องมีหรือไม่ แต่ถ้าเป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐาน อย่าไปแตะ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น ก็ต้องเลิก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มีฐานข้อมูลความต้องการสินค้าจากทั่วโลก ผ่านการสำรวจของทูตพาณิชย์ ก็เอามารวบรวมให้เป็นระบบ แล้วนำไปแจ้งให้กับ SME ชี้เป้าตลาดให้กับ SME หรือพา SME ไปขาย เพราะถ้าจะให้เขาไปเอง แค่ค่าเครื่องบินก็ไม่คุ้มแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;เป็นโจทย์ที่ผมวางไว้ว่าใน 90 วันนี้ จะต้องทำให้สำเร็จ แต่อาจจะไม่สำเร็จเปะ ๆ แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร บางทีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว เรามาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้อยู่นาน ๆ 3 ปี 4 ปี แต่เราอาจมาแค่สั้น ๆ ต้องเร่งทำให้เร็ว เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าอยู่ก็จะทำต่อ ไม่อยู่ก็ถือว่าได้วางรากฐานเอาไว้ คนมาใหม่ ถ้าเห็นว่าดีก็ทำต่อ ไม่ดีก็แล้วแต่จะพิจารณา และเชื่อว่า การมาเป็นรัฐมนตรีอายุน้อย ไม่มีผลต่อการทำงาน ผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังดีให้ประเทศ อย่างที่มีคำพูด ไม่ได้วัดกันว่าอยู่บนโลกมากี่ปี ขึ้นกับสิ่งที่จะทำมากกว่า ถ้าทำได้ ทำดี ก็จะเกิดประโยชน์ และผมมั่นใจว่าจะทำงานร่วมกับข้าราชการได้ ผมมาจากครอบครัวราชการ ไม่ได้เข้ามาสั่ง แต่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน และหวังว่าจะได้รับคำแนะนำในการขับเคลื่อนงาน&rdquo;นายฉันทวิชญ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025071822daef207d4d460e6c81ac117bd2556e160335.jpg' type='image/jpg' length='196847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“จตุพร”สั่งสำรวจความต้องการผู้ประกอบการ-เกษตรกร เจอปิดด่าน นำปรับแผนช่วยให้ตรงจุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113744</link>
<guid isPermaLink="false">9e0ae95670295a26b3f2db299424c413</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;จตุพร&rdquo; สั่งการพาณิชย์จังหวัด 7 จังหวัด รวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนให้ความช่วยเหลือได้ตรงจุด หลังก่อนหน้านี้ ได้ช่วยเชื่อมโยงการจำหน่าย เปิดจุดจำหน่าย และเพิ่มสภาพคล่องให้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรจากสถานการณ์ชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์กัมพูชา ว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดชายแดน 7 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี ตราด สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ รวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ ๆ ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการผ่านเข้าออกจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงจุดและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการดำเนินการช่วยเหลือก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่แล้ว โดยมีการเชื่อมโยงสินค้าจำหน่ายตลาดภายในประเทศ การเปิดจุดจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศตามนโยบาย &ldquo;ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย&rdquo; ส่วนผลไม้ที่ส่งออกไม่ได้ ได้เชื่อมโยงการรับซื้อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรณ์ต่าง ๆ และการรณรงค์บริโภคผลไม้ ทำให้สถานการณ์ผลไม้ในช่วงที่ผ่านมา ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และยังได้ช่วยดูแลสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ โดยประสานสถาบันการเงิน เช่น SME D Bank และธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
สำหรับการขนส่งสินค้าไปยังกัมพูชาและการขนส่งผ่านแดนที่ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทาง ได้มอบหมายกรมการค้าต่างประเทศหารือผู้ประกอบการโลจิสติกส์เพื่อช่วยลดต้นทุน และมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศส่งเสริมสินค้าไทยในกัมพูชาควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ส่วนประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มอบหมายกรมการค้าภายในจัดคาราวานธงฟ้าราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ&nbsp;&ldquo;ยืนยันว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้เพิกเฉยต่อสถานการณ์ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์นี้ได้โดยไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของไทย ซึ่งยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชามีมูลค่ารวม 366,730 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนมีสัดส่วนสูงถึง 174,530 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 5 เดือนของปี 2568 การค้าระหว่างไทย-กัมพูชาขยายตัวถึง 8.5% และการค้าชายแดนขยายตัวถึง 11.2%&rdquo;นายจตุพรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะจัดกลุ่มผู้ประกอบการตามประเภทสินค้าและลักษณะของการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างแม่นยำ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องโลจิสจิกส์และการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกรณีที่เป็นผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะประสานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) มาร่วมสนับสนุน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนิรวัชช์ รังสีกาญจน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพนมเปญ รายงานว่า แม้จะมีการระงับการนำเข้าสินค้าบางประเภทในฝั่งกัมพูชา เช่น น้ำมัน พืชผัก และผลไม้ แต่สินค้าจำเป็นและสินค้าอุปโภคบริโภคยังสามารถส่งออกได้ โดยขนส่งทางเรือหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางทางบก ซึ่งสำนักงานฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับมาตรการอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250714c0363602d5783e68400fbf7ecb07cf2b160801.jpg' type='image/jpg' length='450475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก การค้าออนไลน์ ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาส 2 เพิ่ม 0.2%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113743</link>
<guid isPermaLink="false">2842e5935e3efb9d4dc7e4a3c69744cf</guid>
<pubDate>Mon, 14 Jul 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 2 ปี 68 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวจากไตรมาส 1 โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาคส่งออก การค้าออนไลน์ที่ขยายตัว ดันการขนส่งทางถนนเพิ่มขึ้น และยังมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ทรงตัวสูง คาดไตรมาส 3 ยังเพิ่มขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันของผู้ประกอบการ รัฐดูแลพลังงาน นโยบายภาษีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกชะลอ ที่จะเป็นตัวกดดัน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 2.7% โดยมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณการขนส่งสินค้าทางถนนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากความต้องการขนส่งที่ขยายตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก และการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการและปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนยังทรงตัวในระดับสูง จากอัตราค่าจ้างแรงงานในภาคการขนส่ง &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนที่เพิ่มขึ้น 0.2% มาจากการการสูงขึ้นของหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 0.4% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลด 0.3% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มถ่านหินและลิกไนต์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการทำเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลด 2.0% จากการลดลงของค่าบริการขนส่งสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน แบ่งตามประเภทรถ ไตรมาสที่ 2 เพิ่มขึ้น 0.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้น 1.7% จากการสูงขึ้นของประเภทรถที่บริการขนส่งสินค้า ได้แก่ รถกระบะบรรทุก เพิ่ม 0.5% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 0.6% รถตู้บรรทุก เพิ่ม 0.2% และรถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.2% ส่วนรถบรรทุกของเหลว ลด 0.7% แต่รถพ่วงและกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยอาจได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างงาน ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัว นำไปสู่การขนส่งสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานให้เติบโตตามไปด้วย และยังมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (พนักงานขับรถบรรทุก) จะเป็นอีกปัจจัยหนุนให้ค่าบริการขนส่งปรับราคาสูงขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ประกอบการขนส่ง มาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้าน การเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งคาร์บอนเป็นศูนย์ รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่ง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SME จำเป็นต้องเตรียมการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความยั่งยืนให้กับภาคโลจิสติกส์ของไทยต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250714fc76e84bf1f6391314c779273c658109160653.jpg' type='image/jpg' length='132055' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมัน ค่าไฟ ผัก ผลไม้ลง ฉุดเงินเฟ้อ มิ.ย.ติดลบ 0.25% ลด 3 เดือนติดต่อกัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/113012</link>
<guid isPermaLink="false">be03965d632a26cfcae65a432ef094e6</guid>
<pubDate>Mon, 07 Jul 2025 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.68 ลด 0.25% ลงต่อเนื่อง 3 เดือนติด เหตุราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไข่ไก่ ผักสด ผลไม้ ลดลง ส่วนยอดรวม 6 เดือน เพิ่ม 0.37% คาดแนวโน้มไตรมาส 3 ใกล้เคียงไตรมาส 2 จากน้ำมันยังต่ำ รัฐช่วยค่าครองชีพ ราคาผักสดลด ห้างจัดโปรโมชัน</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนมิ.ย.2568 เท่ากับ 100.42 เมื่อเทียบกับ 100.67 ของเดือนมิ.ย.2567 ลดลง 0.25% เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับจากเดือน เม.ย.2568 ที่ลดลง 0.22% และเดือน พ.ค.2568 ลดลง 0.57% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดหลายรายการโดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ลดลงมาก แต่ยังมีสินค้าอาหารบางรายการที่มีราคาสูงขึ้น อาทิ เนื้อสุกร และอาหารสำเร็จรูป สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ส่วนเงินเฟ้อรวม 6 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.37%<br />
<br />
&ldquo;เดือนมิ.ย.2568 เงินเฟ้อลดลง เพราะราคาพลังงาน และราคาผักสดลดลงมาก เมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย.2567 เช่น แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 32.95 บาท จากเดือนมิ.ย.2567 ลิตรละ 37.98 ดีเซล ลิตรละ 32.96 บาท จาก 31.87 บาท หรือราคาผักสดก็ลดลงมาก เช่น กะหล่ำดอก กิโลกรัม (กก.) ละ 59.15 บาท จาก 69.97 บาท ผักกวางตุ้ง กก.ละ 37.32 บาท จาก 39.34 บาท เป็นต้น โดยทั้ง 2 หมวดมีสัดส่วนคำนวณเงินเฟ้อเกือบ 17% จึงทำให้เงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ลดลง และการที่เงินเฟ้อลดลงต่อเนื่องกัน 3 เดือน ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ที่ 0.0-1.0% ค่ากลางที่ 0.5%&rdquo;&nbsp;ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ปี 2568 คาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 2 ปี 2568 ที่ลดลง 0.35% เพราะราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปี 2567 จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง หลังจากมีการทำข้อตกลงหยุดยิง ภาครัฐช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เดือนพ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ราคาผักสดปีนี้ลดลงจากปีก่อน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่<br />
<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ราคาพลังงาน และราคาผักสดในเดือนมิ.ย.2568 ลดลงมาก แต่เมื่อพิจารณารายจ่ายของครัวเรือนไทยเดือนมิ.ย.2568 กลับสูงถึง 21,043 บาท เพราะมีราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น โดยเดือนมิ.ย.2568 มีสินค้าที่ราคาปรับขึ้น 227 รายการ เช่น เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู ค่าเช่าบ้าน ค่าแต่งผมชาย ค่าแพทย์ ค่ยา, สินค้าที่ราคาลดลง 178 รายการ และสินค้าราคาคงเดิม 59 รายการ ส่งผลให้กลุ่มสินค้าและบริการที่ต้องจ่ายมากที่สุด คือ ค่าเช่าบ้าน ค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 5,164 บาท, ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าซื้อยานพาหนะ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าบริการโทรศัพท์มือถือ 4,666 บาท, ค่าแพทย์ ยา และค่าบริการส่วนบุคคล 1,336 บาท, อาหารสำเร็จรูป 3,509 บาท, เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ สัตว์น้ำ 1,561 บาท, ผักและผลไม้ 1,028 บาท เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025070790d1739bdaf8348d0ff02c8dd9c8d5bb152844.jpg' type='image/jpg' length='560897' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาผู้ผลิต มิ.ย.68 ลด 4.0% เหตุตลาดแข่งขันสูง ความต้องการน้อย ราคาลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/112080</link>
<guid isPermaLink="false">d7e8fc3e3624a827714f718921a849df</guid>
<pubDate>Tue, 01 Jul 2025 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มิ.ย.68 ลดลง 4.0% จากการลดลงของสินค้าทุกหมวด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมง จากฐานปีก่อนสูง การแข่งขันสูง และความต้องการในตลาดโลกลดลง ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ตามการลดลงของปิโตรเลียมและก๊าซ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากการลดลงของราคาขาย คาดไตรมาส 3 ยังชะลอตัวลงอีก เหตุเจอสินค้าราคาถูกเข้ามาดัมป์ การผลิตชะลอตัว ตลาดโลกต้องการลด บาทแข็งกระทบขีดแข่งขัน และปัญหาชายแดน &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน มิ.ย.2568 เท่ากับ 109.1 ลดลง 4.0% มีสาเหตุสำคัญจากฐานราคาของสินค้าเกษตรในปีก่อนที่สูงจากภาวะแล้ง ต้นทุนการผลิตในภาพรวมที่ลดลงตามราคาพลังงานที่ต่ำกว่าปีก่อน ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตสินค้าทุนและสินค้าสำเร็จรูป และกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลงจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการลดลงของดัชนีราคาผู้ผลิต หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 11.4% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง หัวมันสำปะหลังสด จากการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญที่ลดลง ตามความต้องการที่ลดลงในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ประกอบกับคุณภาพผลผลิตที่ลดลง ยางพารา จากการชะลอคำสั่งซื้อของตลาดปลายทางในต่างประเทศ ตามภาวะของการค้าโลกที่ไม่แน่นอน โคมีชีวิต จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มลดลง และไข่ไก่ จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย สุกรมีชีวิต จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้นจากการป้องกันโรคระบาด และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตลดลงจากปีก่อนตามต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250701efea0fdb92a05059e42c6f1654fb7263161201.jpg' type='image/jpg' length='207463' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทย-สหรัฐฯ นับหนึ่งเจรจาภาษี “พาณิชย์”ยันไม่ยอมเสียเปรียบ มุ่งสร้างสมดุลการค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109896</link>
<guid isPermaLink="false">a4b79872cf9f45eeb78bb61ceb3477fd</guid>
<pubDate>Wed, 18 Jun 2025 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;เผยไทย-สหรัฐฯ เริ่มนับหนึ่งเจรจาภาษีนำเข้าแล้ว เตรียมส่งข้อเสนอฝ่ายไทยให้สหรัฐฯ พิจารณา 20 มิ.ย.นี้ มั่นใจได้ผลเชิงบวก ไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะทีมเจรจาฝ่ายไทย เพื่อแก้ปัญหากรณีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้า (Reciprocal Tariffs) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ตนและทีมประเทศไทยได้เริ่มต้นการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่สหรัฐฯ ตอบรับที่จะเจรจากับไทย โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อรับฟังรายละเอียดข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ไทยพิจารณาในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า ซึ่งสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอจำนวน 5 ข้อมาให้ไทย เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ประกอบด้วย 1.มาตรการทางภาษีและโควตา 2.มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) 3.การค้าดิจิทัล (Digital Trade) 4.แหล่งกำเนิดสินค้า และ 5.ความมั่นคงภายในประเทศและด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (Economic and National Security)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้คุยกับผู้ช่วย USTR เป็นการทำความเข้าใจในรายละเอียดข้อเสนอที่สหรัฐฯ ส่งให้ไทย เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน และจากนี้ จะนำข้อเสนอของสหรัฐฯ มาพิจารณา และจัดทำข้อเสนอของฝ่ายไทยที่สอดคล้องกับข้อเสนอของสหรัฐฯ และยื่นให้สหรัฐฯ พิจารณาในวันที่ 20 มิ.ย.2568 โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะส่งผลในเชิงบวก และจะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ แต่จะสร้างสมดุลทางการค้าของทั้ง 2 ฝ่าย และจะเป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย&rdquo;นายวุฒิไกรกล่าว&nbsp;ส่วนข้อเสนอของไทยที่จะยื่นให้สหรัฐฯ ในวันที่ 20 มิ.ย.2568 จะมีความยาวประมาณ 3-4 หน้ากระดาษ A4 เป็นการขยายความ และเพิ่มรายละเอียดต่าง ๆ จากกรอบการเจรจาที่ไทยได้เคยยื่นให้สหรัฐฯ ไปแล้วก่อนหน้านี้ ที่มีเพียง 1 หน้ากระดาษ A4 โดยจะมีทั้งการลดภาษีนำเข้าในสินค้าบางรายการ การซื้อเครื่องบินโบอิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐ และการลดมาตรการ NTB เป็นต้น<br />
<br />
สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีหน่วยที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย เช่น กระทรวงคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)&nbsp; และกระทรวงแรงงาน เป็นต้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากไทยยื่นข้อเสนอในวันที่ 20 มิ.ย.นี้แล้ว ต้องรอการนัดหมายจากสหรัฐฯ ต่อไป โดยมั่นใจว่า ข้อเสนอของไทย จะมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้สหรัฐฯ พิจารณา และเปิดเจรจาในรายละเอียดกับไทยอีกครั้ง แต่หากเจรจาไม่ทันภายในกรอบระยะเวลา 90 วัน หรือวันที่ 8 ก.ค.2568 เชื่อว่า สหรัฐฯ จะขยายเวลาออกไป โดยสิ่งที่คาดหวังจะได้จากการเจรจาครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเรื่องภาษี 0% คงเป็นไปไม่ได้ แต่อัตราภาษีไม่เกิน 10% มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องรอดูผลต่อไป &nbsp;<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเจรจากับสหรัฐฯ ตนได้ลงนามร่วมกับผู้ช่วย USTR ในความตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจา (Non-Disclosure Agreement) โดยกำหนดต้องไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจาเป็นเวลานาน 4 ปี และผู้ที่มีสิทธิ์จึงจะสามารถได้รับ Username และ Password ในการเข้าสู่ชั้นข้อมูลได้ ดังนั้น จึงจะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลของการเจรจาได้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506182a9f28eb5197db97783b8265346af978161322.jpg' type='image/jpg' length='1061727' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก พ.ค.68 พุ่ง 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% มูลค่าสูงสุดในประวัติศาสตร์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109895</link>
<guid isPermaLink="false">5eff9727700553e797a00fad24aace5b</guid>
<pubDate>Wed, 18 Jun 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกไทยเดือน พ.ค.68 มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และมูลค่าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ได้แรงหนุนจากการทำงานอย่างหนักระหว่างรัฐและเอกชน และการเร่งนำเข้าเพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ยอดรวม 5 เดือน 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 14.9% หวังทั้งปีโตเกิน 2 หลัก ขอ ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาท เพื่อให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้น</strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทย เดือน พ.ค.2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,025,477 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่ มี.ค.2565 และมูลค่าถือเป็นการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการส่งออกมา ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 29,928.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,001,162 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18% ได้ดุลการค้า 1,116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,315 ล้านบาท)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การส่งออกรวม 5 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 138,202 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,640,426 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 14.9% การนำเข้า มูลค่า 139,325.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,736,361 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11.3% ขาดดุลการค้า 1,223.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (95,936 ล้านบาท)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกยังขยายตัวได้ดี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างแข่งขันของกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน และคาดว่าเดือน มิ.ย.2568 เชื่อว่าจะยังไปได้ดี ส่วนทั้งปี ถ้าการส่งออกยังเป็นไปในทิศทางนี้ หรือทรงตัว ตัวเลขการขยายตัวมีโอกาสที่จะเป็นบวก อยากเห็นแตะระดับ 2 หลัก หวังว่าจะเกิน 10% ขึ้นไป ตอนนี้ 5 เดือนทำได้ 14.9% แล้ว ที่เหลือยังหวังขยายตัวต่อ แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา&rdquo;นายพิชัยกล่าว&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย แม้ว่าค่าเงินบาทจะไม่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุน จึงขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพื่อสนับสนุนภาคส่งออก เพราะตอนนี้ สินค้าเกษตรแข่งขันได้ยาก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง หากอ่อนค่าลง จะทำให้ส่งออกดีขึ้นกว่านี้&nbsp;&nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกในเดือน พ.ค.2568 ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากประเทศผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า ในช่วงที่สหรัฐฯ ชะลอการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นระยะเวลา 90 วัน จะบอกว่าไม่มีผลคงไม่ได้ ส่วนเดือน มิ.ย.2568 จะเป็นอย่างไร จะขยายตัวได้อีกหรือไม่ เดี๋ยวตัวเลขก็จะบอกเอง และหากการส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 10% ตามที่นายพิชัยระบุไว้ จากนี้การส่งออกแต่ละเดือนต้องทำให้ได้มูลค่า 27,482.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดการส่งออกเดือน พ.ค.2568 สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 8.1% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 6.8% อุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 10.1% สินค้าสำคัญที่เพิ่ม อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง เช่น ข้าว ยางพารา และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 0.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 22.9% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 5 เดือนของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 19.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด โดยตลาดหลัก เพิ่ม 19% มาจากสหรัฐฯ เพิ่ม 35.1% จีน เพิ่ม 28.0% สหภาพยุโรป เพิ่ม 16.6% CLMV เพิ่ม 20.8% แต่อาเซียน ลด 0.3% ญี่ปุ่น ลด 0.9% ตลาดรอง เพิ่ม 18.6% จากเอเชียใต้ เพิ่ม 22.3% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 8.4% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 22.8% แอฟริกา เพิ่ม 21.4% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 15.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 18% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 20% และตลาดอื่น ๆ ลด 15% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506183c069262fe0255bcb6c3df1bee0b7285161127.jpg' type='image/jpg' length='234712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[GIT คัดสุดยอดออกแบบเครื่องประดับ 4 ชิ้น นำผลิตเป็นของจริง ตัดสินแชมป์ 26 ส.ค.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109633</link>
<guid isPermaLink="false">f5adab2911193230cb3e2252f25ca79a</guid>
<pubDate>Tue, 17 Jun 2025 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) จับมือคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตัดสินผลงานประกวดออกแบบเครื่องประดับ 2025 ปีนี้ส่งผลงานกันทะลัก 899 ผลงานจาก 37 ประเทศทั่วโลก เผยได้คัดเหลือ 30 ผลงาน และนำ 4 ผลงานที่คะแนนรวมสูงสุดนำไปผลิตเป็นเครื่องประดับจริง ก่อนตัดสินหาผู้ชนะเลิศ 26 ส.ค.นี้ เพื่อรับเงินรางวัลรวม 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโล่พระราชทาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยภายหลังการตัดสินรอบแบบวาดโครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก GIT&rsquo;s World Jewelry Design Awards 2025 ว่า ปีนี้ได้รับการตอบรับจากนักออกแบบทั่วโลกส่งผลงานเข้าประกวดมากถึง 899 ผลงาน จาก 37 ประเทศทั่วโลก และมีประเทศใหม่ที่ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นครั้งแรก 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฮังการี, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, เปรู, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ศรีลังกา, ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ และมีประเทศที่มีจำนวนผลงานเพิ่มขึ้นโดดเด่น ได้แก่ บราซิล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฮ่องกง, สหราชอาณาจักร และตุรกี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การจัดประกวดออกแบบเครื่องประดับในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการขยายสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างแท้จริง และยังได้รับความสนใจจากนักออกแบบทั่วโลก ที่ส่งผลงานเข้ามาประกวดเพื่อชิงรางวัลรวม 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในวันที่ 26 ส.ค.2568 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน&rdquo;&nbsp;นายสุเมธกล่าวว่า สำหรับผลการตัดสินรอบแบบวาด คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ มล.คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , น.ส.บุญญาภา ศรีอรทัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บิวตี้เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด, ผศ.ดร.วีรวัฒน์ สิริเวศมาส รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, Ms. Sarah Zhuang นักออกแบบเครื่องประดับชื่อดังชาวฮ่องกง และ Mr.Alessio Boschi นักออกแบบเครื่องประดับชื่อดังชาวอิตาลี ได้ทำการพิจารณาผลงานที่ผ่านเข้ารอบรวม 30 ผลงาน และคัดเลือกผลงานที่มีคะแนนสูงสุดจำนวน 4 ผลงาน เพื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องประดับจริง และนำมาตัดสินในรอบชิงชนะเลิศ รวมทั้งยังได้เปิดให้ประชาชนร่วมโหวตผลงานที่ชื่นชอบทั้ง 30 ผลงาน เพื่อชิงรางวัล Popular Vote ทางเว็บไซต์ www.gitwjda.com ตั้งแต่วันนี้&ndash;15 ส.ค.2568 &nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ GIT ยังได้เตรียมเปิดแพลตฟอร์ม Design Gallery by GIT (designgallery.git.or.th) เพื่อเป็นช่องทางสำหรับนักออกแบบ ได้นำเสนอผลงานการออกแบบเครื่องประดับสู่ผู้ประกอบการหรือผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าให้กับนักออกแบบโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วย &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250617b50fbf1b6666f50c53496e8c1fb6672d141752.jpg' type='image/jpg' length='322337' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร” นำทีมพาณิชย์เยือนคุนหมิง ร่วมพิธีเปิดงานแฟร์ หาช่องขยายการค้าไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/109632</link>
<guid isPermaLink="false">89e363ecd897803bb113c3607bbce26a</guid>
<pubDate>Tue, 17 Jun 2025 14:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;นำคณะผู้บริหารระดับสูงพาณิชย์ เยือนนครคุนหมิง 18-20 มิ.ย.นี้ เข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 9 และงานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (คุนหมิง) ครั้งที่ 29 เตรียมใช้โอกาสนี้หารือผู้บริหารมณฑลยูนนานขอบคุณชวนไทยมาร่วมงาน และช่วยอำนวยความสะดวกส่งออกทุเรียน ขอเพิ่มนำเข้าอินทะผาลัม สละ โคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็ง พร้อมหาทางร่วมมือด้านท่องเที่ยว ดันร้านอาหาร Thai SELECT ร่วมมือธุรกิจสุขภาพ&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าจะนำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย.2568 เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้าจีน-เอเชียใต้ ครั้งที่ 9 และงานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (คุนหมิง) ครั้งที่ 29 (The 9th China-South Asia Expo and the 29th China Kunming Import and Export Fair) และเข้าร่วมพิธีเปิดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Kunming 2025 เยี่ยมชมคูหา Special Partner Country (Thailand Pavilion) และเยี่ยมชมคูหาผู้ประกอบการไทย คูหาอื่น ๆ ในงาน<br />
<br />
โดยในการเดินทางไปครั้งนี้มีกำหนดที่จะพบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงมณฑลยูนนานที่ได้เชิญไทยมาร่วมงานในฐานะประเทศหุ้นส่วนพิเศษ ในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยจะใช้โอกาสนี้ขอบคุณ หลังจากที่เดือน มี.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้นำคณะเดินทางเยือนสิบสองปันนาและนครคุนหมิง เพื่อสำรวจเส้นทางโลจิสติกส์เตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ และได้ขอให้ฝ่ายจีนอำนวยความสะดวกหน้าด่าน ลดการสุ่มตรวจสาร BY2 ซึ่งปรากฏว่าด่านโม่ฮานมีการเพิ่มกำลังคน อุปกรณ์ เวลาทำงาน ห้องแลป ทำให้ช่วยลดความแออัด ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกผลไม้และทุเรียนได้สะดวกขึ้น&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะหารือกับผู้บริหารมณฑลยูนนาน ขอให้ช่วยสนับสนุนการเปิดตลาดนำเข้าผลไม้ชนิดอื่น เช่น อินทะผาลัมและสละ สนับสนุนการนำเข้าโคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็งของไทยผ่านทางท่าเรือเชียงแสนและเข้าสู่จีนในท่าเรือกวนเหล่ย ขอให้ทูตพาณิชย์ประสานงานกับหน่วยงานด่านหรือศุลกากรในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่ง และจะผลักดันให้มีการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะหาทางขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งด้านชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพของนักท่องเที่ยว ร่วมมือผลักดันร้านอาหารไทยที่ได้ตรา Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ เพราะเป็นร้านที่มีคุณภาพ ทั้งรสชาติ บริการ และการใช้วัตถุดิบไทยแท้ โดยปัจจุบัน ในมณฑลยูนานมีจำนวนทั้งสิ้น 11 ร้าน 18 สาขา ขอให้มณฑลยูนนานสนับสนุนการเปิดร้านอาหารไทยในเมืองรองเพิ่มเติม เช่น ต้าหลี่ ลี่เจียง และจิ่งหง และร่วมมือธุรกิจสุขภาพ เพราะมณฑลยูนนานเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรชั้นนำของจีน และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านแพทย์แผนจีนที่สำคัญ ขณะที่ไทยประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านการแพทย์โบราณ จึงสร้างความร่วมมือระหว่างกันได้&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า ในปีนี้ ไทยได้นำผู้ประกอบการเข้ามาร่วมจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands Kunming 2025 ภายในคูหาประเทศไทยจำนวน 73 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการไทย 61 บริษัท และผู้นำเข้าจีนหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้า 12 บริษัท โดยมั่นใจว่าจะสามารถเปิดตลาดสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดคุนหมิง และมณฑลต่าง ๆ ของจีนได้เพิ่มขึ้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506175c1ba6e4dfc1732a546299186bd3ea5c141619.jpg' type='image/jpg' length='129370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ผัก ผลไม้ ค่าไฟ น้ำมันลด ฉุดเงินเฟ้อ พ.ค.68 ลง 0.57% ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0-1%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108183</link>
<guid isPermaLink="false">e740382b76117c1154ebf4b6c4759f25</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ พ.ค.68 ลด 0.57% ปรับลด 2 เดือนติดต่อกัน จากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มผักสด ผลไม้สด ค่าไฟ น้ำมัน รวม 5 เดือน เพิ่ม 048% ยันไม่มีปัญหาเงินฝืด คาดแนวโน้ม มิ.ย.68 กระเตื้องขึ้น พร้อมปรับเป้าเงินเฟ้อปี 68 ใหม่ เป็น 0-1% ค่ากลาง 0.5% จากเดิม 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ค.2568 เท่ากับ 100.40 เทียบกับ พ.ค.2567 ลด 0.57% เป็นการลดลง 2 เดือนติดต่อกัน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสด โดยเฉพาะผักสด และผลไม้สด จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และมีการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันเบนซิน ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.48%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.51% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลังงาน (ค่ากระแสไฟฟ้า แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยารีดผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ค่าเช่าบ้าน น้ำมันดีเซล ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี และค่าถ่ายเอกสาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.89% มาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟ (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทรายแดง) และสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ กลุ่มผักสด (ถั่วฝักยาว ต้นหอม พริกสด ผักชี ผักคะน้า) ผลไม้สด (ส้มเขียวหวาน มะม่วง องุ่น แตงโม) ไข่ไก่ และไก่ย่าง&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน พ.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 1.09% เร่งตัวขึ้นจากเดือน เม.ย.2568 ที่สูงขึ้น 0.98% และรวม 5 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.95%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ลดลง 2 เดือนติดต่อกัน ยังไม่พบว่ามีสัญญาณเงินฝืด เพราะสินค้ายังมีการขึ้นลงปกติ ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.2568 จะพลิกกลับมาเป็นบวก แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ 0.2-0.4% โดยมีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่มาก คือ ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลง ภาครัฐลดภาระค่าครองชีพ โดยปรับลดค่า Ft งวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ลง 17 สตางค์ ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.98 บาทต่อหน่วย ฐานของราคาผักสดปีก่อนหน้าอยู่ระดับสูง แต่ปีนี้อากาศเอื้ออำนวย ผลผลิตเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ก็ต้องจับตาราคาสินค้าเกษตรบางชนิดและเครื่องประกอบอาหาร ที่มีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า เช่น มะพร้าว มะขามเปียก กาแฟ เกลือป่น น้ำมันพืช และเนื้อสุกร เป็นต้น จะเป็นตัวกดดันเงินเฟ้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 ใหม่ จากเดิมอยู่ที่ระหว่าง 0.3&ndash;1.3% ค่ากลาง 0.8% เป็นระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 1.3-2.3% น้ำมันดิบดูไบ 63-73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 33.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250606d22d85dd963560e8b35391b7fbb2b150141451.jpg' type='image/jpg' length='179889' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจ้งข่าว EU จัดไทยประเทศเสี่ยงต่ำตัดไม้ทำลายป่า คาดส่งออก 7 สินค้ารุ่ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108182</link>
<guid isPermaLink="false">47b6c0d0e97662988848a4d3f6b87917</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข่าว ไทยถูกสหภาพยุโรป (EU) จัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ ภายใต้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ส่งผลให้สินค้าไทย 7 รายการ ที่ส่งออกไป EU มีขั้นตอนด้านเอกสาร การตรวจสอบย้อนกลับเข้มงวดน้อยกว่าประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลางและสูง คาดทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกดีขึ้น ขยายตลาดใน EU ได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ถูกจัดในระบบ Benchmarking หรือ Country Classification List ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อประเทศตามระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ภายใต้มาตรการสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) แบ่งออกเป็นระดับ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ (Low-Risk Country) กลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง (Standard-Risk Country) และกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูง (High-Risk Country)<br />
<br />
โดยไทย สิงค์โปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และบรูไน ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ กล่าวคือ สินค้าที่ส่งออกจากประเทศความเสี่ยงต่ำไปยัง EU จะมีขั้นตอนในการยื่นข้อมูล เอกสาร หรือการตรวจสอบย้อนกลับถึงพื้นที่ ๆ ใช้สำหรับการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยววัตถุดิบให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ EU กำหนด เข้มงวดน้อยกว่ากลุ่มประเทศความเสี่ยงปานกลาง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และกลุ่มประเทศความเสี่ยงสูง เช่น เมียนมา เป็นต้น&nbsp;สำหรับมาตรการ EUDR มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการซื้อสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงรับมือการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าทั่วโลก ทั้งที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมายและจากการขยายตัวทางการเกษตร ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ วัว ไม้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ และยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าว โดยผู้ประกอบการจะต้องตรวจสอบย้อนกลับตามกลุ่มประเทศความเสี่ยงดังกล่าว และผู้ประกอบการขนาดใหญ่จะต้องแสดงรายงานดังกล่าวให้กับหน่วยงานของ EU ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2568 ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก และรายย่อย (MSME) จะต้องแสดงรายงานตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่าไปตลาดโลก 10,998.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปตลาด EU 694.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 6.31% ของสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปโลก โดยการที่ไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนด้านการตรวจสอบเอกสารและเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาด EU และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนส่งออกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดให้เติบโตต่อเนื่องได้ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025060639a151dae418c0677d2ce9a70dd1d4c1141202.jpg' type='image/jpg' length='526243' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ร่วมถกรัฐมนตรี 23 ประเทศ ชงปฏิรูป WTO สู่ยุคใหม่ ก้าวทันการค้าโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/108180</link>
<guid isPermaLink="false">bcf0ad4f6d27c73ddc239d94dcd547df</guid>
<pubDate>Fri, 06 Jun 2025 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ร่วมถกรัฐมนตรีจาก 23 ประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก แลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ชงปฏิรูปองค์กรให้ทันสมัย ก้าวทันการค้าโลก กำหนดกฎเกณฑ์การค้าที่เป็นธรรม คาดการณ์ได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกอย่างไม่เป็นทางการ (Informal WTO Ministerial Gathering : IMG) ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยออสเตรเลีย ที่ได้เชิญประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าโลก รวมถึงไทย จำนวนรวม 23 ประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงบทบาทขององค์การการค้าโลก (WTO) ให้สามารถกำกับดูแลกฎระเบียบการค้าโลก ที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยการประชุมรัฐมนตรี WTO อย่างไม่เป็นทางการ จำกัดเฉพาะประเทศที่มีความสำคัญต่อการค้าโลก ซึ่งการที่ไทยได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ได้สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยที่มีต่อการค้าระหว่างประเทศปัจจุบัน และที่ประชุมเห็นว่านอกจากปรับปรุง WTO ให้ก้าวทันการค้าโลกและมีการพัฒนาองค์กรไปข้างหน้า แต่ยังต้องรักษาบทบาทการเป็นองค์กรทางการค้าที่กำหนดกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่เป็นธรรม คาดการณ์ได้ รวมทั้งยังพูดคุยถึงการดำเนินการที่ให้สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ภายในการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 14 ที่ประเทศแคมมารูน ในปีหน้าด้วย&nbsp;&ldquo;ผมมองว่าการปรับปรุง WTO จะต้องทำทั้งเรื่องสาระที่ทันต่อเหตุการณ์และมีกระบวนการที่ยืดหยุ่น โดยยังให้ความสำคัญกับการมีกลไกระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงได้เสนอให้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแนวทางดำเนินการหรือหารือที่ยืดหยุ่นมากขึ้น&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรี WTO อย่างไม่เป็นทางการ ตนได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีการค้าหรือผู้แทนจากสมาชิก WTO ที่สำคัญด้วย เช่น จีน ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นต่าง ๆ ที่จะกระชับการค้าระหว่างกันให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งได้พบกันล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วนั้น ตนได้พูดคุยกันและคาดว่าไทยน่าจะได้พบหารือกับสหรัฐเร็ว ๆ นี้ โดยไทยพร้อมที่จะหารือประเด็นทางการค้าต่าง ๆ กับสหรัฐฯ โดยยึดหลักให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับองค์การการค้าโลก (WTO) ปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 166 ประเทศ เป็นองค์การระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 เพื่อเป็นเวทีในการเจรจาจัดทำและกำกับดูแลกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และลดอุปสรรคทางการค้า รวมถึงสนับสนุนให้มีการค้าที่เป็นธรรมและเสรียิ่งขึ้น และยังเป็นเวทีหลักสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าระหว่างสมาชิก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202506066b9cbab044ba36ecb3354b393e0894f8140900.jpg' type='image/jpg' length='345124' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เม.ย.68 มูลค่า 1.65 แสนล้าน เพิ่ม 8.7%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107099</link>
<guid isPermaLink="false">947b4b1cb371cb38f211a21d9b756276</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือน เม.ย.68 มีมูลค่า 165,555 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% ด้านชายแดน ค้าขายกับมาเลเซียสูงสุด ตามด้วยสปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา ส่วนผ่านแดนกับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน เม.ย.2568 มีมูลค่าการค้ารวม 165,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% แยกเป็นการส่งออก 96,854 ล้านบาท เพิ่ม 4.7% และการนำเข้า 68,701 ล้านบาท เพิ่ม 14.9% ได้ดุลการค้า 28,153 ล้านบาท และรวม 4 เดือนปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มูลค่า 632,397 ล้านบาท เพิ่ม 10.7% เป็นการส่งออก 352,678 ล้านบาท เพิ่ม 7.9% การนำเข้า 279,719 ล้านบาท เพิ่ม 13.1% ได้ดุลการค้า 72,959 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ ในเดือน เม.ย.2568 มีสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,740 ล้านบาท เพิ่ม 89.7% เครื่องคอมพิวเตอร์และอปกรณ์อื่น ๆ 2,599 ล้านบาท เพิ่ม 46.8% แผงวงจรไฟฟ้า 1,638 ล้านบาท เพิ่ม 99.3% ยางแท่ง TSNR 3,060 ล้านบาท เพิ่ม 19.7% ยางสังเคราะห์ 2,682 ล้านบาท เพิ่ม 94.1% น้ำยางข้น 2,604 ล้านบาท เพิ่ม 22.6% และทุเรียน ส่งออก 99,283 ตัน มูลค่า 16,575 ล้านบาท โดยกว่า 98.5% เป็นการส่งออกไปจีน&nbsp;อย่างไรก็ตาม หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนเม.ย.2568 มีมูลค่า 81,062 ล้านบาท เพิ่ม 6.3% เป็นการส่งออก 49,149 ล้านบาท เพิ่ม 3.8% การนำเข้า 31,913 ล้านบาท เพิ่ม 10.4% ได้ดุลการค้า 17,236 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 25,123 ล้านบาท เพิ่ม 8.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,402 ล้านบาท เพิ่ม 0.5% เมียนมา 16,231 ล้านบาท เพิ่ม 3.0% และกัมพูชา 15,307 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,140 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,474 ล้านบาท และเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น นม UHT นมถั่วเหลือง 1,362 ล้านบาท รวม 4 เดือน การค้าชายแดนมีมูลค่า 344,032 ล้านบาท เพิ่ม 5.3% เป็นการส่งออก 206,296 ล้านบาท เพิ่ม 2.4% และการนำเข้า 137,736 ล้านบาท เพิ่ม 9.9%<br />
<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่ 3 เดือน เม.ย.2568 มีมูลค่า 84,493 ล้านบาท เพิ่ม 11.1% เป็นการส่งออก 47,705 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% และการนำเข้า 36,788 ล้านบาท เพิ่ม 19.2% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 52,995 ล้านบาท เพิ่ม 4.5% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 10,919 ล้านบาท เพิ่ม 24.3% และ 5,490 ล้านบาท เพิ่ม 6.1% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 16,335 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,663 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 3,018 ล้านบาท รวม 4 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 288,365 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% เป็นการส่งออก 146,382 ล้านบาท เพิ่ม 16.7% และการนำเข้า 141,983 ล้านบาท เพิ่ม 16.3%<br />
<br />
&ldquo;จากนี้ไป กรมจะเดินหน้าการทำงานเชิงรุกในการกระตุ้นเศรษกิจการค้าชายแดนและผ่านแดน โดยจะจัดมหกรรมการค้าชายแดน ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 13-16 มิ.ย.2568 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดไปแล้วที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งในครั้งนั้น สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการกว่า 27.5 ล้านบาท&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250529b1b73bd63200c15eb9447d9b1f096393161057.jpg' type='image/jpg' length='272074' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เม.ย. เพิ่ม 0.3% ได้แรงหนุนเร่งขายก่อนเจอภาษีสหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107097</link>
<guid isPermaLink="false">ce488e799090360166776e03418c97ae</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก เดือน เม.ย.68 กลับมาฟื้นตัว 0.3% จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ แต่สินค้าเกษตร ข้าว มันสำปะหลังลด จากการแข่งขันและความต้องการลดลง ส่วนดัชนีนำเข้า ลด 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังคงเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้และการส่งออก</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออกเดือน เม.ย.2568 เท่ากับ 110.9 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.3% กลับมาฟื้นตัวขึ้น จากความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากอยู่ในช่วงการเร่งส่งออกก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่วนดัชนีราคานำเข้า เท่ากับ 114.2 ลดลง 1% จากการลดลงของราคาสินค้าเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ แต่กลุ่มสินค้าทุน วัตถุดิบ และอุปโภคบริโภค ยังขยายตัวตามความต้องการใช้ภายในประเทศและส่งออก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก ที่เพิ่มขึ้น มาจากการเพิ่มขึ้นของหมวดสินค้าอุตสาหกรรม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เพื่อรองรับการทำงานของ AI และเร่งนำเข้าก่อนจะมีการประกาศภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1.4% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วโลก และความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องดื่ม และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามแนวโน้มการบริโภคอาหารพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยหมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับตัวลดลง ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด 17.4% โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 3.3% ได้แก่ ข้าว เนื่องจากอุปทานข้าวโลกยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการจากตลาดหลัก อาทิ จีน มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีราคาถูกกว่า&nbsp;ส่วนดัชนีราคานำเข้าที่ลดลง มาจากหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลด 14.3% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นผลจากอุปทานส่วนเกิน และความต้องการที่ชะลอตัว แต่หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.0% ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องประดับอัญมณี และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ และการขยายตัวของการท่องเที่ยว หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.6% โดยเฉพาะทองคำ ตามทิศทางราคาตลาดโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ทำให้ความต้องการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และส่งออก หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.1% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงในบางกลุ่มสินค้าสำคัญ อาทิ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ตามความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อการผลิตและประกอบรถยนต์ภายในประเทศและส่งออก และสินค้าที่มีราคาลดลง คือ รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เนื่องจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับมีการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกในตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออกและดัชนีราคานำเข้า เดือน พ.ค.2568 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงอีก เพราะฐานราคาปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 การเร่งนำเข้าสินค้าไทยจากประเทศคู่ค้า ก่อนจะมีการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เต็มรูปแบบ ทำให้มีความต้องการสินค้าในระยะสั้นเพิ่มขึ้น สินค้าเกษตรแปรรูปส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังขยายตัว และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น<br />
<br />
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มยังมีทิศทางลดลง จากปัญหาอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250529331db1c78c059b716513dc9c1316affc161057.jpg' type='image/jpg' length='203985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี มี.ค.68 เพิ่ม 52.53% ขายทองคำเก็งกำไร ดันยอดพุ่ง 269.55%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/107094</link>
<guid isPermaLink="false">c5853d921bb6cd5ce1506bb9d482254c</guid>
<pubDate>Thu, 29 May 2025 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ มี.ค.68 พุ่งต่อ มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 52.53% ขยายตัว 5 เดือนติด หากรวมทองคำ เพิ่ม 131.04% ยอดรวม 3 เดือน ไม่รวมทองคำ เพิ่ม 102.38% รวมทองคำ เพิ่ม 109.88% เผยเฉพาะทองยังแรงต่อ เพิ่ม 269.55% จากการขายเก็งกำไร เหตุคนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนตลาดสหรัฐฯ โตต่อ จากการเร่งนำเข้าหนีอัตราภาษีใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2568 มูลค่า 1,054.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.53% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 5 เดือนติดต่อกัน หากรวมทองคำ มูลค่า 2,502.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 131.04% และการส่งออกรวม 3 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) ไม่รวมทองคำ มูลค่า 5,086.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 102.38% รวมทองคำ มูลค่า 8,635.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 109.88%<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำในเดือน มี.ค.2568 มีมูลค่า 1,447.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 269.55% จากการส่งออกไปเก็งกำไร และการหาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การตอบโต้ของคู่ค้าหลายประเทศ ทำให้ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดที่ 3,115.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนยอดรวมส่งออกทองคำ 3 เดือน มีมูลค่า 3,549.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 121.65% และแยกเป็นรายเดือน ม.ค.2568 มูลค่า 1,167.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 148.95% ก.พ.2568 มูลค่า 933.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.395%<br />
<br />
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐฯ ยังคงส่งออกได้เพิ่มขึ้นสูงถึง 23.85% จากการเร่งนำเข้า เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการภาษี ฮ่องกง เพิ่ม 5.44% เยอรมนี เพิ่ม 5.56% อิตาลี เพิ่ม 0.32% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 19.47% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 10.30% ญี่ปุ่น เพิ่ม 30.49% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 33.66% ส่วนเบลเยี่ยม ลด 28.53% ส่วนการส่งออกสินค้า แพลทินัม ยังเพิ่มสูงถึง 149,133.67% จากการส่งออกไปอินเดียเกือบทั้งหมด เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 12.47% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 5.39% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 115.79% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 20.42% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 8.68% ส่วนพลอยก้อน ลด 56.22% เพชรก้อน ลด 9.69% เพชรเจียระไน ลด 33.33% เนื่องจากการส่งออกไปยังฮ่องกง เบลเยียม อินเดีย อิสราเอลลดลง และเครื่องประดับเทียม ลด 1.22%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า การส่งออกในช่วง 3 เดือนของปี 2568 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังเติบโตได้ดีในเกือบทุกตลาดสำคัญ แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าสินค้าของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ในช่วงเวลานี้ผู้ส่งออกควรใช้โอกาสในการเร่งการส่งมอบสินค้าและสรุปคำสั่งซื้อกับลูกค้าในสหรัฐฯ ให้มากที่สุดก่อนหมดระยะเวลา 90 วัน และต้องมีการวางแผนกระแสเงินสด เตรียมรับมือกับต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากภาษี เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นทางการเงิน รวมทั้งบริหารห่วงโซ่อุปทานด้วยการพิจารณาการใช้วัตถุดิบ การผลิตและการกระจายสินค้า ไปยังประเทศที่มีแนวโน้มความเสี่ยงจากอัตราภาษีน้อยกว่า ร่วมกับการใช้ประโยชน์จาก FTA ในการขยายตลาดส่งออก เพื่อบริหารความเสี่ยงทางการค้าในระยะสั้น และวางรากฐานการปรับตัวระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว และสร้างเสถียรภาพทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอนของการค้าโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม GIT คาดว่าแนวโน้มการส่งออกในเดือน เม.ย.2568 และก่อนที่สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าตามกำหนดใน 90 วัน คือ เดือน ก.ค.2568 การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะผู้นำเข้าเร่งนำเข้าก่อนภาษีบังคับใช้ และรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี หากได้ข้อยุติที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกในอนาคต แต่ก็ยังต้องระวังในเรื่องความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและอัตราภาษีสหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ ที่จะส่งผลให้ความต้องการซื้อเครื่องประดับทองลดลง และความผันผวนของค่าเงินบาท ที่จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025052993117f07a5ff4402d7a7efd77b56dfd3160701.jpg' type='image/jpg' length='566675' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกผู้นำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่โลก ตอกย้ำไทยผู้นำข้าวคุณภาพ ปิดดีลขายได้ 5 แสนตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106609</link>
<guid isPermaLink="false">d9ba010d137a43b064054281ac3354cc</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกผู้นำเข้ารายใหญ่จากสหรัฐฯ และผู้ค้าข้าวรายสำคัญของโลก ในช่วงการจัดงาน Thailand Rice Convention 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำข้าวคุณภาพ เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร มีข้าวหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกตามความต้องการ เผยปิดดีลขายได้กว่า 5 แสนตัน&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับกลุ่มผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่จากสหรัฐฯ ได้แก่ บริษัท OTS McAllister, Inc. บริษัท Sun Lee และบริษัท CKK Paradiso ตลอดจนผู้ค้าข้าวรายสำคัญระดับโลก (Key Global Traders) ซึ่งเดินทางเข้าร่วมงาน Thailand Rice Convention 2025 (TRC 2025) ณ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 พ.ค.2568 ว่า การพบปะหารือครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญของไทยในการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำด้านคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศ และการเป็นศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก หรือ Food Storage ซึ่งข้าว คือ หัวใจสำคัญ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือ ได้เน้นย้ำจุดแข็งของข้าวไทย ทั้งในด้านคุณภาพ ความหลากหลายของสายพันธุ์ และความสามารถในการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดยุคใหม่ อาทิ ข้าวอินทรีย์ ข้าวเฉพาะถิ่น เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด รวมถึงข้าวแปรรูปพร้อมรับประทาน (Ready to eat) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอเมริกาและตะวันออกกลาง&nbsp;&ldquo;จากการผลักดันการส่งออกข้าวไทย มีข่าวดี คือ ไทยสามารถปิดดีลขายข้าวไปยังสหรัฐฯ อิรัก แอฟริกาใต้ และประเทศในตะวันออกกลางได้มากขึ้น และภายในปี 2568 จะส่งออกข้าวไปยังประเทศในกลุ่มประเทศดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นกว่า 500,000 ตัน&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดงาน TRC 2025 กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดขึ้นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าข้าว ตลาดข้าว เจรจาธุรกิจ และผลักดันโอกาสส่งออกข้าวไทยสู่ตลาดโลก โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยและนานาประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง และงานนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ ข้าวไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกรผ่านการขยายตลาดส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับผู้ค้าข้าวรายสำคัญทั่วโลกต่อเนื่อง เพื่อให้มีคำสั่งซื้อที่มั่นคงและเป็นธรรมสำหรับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในการพบปะหารือ มีนายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และทีมงานกรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วม<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527124f30bdc28dacd2ee10574723ec51ba160603.jpg' type='image/jpg' length='437648' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือ กยท. พิจารณามาตรการดูแลยางเพิ่มเติม ตรวจเข้มเครื่องชั่ง ดันส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106607</link>
<guid isPermaLink="false">ddbb9d7c7ad9b55dbafd5e9d513c5871</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในหารือการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พิจารณาข้อเรียกร้องของเกษตรกร เสนอให้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลสินค้ายางพารา ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพิ่มเติม ขอ กยท. จัดทำข้อมูลต้นทุน โครงสร้างราคา เพื่อเสนอ กกร. พิจารณาการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำให้สะท้อนต้นทุนและเป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมจับมือตรวจเข้มการซื้อขาย ป้องกันโกงตาชั่ง และลุยขยายตลาดส่งออก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่า ได้มีการพิจารณาข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในหลายจังหวัด ที่ขอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ออกมาตรการกำกับดูแลสินค้ายางพาราเพิ่มเติม จากมาตรการที่มีอยู่เดิม เช่น การกำหนดราคาซื้อขั้นต่ำ การแจ้งต้นทุน การควบคุมแผนการผลิต การนำเข้า-ส่งออก การควบคุมการขนย้าย และการป้องกันการปั่นป่วนราคายางในตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน กกร. ได้กำหนดให้ยางพารา รวมถึงน้ำยางสด ยางก้อน เศษยาง น้ำยางข้น ยางแผ่น ยางแท่ง และยางเครพ เป็นสินค้าควบคุม ตามประกาศ กกร. ฉบับที่ 9 พ.ศ.2567 และออกมาตรการกำกับดูแล อาทิ การกำหนดให้ผู้รับซื้อตั้งแต่ 5,000 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแจ้งข้อมูลปริมาณยางพาราเป็นรายเดือน และการแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน โปร่งใส ตรงกับราคาจริง&nbsp;ส่วนข้อเสนอของเกษตรกรในการกำหนดราคารับซื้อ ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 นั้น กรมได้ขอให้ กยท. จัดทำข้อมูลต้นทุนการผลิตและโครงสร้างราคายางอย่างละเอียด เพื่อประกอบการพิจารณาก่อนเสนอคณะกรรมการ กกร. พิจารณาอย่างรอบคอบ ในการกำหนดราคายางพาราที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการกำกับดูแลการซื้อขาย กรมจะร่วมกับ กยท. และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการตรวจสอบการติดป้ายราคารับซื้อ และตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนักที่ใช้ในการซื้อขายยางพาราอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความโปร่งใสและป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร โดยที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดที่ดัดแปลงเครื่องชั่งให้แสดงน้ำหนักต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายพื้นที่ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจพบเครื่องชั่งสปริงดัดแปลงในรถเร่รับซื้อเศษยาง จังหวัดเลย พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าความจริงประมาณ 10 กิโลกรัม และจังหวัดบึงกาฬ พบเครื่องชั่งแสดงน้ำหนักต่ำกว่าจริงราว 8 กิโลกรัม ซึ่งผู้กระทำผิดทั้งหมดได้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านตลาดต่างประเทศ กรม และ กยท. ได้เห็นชอบร่วมกันในการขยายโอกาสทางการตลาด โดยเน้นการเจาะตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ที่มีความต้องการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดเดิม เช่น สหภาพยุโรป ด้วยการยกระดับคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกและราคายางของไทย โดยกรมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกับ กยท. วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมยางพาราไทยในตลาดโลก<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527a913bdc5ac14a31e99540390b761f04e160603.jpg' type='image/jpg' length='324607' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 4 เดือน ปี 68 จำนวน 363 ราย เพิ่ม 43% ขนเงินเข้า 57,860 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106606</link>
<guid isPermaLink="false">7bc7d7f1299593fd5776bbc3c31c3dcc</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025052789b246a88e658d4b9d84c569475f88ca160417.jpg' type='image/jpg' length='89880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เม.ย.68 ตั้งบริษัทใหม่ 6,325 ราย ลด 3.14% รวม 4 เดือน ลด 4.39% เหตุคนรอดูสถานการณ์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106604</link>
<guid isPermaLink="false">79ffcb86ba77b39c1534c35d81a62f40</guid>
<pubDate>Tue, 27 May 2025 15:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เม.ย.68 มีจำนวน 6,325 ราย ลด 3.14% ทุนจดทะเบียน 32,141 ล้านบาท เพิ่ม 17.86% เลิก 814 ราย เพิ่ม 0.49% ทุนจดทะเบียน 4,131 ล้านบาท ลด 18.94% รวม 4 เดือน ตั้งใหม่ 30,148 ราย ลด 4.39% เลิก 3,921 ราย เพิ่ม 8.34% เหตุคนรอดูสถานการณ์ เพราะเจอผลกระทบทั้งเศรษฐกิจโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีสหรัฐฯ ค่าครองชีพ แต่แนวโน้มไตรมาส 3-4 มีลุ้นตั้งใหม่เพิ่ม&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน เม.ย.2568 มีจำนวน 6,325 ราย ลดลง 3.14% ทุนจดทะเบียน 32,141 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.86% เพราะมีธุรกิจที่ทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย คือ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ทุน 14,940 ล้านบาท และบริษัท อิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด ทุน 1,580 ล้านบาท โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ มีจำนวน 814 ราย เพิ่มขึ้น 0.49% มีทุนจดทะเบียน 4,131 ล้านบาท ลดลง 18.94% โดยธุรกิจที่เลิก 3 อันดับแรกเหมือนกับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนยอดรวมจัดตั้งธุรกิจใหม่ 4 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มีจำนวน 30,148 ราย ลดลง 4.39% ทุนจดทะเบียน 112,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.70% ซึ่งในนี้ มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท ถึง 7 ราย มูลค่ารวม 37,499 ล้านบาท โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร ส่วนธุรกิจเลิก มีจำนวน 3,921 ราย เพิ่มขึ้น 8.34% ทุนจดทะเบียน 15,990 ล้านบาท ลดลง 6.16% และในนี้ มีธุรกิจเลิกที่มีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 2 ราย รวม 4,128 ล้านบาท โดยธุรกิจที่เลิก 3 อันดับแรกเหมือนกับธุรกิจที่จัดตั้งใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนตั้งธุรกิจใหม่ลดลง ทั้งเดือน เม.ย.2568 และภาพรวม 4 เดือน ปี 2568 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคธุรกิจในช่วงเวลานี้ ต้องเผชิญกับสถานการณ์และแรงกระทบต่าง ๆ จากภายในและภายนอกประเทศ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายด้านการค้า และมาตรการการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ และสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการจดทะเบียนธุรกิจต่าง ๆ&nbsp;อย่างไรก็ตาม คาดว่าจากสภาวการณ์เศรษฐกิจของไทย ที่มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนหลักจากการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และการเร่งรัดเบิกจ่ายของการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปีงบประมาณ 2568 น่าจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ยอดการจดทะเบียนธุรกิจทั้งปี 2568 เติบโตได้ในช่วงประมณ 90,000 ราย<br />
<br />
ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์การจัดตั้งธุรกิจใหม่ ในช่วง 4 เดือนของปี 2568 พบว่า มีธุรกิจที่มีการจัดตั้งลดลง เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น จากความผันผวนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของไทย ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่ธุรกิจบางประเภทมีการจัดตั้งเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจขายส่งสินค้าทั่วไป ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจขายยานยนต์เก่า เป็นต้น เนื่องจากกิจกรรมและมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล เทรนด์เรื่องสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ส่วนธุรกิจเลิกที่เพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ ธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านค้าทั่วไป และธุรกิจตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ไวตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และกลไกการแข่งขัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย.2568) มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 1,994,979 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 30.61 ล้านล้านบาท มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 947,791 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.34 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัด 748,685 ราย สัดส่วน 78.99% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.53 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 197,616 ราย สัดส่วน 20.85% ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,490 ราย สัดส่วน 0.16% ทุนจดทะเบียนรวม 5.38 ล้านล้านบาท โดยนิติบุคคลในกลุ่มธุรกิจบริการ เป็นประเภทธุรกิจที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดมีจำนวน 512,359 ราย ทุนจดทะเบียน 12.85 ล้านล้านบาท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจค้าส่งค้าปลีก 310,856 ราย ทุน 2.57 ล้านล้านบาท และธุรกิจผลิต 124,576 ราย ทุน 6.92 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.06%, 32.80% และ 13.14% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250527e8d751f3a20846c9e9ce1ea1466c967c160101.jpg' type='image/jpg' length='163332' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”มอบรางวัล Agri Plus Award 2025 เตรียมช่วยผลักดันออกสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/106051</link>
<guid isPermaLink="false">e65459a6432fb109a0dacd6f0884fec6</guid>
<pubDate>Fri, 23 May 2025 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ประกาศผลและมอบถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวด Agri Plus Award 2025 เผย &ldquo;Really ชีสจากข้าวและมะพร้าว&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร &ldquo;Phyto Care สเปรย์ขะจาว&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร และ &ldquo;Rice Husk สารดูดความชื้นจากแกลบ&rdquo; ชนะเลิศกลุ่มนวัตกรรมใหม่ เตรียมช่วยสร้างเครือข่ายและผลักดันออกสู่ตลาดต่างประเทศ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานพิธีประกาศผลและมอบถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยระดับประเทศ Agri Plus Award 2025 ภายใต้โครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Growth in Agri-innovation นวัตกรรมเกษตรก้าวไกล ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวหน้า&rdquo; ว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่สานต่อความสำเร็จจากปี 2562 ปี 2565 และปี 2567 โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่หลากหลาย ผลักดันให้มีการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ และเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตลอดเดือน เม.ย.2568 ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้จัดกิจกรรมเปิดตัวและประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประกวด ทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เชียงใหม่ และขอนแก่น ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น มีผู้สนใจนำสินค้าเกษตรนวัตกรรมร่วมสมัครถึง 251 ผลงาน ใน 3 ประเภทการประกวด ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Innovation) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Lifestyle Innovation) และ กลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการเกษตรนวัตกรรมใหม่ (Rising Star)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
จากนั้น คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 32 ราย ได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกผลงานคุณภาพตั้งแต่รอบคัดเลือก และรอบ Semi-final จนเหลือผู้ผ่านเข้ารอบตัดสินเพียง 28 ราย ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายฝึกอบรม (Bootcamp) และนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการตัดสินในรอบ Final จนได้ผู้ชนะเลิศและรองชนะเลิศของแต่ละกลุ่ม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505237a920457a1095eff1b2d806b7f571f46153721.jpg' type='image/jpg' length='222643' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“แพทองธาร” สั่งการ “พาณิชย์” ต้องเร็ว ต้องไว ช่วยผลไม้ หลังราคาต่ำกว่าทุกปี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103734</link>
<guid isPermaLink="false">ca5fc9580dd63c4239dce8d1bdfc9d32</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;แพทองธาร&rdquo; สั่งการ &ldquo;พาณิชย์&rdquo; เร่งดึงราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ หลังพบผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำกว่าทุกปี ขอเร่งทำแผนให้ไว ต้องเร็ว เดี๋ยวไม่ทันการณ์ ส่วนการรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ยันรัฐบาลทำอยู่ ขอพาณิชย์ช่วยส่งเสริมเอกชนใช้ประโยชน์ FTA ขยายการค้า ลงทุน และเร่งเจรจา FTA ใหม่ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 4/2568 ที่กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ ว่า ได้เร่งรัดให้กระทรวงพาณิชย์หามาตรการพยุงราคาสินค้าเกษตร ที่ขณะนี้ ราคาต่ำกว่าทุกปี โดยเฉพาะผลไม้ที่กำลังออกสู่ตลาด ได้รับรายงานว่าหลายชนิดมีปริมาณล้นตลาด และอยากให้เข้าไปดูแลเรื่องพ่อค้าคนกลาง ไม่อยากให้มีพ่อค้าคนกลาง หากต้องผ่านเยอะ จะทำให้ต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรถูกกดราคารับซื้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ขอให้ทุกส่วนราชการช่วยกันซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ใครจะซื้ออะไร ปรึกษาพาณิชย์ก่อน ขอให้ช่วยกันซื้อ ช่วยกันสนับสนุนสินค้าเกษตร ภาครัฐก็ต้องช่วยกัน และดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยด้วย หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน น่าจะช่วยเหลือเกษตรกรได้มาก เพราะผลไม้บางชนิดเน่าเสียเร็ว ต้องรีบเข้าไปช่วย ทำแผนให้ไว ดิฉันพร้อมสนับสนุน จะคุยวงเล็กก็ได้ในเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ต้องเร็ว เดี๋ยวไม่ทันการณ์&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องร้านอาหารไทย และการมอบสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อยากให้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจ การลดต้นทุน อาทิ การนำเข้าวัตถุดิบ &nbsp;สำหรับการรับมือผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ อยากให้กระทรวงพาณิชย์พยายามส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยใช้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้เกิดประโยชน์สุงสุด เพื่อให้การค้า การลงทุนคล่องตัวได้ และเกิดสมดุล รวมทั้งให้เร่งการเจรจา FTA เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เชิญกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐฯ สินค้านำเข้าไร้คุณภาพ และธุรกิจต่างประเทศฝ่าฝืนกฎหมาย (นอมินี) ซึ่งอยากขอให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับปรุงช่องโหว่ของกฎหมายที่จะเอื้อต่อการสวมสิทธิ์ไทย และนอมินี รวมถึงขอให้เข้มงวดตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า ทบทวนการส่งเสริมการลงทุนเพื่อก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย ใช้ปัจจัยการผลิตในไทยให้มากขึ้น และออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเรื่องงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ทราบจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณว่า ปีนี้ภาครัฐมีการลงทุน ที่เบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าระบบกว่า 500,000 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของงบลงทุนทั้งหมด ถือว่า ตัวเลขดีขึ้นมาก แต่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีก ขอความร่วมมือทุกกระทรวงเร่งรัดการเบิกจ่ายด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เรื่องที่นายกฯ มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ให้ดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัด และกรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้เร่งเชื่อมโยงผลผลิตออกนอกพื้นที่แหล่งผลิตโดยเร็ว เพื่อเป็นการระบายผลผลิต พร้อมประสานงานหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสนับสนุนการซื้อสินค้าเกษตรแล้ว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505072d7b99d5ca550f103ec47010fb8e1fad171223.jpg' type='image/jpg' length='362359' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สบช่อง ชวนเยอรมนีเพิ่มการลงทุน ยันเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-อียูจบปีนี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103733</link>
<guid isPermaLink="false">acc9ac87ea7a15fd440b8e759c3cdd09</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ปาฐกถาพิเศษเวที German Business Talk ย้ำจุดแข็งเศรษฐกิจไทย ช่วงรัฐบาลแพทองธารเข้ามาบริหารประเทศ ส่งออกโต 12.9% การลงทุนพุ่ง มีความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน สบช่องชวนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เผยยังมีแผนเดินหน้าเจรจา FTA มั่นใจกรอบไทย-อียูจบปีนี้ หลังไทย-เอฟตา เจรจาสำเร็จและลงนามกันไปแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงค่ำวันที่ 6 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมงาน German Business Talk และได้กล่าวปาฐกถาพิเศษต่อผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจากประเทศในยุโรป และนักธุรกิจชั้นนำของเยอรมนีกว่า 80 คน ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยตนได้ใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเยอรมนี ซึ่งถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในสหภาพยุโรป (อียู)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้ยืนยันกับผู้แทนสถานทูต และนักธุรกิจว่าเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 เดือนที่รัฐบาลชุดนี้ ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ มูลค่าการส่งออกเติบโตถึง 12.9% และเฉพาะเดือน มี.ค.2568 การส่งออกมีมูลค่า 29,548.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.8% เป็นตัวเลขที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของไทย ส่วนยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรก ปี 2568 สูงถึง 431,000 ล้านบาท เพิ่ม 97% ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าไทย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน ได้ชี้แจงอีกว่าไทยมีศักยภาพและความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน มีความพร้อมรองรับการขยายการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจเยอรมนี สามารถเข้ามาลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม เช่น ยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องจักรกล PCB (แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์) และระบบจัดเก็บข้อมูล (Data Center) โดยไทยยินดีอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเยอรมนีที่ต้องการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งแก้ไขปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่เข้ามาจัดตั้งธุรกิจแล้ว&nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลไทยยังเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการเร่งสร้างพันมิตรรายใหม่ด้วยการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยมี FTA ที่ประสบความสำเร็จ เช่น FTA ไทย- สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ที่สรุปผลและลงนามไปเมื่อต้นปี ส่งผลให้บรรยากาศการส่งออกของไทยไปยังเอฟตาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย&ndash;อียู ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าในทิศทางบวกและเป็นที่น่าพอใจ โดยทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปีนี้ และมั่นใจว่าพลังสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคธุรกิจของเยอรมนี จะเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ความตกลงการค้าฉบับนี้ สามารถสรุปผลได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสและยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-อียู และไทย-เยอรมนีได้ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในปี 2567 เยอรมนีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในสหภาพยุโรป การค้าระหว่างไทย&ndash;เยอรมนี มีมูลค่า 10,939.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการส่งออกจากไทยไปเยอรมนี 5,331.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจากเยอรมนี 5,607.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505078783673b625f6e48b9fff0d1aba1d29e171104.jpg' type='image/jpg' length='240665' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ปลัดพาณิชย์” โชว์นายกรัฐมนตรี ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนงาน ลุยรับมือทรัมป์ 2.0 เต็มที่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/103731</link>
<guid isPermaLink="false">cbee9cc351d53bd3a53bf99a178d115b</guid>
<pubDate>Wed, 07 May 2025 17:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo;ใช้เวทีการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า โชว์ทิศทางการขับเคลื่อนงานพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยี ให้นายกรัฐมนตรีและผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบ เผยมีแผนจัดทำ Super App รวมงานบริการทุกหน่วยงานไว้ที่เดียว มุ่งสีเขียว ลดใช้กระดาษ ลดปล่อยคาร์บอน ยันมีแผนรับมือความท้าทายจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ตามที่ได้รับมอบหมาย &nbsp;</strong><br />
<br />
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รายงานแนวทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่ได้เดินทางมาร่วมการประชุมที่กระทรวงพาณิชย์เจ้าภาพ โดยได้แสดงความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายของบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการพัฒนาองค์กร เพื่อสามารถให้บริการประชาชนในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร และการเตรียมการรับมือภัยคุกคามจากนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก<br />
<br />
โดยในการพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้มีการนำระบบดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน อาทิ การใช้ระบบสารบัญอิเล็กทรอนิกส์ในการรับ-ส่งเอกสารภายในและภายนอกหน่วยงาน ส่งผลให้สามารถลดการใช้กระดาษได้กว่า 5,000 รีมต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทำงานได้มากกว่า 26 ตันต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนหน่วยงานสู่ระบบราชการสีเขียว (Green Government)<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดตัว Super App ซึ่งจะรวบรวมบริการของกระทรวงพาณิชย์ทั้งหมดไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนและเวลาในการติดต่อกับภาครัฐ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการของภาครัฐไปอีกขั้น รวมถึงเปิดตัวแอปพลิเคชัน MOC Go ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามสถานะของผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อจับคู่ทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทยกับตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบ Generative AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ตอบคำถามเชิงกลยุทธ์ และช่วยในการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ&nbsp;&nbsp;นายวุฒิไกรกล่าวว่า สำหรับการรับมือกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่ง โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2568 มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อดำเนินงานเชิงรุกในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในรูปแบบองค์รวม (Holistic Approach)<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือน ก.พ.2568 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อหารือกับทั้งภาครัฐและเอกชนของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมถึงรับฟังปัญหาและข้อกังวลของภาคเอกชน ตลอดจนชี้แจงจุดยืนของไทยอย่างเป็นทางการ<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการประชุมหารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 ฝ่าย (กกร.) เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและวางท่าทีร่วมกันในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง และในการประชุมครั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน รวมถึงส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป<br />
<br />
สำหรับสถานการณ์การส่งออกของไทย ได้รายงานว่า ในช่วงปี 2567-2568 มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือน มี.ค.2568 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 29,548 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 17.8% และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ส่วนภาพรวมปี 2567 การส่งออกมีมูลค่า 300,529 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 5.4% และในช่วง 3 เดือน ของปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 81,532 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 15.2% เกินดุลการค้า 1,081 ล้านดอลลาร์สหรัฐ &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202505071f6815a6a2cddf3608aa0b5a3b267c0e170939.jpg' type='image/jpg' length='123644' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[แผ่นดินไหวไม่กระทบเงินเฟ้อ สินค้า 95% ปกติ มีแค่ 2% ราคาขึ้น อีก 3% ลดลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/99182</link>
<guid isPermaLink="false">d624fd8446fc3db2df5247bdc57b771e</guid>
<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.วิเคราะห์ผลกระทบของการเกิดแผ่นดินไหวต่ออัตราเงินเฟ้อ เจาะลึกสินค้าและบริการ 464 รายการ พบ 95% ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม ของใช้ส่วนบุคคล และยารักษาโรค มีผลกระทบแค่ 2% จากค่าแรงช่าง ปูนซีเมนต์ อิฐ กระเบื้องปูพื้น และสีทาบ้าน เหตุมีความต้องการสูงขึ้น และอีก 3% มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะค่าเช่าคอนโดมิเนียม ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักและโรงแรม และค่าทัศนาจร เหตุคงกังวล และนักท่องเที่ยวชะลอเที่ยว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ผลกระทบของการเกิดแผ่นดินไหวต่ออัตราเงินเฟ้อ พบว่า แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะสั้น แต่จากการติดตามสินค้าและบริการที่ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคจำนวน 464 รายการ ไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ และกระทรวงพาณิชย์ ยังได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด ก็ยังไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด รวมทั้งได้ติดตามสินค้าที่มีความต้องการใช้ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน และสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ห้างมีการสต๊อกสินค้าเพียงพอ ราคาจำหน่ายปกติ ไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และยังมีการจัดการส่งเสริมการขายเพื่อช่วยเหลือประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการวิเคราะห์สินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 สินค้าและบริการที่ไม่ได้รับผลกระทบ คิดเป็นประมาณ 95% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ สินค้าในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น อาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม ของใช้ส่วนบุคคล และยารักษาโรค เป็นต้น เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคผลิต ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลิตยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ สำหรับภาคการบริโภคของประชาชน พฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ประชาชนไม่ตื่นตระหนกด้านการใช้จ่ายไม่ได้กักตุนสินค้า และไม่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ส่วนภาคการขนส่งหลักไม่มีความเสียหายที่รุนแรง การบริการยังดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งการขนส่งเพื่อการผลิตและการขนส่งสาธารณะเพื่อการเดินทางของประชาชนได้กลับมาให้บริการเช่นเดิม หลังจากสำรวจว่ามีความปลอดภัยรองรับการใช้งานได้แล้ว รวมทั้งสาธารณูปโภคที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ประปา และการสื่อสาร ไม่ได้รับความเสียหาย ไม่มีการหยุดชะงักงัน และยังดำเนินการได้ตามปกติ&nbsp;กลุ่มที่ 2 สินค้าและบริการที่อาจมีการปรับราคาสูงขึ้น คิดเป็นประมาณ 2% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ ได้แก่ กลุ่มสินค้าและบริการเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้าน เนื่องจากมีความต้องการในการฟื้นฟูและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ เช่น ค่าแรงช่าง ปูนซีเมนต์ อิฐ กระเบื้องปูพื้น และสีทาบ้าน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือ โดยติดต่อผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงดีลเลอร์เพื่อให้ขายสินค้าในราคาถูกพิเศษ ซึ่งจะทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
กลุ่มที่ 3 สินค้าและบริการที่มีแนวโน้มราคาลดลง คิดเป็นประมาณ 3% ของน้ำหนักสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ ได้แก่ กลุ่มค่าเช่าและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูง เช่น คอนโดมิเนียม เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนจากกลุ่มที่มีความกังวลในการอยู่อาศัยในที่สูงอาจปรับพฤติกรรมการอยู่อาศัย และอาจชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยในแนวสูง นอกจากนี้ สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว อาจมีการปรับราคาลดลง โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวบางส่วนในระยะสั้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พักและโรงแรม และค่าทัศนาจร เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่าภาครัฐมีแนวโน้มออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้และฟื้นฟูกิจกรรมการท่องเที่ยวให้กลับเข้าสู่ระดับปกติในระยะเวลาอันสั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ แต่ในระยะสั้นประชาชนและนักท่องเที่ยวอาจมีความกังวลด้านความปลอดภัย โดยภาครัฐได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ก็ได้ดำเนินการตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่สั่งการให้ติดตามสถานการณ์สินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่คนต้องการใช้อย่างวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือน และสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ซึ่งผลการติดตามที่ผ่านมา ไม่พบความผิดปกติ สินค้ามีเพียงพอ ราคาขายปกติ และห้างมีการจัดโปรโมชันช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202504041d2e6dca8363416cf0dd321a4e625680160942.jpg' type='image/jpg' length='211711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เงินเฟ้อ มี.ค.68 เพิ่ม 0.84% บวก 12 เดือนติด ประกาศปรับเป้าทั้งปีใหม่ พ.ค.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/99178</link>
<guid isPermaLink="false">6a682f374c84fcab0cd17c9f75399b27</guid>
<pubDate>Fri, 04 Apr 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ มี.ค.68 เพิ่ม 0.84% บวกต่อเนื่อง 12 เดือนติด จากการสูงขึ้นของสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูป และราคาดีเซล ค่าเช่าบ้าน รวม 3 เดือน เพิ่ม 1.08% คาดไตรมาส 2 สูงขึ้นแบบชะลอตัวลง เตรียมปรับเป้าเงินเฟ้อทั้งปี 68 ใหม่ นำผลกระทบทรัมป์ขึ้นภาษีมารวม หากมีความชัดเจน คาดประกาศได้ต้น พ.ค.นี้&nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มี.ค.2568 เท่ากับ 100.35 เทียบกับ มี.ค.2567 เพิ่มขึ้น 0.84% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป ประกอบกับมีการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล และค่าเช่าบ้านเป็นสำคัญ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 3 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 1.08%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 0.84% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.35% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (เนื้อสุกร ปลานิล ปลาทู กุ้งขาว) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มผลไม้สด (ทุเรียน ฝรั่ง สับปะรด มะพร้าวอ่อน) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) แต่มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ผักสดบางชนิด (มะนาว พริกสด ผักกาดขาว ขิง ผักชี ต้นหอม มะเขือ ขึ้นฉ่าย) ไข่ไก่ ไก่ย่าง ผลไม้บางชนิด (องุ่น มะละกอสุก) และอาหารโทรสั่ง (Delivery)<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลด 0.18% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยารีดผ้า) เครื่องรับโทรศัพท์มือถือ และเสื้อผ้า (กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี) โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล ค่าเช่าบ้าน และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน มี.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.86% ชะลอตัวลงจากเดือน ก.พ.2568 ที่สูงขึ้น 0.99% และรวม 3 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-มี.ค.) เพิ่มขึ้น 0.89%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2568 โดยไตรมาส 1 เงินเฟ้อเฉลี่ย 1.08% ไตรมาส 2 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 0.14-0.15% มีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง จากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ฐานราคาผักสดและไข่ไก่ในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยมากกว่า ปี 2567 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลก โดยราคาในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนหน้า จึงส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ<br />
<br />
ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น จากวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว กาแฟ และปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น ทั้งกะทิ กาแฟ และน้ำมันพืช และอาหารสำเร็จรูป โดยเฉพาะอาหารพร้อมทาน ราคายังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมีการปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบในบางสินค้า ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดและความชัดเจนอีกครั้ง แต่เบื้องต้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าที่กระทบ อาทิ น้ำมัน หรือสินค้าที่มีการเจรจาให้นำเข้าจากสหรัฐฯ อีกกลุ่มภาคบริการ ไม่กระทบ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำประปา บริการศึกษา แต่จะนำปัจจัยทั้งหมด มาพิจารณา และปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568 ใหม่ น่าจะเป็นช่วง ต้นเดือน พ.ค.2568 ช่วงเดียวกับที่แถลงเงินเฟ้อประจำเดือน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025040483cb3b8d8f6a1e6e11f3a3fe09f58879161548.jpg' type='image/jpg' length='324553' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดัชนีราคาส่งออก ก.พ. ลด 0.8% เจอข้าว มัน น้ำมันฉุด ส่วนดัชนีนำเข้าเพิ่ม 4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97863</link>
<guid isPermaLink="false">2cf6429f77efa1b270ea797c03b25aee</guid>
<pubDate>Fri, 28 Mar 2025 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาส่งออก ก.พ.68 ลด 0.8% เหตุข้าว มันสำปะหลัง ราคาลดลง จากความต้องการลด เจอคู่แข่ง น้ำมันลดจากความกังวลเศรษฐกิจโลก แต่อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง ทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มตามความต้องการที่สูงขึ้น ส่วนดัชนีนำเข้า เพิ่ม 4% จากความต้องการสินค้าใช้ในการผลิต ลงทุน บริโภคเพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือนก.พ.2568 เท่ากับ 110.9 ลดลง 0.8% เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มที่ปรับลดลงจากอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา ประกอบกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น จากการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางการผลิตของไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลให้ราคาส่งออกของไทยขยายตัวได้อย่างจำกัด ส่วนดัชนีราคานำเข้า เพิ่มขึ้น 4% ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการผลิต การลงทุน และการบริโภคของประเทศ<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาส่งออก หมวดสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 1.6% ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลด้านนโยบายทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI ) และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งตลาดยังมีความต้องการสูง และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่ม 1% ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงแบบสดที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามความต้องการของตลาดโลกที่มีอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ส่วนดัชนีราคาส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง 5.1% โดยน้ำมันสำเร็จรูปลดตามความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและอุปสงค์น้ำมันชะลอตัว และหมวดสินค้าเกษตรกรรม ลด 2.3% ได้แก่ ข้าว ตามอุปทานข้าวโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกชะลอลง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการที่ลดลง เนื่องจากเผชิญกับคุณภาพของผลผลิตที่ลดลง รวมถึงการแข่งขันจากคู่แข่ง ซึ่งเสนอราคาที่ถูกกว่าไทย&nbsp;ทางด้านดัชนีราคานำเข้า หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่ม 8.1% จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ ตามความต้องการเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคของประเทศ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่ม 4.7% ได้แก่ ทองคำ ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ทำให้ความน่าสนใจในการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น สำหรับอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะแผงวงจรไฟฟ้า และปุ๋ย ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และพืชผลทางการเกษตร หมวดสินค้าทุน เพิ่ม 4.6% ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุนของภาคการผลิต และภาคบริการเพิ่มขึ้น และหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่ม 0.3% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบางภูมิภาคยังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น<br />
<br />
ขณะที่หมวดสินค้าที่ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวลดลง คือ หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลด 0.1% จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ตามความต้องการที่ชะลอลง เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวช้า<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนมี.ค. 2568 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานราคาปี 2567 ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2568 สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตรบางประเภท ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง สินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังขยายตัวได้ดี ราคาพลังงานและวัตถุดิบ ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าอาจช้ากว่าที่คาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า และภาษีของสหรัฐ ฯ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงน้อยกว่าปี 2567 อาจส่งผลให้ผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น จนนำมาสู่ภาวะอุปทานส่วนเกิน การแข่งขันทางด้านราคามีแนวโน้มสูงขึ้น และความผันผวนของค่าเงินบาท&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032842c21acc7e6ce16ba6b30470ed5d142e142154.png' type='image/png' length='1165614' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกจีน ดันส่งออกทุเรียน ข้าว วัว ขอเพิ่มเวลาทำการ ช่องตรวจ ช่วงฤดูผลไม้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/97699</link>
<guid isPermaLink="false">3aa25ca8313c741bfd6760fe8d533b0c</guid>
<pubDate>Thu, 27 Mar 2025 17:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกรองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน ผลักดันส่งออกทุเรียน ข้าว วัว สู่มณฑลยูนนาน พร้อมขอช่วยอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางลาว-ยูนนาน เพิ่มเวลาทำการด่าน ช่องตรวจปล่อยสินค้าช่วงฤดูผลไม้ไทยออก เม.ย.-พ.ค.นี้</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ นายสือ ยวี่กาง รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้หารือกระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ทุเรียน ข้าว และวัว ผ่านเส้นทางขนส่งสำคัญสู่ยูนนาน เพราะปีนี้ผลผลิตทุเรียนของไทยมีปริมาณ 1.76 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 37% จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
<br />
&ldquo;จีนเป็นตลาดใหญ่ ปีนี้ไทยมีผลผลิตทุเรียนมากขึ้น และมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการสุ่มตรวจสารเคมี BY2 ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้า ไทยได้เร่งแก้ไขปัญหา โดยได้กำกับดูแลและยกระดับการตรวจสอบผลไม้ก่อนส่งออก จึงขอความร่วมมือจากทางการจีนให้ผ่อนปรนการตรวจสอบ เป็นกรณีพิเศษในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทุเรียนไทย และยังขอให้จีนพิจารณาสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น ลำไย มังคุด อินทผลัม และสละเพิ่มขึ้นด้วย&rdquo; นายพิชัยกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ได้ขอให้จีนสนับสนุนการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางลาว-ยูนนาน โดยเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพด่านโม่ฮาน เพิ่มระยะเวลาทำการ และเพิ่มช่องตรวจปล่อยสินค้าให้ทันต่อฤดูกาลส่งออก รวมทั้งขอให้จีนเร่งรัดการซื้อข้าวปริมาณ 280,000 ตัน ตามข้อตกลงเดิม เนื่องจากปัจจุบันไทยมีผลผลิตข้าวจำนวนมาก พร้อมผลักดันการส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อสัตว์แช่แข็งผ่านท่าเรือกวนเหล่ย เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรไทย&nbsp;ทั้งนี้ ได้เชิญทางการจีนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญ อาทิ 1.STLYE Bangkok 2025 (เม.ย.) 2.TAPA 2025 (เม.ย.) 3.Thaifex-Anuga Asia 2025 (พ.ค.) 4. Tilog-LogistiX 2025 (ส.ค.) และ 5. Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair (ก.ย.) เพื่อสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าระหว่างกัน<br />
<br />
นายสือ ยวี่กาง กล่าวว่า ข้อเสนอของไทยจะถูกนำกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนไทยในด้านการค้า โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านขนส่งสินค้าทางรถไฟจีน-ลาว และการค้าข้ามพรมแดนผ่านท่าเรือกวนเหล่ย และขอให้ไทยร่วมมือกับจีน สปป.ลาว และเมียนมา ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และเชิญตัวแทนไทยเข้าร่วมงานแฟร์สำคัญที่คุนหมิงในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจทั้งสองประเทศได้เจรจาความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
<br />
สำหรับมณฑลยูนนาน ถือเป็นศูนย์กลางการค้าจีน-อาเซียน และยังเป็นประตูสำคัญของจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางพม่า สปป.ลาว และเวียดนาม ปัจจุบัน มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ยูนนานอยู่ที่ 1,845.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังมณฑลยูนนาน ประกอบด้วย 1.ผลิตภัณฑ์ยาง 2.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3.ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง 4. เม็ดพลาสติก และ 5.ยางพารา และสินค้าที่ไทยนำเข้าจากมณฑลยูนนาน ประกอบด้วย 1.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 2. เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ 3.เคมีภัณฑ์ 4.เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และ 5.เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032724082e6a713807988138824dba56817c171154.jpg' type='image/jpg' length='1273051' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นภินทร”นำทีมพาณิชย์ เยือนสปป.ลาว-จีน เปิดทางสะดวกส่งออกทุเรียนไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96809</link>
<guid isPermaLink="false">8ce429e3af76989148d51a62ccdbbb7e</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;นำทีมพาณิชย์ เยือน สปป.ลาว-จีน 26-31 มี.ค.นี้ สำรวจเส้นทางโลจิสติกส์และเจรจากับผู้รับผิดชอบ เปิดทางสะดวกส่งออกทุเรียนและผลไม้ชนิดอื่น ๆ ของไทยเข้าสู่จีน พร้อมเยี่ยมชมตลาดค้าส่งหูหนาน ศูนย์กระจายทุเรียนรายใหญ่</strong><br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 26-31 มี.ค.2568 ตนจะนำคณะกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนสปป.ลาว และจีน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้า และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายตลาดทุเรียนและผลไม้ไทยอื่น ๆ ในจีน ผ่านโครงข่ายโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อจากไทยผ่านสปป.ลาวสู่จีน โดยจะมีการเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง สปป.ลาว เพื่อหารือด้านโลจิสติกส์สำหรับการขนส่งสินค้าเกษตร และเดินทางไปเยี่ยมชม ท่าบกท่านาแล้ง จุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าสำคัญของลาว ซึ่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปจีน<br />
<br />
ทั้งนี้ ตนยังจะนำคณะเดินทางโดยรถไฟจีน-ลาว ที่เวียงจันทน์สู่เมืองบ่อเต็น ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญไปจีน และจะตรวจเยี่ยมด่านโม๋ฮ่าน ซึ่งเป็นจุดตรวจปล่อยสินค้านำเข้าทุเรียนไทย ก่อนเข้าสู่ตลาดจีน โดยจะมีการเข้าพบผู้แทนภาครัฐของจีน เพื่อหารือเรื่องกระบวนการตรวจปล่อยสินค้าให้รวดเร็วขึ้น&nbsp;ขณะเดียวกัน จะเดินทางไปเยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้หูหนาน ตั้งอยู่ที่เมืองฉางชา มณฑลหูหนาน และศูนย์กระจายสินค้าผลไม้ Greenery Fruit ซึ่งเป็นผู้นำเข้าทุเรียนไทยเป็นจำนวนมาก โดยจะเจรจาการค้าเพื่อขยายช่องทางจำหน่ายทุเรียนไทย ไปยังเครือข่ายค้าส่งทั่วประเทศจีน ซึ่งจะมีการตรวจเยี่ยมโครงการโลจิสติกส์และคลังสินค้าเพื่อผลไม้สดเพื่อดูเส้นทางผลไม้ด้วย<br />
<br />
&rdquo;การนำคณะเดินทางในครั้งนี้ เพื่อขยายตลาดทุเรียนไทยในจีน ส่งเสริมการนำเข้าผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเร่งกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า ลดความล่าช้าในการนำเข้าสินค้าเกษตรไทยผ่านด่านจีน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทุเรียนและผลไม้อื่น ๆ ของไทย รวมถึงปรับปรุงระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ทำให้สินค้าไทยมีราคาที่แข่งขันได้ในตลาดจีน และคาดหวังว่าจะช่วยให้ทุเรียน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ของไทยสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร และสร้างความมั่นคงด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน&ldquo; นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250324161bb183d89049f7da55882ca943fc29162716.png' type='image/png' length='622828' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การค้าชายแดน-ผ่านแดน ก.พ.68 พุ่ง 19.9% ปราบแก๊งคอลฯ ส่งออกน้ำมันเมียนมาวูบ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96806</link>
<guid isPermaLink="false">212ab5861e24c42293c9a7e4c111089b</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือน ก.พ.68 มีมูลค่า 154,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% โดยการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สปป.ลาว นำโด่ง ตามด้วยมาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน จีนนำ ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม ระบุการปราบคอลเซนเตอร์ ทำส่งออกน้ำมันไปเมียนมาวูบ แต่สินค้าอื่น ๆ ยังบวก</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ก.พ. 2568 มีมูลค่า 154,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.9% เป็นการส่งออก 86,020 ล้านบาท เพิ่ม 20.8% และการนำเข้า 68,334 ล้านบาท เพิ่ม 18.8% ได้ดุลการค้า 17,686 ล้านบาท ส่งผลให้ 2 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 299,494 ล้านบาท เพิ่ม 10.9% เป็นการส่งออก 164,057 ล้านบาท เพิ่ม 12.1% การนำเข้า 135,437 ล้านบาท เพิ่ม 9.6% ได้ดุลการค้า 28,621 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนก.พ. 2568 มีมูลค่า 86,543 ล้านบาท เพิ่ม 8.9% เป็นการส่งออก 50,820 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% การนำเข้า 35,723 ล้านบาท เพิ่ม 13.8% ได้ดุลการค้า 15,097 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มีมูลค่าสูงสุด 28,078 ล้านบาท เพิ่ม 8.4% รองลงมา คือ มาเลเซีย 25,401 ล้านบาท เพิ่ม 15.6% เมียนมา 17,470 ล้านบาท ลด 3.3% และกัมพูชา 15,594 ล้านบาท เพิ่ม 15.0% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,355 ล้านบาท สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ เช่น กากถั่วเหลือง นมผง 1,501 ล้านบาท และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องมือวัดสัญญาณไฟฟ้า กระเบื้องแผ่น 1,364 ล้านบาท ทั้งนี้ 2 เดือนของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 170,340 ล้านบาท เพิ่ม 5.2% เป็นการส่งออก 101,349 ล้านบาท เพิ่ม 3.1% และการนำเข้า 68,992 ล้านบาท เพิ่ม 8.5%&nbsp;ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม มีมูลค่า 67,811 ล้านบาท เพิ่ม 37.7% เป็นการส่งออก 35,200 ล้านบาท เพิ่ม 52.4% และการนำเข้า 32,611 ล้านบาท เพิ่ม 24.8% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 38,537 ล้านบาท เพิ่ม 55.5% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 10,102 ล้านบาท เพิ่ม 48.8% และ 5,583 ล้านบาท เพิ่ม 20.6% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,571 ล้านบาท ยางแท่ง TSNR 4,887 ล้านบาท และน้ำยางข้น 2,373 ล้านบาท ทั้งนี้ 2 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 129,154 ล้านบาท เพิ่ม 19.5% เป็นการส่งออก 62,709 ล้านบาท เพิ่ม 30.5% และการนำเข้า 66,445 ล้านบาท เพิ่ม 10.6%<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า กรมได้ติดตามการปราบปรามกลุ่มคอลเซนเตอร์ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยมีผลกระทบต่อการค้า มีการค้ารวม 17,470 ล้านบาท ลดลง 3.25% เป็นการส่งออก 10,027 ล้านบาท ลดลง 0.6% และนำเข้า 7,443 ล้านบาท ลดลง 6.6% ซึ่งสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ น้ำมันดีเซลและน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ มูลค่าการส่งออกลดลงเหลือ 510 ล้านบาท ลด 61.0%<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม การส่งออกชายแดนไปเมียนมาในกลุ่มสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากสินค้าพลังงานในภวมยังคงขยายตัว 7.1% ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-เมียนมาอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้การสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนภายใต้โครงการขยายการค้าการลงทุนชายแดนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ &ldquo;มหกรรมการค้าชายแดน&rdquo; ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตามแผนงานโครงการที่วางไว้เพื่อกระตุ้นการค้าต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250324cbe4d7ed13d8b1f58cff58d84be734a7162716.jpg' type='image/jpg' length='1046890' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” แนะผู้ส่งออกใช้ช่องทางออนไลน์ แนะนำ-ขายสินค้าไทยในอิตาลี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96803</link>
<guid isPermaLink="false">1a64d69c597ff089f195557c207f7a29</guid>
<pubDate>Mon, 24 Mar 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ส่งออกใช้ช่องทางออนไลน์ในการแนะนำและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยในตลาดอิตาลี หลังผู้บริโภคเริ่มสนใจการซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เผยสินค้าที่ชาวอิตาเลียนค้นหามากสุดในปี 67 อาหารเสริมและวิตามิน ตามด้วยโทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องซักผ้า ยา น้ำหอม รองเท้า</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อนงค์นารถ มหาสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน อิตาลี ถึงการเติบโตของตลาดออนไลน์ในอิตาลี ในปี 2567 และโอกาสในการใช้ช่องทางออนไลน์ประชาสัมพันธ์สินค้าไทย เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภค และการซื้อสินค้าไทย<br />
<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา ตลาดดิจิทัลของอิตาลีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยมาจากผู้บริโภคในประเทศมีความตระหนักในการออมเงินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาให้ความใส่ใจในการเปรียบเทียบราคาก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น โดยจากข้อมูลของเว็บไซต์ Trovaprezzi.it (เว็บไซต์อันดับหนึ่งของอิตาลีสำหรับเปรียบเทียบราคาสินค้าที่มีความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ใช้จำนวนมากในการค้นหาผลิตภัณฑ์ในราคาที่ดีที่สุด) แจ้งว่า ปี 2567 มีการค้นหาข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์ Trovaprezzi.it สูงถึง 252 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 9.9% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีจำนวน 230 ล้านครั้ง ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอิตาลีต่อการชอปปิ้งออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยหมวดผลิตภัณฑ์ที่ถูกค้นหา เพื่อเปรียบเทียบราคาบนเว็บไซต์ Trovaprezzi.it มากที่สุดในปี 2567 คือ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามิน มีการค้นหามากกว่า 24.2 ล้านครั้ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 9.63% ของจำนวนการค้นหาทั้งหมด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความใส่ใจของชาวอิตาเลียนต่อการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อันมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งเสริมถึงการตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสำคัญของการดูแลและป้องกันสุขภาพของผู้บริโภคในประเทศ ส่วนโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน มีการค้นหามากกว่า 12.4 ล้านครั้ง สัดส่วน 4.96% เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศให้ความสนใจในอุปกรณ์ที่ใช้นวัตกรรมเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง มีการค้นหา 7.6 ล้านครั้ง สัดส่วน 3.02% อันมีผลมาจากแรงจูงใจจากรัฐบาลในการสนับสนุนเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน&nbsp;นอกจากนี้ ยังมีหมวดสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจในการค้นหา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ 7.46 ล้านครั้ง เครื่องปรับอากาศและเครื่องลดความชื้น 6.6 ล้านครั้ง และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า 6.25 ล้านครั้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้า 5.94 ล้านครั้ง ขณะที่ผลิตภัณฑ์ยา (ที่ไม่มีใบสั่งจากแพทย์) 5.12 ล้านครั้ง น้ำหอม 4.77 ล้านครั้ง และรองเท้าผ้าใบและรองเท้ากีฬา 4.59 ล้านครั้ง<br />
<br />
สำหรับการค้นหาข้อมูลสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน มีสัดส่วนสูงถึง 73.5% เพิ่มขึ้น 18.1% และยังพบว่า การค้นหาข้อมูลโดยผู้หญิง เพิ่มขึ้น 19.5% หรือมากกว่า 119 ล้านครั้ง คิดเป็นสัดส่วน 47.52% ของจำนวนการค้นหาทั้งหมดของผู้บริโภคในอิตาลี และการค้นหาข้อมูลโดยผู้ชาย มีจำนวน 132 ล้านครั้ง สัดส่วน 52.48% โดยกลุ่มอายุของผู้บริโภคออนไลน์ที่นิยมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ ได้แก่ กลุ่มอายุ 35-44 ปี สัดส่วน 22.09% กลุ่มอายุ 25-35 ปี สัดส่วน 21.85% และกลุ่มอายุ 45-54 ปี สัดส่วน 21.74% ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้บริโภคออนไลน์มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มอายุ 45-54 ปี กลุ่มอายุ 55-64 ปี และกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่ 31%, 28% และ 32% ตามลำดับ ซึ่งเป็นสัญญาณของการรวมกลุ่มคนหลายรุ่นเข้าในโลกของอีคอมเมิร์ซมากขึ้น<br />
<br />
โดยแคว้นที่มีการค้นหาข้อมูลผ่านอีคอมเมิร์ซมากที่สุด คือ แคว้นลอมบาร์ดี มีการค้นหามากกว่า 82.8 ล้านครั้ง สัดส่วน 33% รองลงมา คือ แคว้นลาซิโอ สัดส่วน 15% และแคว้นคัมปาเนีย สัดส่วน 8% โดยแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา แคว้นเวเนโต แคว้นพีดมอนต์ แคว้นซิซิลี แคว้นทัสคานี และแคว้นปูเกลีย มีสัดส่วนอยู่ที่ 5-7% ต่อแคว้น<br />
<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของการค้นหาข้อมูลสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซในอิตาลี เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า มีข้อมูลและตระหนักรู้มากขึ้น โดยที่ผ่านมา อิตาลีถือเป็นประเทศที่ระบบอีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่เนื่องจากวิวัฒนาการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ในอิตาลีปรับตัวตามกระแสโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ซึ่งข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ปี 2567 ผู้บริโภคในอิตาลีให้ความสนใจค้นหาข้อมูลสินค้าที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพและด้านความสวย ความงาม มีสัดส่วนสูงถึง 19% จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดอิตาลี โดยควรใช้ช่องทางออนไลน์ในการแนะนำสินค้า ประชาสัมพันธ์สินค้า โดยร่วมมือกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ก็จะทำให้สินค้ามีโอกาสเข้าสู่ตลาดอิตาลีได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
ในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้ามายังอิตาลีมีมูลค่า 2,155.32 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น2.72% โดยสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคในอิตาลีให้ความสนใจในการค้นหาข้อมูลที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ มูลค่า 268.84 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.94% และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 44.31 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 137.30% เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503246a5191b1cbf0456d46a4fa8030a925ae162716.png' type='image/png' length='1342027' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ต่างชาติลงทุนไทย 2 เดือน 181 ราย นำเงินเข้า 3.52 หมื่นล้าน จ้างงาน 1,344 คน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96420</link>
<guid isPermaLink="false">3be0781319f34e80fe5a140f3f9d44a2</guid>
<pubDate>Fri, 21 Mar 2025 14:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 2 เดือน ปี 68 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย 181 ราย เพิ่มขึ้น 68% นำเงินเข้าลงทุน 35,277 ล้านบาท เพิ่ม 33% และจ้างงานคนไทย 1,344 คน เพิ่ม 140% ญี่ปุ่นแชมป์ลงทุนอันดับหนึ่ง ตามด้วยจีน สิงคโปร์ สหรัฐฯ และฮ่องกง ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC มีจำนวน 57 ราย เงินลงทุน 17,546 ล้านบาท ญี่ปุ่นนำโด่งเช่นเดียวกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 181 ราย เพิ่มขึ้น 68% เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 41 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 140 ราย เงินลงทุนรวม 35,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% และจ้างงานคนไทย 1,344 คน เพิ่มขึ้น 140% &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 21 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 13,676 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมทางการแพทย์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเล ระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการบริหารจัดการการสั่งซื้อและการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติก แม่พิมพ์ เครื่องใช้สำนักงาน ชิ้นส่วนนาฬิกาข้อมือ)&nbsp;<br />
2.จีน 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,113 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ชิ้นส่วนยานพาหนะ แม่พิมพ์ ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ลูกกลิ้งพิมพ์ลายหรืออัดลาย)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สิงคโปร์ 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 4,490 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนายางรถยนต์ ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ Printed Circuit Board ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.สหรัฐอเมริกา 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,372 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับการซ่อมบำรุงเครื่องประกอบบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องแต่งกาย) ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต (สิ่งปรุงแต่งอาหาร โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ)&nbsp;5.ฮ่องกง 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มีเงินลงทุน 1,587 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การติดตั้งและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์และการให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาเครื่องจักรระหว่างการใช้งาน เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ RFID Inlay กระดาษลูกฟูก อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเข้ามาประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการติดตั้งทางวิศวกรรมเกี่ยวกับระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสีย องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการท่าเทียบเรือและความปลอดภัยการขนถ่ายสินค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการเชื้อเพลิงอัจฉริยะ องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันหล่อลื่น เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 2 เดือน มีจำนวน 57 ราย คิดเป็นร้อยละ 31 ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 63% มีมูลค่าการลงทุน 17,546 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจาก ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 8,096 ล้านบาท จีน 14 ราย ลงทุน 2,751 ล้านบาท สิงคโปร์ 8 ราย ลงทุน 2,191 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ อีก 16 ราย ลงทุน 4,508 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (แม่พิมพ์ (Mould) ที่ใช้สำหรับผลิตชิ้นส่วนพลาสติก อุปกรณ์และชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องทำความเย็น ชิ้นส่วนสำหรับซ่อมแซมเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์) ธุรกิจบริการให้เช่าอาคารโรงงาน ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการดำเนินพิธีการศุลกากรในเขตปลอดอากร (Free Zone) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป แม่พิมพ์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032168dad4e85a096a52049661372630705a142839.jpg' type='image/jpg' length='211154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​DITP แนะกลยุทธ์ขายสินค้าอาหารเจาะตลาดรัสเซีย ต้องเข้มคุณภาพ ราคาเหมาะสม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/96266</link>
<guid isPermaLink="false">3d6b273638e924e66a5765d24476426c</guid>
<pubDate>Thu, 20 Mar 2025 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะกลยุทธ์ขายสินค้าอาหารไทยเจาะตลาดรัสเซีย ต้องเข้มเรื่องคุณภาพ ชี้แจงส่วนประกอบ และราคาเหมาะสม ส่วนแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ เป็นปัจจัยรอง ชี้ใช้ความเป็นไทยในการโฆษณา สินค้าขายดีแน่ เหตุได้รับการยอมรับอยู่แล้ว</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสุดเขต บริบูรณ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ถึงผลการสำรวจการใช้จ่ายด้านอาหารของผู้บริโภคชาวรัสเซีย และโอกาสในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดรัสเซีย<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลประกอบว่า ผลการศึกษาและสำรวจของ X5 Package Service พบว่า ชาวรัสเซียที่ตอบแบบสำรวจเกือบ 15% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหารน้อยกว่า 10,000 รูเบิลต่อเดือน และประมาณ 34% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหาร 10,000-20,000 รูเบิลต่อเดือน และ 28% ใช้จ่ายเงินสำหรับค่าอาหาร 20,000-30,000 รูเบิลต่อเดือน และมีชาวรัสเซียผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 1% เท่านั้น ที่ระบุว่า การใช้จ่ายสำหรับค่าอาหาร ที่สูงกว่า 50,000 รูเบิลต่อเดือนขึ้นไปถือเป็นเรื่องปกติ<br />
<br />
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า 61% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ชอบการใช้ส่วนลดและโปรโมชัน 12% ใช้บริการการได้รับเงินคืน และโปรแกรมความภักดี 5% มีการวางแผนเมนูสำหรับสัปดาห์ 9% ซื้อสินค้าทีละจำนวนมาก และมีเพียง 13% เท่านั้นที่ไม่ได้เน้นการประหยัด และยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณครึ่งหนึ่ง 51% มีการแวะไปร้านค้าสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ และ 40% ไปทุกวัน 7% ซื้อของชำสัปดาห์ละครั้ง และมีเพียง 2% เท่านั้นที่ไปร้านค้าเมื่อจำเป็นหรือทุกสองสัปดาห์ โดยผลการศึกษาและสำรวจยังปรากฏด้วยว่า ชาวรัสเซียเกือบครึ่งหนึ่ง 49% ทำอาหารทุกวัน และ 24% ทำอาหารสี่ถึงห้าครั้งต่อสัปดาห์ โดยมีผู้ตอบแบบสอบสำรวจเพียง 1% เท่านั้นที่ชอบสั่งอาหาร และ 3% ทำอาหารเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์&nbsp;นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 41% ระบุว่า ส่วนใหญ่ซื้อของจากร้านค้าออฟไลน์และมีการสั่งซื้อทางออนไลน์ในบางครั้ง 18% ผสมผสานทั้งสองวิธี (ออฟไลน์และออนไลน์) ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และมีเพียง 4% เท่านั้นที่เปลี่ยนมาชอปปิ้งออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ โดยในตะกร้าซื้อสินค้าอาหาร ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 51% จะซื้อสินค้าที่ประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม และธัญพืช 39% พยายามรวมกลุ่มอาหารให้หลากหลาย 7% เลือกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็ง และมีเพียง 1% ที่เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและซุปเปอร์ฟู้ด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 53% ให้ความสำคัญกับคุณภาพและส่วนประกอบ และ 39% ให้ความสำคัญกับราคา ทั้งนี้ คำแนะนำจากเพื่อนและครอบครัว แบรนด์ผลิตภัณฑ์ และรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ มีผลต่อการเลือกน้อยกว่า โดยมีชาวรัสเซียเพียง 2% เท่านั้นที่ให้ความสนใจกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2567 ได้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับผลการศึกษาร่วมกันระหว่าง The X5 Club Loyalty Programs และ The Spirit (เครือข่ายฟิตเนสของคลับฟิตเนสเชิงเทคโนโลยี) ระบุผลการสำรวจว่า ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 62.2% เชื่อว่าได้ปฏิบัติตามหลักการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และ 91% ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพที่บ้าน ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 35% ระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะยึดมั่นกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ การไม่มีเวลาทำอาหาร 56% ขาดกำลังใจ 40% และขาดความรู้เกี่ยวกับวิธีการทางโภชนาการ 23%<br />
<br />
&ldquo;จากผลการศึกษาและสำรวจข้างต้นที่ระบุว่า ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ 53% ให้ความสำคัญกับคุณภาพแลส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ และ 39% ให้ความสำคัญกับราคาของผลิตภัณฑ์ แต่จะให้ความสำคัญน้อยลงกับตัวแบรนด์ และรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารมายังตลาดรัสเซียอาจพิจารณาวางแผนการตลาดในส่วนตลาดรัสเซีย โดยคำนึงถึงคุณภาพ ส่วนประกอบ และราคาของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ โดยอาจพิจารณาปัจจัยด้านความสวยงามของรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นปัจจัยรอง ๆ ลงมา และที่ผ่านมา ผู้บริโภคชาวรัสเซียส่วนมากมีมุมมองเชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารของไทย หากมีสิ่งใดที่สื่อถึงความเป็นไทยในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ก็น่าจะสามารถช่วยสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นได้&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025032044c1bcae542ea9062639e9da8712aa2e155805.jpg' type='image/jpg' length='89077' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือผลักดันเอสเอ็มอี ยกระดับทำธุรกิจสีเขียว ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95569</link>
<guid isPermaLink="false">41638a46ad53b76739d2542867ac41c5</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุชาติ&rdquo;เป็นประธานเปิดงานสัมมนา &ldquo;พลิกเกม SMEs สู่อนาคตเศรษฐกิจสีเขียว : ก้าวบทใหม่ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่น&rdquo; จับมือญี่ปุ่นเดินหน้าความร่วมมือมิติใหม่ ยกระดับเอสเอ็มอีไทยปรับตัวทำธุรกิจสีเขียว ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เผยยังได้ดึงสถาบันการเงินเข้ามาให้สินเชื่อสีเขียวแก่ผู้ประกอบการด้วย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกับศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น หรือ ASEAN&ndash;Japan Centre จัดงานสัมมนา &ldquo;พลิกเกม SMEs สู่อนาคตเศรษฐกิจสีเขียว : ก้าวบทใหม่ความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่น&rdquo; ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยตนได้ร่วมเปิดงานสัมมนากับนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายชัยรัตน์ เลียงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการโครงการของศูนย์อาเซียน&ndash;ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่มุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาการค้าอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นถึงทิศทางและโอกาสของการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์การค้ายุคใหม่ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสนใจและความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นท้าทายของภาคธุรกิจในระยะต่อไป ประกอบกับภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดสัมมนาครั้งนี้ ไม่เป็นเพียงการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับนโยบายและมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศไทยและญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังได้นำสถาบันการเงินเข้ามาช่วย เพราะการจะปรับเปลี่ยนโรงงานหรือการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ ให้เป็นธุรกิจสีเขียว จำเป็นต้องใช้เงินทุนในการดำเนินการ กระทรวงพาณิชย์จึงนำสถาบันการเงินที่มีโครงการให้สินเชื่อสีเขียว หรือ Green Finance เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเอ็สเอ็มอีที่มีความตั้งใจจะปรับเปลี่ยนธุรกิจด้วย&ldquo;ผมไม่อยากให้ผู้ประกอบการเอ็สเอ็มอี มองเรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมในมุมตั้งรับ และมองแต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ แต่อยากให้มองเชิงรุกและเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ หากเอ็สเอ็มอีสามารถปรับตัวตามกระแสการค้ายุคใหม่นี้ได้ เชื่อมั่นว่า เอ็สเอ็มอีจะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และช่วยขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นด้วย&rdquo;นายสุชาติกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
การจัดงานสัมมนา ได้ผลตอบรับดีมาก มีผู้เข้าร่วมงานสัมมนา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย โดยบริษัทต่าง ๆ ส่งผู้แทนเข้าร่วมสัมมนากว่า 100 ราย และกระทรวงพาณิชย์ยังทำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานพันธมิตรถึง 11 หน่วยงาน ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารพัฒนาเอเชียแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และธนาคารกสิกรไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย ล่าสุด ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,020.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,285.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 28,734.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปญี่ปุ่น อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญจากญี่ปุ่นมาไทย อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317eec004df1940eea25a34477803693c7b162354.jpg' type='image/jpg' length='232905' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โปรโมตข้าวอินทรีย์ไทยในสหรัฐฯ นำเข้าร่วมงานแฟร์ ขายได้กว่า 153 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95566</link>
<guid isPermaLink="false">31d128e41263f13e513fbac1c38d8ad0</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยผลการจัดคณะผู้แทนการค้า เดินทางไปเจรจาขยายตลาด กระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า NPEW 2025 ประสบความสำเร็จตามเป้า ทั้งเชิญสื่อ อินฟลูเอนเซอร์ ช่วยโปรโมตข้าวไทย อาหารไทย ส่วนการนำเข้าร่วมงานแฟร์ ขายได้กว่า 153 ล้านบาท พร้อมถกผู้นำเข้า ผลักดันนำเข้าข้าวไทยเพิ่ม และจะร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทยต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรววงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและกระชับความพันธ์ทางการค้า และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2025 ระหว่างวันที่ 2&ndash;7 มี.ค.2568 ภายใต้โครงการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทยประจำปีงบประมาณ 2568 ว่า กรมได้จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย &ldquo;Healthy Rice by Thai Organic Rice&rdquo; ร่วมกับร้าน Subhannahong Royal Thai Cuisine เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในนครลอสแอนเจลิส มลรัฐแคลิเฟอร์เนีย สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2568 มีผู้นำเข้า สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า 30 ราย ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้ข้าวอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น และกระตุ้นความต้องการบริโภคอาหารไทยและข้าวไทยมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้มอบเกียรติบัตรเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย (ตราเขียว) ให้กับร้าน Subhannahong Royal Thai Cuisine และร้าน Saladang Garden เพื่อให้การรับรองว่าร้านอาหารไทยทั้งสองร้านให้บริการข้าวหอมมะลิไทยที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานจากประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เครื่องหมายตราเขียวให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการนำผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและบริษัทผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย จำนวน 6 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า NPEW 2025 ระหว่างวันที่ 5&ndash;7 มี.ค.2568 ณ เมืองอนาไฮม์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 555,000 ตารางฟุต โดยผลการเข้าร่วมงาน ได้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวอินทรีย์ไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น และยังสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจการค้าให้กับผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์ไทย สามารถทำยอดคำสั่งซื้อกว่า 153 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วม ได้ขอบคุณกรมที่พามาเปิดตลาด เพราะได้เรียนรู้แนวโน้มตลาด ซึ่งจะนำไปพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ต่อไปนอกจากนี้ กรมได้พบปะหารือกับผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญไทยในมลรัฐแคลิเฟอร์เนีย ได้แก่ บริษัท Sun Lee, Inc ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยรายใหญ่ที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี ในตลาดสหรัฐฯ โดยได้หารือถึงแนวทางในการขยายตลาดข้าวไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการซัปพลายข้าวไทยให้กับกลุ่มธุรกิจบริการด้านอาหารฟาสต์ฟู้ด อาทิ Panda Express ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์จีน-อเมริกัน มีสาขากว่า 2,000 แห่ง ที่มีการใช้ข้าวจำนวนมากเป็นตัวเลือกเมนูต่าง ๆ ให้กับลูกค้า และยังได้มีโอกาสหารือกับบริษัท Golden Star Trading, Inc ผู้นำเข้าข้าวอินทรีย์และข้าวคุณภาพสูงจากไทย รวมถึงข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน SRP (มาตรฐานข้าวที่เน้นความยั่งยืนในกระบวนการผลิต) ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาด โดยได้ผลักดันให้มีการนำเข้าข้าวเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดร่วมกันเพื่อกระตุ้นยอดขายตลาดข้าวไทยในสหรัฐฯ และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองบริษัทเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดข้าว แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ รวมถึงข้อเสนอแนะในการขยายการส่งออกข้าวไทย<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้มีโอกาสพบหารือกับบริษัท FoodChain ID ผู้ให้บริการตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจาก USDA โดยได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการช่วยผลักดันการรับรองสินค้าข้าวอินทรีย์ในประเทศไทยโดยเฉพาะแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับข้าวอินทรีย์ไทย รวมถึงข้าวคุณภาพสูงอื่น ๆ เนื่องจากเทรนด์สุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพข้าวไทยเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ทำให้มีโอกาสขยายตลาดได้อีกมาก โดยข้าวไทยต้องเน้นการรักษามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อให้สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง&rdquo; นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไทยในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับ 3 มีปริมาณส่งออกรวม 848,449 ตัน เพิ่มขึ้น 20.1% จากปี 2566 ที่มีปริมาณส่งออก 706,302 ตัน และสหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกข้าวอินทรีย์อันดับ 1 ของไทย มีปริมาณส่งออก 10,901 ตัน เพิ่มขึ้น 48.71% จากปี 2566 ที่มีปริมาณส่งออก 7,218 ตัน โดยคาดการณ์ว่าตลาดข้าวอินทรีย์ในสหรัฐฯ จะยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317534bd23706b5fb9ff08749ba1a6db83f162354.jpg' type='image/jpg' length='358181' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้เป้าผู้ส่งออก ขายโกโก้จีน หลังความต้องการพุ่ง ย้ำเข้มคุณภาพ-มาตรฐาน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95563</link>
<guid isPermaLink="false">ec16d215321d7e6fe4e9584fb5416103</guid>
<pubDate>Mon, 17 Mar 2025 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยจีนมีความต้องการหาแหล่งซื้อโกโก้ใหม่ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ระบุไทยมีโอกาสขาย เหตุเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ภาครัฐส่งเสริม แนะต้องคุมคุณภาพ มาตรฐาน มั่นใจไม่เพียงแต่จะขายจีนได้เพิ่มขึ้น แต่ยังส่งออกไปตลาดโลกได้ด้วย</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงกรณีที่จีนมีความต้องการหาแหล่งผลิตโกโก้แห่งใหม่ เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากราคาโกโก้ตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ไทย จะส่งออกโกโก้ไปยังตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์รายงานข้อมูลสนับสนุนโอกาสดังกล่าว ว่า ขณะนี้ราคาโกโก้กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่ปลายปี 2022 เป็นต้นมา ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเดือน เม.ย.2567 ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 12,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน ทั้งที่ปลายปี 2565 ราคายังอยู่ที่เพียง 2,500 เหรียญสหรัฐ/ตัน แม้ว่าในภายหลังจะมีการปรับราคาลงมาอยู่ที่ 7,000 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ข้อมูลในเดือน ธ.ค.2567 ระบุว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้ได้ทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์อีกครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลจาก Global Trade Atlas ในส่วนของโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ในปี 2567 จีนมีมูลค่าการนำเข้ารวมอยู่ที่ 1,335.52 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.29% โดยนำเข้าหลักจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อิตาลี และเบลเยียม มีมูลค่าการนำเข้า 258.02 , 204.15 , 136.17 , 135.81 และ 80.38 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยในปี2024 ไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 28 มีมูลค่าอยู่ที่ 4.86 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 0.36% ของมูลค่าที่จีนนำเข้าจากทั่วโลก&nbsp;ส่วนการนำเข้าเมล็ดโกโก้ ทั้งเมล็ดหรือแตก และโกโก้ดิบหรือคั่ว ปริมาณ 11,069.11 ตัน ลดลง 20.80% โดยนำเข้าจากประเทศในแถบแอฟริกาตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ มีมูลค่าการนำเข้า 72.34 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 86.92% โดยนำเข้าจาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ เอกวาดอร์ ปาปัวนิวกินี โตโก กินี และกานา มีมูลค่า 20.79 , 20.71 , 19.78 , 6.19 และ 3.59 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ มีสัดส่วนการนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 28.74&nbsp; ,28.63 , 27.35 , 8.56 และ 4.97 ตามลำดับ ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 8 มีมูลค่าที่จีนนำเข้าอยู่ที่ 194,396 เหรียญสหรัฐ สัดส่วน 0.27% ของจีนนำเข้าจากทั่วโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกว่า การนำเข้าโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนต่อโกโก้กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าตลาดโกโก้และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในจีนจะเริ่มต้นช้ากว่าประเทศอื่น ๆ แต่ปัจจุบัน โกโก้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างแพร่หลาย เดิมทีช็อกโกแลตถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักของการใช้โกโก้ แต่การบริโภคช็อกโกแลตในจีนคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของการใช้โกโก้ทั้งหมด ขณะที่อีกสองในสามถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น เบเกอรี ชานมสมัยใหม่ ไอศกรีม และเครื่องดื่มจากนม เป็นต้น ทำให้ผู้ผลิตในจีน มองหาแหล่งการผลิตโกโก้ใหม่ ผลักดันการเพาะปลูกในประเทศ เช่น มณฑลไหหลำ ยูนนาน และสิบสองปันนา รวมไปถึงการหาวัตถุดิบทดแทน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเดียว โดยบรรดาแบรนด์ช็อกโกแลตเริ่มให้ความร่วมมือกับซัปพลายเออร์โกโก้จากหลากหลายภูมิภาค<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากความต้องการโกโก้ในตลาดจีนที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นโอกาสของไทยในการส่งออกโกโก้และผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันไทยเป็นแหล่งปลูกที่มีศักยภาพ มีสภาพอากาศเอื้อต่อการปลูก เนื่องจากโกโก้เป็นพืชเขตร้อน และยังมีการสนับสนุนจากภาครัฐให้โกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคต การพัฒนาให้ความรู้เครือข่ายเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพโกโก้ การพัฒนามาตรฐานสินค้า เช่น GMP และ HACCP เพื่อการส่งออก รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จะช่วยผลักดันและสร้างศักยภาพให้กับโกโก้ไทย เป็นที่รับรู้มากขึ้นในตลาดโลก และเพิ่มโอกาสส่งออก ไม่เพียงแต่ตลาดจีน แต่จะส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ ได้ทั่วโลก&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250317abbd159d49a19e80b3aa75a658261b61162354.jpg' type='image/jpg' length='404788' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะผู้ประกอบการไทยใช้ตุรกี เป็นประตูการค้าขายสินค้าเข้าสู่ตลาดซีเรีย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95300</link>
<guid isPermaLink="false">8a17c4fcb74b80d39e84c38ad8c5ff9b</guid>
<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ส่งออกไทย ใช้ตุรกีเป็นประตูการค้า ขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดซีเรีย หลังความขัดแย้งยุติลง หลังตุรกีเดินหน้าอำนวยความสะดวกการค้า เปิดด่าน ปรับปรุงด่าน ฟื้นการทำ FTA</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสุทธิชาติ นิลคูหา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองอังการา ตุรกี ถึงการขยายตัวของการค้าตุรกีซีเรียภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียและโอกาสที่ไทยจะใช้ตุรกีเป็นฐานในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดซีเรีย ที่ปัจจุบันมีความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า หลังจากการยุติความขัดแย้งในซีเรีย ตุรกีได้เข้าไปทำการค้ากับซีเรียเพิ่มขึ้นโดยปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรก หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อสถานการณ์ในภูมิภาคมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกแห่งตุรกี รายงานว่า การส่งออกของตุรกีไปซีเรีย เดือน ธ.ค.2567 เพิ่มขึ้นเกือบ 20% มูลค่าการค้าทะลุ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการค้ารวมทั้งปีแตะระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ&nbsp;สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีการส่งออกสูงสุด ได้แก่ ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืชน้ำมัน เพิ่มขึ้น 73% ตามด้วยวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่ม 61% สิ่งทอและวัตถุดิบ เพิ่ม 74%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงโอกาสการเข้าถึงหรือการลดขั้นตอนและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าและบริการ ปรับปรุงจุดผ่านแดนที่ถูกปิดมาอย่างยาวนาน และขยายขีดความสามารถของด่านชายแดนที่ยังคงเปิดให้บริการ เพื่อสนับสนุนการส่งออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีแผนที่จะฟื้นการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) และการปรับปรุงระเบียบศุลกากรร่วมกับทางการซีเรีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ซีเรียมีสงครามภายใน ทำให้ซีเรียและประชาชนซีเรียถอยห่างจากประเทศต่าง ๆ ออกไปอย่างมาก การเมืองภายในที่รุนแรง ทำให้หลายประเทศชะลอความสัมพันธ์กับซีเรียออกไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับตุรกีที่ต้องยุติข้อตกลงด้านการค้ากับซีเรียไปตั้งแต่ปี 2011ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตุรกีและซีเรียเคยมีข้อตกลงที่จะลดภาษีทางการค้าให้เป็นศูนย์ในปี 2019 แต่หลังจากที่สงครามภายในประเทศของซีเรียได้ยุติลง ตุรกีที่พยายามแสดงบทบาทที่สำคัญในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว รวมทั้งยังเป็นประเทศเพื่อนบ้านของซีเรีย ก็แสดงท่าทีสนับสนุนผู้นำใหม่ขอซีเรียอย่างชัดเจน ทั้งยังพร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนด้านการค้ากับซีเรีย โดยการฟื้นฟูข้อตกลงการค้าให้กลับมาอีกครั้ง หรือแม้แต่การปรับปรุงเงื่อนไขและกฏระเบียบการค้า เพื่อการนี้อีกด้วยซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการที่ตุรกีฟื้นฟูความสัมพันธ์และผลักดันการค้ากับซีเรียใช้ตุรกีในฐานะที่เป็นจุดศูนย์กลางการกระจายสินค้าในภูมิภาคนี้ส่งออกสินค้าไทยไปขาย และผลักดันเข้าสู่ตลาดซีเรียได้ด้วย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250314bf0f349370e2ff24273dddaa127cb66e161643.jpg' type='image/jpg' length='509061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เร่งเครื่องเจรจา FTA ตั้งเป้าสรุป 25 ธ.ค.68]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95297</link>
<guid isPermaLink="false">276e41e7640a4b7cf041cf23802ad85d</guid>
<pubDate>Fri, 14 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ประชุมทางไกลกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เร่งเครื่องการเจรจา FTA ไทย-อียู หลังผ่านมา 4 รอบ สรุปผลการเจรจาได้แล้ว 2 บท และเริ่มหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ เผย FTA ฉบับนี้ มีความซับซ้อนและมีประเด็นการค้าใหม่ แต่จะทำงานอย่างแข็งขันร่วมกับภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเจรจาได้ประโยชน์สูงสุด ตั้งเป้าสรุปการเจรจาภายในวันที่ 25 ธ.ค.68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร และความโปร่งใส เพื่อผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้กระทรวงพาณิชย์เร่งสรุปผลการเจรจาภายในปีนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงในการขยายตลาด สร้างแต้มต่อให้กับสินค้าไทย ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และดึงดูดนักลงทุนจากยุโรปมาไทยให้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่า การเป็นพันธมิตรทางการค้าที่ไว้ใจได้และมีเสถียรภาพ (trusted and predictable) ผ่านการจัดทำ FTA เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยไทยได้ย้ำกับอียูว่าไทยและอียูมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อข้อกำหนดในข้อตกลง FTA ที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก EU จะมีส่วนช่วยให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ขณะนี้การเจรจา FTA ไทย-อียู ดำเนินการไปแล้ว 4 รอบ สามารถสรุปผลการเจรจาได้ 2 บท และเริ่มหารือเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ โดยการเจรจารอบที่ 5 ฝ่ายอียูจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-4 &nbsp;เม.ย.2568 โดยไทยกับอียูจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถบรรลุผลการเจรจา FTA ภายในวันที่ 25 ธ.ค.2568 และแม้การเจรจา FTA ฉบับนี้ จะซับซ้อนและมีประเด็นใหม่ ๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ พลังงานและวัตถุดิบ รัฐวิสาหกิจและการอุดหนุน การแข่งขันทางการค้า และระบบอาหารที่ยั่งยืน แต่กระทรวงพาณิชย์จะทำงานอย่างแข็งขัน ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาบรรลุผลและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้บริโภคไทย&nbsp;&ldquo;การเร่งสรุป FTA ไทย-อียู ไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าการค้า แต่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย โดยไทยจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เพื่อขยายตลาด ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ และดึงดูดนักลงทุนจากยุโรปให้มากขึ้น ซึ่ง FTA ไทย-อียู จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ไทยปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการแข่งขันในเวทีโลก&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ตนยังได้พบปะนายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทย เพื่อหารือประเด็นการค้าอื่น ๆ อาทิ กระบวนการระงับข้อพิพาทในองค์การการค้าโลก (WTO) การนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดอียู ความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ของอียู<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับอียู เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีมูลค่าการค้ารวม 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 7.17% ของการค้ารวมของไทยกับโลก ไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 24,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 850,000 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบอัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และชิ้นส่วน และไทยนำเข้าจากอียู มูลค่า 19,328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 687,000 ล้านบาท) สินค้านำเข้าสำคัญ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องบินและอุปกรณ์การบินเคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250314f3cadc18f1d3bbcdb77dec176ef92269161643.jpg' type='image/jpg' length='290234' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”เคาะตั้งทีมปราบสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย ลุยตรวจสอบทั่วประเทศ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95086</link>
<guid isPermaLink="false">f30736cc0934a38faff2b296a16d947a</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เคาะตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย มอบ &ldquo;จักรา&rdquo; รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ลุยตรวจสอบมาตรฐานสินค้า และธุรกิจนอมินีทั่วประเทศ เพื่อให้การปราบปรามทำได้เข้มข้นมากขึ้น พร้อมดึง กขค. ร่วมใช้อำนาจตามกฎหมายปราบปราม และอนุมัติชงของบกลางให้ อย.ตั้งห้องแลปเพิ่ม ให้ สคบ.และ สมอ. เพิ่มศักยภาพตรวจสินค้านำเข้า โชว์ผลงานเก็บ VAT พุ่ง 1,500 ล้าน นำเข้าสินค้าออนไลน์ลดเดือนละ 3,645 ล้าน กวาดล้างนอมินี 851 ราย เสียหาย 3,645 ล้าน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ร่วมกับ 17 หน่วยงานภาครัฐ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศผิดกฎหมาย โดยมี ร.ต.จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีม ลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การจดทะเบียนธุรกิจ และธุรกิจนอมินีทั่วประเทศ เพื่อทำให้ความเข้มข้นของการปราบปรามดียิ่งขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ได้เห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ในการนำกฎหมายมาบังคับใช้เพื่อป้องกันสินค้าต่างชาติที่ทะลักเข้ามาจนกระทบผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการมีอำนาจเหนือตลาด และการร่วมกันกำหนดราคาสินค้า และเห็นชอบการขอรับการจัดสรรงบกลางตามคำขอของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อจัดตั้งห้องปฏิบัติการด่านอาหารและยา ณ ท่าเรือแหลมฉบังและด่านเชียงของ 101.7 ล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบและเฝ้าระวังการขายสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ 1.8 ล้านบาท รวมถึงให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อีก 5.4 แสนบาท&nbsp;ขณะเดียวกัน ได้รับทราบผลดำเนินการของ 2 คณะอนุกรรมการ ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทย และแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ กับคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ 1,500 ล้านบาท จากสินค้านำเข้าต่ำกว่า 1,500 บาท และดำเนินคดีสินค้าผิดกฎหมาย 24,626 คดี มูลค่าความเสียหาย 1,257 ล้านบาท และลดการนำเข้าสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ ลง 8% เฉลี่ยเดือนละ 3,645 ล้านบาท และกวาดล้างธุรกิจนอมินี 851 ราย มูลค่าความเสียหาย 15,121 ล้านบาท &nbsp;<br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การแต่งตั้งคณะทำงานปราบปรามสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายมี 2 หน้าที่หลัก คือ การควบคุมสินค้านำเข้า และการตรวจสอบธุรกิจนอมินีของคนต่างด้าว โดยจะดำเนินการควบคุมสินค้านำเข้า เพิ่มการตรวจสอบสินค้าที่เข้าสู่ประเทศไทยจากเดิม 20% เป็น 30% ตรวจสอบแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น อย. และ มอก. และสินค้าคุณภาพต่ำ ส่วนสินค้าที่ไม่ได้ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่กระจายอยู่ในตลาดทั่วไป ก็ต้องเพิ่มการตรวจสอบออฟไลน์ให้ครอบคลุม<br />
<br />
ส่วนการตรวจสอบธุรกิจนอมินีของคนต่างด้าว จะเน้นตรวจสอบเอกสารการถือหุ้นและรูปแบบการดำเนินธุรกิจของชาวต่างชาติ ที่บางกรณีพบว่าธุรกิจของชาวต่างชาติอาจจดทะเบียนในชื่อคนไทยทั้งหมด ทำให้ตรวจสอบได้ยาก และบางธุรกิจจดทะเบียนในจังหวัดหนึ่ง แต่ดำเนินการจริงในอีกจังหวัด ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยคณะทำงานชุดนี้ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งสินค้านำเข้าและธุรกิจนอมินีควบคู่กัน โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025031350ed95e5714e6a34da1d5d0dae5ef3fe162957.jpg' type='image/jpg' length='294647' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซขายสินค้าเจาะตลาดเวียดนาม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/95082</link>
<guid isPermaLink="false">ee93422c940859692f433135f5244c57</guid>
<pubDate>Thu, 13 Mar 2025 16:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยเวียดนามกำลังปรับปรุงกฎหมายอีคอมเมิร์ซใหม่ ปิดช่องโหว่กฎระเบียบเดิม และต้องการหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล แนะผู้ประกอบการไทย ใช้ประโยชน์จากการเติบโตนี้ แนะนำสินค้าไทย และขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.อุษาศรี เขียวระยับ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ถึงความคืบหน้าของรัฐบาลเวียดนามที่ออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ของกฎระเบียบเดิม และหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล และโอกาสของไทยในการใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซในการขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเวียดนาม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MoIT) ของเวียดนาม ประกาศแผนออกกฎหมายอีคอมเมิร์ซฉบับสมบูรณ์ เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนและแข็งแกร่งรองรับการเติบโตของภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยกฎหมายฉบับใหม่นี้ มุ่งแก้ไขช่องโหว่ของกฎระเบียบเดิม พร้อมปรับให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะให้คำจำกัดความที่ชัดเจนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและแพลตฟอร์มตัวกลาง เพื่อขจัดความคลุมเครือและสร้างมาตรฐาน และยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ครอบคลุมทุกด้านของกิจกรรมอีคอมเมิร์ซ พร้อมระบุสิทธิและหน้าที่ของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ครอบคลุมทุกรูปแบบธุรกิจและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการกับปัญหาการจำหน่ายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมาย และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ อีกทั้งยังมีมาตรการรับรองความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของบริการสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเสนอกฎหมายต่อสภาแห่งชาติในเดือน ต.ค.2568 และคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในเดือน พ.ค.2569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตลาดอีคอมเมิร์ซของเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยขึ้นแท่นเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับสามในอาเซียนในปี 2567 และติดอันดับที่ห้าของโลกในแง่อัตราการเติบโตในปี 2565 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C เพิ่มขึ้นจาก 2,970 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2557 เป็น 20,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566 มีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 20&ndash;30 ต่อปี และในปี 2567 แตะระดับ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 9 ของรายได้รวมจากสินค้าหรือบริการของประเทศ&nbsp;สำหรับ Shopee เป็นแพลตฟอร์มครองตลาดด้วยกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกและโปรโมชันที่ดึงดูดผู้บริโภค ขณะที่ Tiki , Sendo และ Lazada Vietnam เป็นผู้เล่นหลักในตลาด โดย Tiki มีจุดเด่นด้านเครือข่ายโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ส่วน Sendo มุ่งเน้นเจาะกลุ่มตลาดในเขตชนบท แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Amazon และ AliExpress ของ Alibaba แม้จะมีบทบาทในตลาดเวียดนาม แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากผู้เล่นท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยและมีความคล่องตัวสูง กว่าร้อยละ 70 ของการซื้อสินค้าออนไลน์ในเวียดนามดำเนินการผ่านอุปกรณ์มือถือ โดยสินค้ายอดนิยม ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า แฟชั่นผลิตภัณฑ์ความงาม และเครื่องใช้ในบ้าน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากการปรับปรุงกฎหมายอีคอมเมิร์ซ ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเวียดนามมีโอกาสเติบโตสูงมาก อีกทั้งประชากรในเวียดนามกว่าร้อยละ 60 ยังมีการซื้อขายออนไลน์ มีมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 400 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ทำให้อีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางการซื้อขายหลัก โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับการเติบโตของตลาดดิจิทัล ทำให้เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทันสมัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;โอกาสทางธุรกิจจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของเวียดนาม รวมถึงผู้ประกอบการจากต่างประเทศ สามารถใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่และขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ได้อย่างกว้างขวางในเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503132ed9f07292575e456238ed004837bba6162957.jpg' type='image/jpg' length='270614' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยผลไม้ แชมป์ส่งออกสินค้าเกษตร “ทุเรียน”นำโด่งขายกว่า 1.34 แสนล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94599</link>
<guid isPermaLink="false">3cb683654b680d618a44932e53baacaf</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.วิเคราะห์การส่งออกผลไม้ปี 67 พบเป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่ง มีมูลค่า 2.31 แสนล้านบาท สัดส่วน 22.6% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด เผยทุเรียน ส่งออก 1.34 แสนล้านบาท สัดส่วน 72.9% ของยอดส่งออกผลไม้สด ตามด้วยลำไย มังคุด มะพร้าวอ่อน มะม่วง ชี้ผลไม้ส่วนใหญ่ มีจีนเป็นตลาดหลัก ยกเว้นมะม่วง เกาหลีใต้เป็นตลาดหลัก แนะปรับตัว รักษาส่วนแบ่งตลาดจีนเหนือคู่แข่ง และหาตลาดส่งออกใหม่ ลดความเสี่ยง</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการวิเคราะห์การส่งออกผลไม้ในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยมีการส่งออกทั้งแบบสด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง รวมมูลค่า 6,510.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (231,401 ล้านบาท) สูงกว่ามูลค่าการส่งออกเฉลี่ยในข่วง 5 ปีที่ผ่านมา (5,855.7 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 22.6% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย และเฉพาะการส่งออกผลไม้สด มีมูลค่า 5,149.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (183,823 ล้านบาท) โดยมีปัจจัยหนุนจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นจากความนิยมของผู้บริโภคชาวต่างชาติในผลไม้ไทย ทั้งในด้านคุณภาพมาตรฐาน ความหลากหลายของสายพันธุ์ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์<br />
<br />
สำหรับผลไม้สดที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ทุเรียน มีปริมาณการส่งออก 859,183 ตัน มูลค่า 3,755.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (134,852 ล้านบาท) สัดส่วน 72.9% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้สดทั้งหมดของไทย โดยตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 97.4% ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนสดของไทย 2.ฮ่องกง 1.3% 3.เกาหลีใต้ 0.3% 4.มาเลเซีย 0.2% และ 5.สหรัฐฯ 0.2%<br />
<br />
ลำไย มีปริมาณการส่งออก 527,927 ตัน มูลค่า 571.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (19,698 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 73.1% 2.อินโดนีเซีย 14.2% 3.เวียดนาม 6.7% 4.มาเลเซีย 1.5% และ 5.อินเดีย 1.0%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มังคุด มีปริมาณการส่งออก 284,860 ตัน มูลค่า 490.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,573 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 91.0% 2.เวียดนาม 4.8% 3.เกาหลีใต้ 1.6% 4.สหรัฐฯ 0.5% และ 5.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0.3%&nbsp;<br />
มะพร้าวอ่อน มีปริมาณการส่งออก 257,428 ตัน มูลค่า 217.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (7,616 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 82.7% 2.สหรัฐฯ 7.1% 3.ฮ่องกง 2.1% 4.สิงคโปร์ 1.6% และ 5.เนเธอร์แลนด์ 1.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
มะม่วง ปริมาณการส่งออก 106,753 ตัน มูลค่า 133.09 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,716 ล้านบาท) ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.เกาหลีใต้ สัดส่วน 61.8% 2.มาเลเซีย 25.6% 3.ญี่ปุ่น 2.9% 4.เวียดนาม 2.8% และ 5.สปป.ลาว 0.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกผลไม้สดของไทย พึ่งพาจีนเป็นตลาดหลัก ซึ่งไทยกำลังเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดจีน เช่น ทุเรียนสด ไทยได้รับการอนุญาตให้นำเข้าจีนได้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2546 แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มอนุญาตการนำเข้าทุเรียนสดจากเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และยังมีเรื่องกฎระเบียบการนำเข้าของจีนที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น ไทยควรเร่งปรับตัวเพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งในตลาดจีนไว้ให้ได้ รวมถึงเร่งเจาะตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะตลาดที่มีการนำเข้าผลไม้จากโลกในสัดส่วนสูงแต่ไทยยังมีส่วนแบ่งในตลาดนั้นไม่มาก เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน และลดผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;แม้ว่าปีที่ผ่านมา การส่งออกผลไม้ของไทยในภาพรวมหดตัว เนื่องจากผลผลิตออกน้อย สาเหตุจากสภาพอากาศที่ร้อนแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตผลไม้หลายชนิดลดลง และกระทบต่อการส่งออก แต่ผลไม้ก็ยังคงเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ สามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมาก ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายดูแลสินค้าเกษตร เน้นย้ำให้หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในประเทศ ผลักดันการส่งออกไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ และการสนับสนุนการนำผลผลิตไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งได้มีการเตรียมมาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกปี 2568 สำหรับดูแลผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดไว้แล้ว&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250311f2014dd7ceb1c048df3cacea502316bb161455.jpg' type='image/jpg' length='454605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ลุยเสริมแกร่งธุรกิจสูงวัย รองรับสังคมสูงอายุ คาดปี 78 พุ่ง 28% ของประชากร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94597</link>
<guid isPermaLink="false">5ef4d37cb026cc5782910c71636e172b</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยสิ้นปี 68 คาดประชากรผู้สูงอายุของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 14.4 ล้านคน สัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และปี 78 จะเพิ่มเป็นสัดส่วน 28% แนะผู้ประกอบการในธุรกิจสูงวัย ต้องเร่งวางแผนการทำธุรกิจ พัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของคนไทย และคนต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการ เตรียมเดินหน้าช่วยเสริมแกร่งการทำธุรกิจ ยกระดับมาตรฐาน และนำเข้าร่วมงานแฟร์โชว์ศักยภาพ&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 จำนวนประชากรผู้สูงอายุของไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 14.4 ล้านคน หรือคิดเป็นมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์ว่าในปี 2578 สัดส่วนประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข) ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจในกลุ่ม Healthcare &amp; Wellness ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี ล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดในอีก 10 ปีข้างหน้า<br />
<br />
ทั้งนี้ จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุดังกล่าว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยสำคัญต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจตอบรับความต้องการของสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย ปัญหาหรือความต้องการของผู้สูงอายุ ข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ รวมถึงความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะและประสบการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย&nbsp;นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด ในการส่งเสริมและยกระดับธุรกิจ Healthcare &amp; Wellness ให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการบริการในระดับสากล โดยมีการพัฒนาหลักสูตรด้านการบริหารจัดการและการตลาดที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจที่ผ่านการอบรมแล้วกว่า 8,110 ราย รวมทั้งร่วมมือกับสมาคมการค้าและบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย พัฒนาหลักสูตร Smart Senior Care Business การบริหารจัดการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพขึ้น พร้อมทั้งมอบรางวัลสถานประกอบการมาตรฐานดี Senior Care Business Quality Award ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุคุณภาพจำนวน 178 ราย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจดูแลผู้สูงอายุกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ และธุรกิจที่พัก เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าร่วมกัน<br />
<br />
ส่วนในปี 2568 ได้เตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;DBD Wellness 2025&rdquo; ภายใต้แนวคิด&nbsp; Empowering Growth, Sustaining Your Business เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ Wellness &amp; Healthcare ได้แก่ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจสปา ธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ ธุรกิจกายภาพบำบัด และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ผ่านการ Workshop ในหลักสูตร &ldquo;พลิกเกมธุรกิจ Wellness ให้ปังด้วยพลังดิจิทัลและเครือข่ายธุรกิจ&rdquo; และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจสู่ความยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการตลาดในการเข้าร่วมแสดงศักยภาพและเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจต่างชาติในงาน Thailand Wellness and Healthcare 2025 ระหว่างวันที่ 26-29 มิ.ย.2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยคาดว่ากิจกรรมนี้จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายและการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มี.ค.2568) ธุรกิจ Healthcare &amp; Wellness มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 28,665 ราย มีมูลค่าจดทะเบียน 361,677 ล้านบาท มีรายได้ปี 2566 กว่า 1,066,976 ล้านบาท และธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินการอยู่ 776 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 4,236 ล้านบาท และสร้างรายได้ปี 2566 อยู่ที่ 1,295 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503119952d9c6342e1eed18c98510b9f3e9a4161455.jpg' type='image/jpg' length='319797' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”โชว์ผลนำผู้ประกอบการร่วมงาน Gulfood 2025 ฟันยอดขาย รวม 6,748 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94595</link>
<guid isPermaLink="false">d230853d87b635df494f0717c337b165</guid>
<pubDate>Tue, 11 Mar 2025 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โชว์ผลสำเร็จนำผู้ประกอบการไทย 138 บริษัท เข้าร่วมงาน Gulfood 2025 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกลงซื้อขายทันทีกว่า 833 ล้านบาท และคาดมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี อีก 5,915 ล้านบาท เผยระหว่างจัดงาน ได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพิ่มเติมให้กับ 28 บริษัทที่แสดงความสนใจ ขายได้ทันที 315 ล้านบาท และภายใน 1 ปี 992 ล้านบาท รวมยอดทั้งสิ้น 6,748 ล้านบาท</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ (สคต.ดูไบ) และหอการค้าไทย นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 138 บริษัท เข้าร่วมงาน Gulfood 2025 ในรูปแบบคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ระหว่างวันที่ 17-21 ก.พ.2568 ณ Dubai World Trade Centre (DWTC) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้นำสินค้าไทยไปขายในตลาดโลก โดยผลการเข้าร่วมงาน ประสบความสำเร็จเกินเป้า ผู้ประกอบการไทย มีการเจรจาธุรกิจและตกลงซื้อขายทันทีกว่า 518 ล้านบาท และคาดมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี อีก 4,923 ล้านบาท รวมมูลค่า 5,441 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ DITP ได้นำผู้ประกอบการเข้าร่วมใน Thailand Pavilion พื้นที่รวม 885 ตร.ม. แบ่งเป็น 4 โซน ประกอบด้วย 1.World Food-1 จำนวน 62 บริษัท 2.World Food-2 จำนวน 12 บริษัท 3.Beverage จำนวน 40 บริษัท 4.Pulses &amp; Grains (Rice) จำนวน 24 บริษัท&nbsp;นอกจากนี้ เนื่องจากมีผู้ประกอบการไทยสนใจเข้าร่วมงาน Gulfood เป็นจำนวนมาก สคต.ดูไบ จึงได้จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพิ่มเติมในช่วงเวลาการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย สร้างความสัมพันธ์ และเป็นการเปิดประตูโอกาสการค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้พื้นที่บริเวณ Thailand Pavilion ในงาน Gulfood 2025 มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมนี้จำนวน 28 บริษัท สามารถสร้างสัมพันธ์เครือข่ายจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อผู้นำเข้าที่เข้าชมงานได้จำนวน 336 คู่ เกิดมูลค่าการสั่งซื้อทันทีกว่า 315 ล้านบาท และมูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปีกว่า 992 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 1,307 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;สินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากประเทศต่าง ๆ เดินทางเข้ามาชมสินค้า สอบถามรายละเอียดสินค้า และเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย โดยผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานทุกราย ต่างพึงพอใจ และประสงค์ให้กรมดำเนินการจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวในงานต่อไป&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
งาน Gulfood 2025 เป็นงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง สามารถเชื่อมโยงตลาดผู้ซื้อ ผู้ขายทั้งในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชีย กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) อเมริกา และยุโรป โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากกว่า 5,500 ราย จาก 129 ประเทศ มีผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าชมงานมากกว่า 110,000 คน&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250311542417fe7ea81b8cca074314852cb101161455.jpg' type='image/jpg' length='517552' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดงาน STYLE Bangkok 2025 โชว์สินค้าไลฟ์สไตล์-แฟชัน ดันสู่ตลาดโลก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94128</link>
<guid isPermaLink="false">70c2e2fa2725f48b09a687a207b85d3f</guid>
<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 16:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน STYLE Bangkok 2025 วันที่ 2-6 เม.ย.นี้ ขนทัพสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน จากผู้ผลิต ผู้ส่งออก นักออกแบบรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการรายเล็ก มาจัดแสดงศักยภาพ เข้าร่วมเวทีเจรจาธุรกิจ เปิดโอกาสส่งออกสู่ตลาดโลก</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้จับมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน STYLE Bangkok 2025 ระหว่างวันที่ 2-6 เม.ย.2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก นักออกแบบไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายเล็กในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน ได้แสดงศักยภาพ และเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลก รวมทั้งช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า<br />
<br />
สำหรับการจัดงาน STYLE Bangkok 2025 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ธีม The International Trade Fair for Visionary Design, Lifestyle, Fashion and Experience เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์อันดีในฐานะงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันที่ครบวงจร&nbsp;&ldquo;อุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชัน เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ และยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามนโยบายส่งเสริมซอฟต์ พาวเวอร์ของรัฐบาล โดยผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันของไทย มีศักยภาพและจุดแข็งที่การออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และมีการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล การจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยโชว์ศักยภาพ แต่กรมมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชันในภูมิภาคอาเซียนด้วย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ การจัดงานในปีนี้ ยังมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ผ้าไทย ภายใต้โครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ตามแนวพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นิทรรศการรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (DEmark) และนิทรรศการ Good Design Award (G-Mark) นิทรรศการผลงานผู้เข้ารอบการประกวดรางวัลออกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์แห่งอาเซียน 2025 นิทรรศการสินค้าของขวัญ ของชําร่วย และของตกแต่งบ้านที่มีดีไซน์และงานออกแบบเพื่อความยั่งยืน นิทรรศการแนวโน้มเทรนด์แฟชัน และ Supply Chain ในอุตสาหกรรมแฟชัน นิทรรศการ STYLE Gallery ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมและคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนิทรรศการส่งเสริมอุตสาหกรรม Art Toy ของผู้ประกอบการไทย และยังมีกิจกรรมเสวนาแนวโน้มเทรนด์การค้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากผู้เชี่ยวชาญชาวอิตาลี และแนวโน้มเทรนด์กลุ่มวัสดุ วัตถุดิบในการผลิต โดยผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503077c0a5b81a41f73da2efc07a714089a63161727.jpg' type='image/jpg' length='298035' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เงินเฟ้อ ก.พ.68 เพิ่ม 1.08% บวกต่อเนื่อง 11 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 3]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/94127</link>
<guid isPermaLink="false">c5336dcd427eb383562297f115393b73</guid>
<pubDate>Fri, 07 Mar 2025 16:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อ ก.พ.68 เพิ่ม 1.08% บวกต่อเนื่อง 11 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 3 จากการสูงขึ้นของราคากลุ่มอาหาร ทั้งผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารสำเร็จรูป รวมถึงน้ำมันดีเซล ค่าไฟ ตั๋วเครื่องบิน รวม 2 เดือน เพิ่ม 1.2% คาด มี.ค. ยังทรงตัวสูง จากฐานน้ำมันปีก่อนสูง ท่องเที่ยวโต ดันสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องขยับ และเกษตรบางรายการยังราคาสูง ส่วนเป้าทั้งปี 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 100.55 เทียบกับ ก.พ.2567 เพิ่มขึ้น 1.08% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และสูงขึ้นเกิน 1% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป ประกอบกับมีการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ค่ากระแสไฟฟ้า และค่าโดยสารเครื่องบิน สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อช่วง 2 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้น 1.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 1.08% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.03% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้สด (กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง แตงโม สับปะรด) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ก๋วยเตี๋ยว) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล กุ้งขาว เนื้อสุกร ปลาทูนึ่ง ปลาหมึกกล้วย ปลาทู) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำมันพืช มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำพริกแกง กะทิสำเร็จรูป) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) และกลุ่มไข่และผลิตภัณฑ์นม (นมสด ไข่เป็ด) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ผักสดบางชนิด (มะนาว พริกสด ผักคะน้า มะเขือ ผักชี ผักกาดขาว) ผลไม้บางชนิด (องุ่น แก้วมังกร) ไก่ย่าง/ไก่ทอด และซีอิ๊ว เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 0.40% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน และค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) ขณะที่มีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว น้ำยาระงับกลิ่นกาย แป้งผัดหน้า) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยาถูพื้น น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (กางเกงขายาวบุรุษ เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ก.พ.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.99% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ม.ค.2568 ที่สูงขึ้น 0.83% และรวม 2 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) เพิ่มขึ้น 1.20%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน มี.ค.2568 ใกล้เคียงเดือน ก.พ.2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 29.92 บาทต่อลิตร การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และวัตถุดิบต้นน้ำของสินค้าเกษตรบางชนิดราคายังอยู่ระดับสูง โดยเฉพาะพืชสวน เช่น กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ขั้นกลางหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น เช่น กาแฟ น้ำมันพืช และกะทิ เป็นต้น และเงินเฟ้อไตรมาสแรก คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1-1.2% เพราะฐานปีที่แล้วต่ำ ส่วนไตรมาส 2 คาดเพิ่ม 0.5% เพราะฐานปีที่แล้วเริ่มขยับสูงขึ้น ส่วนทั้งปี ยังอยู่ในเป้าเดิม 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%<br />
<br />
ทั้งนี้ มีปัจจัยที่จะทำให้เงินเฟ้อลดลง เช่น การลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกซึ่งต่ำกว่าปีก่อนหน้า และคาดว่าจะส่งผลให้ราคาแก๊สโซฮอล์ภายในประเทศปรับตัวลดลง ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ขณะที่ในปี 2568 สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250307e92e4e8dddbda7ee36f904aee1de5450161727.jpg' type='image/jpg' length='314612' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ ชวนผู้ประกอบการร่วมกิจกรรม นักธุรกิจมืออาชีพ-นักการตลาดเชิงสร้างสรรค์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93693</link>
<guid isPermaLink="false">f91816620bf75e0a02000631c259ac04</guid>
<pubDate>Wed, 05 Mar 2025 15:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชวนผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมกิจกรรม นักธุรกิจมืออาชีพ รุ่นที่ 13 และนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ รุ่นที่ 10 เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพิ่มไอเดียทำธุรกิจ เรียนรู้การทำตลาดยุคดิจิทัล เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 มี.ค.68 งานนี้ฟรี</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้กำหนดจัดกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ รุ่นที่ 13 (Smart Professional Entrepreneur : DBD-SPE) และกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Advance Creative Marketeer : DBD-ACM) รุ่นที่ 10 เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจสู่ความเป็นมืออาชีพและเป็นผู้นำด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ดิจิทัล การตลาด และการสร้างแบรนด์ โดยจะรับสมัครผู้ประกอบการจำนวน 100 ราย เข้ารับการอบรม จากนั้นจะคัดเหลือ 40 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ และจำนวน 20 ราย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ผ่านกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพก่อน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับการเสริมสร้างองค์ความรู้แบบเข้มข้น เพื่อเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ กว่า 51 ชั่วโมง และนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์กว่า 27 ชั่วโมง ในหัวข้อด้านการตลาด การเงิน การบริหารธุรกิจ การบริหารทรัพยากรมนุษย์และด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม พร้อมได้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากกูรูทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว พัฒนาโมเดลธุรกิจที่มีความแตกต่างสำหรับธุรกิจตนเอง การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ&nbsp;ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านการพัฒนาธุรกิจ การสร้างคอนเทนต์ และการนำเสนอธุรกิจจากทั้ง 2 กิจกรรม จะมีโอกาสได้เป็นผู้เข้าชิงรางวัล The Best Practice นักธุรกิจต้นแบบที่จะได้รับโปรโมตธุรกิจผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ชั้นนำ และได้เข้าร่วมโชว์ธุรกิจและจำหน่ายสินค้าจริงในงานแสดงสินค้าที่ยิ่งใหญ่ของ SME ในงาน &ldquo;Smart SME Expo 2025&rdquo; ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี ช่วงเดือน ส.ค.2568 ด้วย<br />
<br />
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 7 มี.ค.2568 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.เป็นบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลหรือทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือมีหลักฐานการดำเนินธุรกิจที่หน่วยงานราชการออกให้ 2.เป็นเจ้าของธุรกิจ ทายาท หรือผู้บริหารที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของกิจการ 3.สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการ 4.ส่งหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาครบถ้วน 5.ผู้ที่สมัครกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ต้องเป็นผู้ที่เคยผ่านกิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพมาก่อน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนพัฒนาเครือข่ายธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์ 02 547 5985 สายด่วน 1570 และ&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
กิจกรรมนักธุรกิจมืออาชีพ (Smart Professional Entrepreneur : DBD-SPE) และกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ (Advance Creative Marketeer : DBD-ACM) เป็นกิจกรรมที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจสู่ความเป็นมืออาชีพและเป็นผู้นำด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่สามารถนำไปสู่การเกิดมูลค่าเพิ่มทางการค้า โดยที่ผ่านมา ได้สร้างนักธุรกิจมืออาชีพและนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ มาแล้วจำนวน 963 ราย และสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าให้กับภาคธุรกิจกว่า 500 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250305bc0cb17b360a9a299c238f4abb8f4a53152011.jpg' type='image/jpg' length='360011' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ก.พ.68 เพิ่ม 0.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93692</link>
<guid isPermaLink="false">d58730d93e260c9c369dda49df6e3706</guid>
<pubDate>Wed, 05 Mar 2025 15:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.พ.68 เพิ่ม 0.1% ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือนติด จากการสูงขึ้นของไม้ คอนกรีต จากน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ทำต้นทุนขนส่งเพิ่ม วัสดุฉาบผิว สูงตามปิโตรเคมี อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงตามทองแดงและเม็ดพลาสติก ยางมะตอย ตามความต้องการใช้ซ่อมถนน ส่วนเหล็ก ซีเมนต์ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ลดลง จากภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว คาด มี.ค.ยังขยับต่อ จากการลดดอกเบี้ย กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ขยับ และน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่ม &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 112.1 เพิ่มขึ้น 0.1% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน จากการสูงขึ้นของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์คอนกรีต จากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น วัสดุฉาบผิวสูงขึ้นตามราคาปิโตรเคมี อุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นตามทองแดงและเม็ดพลาสติก ยางมะตอยสูงขึ้นจากความต้องการใช้ซ่อมแซมถนนหลังเกิดอุทกภัย ส่วนเหล็กและผลิตภัณฑ์ ราคาลดลง จากปัญหาอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่ยืดเยื้อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว จากการอนุมัติสินเชื่อและหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ซีเมนต์ กระเบื้อง และสุขภัณฑ์ ลดลงตามกำลังซื้อที่ชะลอตัว<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เพิ่ม 0.9% จากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้พื้น ไม้แบบ แผ่นไม้อัด และวงกบประตู หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต เพิ่ม 0.5% จากสินค้าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก บ่อพักคอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ จากปัจจัยราคาน้ำมันดีเซลที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ปรับราคาสูงขึ้น หมวดวัสดุฉาบผิว เพิ่ม 1.3% จากสินค้าสีทาถนนชนิดสะท้อนแสง และหมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ เพิ่ม 7.2% จากสินค้ายางมะตอย โดยสินค้าสำคัญของทั้งสองหมวดสูงขึ้นจากต้นทุนปิโตรเลียมที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตปรับราคาสูงขึ้น รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านคมนาคมของภาครัฐ และการซ่อมแซมถนนหลังเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา เพิ่ม 2.2% จากสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT ถังดักไขมัน และถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง เม็ดพลาสติก) ที่ปรับราคาตามตลาดโลก รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น&nbsp;ส่วนหมวดสินค้าสำคัญที่ดัชนีราคาลดลง ได้แก่ หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลด 3.2% จากการลดลงของสินค้าเหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย และลวดเหล็กเสริมคอนกรีตอัดแรง จากราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัญหาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อ แม้ว่าจีนจะออกมาตรการเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาแล้วก็ตาม หมวดซีเมนต์ ลด 1.5% จากการลดลงของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากต้นทุนการผลิตลดลงจากราคาถ่านหินปรับลดลงโดยมีสาเหตุจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทดแทนมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ถ่านหินลดลง ประกอบกับมีการแข่งขันในธุรกิจซีเมนต์สูงมาก<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ภาคเอกชนชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ เนื่องจากมีสต็อกอสังหาริมทรัพย์คงค้างสูง จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาหมวดกระเบื้อง ลด 1.3% ลดลงจากสินค้ากระเบื้องเคลือบบุผนัง กระเบื้องเคลือบปูพื้น เป็นต้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลด 2.0% จากสินค้าโถส้วมชักโครก กระจกเงา และราวจับสแตนเลส<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มี.ค.2568 ยังมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกต่าง ๆ เช่น การปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะช่วยให้การลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน และกำลังซื้อภาคอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัว นโยบายทางเศรษฐกิจและมาตรการภาษีที่เข้มงวดของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น เช่น เหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ซึ่งมีความผันผวนสูงและมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อต้นทุนราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่จะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250305b2c361ef268dc73000eceb6376666279152011.jpg' type='image/jpg' length='427054' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์มั่นใจบริการออนไลน์ 100% สำเร็จกลางปี 68 เร็วกว่าเป้าที่ตั้งไว้ปี 70]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93200</link>
<guid isPermaLink="false">908ec0d000d8dc0ebbcbe1dec21aa3ad</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>รมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยการมุ่งสู่เป้าหมายเป็นองค์กรดิจิทัล 100% ทำได้เร็วเกินกว่าที่ตั้งไว้ภายในปี 70 คาดสำเร็จลุล่วงกลางปี 68 นี้ หลังงานบริการทางอิเล็กทรอนิกส์สุดท้าย ระบบการอนุญาตให้จัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า จะเปิดให้บริการได้ช่วงกลางปี 68</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการเดินหน้าสู่งเป้าหมายการเป็นองค์กรดิจิทัล โดยจะเปิดให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการแบบ 100% เร็วกว่ากำหนดเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ภายในปี 2570 และมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จภายในกลางปี 2568 ที่จะถึงนี้ เพราะขณะนี้เหลือเพียงระบบการอนุญาตให้จัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า ซึ่งเป็นงานบริการประเภทสุดท้ายที่กรมกำลังจะเปิดให้บริการออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยล่าสุดกรมได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งหอการค้า พ.ศ. ... และร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตจัดตั้งสมาคมการค้า พ.ศ. ... ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา และ ครม. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเป็นลำดับถัดไปแล้ว&nbsp;สำหรับร่างกฎกระทรวงที่แก้ไขนี้&nbsp; มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ยกเลิกการเรียกสำเนาทะเบียนบ้านจากผู้เริ่มก่อการจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้า 2.การกำหนดช่องทางยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมสามารถจดทะเบียนได้ผ่านช่องทาง Walk in เท่านั้น 3.กำหนดให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งหอการค้าและสมาคมการค้าสามารถลงลายมือชื่อต่อหน้าบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือข้าราชการพลเรือนระดับปฏิบัติการซึ่งมีอายุงานตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป เป็นต้น โดยไม่ต้องลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียน<br />
<br />
ทั้งนี้ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเสร็จแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในกฎกระทรวง และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับต่อไป ซึ่งกรมคาดว่าเมื่อเสร็จกระบวนการทางกฎหมายแล้ว จะสามารถเปิดให้บริการระบบจดทะเบียนหอการค้าและสมาคมการค้าออนไลน์ได้ประมาณกลางปี 2568 นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การปรับปรุงร่างกฎกระทรวงดังกล่าว จะช่วยให้กฎหมายของไทยมีความทันสมัย สอดรับกับการให้บริการของกรม และหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดบทบาทของภาครัฐในการเป็นผู้ควบคุมธุรกิจให้กลายเป็นผู้ส่งเสริม โดยเฉพาะผู้ประกอบวิสาหกิจจะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งเป็นหอการค้าและสมาคมการค้าได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประกอบกับลดภาระค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนในการดำเนินการให้แก่ผู้เริ่มก่อการ รวมถึงสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบวิสาหกิจให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250303276007082f38c5623999429b5d486650154834.jpg' type='image/jpg' length='802861' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ดัชนีราคาผู้ผลิต ก.พ.68 ลด 0.3% จากการลดลงของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93198</link>
<guid isPermaLink="false">e5ba9ea5ac4042dd68dd58fc4b42a49c</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ก.พ.68 ลดลง 0.3% จากการลดลงของสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง จากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เหตุราคาตลาดโลกลดลง และมีผลกระทบจากมาตรการทางการค้าโลก ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น คาด มี.ค. ขยายตัวต่ำ โดยได้รับผลดีจากการเร่งซื้อของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสหรัฐฯ แต่ต้องจับตาราคาสินค้าเกษตร</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือน ก.พ.2568 เท่ากับ 111.3 ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับ ก.พ.2567 จากการลดลงของราคาสินค้าหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง 0.3% ที่ปัจจุบันเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกในภูมิภาค และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 0.3% ตามทิศทางเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกจากอุปสงค์ของตลาดปลายทาง และผลกระทบจากมาตรการทางการค้าโลก ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่มขึ้น 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของก๊าซธรรมชาติเหลว (NG) และสังกะสี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ที่ลดลง 0.3% มีผลจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับประเทศผู้ส่งออกรายสำคัญยกเลิกมาตรการระงับการส่งออก ทำให้ผลผลิตในตลาดโลกมีปริมาณสูงขึ้น อ้อย จากฐานราคาของปีก่อนที่สูง ประกอบกับปริมาณผลผลิตในปีนี้ที่มากกว่าปีก่อน หัวมันสำปะหลังสด จากตลาดปลายทางสำคัญลดปริมาณการนำเข้าผลผลิตจากไทย พืชผัก (มะนาว พริกแห้ง) จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณผลผลิตออกมาก โคมีชีวิต จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการบริโภคสินค้านำเข้า ส่งผลให้ราคาผลผลิตในประเทศลดลง ส่วนสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ยางพารา เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการเปิดตลาดส่งออกในภูมิภาคใหม่ ทำให้ความต้องการสินค้าสำหรับส่งออกเพิ่มขึ้น ผลปาล์มสด จากปริมาณผลผลิตในตลาดโลกที่มีน้อย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุเรียน และสับปะรดโรงงาน จากความต้องการของตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สุกรมีชีวิต จากฐานของราคาในปีก่อนที่ต่ำจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในปริมาณมาก ประกอบกับปริมาณผลผลิตในปีนี้ที่ลดลง และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงเนื่องจากต้นทุนการเพาะเลี้ยงที่สูงขึ้น&nbsp;หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่ลดลง 0.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เนื่องจากเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก กลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำและวงจรรวม Integrated Circuit (IC) และอุปกรณ์หน่วยรับข้อมูล/แสดงผล ตามปัจจัยอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง กลุ่มเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี ได้แก่ เอทานอล สารพอลิเมอร์และสารเคมีอินทรีย์อื่น ๆ เม็ดพลาสติกและพลาสติกขั้นต้น ปรับราคาตามวัตถุดิบที่ลดลง กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ เนื้อปลาสดแช่แข็ง ปลากระป๋อง ปลาป่น มันเส้น ข้าวนึ่ง และกลุ่มน้ำตาลทราย ตามอัตราแลกเปลี่ยนและความต้องการของตลาดโลก และกลุ่มโลหะขั้นมูลฐาน ได้แก่ เหล็กแท่ง เหล็กแผ่น ท่อเหล็กกล้า เหล็กเส้น เหล็กฉาก เหล็กรูปตัวซี ตามปัจจัยอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง ส่วนสินค้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก ได้แก่ ยางนอกและยางในรถยนต์ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และน้ำยางข้น เนื่องจากความต้องการของผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องมีความต้องการเพิ่มขึ้น กลุ่มยานยนต์ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ได้แก่ รถกระบะ รถบรรทุกขนาดเล็กและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงาน และกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ เคลื่อนไหวตามอุปสงค์ของตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ที่เพิ่มขึ้น 0.5% จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติเหลว (NG) และสินแร่โลหะ (สังกะสี) ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.พ.2568 ปรับตัวผันผวนอยู่ในกรอบแคบ ๆ โดยมีปัจจัยจากภายนอกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบ สนค. เห็นว่า ควรมีมาตรการหรือแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของผู้ประกอบการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก เช่น การให้โควตาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือก เพื่อจูงใจให้เกษตรกรบางส่วนลดพื้นที่ในการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักที่ราคามีความผันผวนขึ้นกับตลาดโลก และส่งเสริมการกระจายตลาดของผลผลิตทางการเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะในตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐควรผลักดันสนับสนุนการร่วมลงทุนจากต่างชาติ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาคการผลิต ยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน มี.ค.2568 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราค่อนข้างต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการบริโภคในภาพรวมที่สูงขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และหนี้ครัวเรือนที่ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง คำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าสำคัญที่เพิ่มขึ้นในภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ทดแทนสินค้าจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกเดิมที่ได้รับผลจากนโยบายทางการค้าสหรัฐฯ ส่วนปัจจัยกดดัน มาจากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในภาพรวมที่มากกว่าปีก่อน กระทบต่อราคาขายในประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก การนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทางการค้ากดดันราคาผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศ และราคาพลังงานที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงมีความไม่แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในทิศทางใด โดยจะต้องมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503039c003461832bf55e0e5ded718bb9f152154834.jpg' type='image/jpg' length='247428' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ปี 67 ใช้ FTA ส่งออก 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 2.05% อาเซียนแชมป์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/93197</link>
<guid isPermaLink="false">481f442e01e27432333186998ab51783</guid>
<pubDate>Mon, 03 Mar 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน FTA ปี 67 มีมูลค่า 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.05% มีสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.81% ของมูลค่าสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ภายใต้ FTA ทั้งหมด ระบุอาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียน-จีน ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-อินเดีย และไทย-ออสเตรเลีย ส่วนสินค้าที่ใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับ ยานยนต์ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และเนื้อไก่ปรุงแต่ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ปี 2567 มีมูลค่าส่งออก 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.81% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ทั้งหมด โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 31,438.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.35% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 22,582.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 89.74% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,725.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 82.98% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,209.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 66.40% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 6,163.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.05%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีการส่งออกภายใต้ FTA ในปี 2567 แยกเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 23,030.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 27.65% ของมูลค่าการส่งออกภายใต้ FTA 12 ฉบับที่กรมติดตามการใช้สิทธิ์ จากทั้งหมด 14 ฉบับ ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันของไทย และสินค้าอุตสาหกรรม มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 60,254.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 72.35%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยมีสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงที่สุดภายใต้ความตกลง FTA ทั้งหมดของไทย 5 อันดับแรก คือ ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (ที่มีเครื่องดีเซลหรือกึ่งดีเซล) น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน มูลค่า 6,426.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุเรียนสด มูลค่า 4,342.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางสังเคราะห์และแฟกติชที่ได้จากน้ำมัน มูลค่า 2,284.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่า 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเนื้อไก่ปรุงแต่ง มูลค่า 1,556.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;ทั้งนี้ สินค้าที่มีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าสนใจในปี 2567 คือ เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ ที่มีสัดส่วนการเติบโตถึง 51.80% มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกไปภายใต้ FTA 7 ฉบับ โดย 3 อันดับแรกเป็นความตกลงอาเซียน มูลค่า 1,550.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน-เกาหลี มูลค่า 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียน-อินเดีย มูลค่า 6.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดากล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA โดยได้เดินหน้าเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายตลาดการส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย โดยในปี 2568 ไทยจะมี FTA เพิ่มขึ้นอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปีนี้ เลื่อนจากกำหนดเป้าหมายเดิมในเดือน มี.ค.2568 เพื่อรอความพร้อมจากฝ่ายศรีลังกา และไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ที่ได้ลงนามไปแล้วและอยู่ระหว่างการดำเนินการภายในประเทศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2569 และล่าสุด ไทย-ภูฏาน ที่ได้เจรจาจนได้ผลสำเร็จแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2568 ที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการลงนามในช่วงเดือน เม.ย.2568<br />
<br />
&ldquo;กรมขอเน้นย้ำว่าการใช้สิทธิ์ FTA จะมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนทางภาษี สามารถสร้างแต้มต่อทางการค้า และขยายตลาดการส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ภาวการณ์แข่งขันของการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และขอให้เตรียมความพร้อม และศึกษาการใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับใหม่ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้อีก 3 ฉบับไว้ล่วงหน้าด้วย&rdquo;นางอารดากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202503030cc0ecb80c51bcd676be3673b0405695154730.jpg' type='image/jpg' length='269837' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ม.ค.68 ต่างชาติลงทุนไทย 103 ราย เพิ่ม 91% นำเงินเข้า 2.3 หมื่นล้าน เพิ่ม 223%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92775</link>
<guid isPermaLink="false">a8d9cbbfb972985c7221e7d834e9a818</guid>
<pubDate>Fri, 28 Feb 2025 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยเดือน ม.ค.68 ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย 103 ราย เพิ่ม 91% นำเงินเข้า 23,160 ล้านบาท เพิ่ม 223% มีการจ้างงานคนไทย 227 คน เพิ่ม 32% ญี่ปุ่นยังนำโด่งลงทุนมูลค่าสูงสุด ตามด้วยจีน เยอรมนี สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐฯ ไต้หวัน ส่วนพื้นที่ EEC เข้ามาลงทุน 29 ราย เพิ่ม 71% มูลค่า 12,329 ล้านบาท ญี่ปุ่นยังนำ ตามด้วยจีนและสิงคโปร์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า เดือน ม.ค.2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 103 ราย เพิ่มขึ้น 91% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 21 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 82 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 23,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 223% และมีการจ้างงานคนไทย 227 คน เพิ่มขึ้น 32%<br />
<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 7 อันดับแรกของเดือน ม.ค.2568 ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 21 ราย คิดเป็นร้อยละ 20 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,880 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การเปลี่ยนและทำการเชื่อมต่อท่อส่งใต้ทะเลระหว่างแท่นหลุมผลิตในโครงการขุดเจาะน้ำมัน ธุรกิจบริการตรวจสอบและสอบเทียบอุปกรณ์การตรวจจับการรั่วไหลของแก๊ส ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ แม่พิมพ์ ไส้กรองน้ำมัน ชิ้นส่วนนาฬิกาข้อมือ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สหรัฐฯ 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 971 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ได้แก่ อุปกรณ์โทรคมนาคม เครื่องแต่งกาย ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับการดูแลและรักษาความปลอดภัยทางระบบคอมพิวเตอร์ ธุรกิจบริการสนับสนุนข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต ได้แก่ สิ่งปรุงแต่งอาหาร โลหะผสมสำหรับผลิตเครื่องประดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.จีน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 3,925 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการอาคารโรงงานพร้อมสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อการอุตสาหกรรม ลูกกลิ้งพิมพ์ลายหรืออัดลาย สารสกัดจากเศษวัตถุดิบที่เหลือจากการแปรรูปสัตว์&nbsp;4.สิงคโปร์ 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 2,178 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม และการปรับ (Calibration) เกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องกล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตภาพยนตร์ ละคร แอนิเมชัน และรายการบันเทิง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 9 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 1,251 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การติดตั้งและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ การให้คำปรึกษาทางเทคนิคในการแก้ไขปัญหาเครื่องจักรระหว่างการใช้งาน เป็นต้น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ กระดาษลูกฟูก อะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
6.ไต้หวัน 8 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 681 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการออกแบบ ก่อสร้าง และติดตั้งโครงสร้างเหล็กของอาคารคลังสินค้า ธุรกิจบริการออกแบบระบบสถาปัตยกรรมทางด้านดิจิทัล (Digital Architecture Design Service) เช่น ระบบด่านเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบจัดการที่จอดรถ เป็นต้น ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ สายไฟฟ้า ชุดสายไฟสำหรับรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
7.เยอรมนี 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 3,048 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาเครื่องปั๊มความร้อน (Heat pump) ธุรกิจบริการทำการตลาดและส่งเสริมการขายสิ่งทอเทคนิค ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า ได้แก่ เครื่องทำน้ำอุ่น Fatty Alcohol Ethoxylate<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงในโรงงานอุตสาหกรรม องค์ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการติดตั้งทางวิศวกรรมเกี่ยวกับระบบบำบัดและรีไซเคิลน้ำเสีย องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการท่าเทียบเรือและความปลอดภัยการขนถ่ายสินค้า องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบเชื่อมต่อรถยนต์ผ่านเน็ตเวิร์ค เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ เดือน ม.ค.2568 มีจำนวน 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 28 ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 71% มูลค่าการลงทุน 12,329 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น 11 ราย ลงทุน 5,574 ล้านบาท จีน 6 ราย ลงทุน 1,775 ล้านบาท สิงคโปร์ 3 ราย ลงทุน 1,610 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 9 ราย ลงทุน 3,370 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกแม่พิมพ์โลหะและจิ๊ก (JIG) สำหรับใช้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจบริการตรวจสอบและสอบเทียบอุปกรณ์การตรวจจับการรั่วไหลของแก๊ส ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ ชิ้นส่วนเหล็กขึ้นรูป อะไหล่ และส่วนประกอบรถยนต์ เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250228d737ecb28187745c9c231c670552d9c7104450.jpg' type='image/jpg' length='111944' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”สั่งลุยดูแล “เกษตร-ผลไม้” เร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ดัน SME ส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92558</link>
<guid isPermaLink="false">8ccab19c37d5ce2ec854633e00b126c2</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;สั่งการ เตรียมพร้อมมาตรการดูแลสินค้าเกษตร ผลไม้ เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-อียู ปั้น Thailand Brand การันตีสินค้า SME ปรับมอบตรา Thai SELECT เป็น 1-3 ดาวเหมือนมิชลิน สร้างเครือข่ายความมั่นคงอาหารกับประเทศต่าง ๆ คุมเข้มสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ จัดการนอมินี ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา เป้าไทยหลุดบัญชี WL และพัฒนาซุปเปอร์แอปพาณิชย์</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนการทำงานเชิงรุก เพื่อดูแลราคาสินค้าเกษตรที่กำลังออกสู่ตลาดทุกรายการ ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ที่ได้ออกสู่ตลาดแล้ว และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ที่จะออกตามมา รวมถึงผลไม้ที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลในเร็ว ๆ นี้ และให้ชี้แจงมาตรการดูแลสินค้าเกษตร เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกร โดยเฉพาะสินค้าข้าว ที่คณะกรรมการนโยบายบริหารและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้มีมติช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ ที่ถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสนับสนุนข้าวนาปรัง<br />
<br />
ทั้งนี้ ขอให้เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ตามแนวนโยบายที่นายกรัฐมนตรีได้ให้ไว้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาและลงนาม FTA ไทย-เอฟตา และปิดดีล FTA ไทย-ภูฏานไปแล้ว โดยตนมีกำหนดที่จะประชุมวิดีโอคอลกับอียู ในวันที่ 10 มี.ค.2568 เพื่อเร่งรัดการเจรจา โดยล่าสุดอียูมีท่าทีพร้อมลดเงื่อนไขหลายด้านลงมา<br />
<br />
สำหรับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะต้องเดินหน้าพัฒนา Thailand Brand เพื่อการันตีคุณภาพสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าของ SME ของไทย และยกระดับการให้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่จะปรับเป็นการให้ดาว 1-3 ดาว เหมือนกับมิชลิน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล&nbsp;ส่วนการเปิดเสรีการส่งออกข้าว ขณะนี้ได้ปรับเงื่อนไขการเก็บสต๊อกข้าวของผู้ส่งออก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา และการปรับลดค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือน มี.ค.2568 เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กส่งออกข้าวได้สะดวกมากขึ้น และสร้างเครือข่าย Food Storage กับประเทศต่าง ๆ วางแผนความมั่นคงทางอาหารร่วมกับประเทศพันธมิตร เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาหารในภูมิภาค และสร้างความยั่งยืนให้กับสินค้าเกษตรไทย<br />
<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ได้สั่งการให้เดินหน้าคุมเข้มสินค้าต่างประเทศที่ไม่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยขอให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาในไทยอย่างเข้มงวด และเร่งจัดการปัญหานอมินีที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องคุ้มครองผู้ประกอบการ SME ไทย โดยล่าสุด มีผลการปราบปรามธุรกิจนอมินี 5 เดือน (ก.ย.67-ม.ค.68) รวม 820 ราย มีมูลค่าเสียหายรวมกว่า 12,495 ล้านบาท<br />
<br />
นอกจากนี้ ให้ขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา ป้องกันและปราบกรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีเป้าหมาย คือ ถอดชื่อไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List &ndash; WL) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ และให้สานต่อผลที่ได้จากการประชุมร่วมกับนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่จะมีความร่วมมือต่าง ๆ ตามมา ทั้งการยกระดับอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกของไทย ความร่วมมือด้าน Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการใช้ IP ยกระดับภาคการเกษตร ขณะเดียวกัน ขอให้เร่งพัฒนาแอปพลิเคชันของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Super App) เพื่อประโยชน์ด้านการค้าให้กับประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลการค้าของกระทรวงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502274aa09d85fe297e23f1b21c99c18b87c0154849.jpg' type='image/jpg' length='242349' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยปลดล็อกส่งออกสิ่งประดิษฐ์ของไม้ ไม่ต้องมีหนังสือรับรอง บังคับใช้แล้ว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92557</link>
<guid isPermaLink="false">808468235280e4957ba1bf8151d8d0da</guid>
<pubDate>Thu, 27 Feb 2025 15:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเผยประกาศกระทรวงพาณิชย์ ปรับปรุงการส่งออกสินค้าไม้ ยกเลิกข้อกำหนดต้องมีหนังสือรับรองสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่พะยุง) ประกอบการส่งออก มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.68 เป็นต้นไป มั่นใจช่วยลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งออก</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ไม้พะยูงเป็นสินค้าที่ต้องห้าม ให้ไม้ท่อน ไม้แปรรูปและไม้ล้อมบางชนิด เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาต และให้ถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2567 ได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.2568 เป็นต้นไป โดยมั่นใจว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการค้าสินค้าไม้ของไทยให้มีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกให้ผู้ประกอบการไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพในตลาดโลก<br />
<br />
โดยสาระสำคัญที่ปรับปรุง คือ การยกเลิกหนังสือรับรองสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่ไม้พะยูง) ประกอบการส่งออก จะช่วยลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการค้าไม้ของไทยได้เป็นอย่างยิ่ง และการยกเลิกข้อกำหนดในการขอหนังสือรับรองประกอบการส่งออกสิ่งประดิษฐ์ของไม้ (ที่ไม่ใช่ไม้พะยูง) จะช่วยลดภาระและต้นทุนให้ผู้ประกอบการ&nbsp;สำหรับการปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์ในการส่งออกสินค้าไม้ดังกล่าว เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการผลักดันการค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยการแก้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการไทยในภาคส่งออก<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์ส่งออกสินค้าไม้ ควรศึกษา และทำความเข้าใจข้อกำหนดและเงื่อนไขให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในทางปฏิบัติ โดยสามารถศึกษาประกาศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ DFT Call Center โทร 1385 หรือ กองบริหารการค้าสินค้าทั่วไป โทร. 0 2547 4803&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502277b6b7b0b3c378200f66234613906d1ca154750.jpg' type='image/jpg' length='356686' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกมันพุ่ง 1.05 ล้านตัน มูลค่า 6.5 พันล้าน ได้แรงหนุนจีนซื้อใช้ทำอาหารสัตว์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/92282</link>
<guid isPermaLink="false">34e92c4fbbaeb89bad5812bc8002d02b</guid>
<pubDate>Wed, 26 Feb 2025 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;เผยส่งออกมันสำปะหลังพุ่งต่อเนื่อง ล่าสุดทะลุ 1.05 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท ได้รับผลดีจากจีนซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หลังจัดทีมไปกระตุ้นช่วงต้นปีที่ผ่านมา &ldquo;อารดา&rdquo;กางแผนขยายตลาดมันสำปะหลัง เตรียมลุยขายเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอาหารสัตว์ อาหาร เครื่องดื่ม กาว กระดาษ พร้อมจัดประชุมมันสำปะหลังโลก มิ.ย.นี้ โชว์ศักยภาพไทย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ จัดประชุมติดตามสถานการณ์การค้ามันสำปะหลัง ร่วมกับสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้รับรายงานว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าแนวโน้มการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังในปี 2568 จะเติบโตแซงหน้าปี 2567 อย่างมีนัยสำคัญ<br />
<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2568 มีการอนุญาตส่งออกมันสำปะหลังจากกรมการค้าต่างประเทศกว่า 1.05 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท โดยได้รับผลดีจากคำสั่งซื้อจากผู้ประกอบการในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในจีน ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในกิจกรรมกระตุ้นตลาดการค้ามันสำปะหลังในจีนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีตลาดรองรับผลผลิต &nbsp;นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท New Hope Liuhe Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับต้นในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน มีความสนใจที่จะเจรจาซื้อขายมันเส้นของไทยในปริมาณมาก เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีนตอนใต้ 3 มณฑล ได้แก่ กว่างโจว กว่างซีจ้วง และฝูเจี้ยน มีปริมาณการผลิตอาหารสัตว์รวมกันสูงถึง 100 ล้านตันต่อปี จึงมีศักยภาพสูงมากในการรองรับผลผลิตมันสำปะหลังของไทย และมั่นใจว่าความสำเร็จในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยทั้งระบบในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมจะมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจขยายตลาดส่งออกสำหรับสินค้ามันสำปะหลัง โดยเร่งผลักดันการส่งออกมันอัดเม็ดมากขึ้น และหาตลาดใหม่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ อาหารสัตว์ อาหารและเครื่องดื่ม กาว กระดาษ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว<br />
<br />
ขณะเดียวกัน มีกำหนดการจัดประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลกปี 2568 (World Tapioca Conference 2025) ในเดือน มิ.ย.2568 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการในวงการมันสำปะหลัง แลกเปลี่ยนข้อมูลการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานของสินค้ามันสำปะหลังของไทย ตอกย้ำถึงศักยภาพไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250226050c9114b3bc1ae675347788a025381f160509.jpg' type='image/jpg' length='550620' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แนะผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จาก Data Center ขับเคลื่อนธุรกิจยุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/90577</link>
<guid isPermaLink="false">51a2f8bb3027b8476d75a5f3a7b9067a</guid>
<pubDate>Mon, 17 Feb 2025 15:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยธุรกิจ Data Center กำลังเติบโตต่อเนื่อง เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และยังช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและธุรกิจรูปแบบใหม่ แนะผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ นำต่อยอดการทำธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างธุรกิจที่มีโอกาส ค้าปลีก บริการสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ ย้ำภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องเตรียมความพร้อม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาไฟฟ้าหมุนเวียน เพิ่มทักษะแรงงาน ปรับปรุงกฎหมายรองรับ และดึงแรงงานทักษะสูงเข้ามาช่วย เพื่อหนุนไทยเป็นดิจิทัลฮับของเอเชีย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมาก และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อให้เกิดธุรกิจดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยมีธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ คือ Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูล หมายถึง สถานที่ ๆ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการจัดเก็บและจัดการข้อมูล รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และการให้บริการที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผลจากการเกิดธุรกิจ Data Center ทำให้ธุรกิจอื่น ๆ สามารถต่อยอด Data Center ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจได้ อาทิ ธุรกิจค้าปลีก สามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบ real-time ปรับปรุงการจัดการคลังสินค้า กระบวนการด้านโลจิสติกส์ และการบริหารจัดการการค้าออนไลน์อัตโนมัติ และจัดทำแผนการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจบริการสุขภาพ ใช้จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วย ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยจำนวนมาก รวมถึงต่อยอดกับระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการวินิจฉัยโรคด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ใช้พัฒนาระบบรับชมอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริง (Virtual Tour) ซึ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ติดตามความผันผวนของราคาอสังหาริมทรัพย์และความต้องการของตลาด และแนะนำพื้นที่ ๆ ควรลงทุนและกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน พบว่า การเติบโตของตลาด Data Center ยังช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจดิจิทัลของไทย และก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน อาทิ 1.เกิดการจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ข้อมูลและการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ e-Commerce บริการคลาวด์ (Cloud Service) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) การเงินดิจิทัล (Digital Finance) และบริการดิจิทัลอื่นที่มีการใช้ข้อมูลจำนวนมาก 2.เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูล อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 3.ลดต้นทุนในการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์เครือข่ายต่าง ๆ รวมถึงการบำรุงรักษาฐานข้อมูล 4.เพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจาก Data Center มีมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ระบบป้องกันไฟไหม้ การสำรองข้อมูล และการควบคุมการเข้าถึงทางกายภาพ ซึ่งช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญไม่ให้สูญหายหรือถูกโจมตี และ 5.รองรับการเติบโตของธุรกิจ ที่อาจมีปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&nbsp;นอกจากนี้ การลงทุนใน Data Center อาจช่วยดึงดูดการลงทุนในพลังงานสะอาด เนื่องจาก Data Center เป็นธุรกิจที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จึงต้องมีการส่งเสริมการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้มีกำลังการผลิตมากขึ้นและเสถียรขึ้น และอาจนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทน&nbsp;<br />
<br />
&ldquo;ธุรกิจ Data Center ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ภาครัฐและภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยในระยะยาว อาทิ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดำเนินกิจการ Data Center พัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำ และอุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการเงิน e-Commerce และการตลาดดิจิทัล และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา อาทิ การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิต พัฒนาทักษะแรงงานและหลักสูตรการศึกษา ให้ตอบสนองต่อความต้องการ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกำหนดนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่คำนึงถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ และมีนโยบายหรือมาตรการดึงดูดแรงงานทักษะสูง (Digital Nomad) ให้เข้ามาทำงานในไทยซึ่งการพัฒนาในทุกภาคส่วนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทย และผลักดันให้ไทยกลายเป็น Digital Hub ของเอเชียได้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน การลงทุนใน Data Center ทั่วโลกขยายตัวอย่างมาก โดยฐานข้อมูลด้านการตลาดและอุตสาหกรรม Statista คาดการณ์ว่า ในปี 2567 ตลาด Data Center จะมีมูลค่าสูงถึง 4.16 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงปี 2567-2572 อาจเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.45 ต่อปี ส่งผลให้ในปี 2572 ตลาด Data Center โลกจะมีมูลค่าสูงถึง 6.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศไทย ในปี 2567 มีโครงการเกี่ยวกับ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 2.41 แสนล้านบาท ในขณะที่ SCB EIC คาดว่า ในปี 2567 ตลาด Data center ของไทยมีแนวโน้มเติบโตถึงร้อยละ 24 จากปีก่อนหน้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250217b0410b9604517d175e4a45753168b421154241.jpg' type='image/jpg' length='322923' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ ชวนบริษัทโลจิสติกส์ ส่งลูกน้องร่วมงานสัมมนาวิธีใช้โปรแกรม MS Power BI]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/90576</link>
<guid isPermaLink="false">727ef8c9df3967db1257eaef021d3414</guid>
<pubDate>Mon, 17 Feb 2025 15:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดสัมมนาหลักสูตร &ldquo;การใช้ข้อมูลในองค์กรมาทำรายงานอัจฉริยะ ด้วยโปรแกรม MS Power BI&rdquo; ครั้งที่ 1 วันที่ 18-19 มี.ค.นี้ ที่ จ.สมุทรปราการ เพื่อเพิ่มทักษะการใช้งานโปรแกรม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างความได้เปรียบในการทำธุรกิจ เปิดรับสมัครบริษัทที่สนใจ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสัมมนาบริษัทละ 4 ราย ถึงวันที่ 10 มี.ค.นี้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้กำหนดจัดสัมมนาหลักสูตร &ldquo;การใช้ข้อมูลในองค์กรมาทำรายงานอัจฉริยะ ด้วยโปรแกรม MS Power BI&rdquo; ครั้งที่ 1&rdquo; ระหว่างวันที่ 18-19 มี.ค.2568 ณ โรงแรมคูณ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเสริมศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้มีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีจัดการธุรกิจแบบอัจฉริยะ ทั้งการออกแบบข้อมูลสำหรับโลจิสติกส์ การรวบรวม จัดเก็บ วิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการออกแบบรายงานในหลากหลายมุมมอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการทำธุรกิจได้มากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ กรมได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศมาร่วมให้ความรู้ อาทิ การออกแบบข้อมูล (Data Design) การออกแบบ Dashboard และเทคนิคให้ดูเข้าใจง่าย พร้อมฝึกปฏิบัติ ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้และประสบการณ์ในการใช้ POWER BI ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นสูง รวมถึงการนำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาวิเคราะห์ สร้างรายงานที่ตอบโจทย์องค์กร และนำเสนอข้อมูลแบบมืออาชีพ ตลอดจนเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ และวิธีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างรายงานอัจฉริยะด้วยโปรแกรม MS Power BI&nbsp;ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 10 มี.ค.2568 กิจการละไม่เกิน 4 ท่าน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1.กิจการต้องจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ 2.เป็นเจ้าหน้าที่กิจการให้บริการโลจิสติกส์ และ 3.มีความรู้พื้นฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม Micro Soft Excel<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบันเทคโนโลยีและข้อมูลมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่มีการแข่งขันสูง การนำข้อมูลมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จ โปรแกรม MS Power BI (Business Intelligence) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลา และความซับซ้อนในการทำงาน สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้การใช้ MS Power BI ในการวิเคราะห์ข้อมูลในธุรกิจโลจิสติกส์ ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมและกรณีศึกษาจริง พร้อมได้รับความรู้และทักษะที่จำเป็นในการนำ MS Power BI ไปใช้ประโยชน์ในองค์กร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ การจัดสัมมนาดังกล่าว ยังเป็นไปตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ การส่งเสริมเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025021723bac32884c7bc80b5ca8e7d8db50d7e154241.jpg' type='image/jpg' length='322086' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”สั่งประชุมอนุกรรมการตลาดข้าวด่วน พิจารณามาตรการดันราคาข้าวเปลือกเจ้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/90575</link>
<guid isPermaLink="false">749aa6bd4657478985f6d973f55c80ae</guid>
<pubDate>Mon, 17 Feb 2025 15:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;สั่งการกรมการค้าภายในนัดประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาดด่วน วันที่ 20 ก.พ.นี้ พิจารณามาตรการผลักดันราคาข้าวเปลือกให้ชาวนา ก่อนชง นบข.ไฟเขียว พร้อมให้ดำเนินมาตรการคู่ขนาน เปิดตลาดนัดข้าวเปลือกในพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด ดีเดย์ จ.พระนครศรีอยุธยา 16-20 ก.พ.นี้ หวังช่วยดันราคาข้าวเปลือกให้สูงขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งจัดประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด ซึ่งตนเองเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน เป็นกรรมการ เพื่อร่วมกันพิจารณามาตรการช่วยเหลือข้าวนาปรัง ที่ได้รับผลกระทบด้านราคา ในวันที่ 20 ก.พ.2568 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติการดำเนินมาตรการช่วยเหลือต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสาเหตุที่ราคาข้าวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวในตลาดโลก หลังจากที่เคยห้ามส่งออกก่อนหน้านี้ ประกอบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ลดการนำเข้าข้าว ทำให้การส่งออก่ข้าวไทยได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกร ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินมาตรการคู่ขนานในทันที ด้วยการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/68 โดยตั้งแต่เดือน ก.พ.-เม.ย.2568 มีแผนที่จะจัดตลาดนัดข้าวเปลือกอีก 14 ครั้ง เพื่อดึงราคาข้าวเปลือกให้สูงขึ้น ในพื้นที่เป้าหมาย 8 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง สุรินทร์ สิงห์บุรี พิษณุโลก สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา อุบลราชธานี และนครราชสีมา ตั้งเป้าดันราคาขายข้าวของเกษตรกรให้ปรับเพิ่มขึ้น 100-200 บาท/ตัน โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เริ่มจัดตลาดนัดครั้งที่ 1 ในวันที่ 16-20 ก.พ.2568&nbsp;&ldquo;การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการแข่งขัน ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกร และสร้างอำนาจต่อรองในการกระจายข้าวเปลือกมากขึ้น โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เร่งดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งข้าวนาปรังกำลังทยอยออกสู่ตลาด รวมทั้งให้ประสานชาวนาในแต่ละพื้นที่ เพื่อร่วมกันวางแผนกำหนดจุดจัดตลาดนัดข้าวเปลือกให้ตรงกับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดแล้ว&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า เห็นใจและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก ที่ต้องประสบกับปัญหาเรื่องราคาข้าวเปลือกเจ้าตกต่ำ แต่ไม่สบายใจและไม่เห็นด้วยที่พี่น้องเกษตรกรออกมาประท้วงโดยการปิดถนน เพื่อกดดันภาครัฐ เพราะจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ส่วนรวม ซึ่งเรื่องนี้ต้องระมัดระวัง โดยสมาคมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐถึงความเดือดร้อน และได้มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี &nbsp;รมว.พาณิชย์ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มีการเร่งหาวิธีแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว<br />
<br />
สำหรับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผา ที่ภาครัฐมีมาตรการเข้มงวด ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการแปลงนาเพิ่มขึ้นไร่ละประมาณ 500 บาท ได้เสนอภาครัฐช่วยเหลือเช่นเดียวกัน เบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แจ้งว่าจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการด้านตลาด เพื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 20 ก.พ.2568 นี้ รวมถึงการมีมาตรการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกในจังหวัดที่มีปัญหา<br />
สถานการณ์ข้าวเปลือกเจ้านาปรัง ปีการผลิต 2567/68 คาดว่า จะมีปริมาณ 6.53 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.08 ล้านตันข้าวเปลือก หรือเพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนที่มีปริมาณอยู่ที่ 5.45 ล้านตัน โดยผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดแล้ว ตั้งแต่เดือน ก.พ.2568 และจะออกกระจุกตัวช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2568 ประมาณ 68% หรือ 4.42 ล้านตัน<br />
<br />
โดยราคาข้าวเปลือกเจ้า ณ วันที่ 14 ก.พ.2568 อยู่ที่ 8,300&ndash;9,000 บาท/ตัน (เฉลี่ยอยู่ที่ 8,650 บาท/ตัน ปรับลดลงเทียบกับ ปีก่อนที่ 12,500 บ/ตัน หรือลดลง 30%) แต่ก็เป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาในปี 2565 ช่วงก่อนที่อินเดียจะห้ามส่งออกข้าวขาว ส่วนราคาข้าวชนิดอื่น ๆ ยังคงทรงตัว โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ย 16,000 บาท/ตัน ปรับเพิ่มขึ้นจาก 14,850 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 8% ข้าวเปลือกเหนียว เฉลี่ย13,250 บาท/ตัน ปรับลดลงจาก 13,300 บาท/ตัน ลดลง 0.4% ข้าวเปลือกปทุมธานี เฉลี่ย 12,100 บาท/ตัน ปรับลดลงจาก14,400 บาท/ตัน ลดลง 16% และข้าวเปลือกเจ้า เฉลี่ย 8,700 บาท/ตัน ปรับลดลงจาก 12,500 บาท/ตัน ลดลง 30%&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502179db77aa05c53885fa14cd767c175676d154241.jpg' type='image/jpg' length='340855' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ร่วมงาน FOODEX Japan จัดโปรโมตข้าวไทย กระตุ้นการบริโภค ดันยอดส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/90574</link>
<guid isPermaLink="false">adc882e8e950a664395acbde353dae37</guid>
<pubDate>Mon, 17 Feb 2025 15:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานแสดงสินค้า FOODEX Japan 2025 11-14 มี.ค.นี้ เตรียมจัดประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย เน้นข้าวคุณภาพดี ทั้งข้าวหอมมะลิไทย ข้าวคุณลักษณะพิเศษ ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพื่อกระตุ้นการบริโภค และเพิ่มยอดส่งออก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมกำหนดจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า FOODEX Japan 2025 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11&ndash;14 มี.ค.2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่เก่าแก่ที่สุดงานหนึ่งของญี่ปุ่น จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 50 และถือเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย คาดว่าจะมีผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่ายสินค้าจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมงานกว่า 80,000 คน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยจะนำเสนอข้าวคุณภาพดี ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวคุณลักษณะพิเศษต่าง ๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าว กข43 ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ผ่านกลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าดังกล่าว ซึ่งจะช่วยขยายตลาดข้าวไทยให้เข้าสู่กลุ่มผู้ค้าและผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นมากขึ้น รวมทั้งช่วยผลักดันการส่งออกข้าวไทยไปญี่ปุ่นให้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250217092a5bceedcf3402a0caadc5d821c0e0154026.jpg' type='image/jpg' length='541835' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”หนุนธุรกิจออกตราสารหนี้สีเขียว ระดมทุนเพิ่มขีดแข่งขัน ใช้ป้องสิ่งแวดล้อม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89540</link>
<guid isPermaLink="false">7ec5ced739cf063ae7a12327376a4f89</guid>
<pubDate>Mon, 10 Feb 2025 15:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยทั่วโลกมีการกำหนดมาตรการ กฎเกณฑ์ และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัว และหาแหล่งเงินทุนมาใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่สีเขียว แนะใช้ประโยชน์จากการออกตราสารหนี้สีเขียว เพื่อระดมทุน สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ลดปล่อยก๊าซ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกได้มีมาตรการ กฎเกณฑ์ และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับตัว และหาแหล่งเงินทุน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ตราสารหนี้สีเขียว เป็นตราสารหนี้ที่มีโอกาสเติบโตสูง ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) เป็นตราสารหนี้ที่ระดมทุน เพื่อนำไปใช้ดำเนินโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการพลังงานหมุนเวียน การคมนาคมที่ใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการขยะ และการสร้างอาคารสีเขียว หากตราสารหนี้สีเขียวที่ออกโดยรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า &ldquo;พันธบัตรสีเขียว&rdquo; และตราสารหนี้สีเขียวที่ออกโดยภาคเอกชนจะเรียกว่า &ldquo;หุ้นกู้สีเขียว&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ตราสารหนี้สีเขียว มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีการออกตราสารหนี้ครั้งแรกในปี 2550 โดยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ตราสารหนี้สีเขียวทั่วโลกมีมูลค่าสะสมตั้งแต่ปี 2550 ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 62% ของตราสารหนี้ที่เกี่ยวกับความยั่งยืน และตราสารหนี้สีเขียวที่ออกในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 มีมูลค่า 5.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% สะท้อนให้เห็นว่า ทั่วโลกกำลังเร่งระดมทุนเพื่อใช้แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศที่มีตราสารหนี้สีเขียวมากที่สุดคือ จีน มีมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมา คือ สหรัฐฯ มูลค่า 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตราสารหนี้สีเขียวในสหรัฐฯ อาจมีมูลค่าลดลง เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ได้สนับสนุนการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ทำให้การลงทุนและการระดมทุนสำหรับโครงการที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในทวีปอื่น โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรปเพิ่มมากขึ้น&nbsp;<br />
โดยตัวอย่างตราสารหนี้สีเขียวของต่างประเทศ อาทิ อินเดีย ออกพันธบัตรสีเขียวสำหรับสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ เบลเยียม ออกพันธบัตรสีเขียวเพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียว ระบบขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน สหรัฐฯ บริษัท Apple ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อระดมทุนสำหรับสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการพลังงานลม แคนาดา ออกพันธบัตรสีเขียวเพื่อนำไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาเครื่องมือดักจับคาร์บอน และซาอุดีอาระเบีย บริษัท Saudi Electricity Company ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียวและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนไทย มีการออกตราสารหนี้สีเขียวครั้งแรกในปี 2558 โดยตราสารหนี้สีเขียวของไทยในปี 2566 มีมูลค่าสะสมประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตราสารหนี้สีเขียวในไทยส่วนใหญ่ออกโดยภาคเอกชนและธนาคาร อาทิ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อใช้ในโครงการรถไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสะอาด บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อใช้ในโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมในออสเตรเลีย และโครงการรถไฟฟ้าในไทย บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้สีเขียวเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ออกพันธบัตรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อ SMEs (SME Green Bond) สำหรับนำไปปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่จะดำเนินโครงการพลังงานสะอาด และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB THAI) ออกตราสารหนี้สีเขียวเพื่อระดมเงินทุนสำหรับปล่อยกู้ให้กับโครงการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการผลิต ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถแสวงหาเงินทุน โดยใช้ตราสารหนี้สีเขียวได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วย&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในรายงาน Global Warming of 1.5&deg;C ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) คาดการณ์ว่า ในปี 2583 อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส จากปี 2564 และในช่วงระหว่างปี 2559&ndash;2578 ทั่วโลกจะมีค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ในรายงาน Labelled Bonds for the Net-Zero Transition in South-East Asia : The Way Forward ที่จัดทำโดย World Economic Forum ร่วมกับ ETH Zurich ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเงิน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับดำเนินการต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502106a9d228e82e1df8c73534bed09de5611150331.jpg' type='image/jpg' length='277155' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ถกรัฐมนตรีการค้าบาห์เรน ชูไทยแหล่งความมั่นคงอาหาร ดันทำ FTA หนุนการค้า ลงทุน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89265</link>
<guid isPermaLink="false">116eee9fe96b1bd6b3ff5c5ba53504d9</guid>
<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 15:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; ถกรัฐมนตรีการค้าบาห์เรน ชูไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารแก่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมผลักดันทำ FTA ไทย-บาห์เรน สร้างแต้มต่อการค้า การลงทุนระหว่างกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ระหว่างวันที่ 21&ndash;24 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ตนได้พบหารือกับนายอับดุลลา อาเดล ฟาครอ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์บาห์เรน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เร่งเจรจาการค้าเชิงรุกให้ไทยเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารแก่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งผลักดันการจัดทำ FTA ระหว่างไทยและบาห์เรน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับบาห์เรน เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับไทย และมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งในอ่าวอาหรับ โดยฝ่ายบาห์เรนพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม Joint Steering Committee ด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้า และการลงทุนในสินค้าเกษตร และอาหารฮาลาลกับไทย ซึ่งไทยยินดีที่จะสนับสนุนด้านสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลให้กับบาห์เรน โดยการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารให้แก่บาห์เรน และพร้อมเป็นแหล่งผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายและเก็บรักษาพร้อมส่งมอบให้กับบาห์เรน&nbsp;นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-บาห์เรน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลางได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตนได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศหารือกับเจ้าหน้าที่ของบาห์เรน เพื่อจัดทำแผนการทำงานร่วมกันต่อไป โดยการจัดทำ FTA ให้สำเร็จ จะเป็นแต้มต่อการค้าการลงทุนในอนาคตของทั้งสองประเทศต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ในช่วงการประชุมที่ดาวอส ตนได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีการค้าและนักธุรกิจจากหลายประเทศ รวมทั้งได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในวงต่าง ๆ โดยตนได้เน้นย้ำว่าเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเข้าสู่ยุคทอง นโยบายต่าง ๆ กำลังดำเนินไปอย่างถูกทิศทาง เศรษฐกิจไทยของเรากำลังไปได้ดี ดูได้จากตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2567 มีมูลค่ากว่า 1.13 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี และการส่งออกปี 2567 ขยายตัวถึง 5.4% มูลค่ากว่า 10.5 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกระทรวงพาณิชย์ยังคาดแนวโน้มส่งออกปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ 2-3% และพร้อมจะเป็นหน่วยที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้เกิดโอกาสทางการค้า การลงทุน ขณะเดียวกัน จะใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยของไทยให้สามารถขายสินค้าในต่างประเทศได้มากขึ้นเรื่อย ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิช์ ระบุว่า บาห์เรนเป็นคู่ค้าอันดับที่ 59 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 9 ในตะวันออกกลาง การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 542.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 179.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย 363.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เคมีภัณฑ์ และสัตว์น้ำสดแช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และกึ่งสำเร็จรูป&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502075d06d91d61bd3565f00b920fccf3c7be151613.jpg' type='image/jpg' length='91083' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แนะไทยปรับแผนขายสินค้าเกษตรญี่ปุ่น รับมือกฎหมายเพิ่มความมั่นคงอาหาร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89263</link>
<guid isPermaLink="false">b6030819bb5c98f30cd5bcc89fc4ca7b</guid>
<pubDate>Fri, 07 Feb 2025 15:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยรัฐสภาญี่ปุ่นเห็นชอบการปฏิรูป กฎหมายพื้นฐานด้านอาหาร การเกษตร และพื้นที่ชนบท ฉบับปรับปรุงใหม่ เพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร เตรียมจูงใจเพิ่มการผลิตในประเทศ ลดนำเข้า กระจายแหล่งซื้อ แนะเกษตรกร ผู้ประกอบการไทยปรับตัว หันผลิตสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน เจาะตลาดสินค้าที่ญี่ปุ่นผลิตได้ไม่เพียงพอ เน้นทุเรียน มะม่วง มังคุด พืชสมุนไพร อาหารฟังก์ชั่น โปรตีนจากแมลง และทำบรรจุภัณฑ์ให้โดน มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ ใช้ประโยชน์ FTA ส่งออก มั่นใจสินค้าเกษตรไทยยังรุ่งในตลาดญี่ปุ่นได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเดือน มิ.ย.2567 รัฐสภาญี่ปุ่นเห็นชอบการปฏิรูป &ldquo;กฎหมายพื้นฐานด้านอาหาร การเกษตร และพื้นที่ชนบท&rdquo; (Basic Law on Food, Agriculture, and Rural Areas) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ปี 2542 โดยการปฏิรูปในครั้งนี้ เน้นประเด็นความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง ขาดเสถียรภาพ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน สร้างความไม่แน่นอนและกระทบตลาดธัญพืชโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และยังมีความท้าทายต่าง ๆ ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเกิดโรคระบาด ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก จึงทำให้ญี่ปุ่นต้องปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง โดยมุ่งสนับสนุนการส่งออก ลดการพึ่งพาการนำเข้า และปรับเปลี่ยนการผลิต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมาตรการต่าง ๆ ที่ญี่ปุ่นจะนำมาใช้ ครอบคลุมถึงการสร้างแรงจูงใจสำหรับการผลิตภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ กระจายแหล่งซัปพลายเออร์ในการจัดหาสินค้า เพิ่มปริมาณสต็อกฉุกเฉิน และการสร้างแบรนด์แจแปน &ldquo;Brand Japan&rdquo; ซึ่งการสร้างแบรนด์จะเชื่อมโยงกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจภาคการเกษตร มุ่งเน้นให้ญี่ปุ่นปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยจะเพิ่มความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงผู้บริโภค&nbsp;ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายฉบับปรับปรุง ปี 2563 ญี่ปุ่นได้กำหนดเป้าหมายสินค้าเกษตรที่จะผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2561&ndash;2573 เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่วเหลือง บัควีท พืชอาหารสัตว์ ผัก ผลไม้ เนื้อวัว ไก่ ไข่ และสุกร (ยกเว้น ข้าวที่จะลดการผลิตลง แต่ไม่รวมข้าวที่ใช้ทำแป้งและใช้เป็นอาหารสัตว์) ซึ่งตามแผนจะมีการทบทวนทุก 5 ปี ดังนั้น ในปี 2568 คาดว่าญี่ปุ่นจะมีการเผยแพร่แผนฉบับใหม่<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นมีนโยบายลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหาร อาจส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยลดลง เกษตรกรและผู้ส่งออกไทยต้องปรับกลยุทธ์การผลิต มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของญี่ปุ่น โดยมีข้อเสนอสำหรับแนวทางการปรับตัว คือ ต้องพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยคาร์บอนต่ำ นำเทคโนโลยีการเกษตรยั่งยืนมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยร่วมมือกับผู้นำเข้าญี่ปุ่นควบคู่กับการทำการค้า การสร้างโอกาสสำหรับสินค้าเฉพาะ ที่ญี่ปุ่นผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด พืชสมุนไพร และอาหารแปรรูปเฉพาะทาง เช่น อาหารฟังก์ชั่น โปรตีนจากแมลง เป็นต้น การปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะข้าว ที่ญี่ปุ่นมีกฎหมายกำกับ ได้แก่ กฎหมายการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าว และยังมีกฎหมายการติดฉลากสินค้าอาหาร &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปญี่ปุ่นยังมีศักยภาพมาก ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย&ndash;ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น อาทิ การมีโควตาส่งออกกล้วยหอมไทยไปญี่ปุ่นกว่า 8,000 ตัน และยังมีผลไม้เมืองร้อนอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่นไม่เก็บภาษีนำเข้าจากไทย เช่น มะม่วง ทุเรียน และมะพร้าว อีกทั้งการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทยในญี่ปุ่น ได้แก่ สับปะรดห้วยมุ่น กาแฟดอยช้าง และกาแฟดอยตุง จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการไทยเจาะกลุ่มตลาดญี่ปุ่นได้ดียิ่งขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502079f5de091f3602cf7a417df9e2f17959b151613.jpg' type='image/jpg' length='327271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​เปิด 102 สินค้าเพิ่มเข้า-ตัดออก ในการคำนวณเงินเฟ้อ หลังปรับปีฐานใหม่เป็น 464 รายการ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89075</link>
<guid isPermaLink="false">28d4d6534ebe4eacb70086153454362d</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปรับปีฐานในการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ ตัดสินค้าและบริการออก 34 รายการ เหตุไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน และเพิ่มเข้า 68 รายการ ตามความต้องการและการใช้ชีวิตของประชาชน รวมมีทั้งสิ้น 464 รายการ จากเดิม 430 รายการ เพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อและตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการปรับปรุงฐานในการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ใหม่ จากปีฐาน 2562 เป็นปีฐาน 2566 โดยได้ตัดสินค้าและบริการที่ไม่สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบันออก 34 รายการ เพราะบางรายการการบริโภคลดลง และเพิ่มเข้ามาใหม่ 68 รายการ ตามความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน และเพื่อให้สะท้อนการคำนวณเงินเฟ้อให้ชัดเจนมากขึ้น ตรงตามความเป็นจริงมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าและบริการที่ตัดออก 34 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 12 รายการ ได้แก่ 1.แป้งข้าวเจ้า 2.เส้นก๋วยเตี๋ยวสด 3.เส้นหมี่ 4.แหนม 5.เป็ดพะโล้ 6.ปลาตะเพียน 7.ครีมเทียม 8.ตำลึง 9.ลูกอม 10.แฮมเบอร์เกอร์ (เปลี่ยนเป็นรายการสินค้าภายใต้รายการอาหารฟาสต์ฟู้ด/delivery) 11.ข้าวแกง/ข้าวกล่อง (เปลี่ยนเป็นรายการข้าวราดแกง) 12.อาหารเย็น (อาหารตามสั่ง) (แยกรายการสินค้าเป็นต้มยำ ผัดผัก และข้าวเปล่า)<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 18 รายการ ได้แก่ 1.ผ้าตัดกระโปรง 2.ผ้าตัดเสื้อ 3.เครื่องแบบนักเรียนอนุบาล 4.เสื้อเชิ้ตเด็ก 5.รองเท้ากีฬาบุรุษ 6.รองเท้ากีฬาสตรี 7.รองเท้าแตะฟองน้ำบุรุษ 8.รองเท้าแตะฟองน้ำสตรี 9.กระเบื้องซีเมนต์ใยหินมุงหลังคา 10.แผ่นยิปซัม 11.ท่อพีวีซี ประปา 12.มุ้ง 13.ผงซักฟอก (เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้า) 14.กระเป๋าถือ 15.น้ำมันดีเซล B10 16.แบตเตอรีสำรอง 17.นิตยสารรายเดือน 18.ค่าอะไหล่รถยนต์&nbsp;ค่าบริการต่าง ๆ 4 รายการ ได้แก่ 1.ค่าแรงช่างไฟฟ้า 2.ค่าแรงช่างประปา 3.ค่าโดยสารรถสามล้อเครื่อง 4.ค่าสมาชิกเคเบิลทีวี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนสินค้าและบริการที่นำเข้า 68 รายการ แยกเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 29 รายการ ได้แก่ 1.แคบหมู 2.แฮม 3.ปลาแซลมอน 4.ปูอัด 5.ผักกาดหอม 6.หัวไชเท้า 7.บล็อคโคลี่ 8.หน่อไม้ฝรั่ง 9.ลำไย 10.ส้มโอ 11.อโวคาโด้ 12.น้ำปลาร้า (ปรุงสำเร็จ) 13.เครื่องดื่มเกลือแร่ 14.น้ำวิตามิน 15.น้ำตาลมะพร้าว 16.น้ำตาลทรายแดง 17.ข้าวมันไก่ 18.ข้าวราดผัดกระเพรา 19.หมูย่าง/หมูทอด 20.ปลาทอด/ปลาเผา 21.ข้าวผัด 22.ส้มตำ 23.ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ 24.ข้าวเปล่า 25.ต้มยำ 26.ผัดผัก 27.ชุดสุกี้พร้อมทาน 28.ไก่ย่าง/ไก่ทอด 29.ปลาทอด/ปลาเผา<br />
<br />
หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 28 รายการ ได้แก่ 1.ชุดสากล 2.กางเกงว่ายน้ำบุรุษ 3.ถุงเท้าสตรี 4.เครื่องแบบนักเรียนประถม 5.ลูกบิด/กลอนประตู 6.ฝักบัวอาบน้ำ 7.กระทะ 8.ถังน้ำ 9.เก้าอี้ 10.ตู้เสื้อผ้า 11.เตาอบไมโครเวฟ 12.เครื่องดูดฝุ่น 13.หม้อทอดไร้น้ำมัน/กระทะไฟฟ้า 14.ยาใส่แผล 15.ถุงยางอนามัย 16.น้ำเกลือทำความสะอาดแผล 17.ชุดตรวจโควิด (ATK) 18.แว่นกันแดด 19.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า (คลีนซิ่ง) 20.รถบรรทุกขนาดเล็ก (รถปิกอัป) 21.พลังงานไฟฟ้า (EV) 22.ค่าภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปี 23.กล้องติดรถยนต์ 24.หูฟัง 25.ฟิล์มกันรอย 26.นาฬิกา Smart Watch 27.แท็ปเล็ต 28.ค่าอาหารสำหรับตักบาตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ค่าบริการต่าง ๆ 11 รายการ ได้แก่ 1.ค่าจ้างเหมาช่างก่อสร้าง 2.ค่าจ้างเหมาช่างประปา 3.ค่าจ้างเหมาช่างไฟฟ้า 4.ค่าคนดูแลผู้สูงอายุ 5.ค่าตรวจรักษาโรค/ค่าบริการทางการแพทย์ (นอกเวลาราชการ) 6.ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ (ไม่รวมประเภทสะสมทรัพย์) 7.ค่าโดยสารเครื่องบิน (ต่างประเทศ) 8.ค่าตรวจสภาพรถยนต์ 9.ค่าสมาชิกฟิตเนส 10.ค่าสมาชิกดูหนังฟังเพลงออนไลน์ 11.ค่ารักษาพยาบาสัตว์ (โปรแกรมวัคซีนรักษาสัตว์รวม)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202502063c260f9f5bf53235a8c81b453580cdc1160548.jpg' type='image/jpg' length='211635' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” เตรียมชง กกร. ขึ้นบัญชีควบคุม “เครื่องฟอกอากาศ-เครื่องดูดฝุ่น”]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89073</link>
<guid isPermaLink="false">85f6177b810d4dcc6e6c6658ad8b9387</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในรับลูก &ldquo;พิชัย&rdquo; ระดมความเห็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ห้าง กำหนดแนวทางกำกับดูแลเครื่องปรับอากาศและเครื่องดูดฝุ่น เตรียมเสนอ กกร. พิจารณาขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุม เฉพาะที่ใช้ในครัวเรือน ก่อนเสนอ ครม.ไฟเขียว คาดจบภายในเดือน ก.พ.นี้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่าย (ห้าง) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการกำกับดูแลสินค้าเครื่องฟอกอากาศและเครื่องดูดฝุ่น เป็นสินค้าควบคุม ตามนโยบายจากนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดูแลสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ในช่วงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแล และป้องกันประชาชนโดนเอาเปรียบ โดยผู้ประกอบการพร้อมที่จะร่วมมือ เพราะเห็นถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของประชาชน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมยังได้ติดตามสถานการณ์การผลิต การนำเข้า และการจำหน่าย พบว่า สินค้ามีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าเพื่อใช้ในการป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ ไม่มีปัญหาการขาดแคลนแต่อย่างใด และสินค้ามีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ&nbsp;สำหรับการนำสินค้าเครื่องฟอกอากาศและเครื่องดูดฝุ่นเป็นสินค้าควบคุม มีวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ดูแลสินค้าทั้งสองชนิด &ldquo;ไม่ให้ขาด ไม่ให้แพง&rdquo; และจะคุมเฉพาะสินค้าที่ใช้ครัวเรือนเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากจนเกินไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติม และมาตรการในการกำกับดูแลสินค้าเครื่องฟอกอากาศและสินค้าเครื่องดูดฝุ่นต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนเสนอเข้าคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณา และเมื่อ กกร. พิจารณาแล้ว ก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างนี้ หากตรวจสอบพบการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่าย จะมีโทษจำคุก 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของประชาชน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการสามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025020688f16b840e043116f57b66eac267cbad160548.jpg' type='image/jpg' length='327317' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​น้ำมัน อาหาร เครื่องดื่ม ดันเงินเฟ้อ ม.ค.68 เพิ่ม 1.32% บวก 10 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89069</link>
<guid isPermaLink="false">f720214ced8d08d4d1cd6855dee01872</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>เงินเฟ้อประเดิมปี 68 ม.ค.เพิ่ม 1.32% บวกต่อเนื่อง 10 เดือน สูงทะลุ 1% เป็นเดือนที่ 2 จากราคาน้ำมัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น คาด ก.พ.-มี.ค. ยังสูงเกิน 1% จากฐานน้ำมันปีก่อนสูง ท่องเที่ยวโตดันสินค้าและบริการขยับ สินค้าเกษตรบางตัวยังสูง พร้อมปรับฐานสินค้าและบริการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อใหม่เป็น 464 รายการ จากเดิม 430 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ม.ค.2568 เท่ากับ 100.57 เทียบกับ ม.ค.2567 เพิ่มขึ้น 1.32% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และสูงขึ้นเกิน 1% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2568 ที่สูงขึ้น 1.32% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.78% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้สด (ฝรั่ง มะม่วง สับปะรด) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวผัด) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำมันพืช ซอสหอยนางรม) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล ปลาทูนึ่ง ปลาทู กุ้งขาว) กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล (ขนมหวาน น้ำตาลทราย) และกลุ่มผักสด (แตงกวา ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว เห็ด) อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ไก่ย่าง พริกสด มะนาว หัวหอมแดง กระเทียม ผักกาดขาว และกะหล่ำปลี เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่ม 1% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันเบนซิน นอกจากนี้ ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน และค่าโดยสารเครื่องบิน ปรับสูงขึ้นเช่นกัน ขณะที่ยังมีสินค้าสำคัญหลายรายการที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว สบู่ถูตัว น้ำยาระงับกลิ่นกาย) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) เป็นต้น&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ม.ค.2568 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.83% เร่งตัวขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ที่สูงขึ้น 0.79%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.พ.2568 คาดว่าจะใกล้เคียงกับเดือน ม.ค.2568 โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน และราคาสินค้าเกษตรบางชนิดยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เข้าสู่ระดับปกติ หลังจากได้รับผลกระทบของภัยแล้งอย่างยาวนาน โดยเฉพาะพืชสวน เช่น มะพร้าว ส่วนเดือน ก.พ.2568 ก็น่าจะยังเกิน 1%&nbsp;และคาดว่าไตรมาสที่ 1 เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 1.1-1.2%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง จากการที่ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักสดในปีก่อนหน้าอยู่ในระดับสูง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่นี้นี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ระบบมากขึ้น และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ สนค.ได้ปรับฐานสินค้าและบริการที่นำมาใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ เพิ่มเป็น 464 รายการ จากปีฐาน 2562 มีจำนวน 430 รายการ มีทั้งปรับออก และเพิ่มเข้า โดยสินค้าที่ปรับออก เช่น นิตยสารรายเดือน และที่เพิ่มเข้า เช่น ปลาแซลมอล อะโวคาโด น้ำปลาร้า เกลือแร่ สมาร์ทวอช พลังงานไฟฟ้า กล้องติดรถยนต์ ฟิล์มกันรอย เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคในปัจจุบัน ส่วนเครื่องฟอกอากาศ คาดว่าจะปรับเข้าในระยะต่อไป<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025020677bc3b3486c46d5a83a3d8b7b73f3799160548.jpg' type='image/jpg' length='298813' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้เป้าผู้ประกอบการไทย ขยายตลาดเครื่องประดับแฟชัน-ราคาสูง ในออสเตรเลีย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/89065</link>
<guid isPermaLink="false">f2e7b7f2a2692a97ea26e251f0fc2c93</guid>
<pubDate>Thu, 06 Feb 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยตลาดอัญมณีและเครื่องประดับในออสเตรเลีย มีแนวโน้มเติบโต ทั้งเครื่องประดับแฟชัน และเครื่องประดับมูลค่าสูง แนะพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการ ทำการตลาดในหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งมาตรการ การรับประกันสินค้า และใช้ช่องทางการร่วมงานแสดงสินค้า ทั้งในไทยและออสเตรเลีย เปิดตัวสินค้าให้เป็นที่รู้จัก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาววรรณศรี โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย ถึงรายงานตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดออสเตรเลีย พฤติกรรมการซื้อสินค้า และโอกาสในการส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวของไทยเข้าสู่ตลาดออสเตรเลีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่าปัจจุบัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับของผู้บริโภคออสเตรเลียแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้บริโภคอายุระหว่าง 18-34 ปี และกลุ่ม Millennials เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อที่จำกัดเนื่องจากรายได้น้อย จึงนิยมซื้อสินค้าเครื่องประดับแฟชั่นเพื่อตามกระแสแฟชั่น ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Influencers และนิยมซื้อเครื่องประดับผ่านช่องทางออนไลน์ 2.กลุ่ม Older Millennials และกลุ่มฃ Gen X (อายุระหว่าง 35-54 ปี) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Gen X ที่ซื้อเครื่องประดับแฟชั่นมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 38.8 แม้ว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้จะมีรายได้สูงและมีกำลังซื้อและนิยมซื้ออัญมณีและเครื่องประดับแบรนด์เนมราคาสูง เพื่อเน้นย้ำความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนและความโดดเด่นไม่เหมือนใคร แต่ยังเป็นกลุ่มที่นิยมซื้อเครื่องประดับแฟชั่นเพื่อเป็นของขวัญเป็นหลักด้วย และ 3.กลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไปหรือกลุ่ม Baby boomer เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้มั่นคง และนิยมซื้อเครื่องประดับประเภทมูลค่าสูง (Fine Jewellery) เพื่อการลงทุนและเป็นมรดกสืบทอด<br />
<br />
สำหรับแนวโน้มตลาดอัญมณีและเครื่องประดับ พบว่า ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ อาทิ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายที่รัดกุมของผู้บริโภค ทำให้ยอดขายลดลง คาดว่าในช่วงครึ่งปีแรก 2568 แนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไป โดยสินค้าเครื่องประดับแฟชั่น (Fashion Jewellery) ประเภท Sterling silver 925 จะเป็นที่นิยมในด้านความเป็นสินค้าคุณภาพดี ราคาไม่แพง ส่วนตลาดเครื่องประดับ Fine Jewellery เช่น แหวน ต่างหู และสร้อยคอ จะขยายตัวได้ดีกว่าเครื่องประดับแฟชั่น โดยมีผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวยเป็นแรงขับเคลื่อน และยังมีการเติบโตของตลาดเครื่องประดับทางเลือก อาทิ เพชรจากห้องแล็บ และ Demi-Fine Jewellery ที่ทำจากทองและเงิน&nbsp;น.ส.สุนันทากล่าวว่า จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดอัญมณีและเครื่องประดับดังกล่าว เป็นโอกาสที่ดีต่อการส่งออกสินค้าเครื่องประดับเงิน ของทำด้วยรัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ (ธรรมชาติ สังเคราะห์หรือทำขึ้นใหม่) เพชร แพททินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป ของทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (ทอง/เงินและโลหะมีค่า) และรัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ (สังเคราะห์หรือทำขึ้นใหม่) โดยเฉพาะแพททินัมกึ่งสำเร็จรูปและเครื่องประดับประเภท Sterling silver ซึ่งเป็นเครื่องประดับจากไทยที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในตลาดออสเตรเลีย รวมถึงสามารถส่งออกวัตถุดิบ เช่น ทองคำ เพชร พลอย หินมีค่าและไข่มุก โดยผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิ์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลียได้<br />
<br />
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับออสเตรเลีย ทั้ง Fine Jewellery และ Fashion Jewellery เป็นตลาดสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่จะกระทบต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า โดยหากจะคงความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต นักออกแบบ หรือผู้ขายจะต้องพิจารณาปัจจัยด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม เป็นตัวแปรสำคัญ รวมถึงการปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ ๆ และการทำตลาด Multichannel (หลายช่องทาง) เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ สร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงและปฏิบัติตาม คือ Australian Consumer law ในด้านต่าง ๆ เช่น การรับประกันสินค้า มาตรฐานสินค้า คุณภาพและเกรด ตลอดจนการทำการตลาดที่อาจก่อให้เกิดการเข้าใจผิด<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Bangkok Gems &amp; Jewellery Fair (22-26 ก.พ.2568) ในประเทศไทย และงาน International Jewellery Fair 2025 (23-25 ส.ค.2568) ในออสเตรเลียเพื่อสร้างโอกาสในการพบบริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องประดับและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันและสร้างโอกาสด้านการเป็นฐานการผลิตสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับให้แก่ผู้ค้าปลีกออสเตรเลีย และโอกาสในการร่วมมือทางธุรกิจด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยและออสเตรเลียให้มากขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250206ffde86d57a2a88d36f9e6c8464d81e50160547.jpg' type='image/jpg' length='49750' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”ถกเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น ชวนเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88053</link>
<guid isPermaLink="false">e4915318b0acfdd88c3cc3fad512d0bd</guid>
<pubDate>Thu, 30 Jan 2025 16:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;ถกเจโทร-หอการค้าญี่ปุ่น หารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุน ยันรัฐบาล-พาณิชย์พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมชวนเพิ่มการลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ Data Center แผงวงจรพิมพ์ และ AI</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายคุโรดะ จุน ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ณ กรุงเทพฯ หรือ JETRO Bangkok และนายโท โคโซ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น&ndash;กรุงเทพฯ (JCCB) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา ว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืนระหว่างกัน โดยยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการจากญี่ปุ่นในการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุน และปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเป็นไปได้ด้วยดี มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกปี 2567 เพิ่มขึ้น 5.4% และปี 2567 มีตัวเลขขอส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.13 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ได้แจ้งกับ JETRO และ JCC ว่า ต่างมีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย เพราะญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนสะสมอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างยาวนาน ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำการค้าในไทย อยากให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะ ๆ&rdquo;<br />
<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จในการจัดทำ FTA กับเอฟตา และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดทำ FTA กับสหภาพยุโรป (อียู) ให้สำเร็จภายในปีนี้ เพื่อให้นักลงทุนที่เข้ามาสามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อทางการค้าและการลงทุน และหลังจากนี้ จะมีอีกหลายฉบับ เช่น อิสราเอล ภูฏาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เกาหลีใต้ แคนาดา และอังกฤษ ที่เร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&nbsp;ทั้งนี้ ตนได้เชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ Data Center แผงวงจรพิมพ์ และ AI ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายการลงทุน และขอให้ไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของซัปพลายเชนภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ของญี่ปุ่น ที่จะมีการทุ่มงบประมาณมากกว่า 10 ล้านล้านเยน (2.2 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ญี่ปุ่นทราบว่า กระทรวงพาณิชย์จะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก แก้ไขปัญหาล่วงหน้า และปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันที่ 3-8 ก.พ.2568 จะเดินทางไปที่สหรัฐฯ เพื่อหารือกับฝ่ายการเมืองและภาคเอกชนของสหรัฐฯ เพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจากนโยบายทรัมป์ที่ภาคเอกชนแสดงความกังวลอยู่ในเวลานี้ และยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ทั้งการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายและสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศเพื่อดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภค และการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน &nbsp;<br />
<br />
สำหรับ JETRO และ JCC ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อเป็นแนวทางให้ภาครัฐไทยสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจแก่บริษัทต่างชาติในไทยและเพิ่มความยืดหยุ่นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน โดยเฉพาะการปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับข้อเสนอไปปรับใช้ในการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนบูรณาการและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการหารือครั้งนี้ นายคุโรดะ จุน ได้นำเสนอผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จากบริษัทที่เป็นสมาชิกหอการค้าญี่ปุ่นจำนวน 559 ราย พบว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index : DI) อยู่ที่ -11 (ตัวเลขคาดการณ์) สาเหตุหลักมาจากการบริโภคสินค้าคงทนที่ยังซบเซาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลดีบางส่วนจากการฟื้นตัวของการส่งออก ส่วนแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีสัดส่วนบริษัทผู้ตอบแบบสำรวจที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 คงที่ร้อยละ 62 และลดลงร้อยละ 13 โดยตลาดส่งออกที่มีศักยภาพในอนาคต 4 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย ร้อยละ 49 เวียดนาม ร้อยละ 44 อินโดนีเซีย ร้อยละ 28 และสหรัฐฯ ร้อยละ 20 ตามลำดับ&nbsp;พร้อมกันนี้ ได้แจ้งว่า มีหลายประเด็นที่ญี่ปุ่นเห็นว่ารัฐบาลไทยมีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมการขนส่ง ร้อยละ 28 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานของภาครัฐ ร้อยละ 15 การแก้ปัญหาการออกใบอนุญาตทำงานและวีซ่า ร้อยละ 14 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ร้อยละ 14 การออกมาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ร้อยละ 11 และการดำเนินงานด้านความตกลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ FTA และ EPA ร้อยละ 10 ซึ่งทางญี่ปุ่นให้การยืนยันที่จะลงทุนในไทยต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 52,020.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,285.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูปเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,734.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนสะสมอันดับ 1 ของไทยมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2567 ญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นอันดับ 5 จำนวน 271 โครงการ มูลค่ารวม 49,148 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของญี่ปุ่นในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการลงทุนของไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501305e3bc3ab067fbff37f91c6e3dc4aded7165547.jpg' type='image/jpg' length='274999' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ เปิดแผนงานปี 68 บริการออนไลน์ 100% ลุยส่งเสริมธุรกิจ เข้มธรรมาภิบาล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/88052</link>
<guid isPermaLink="false">151855e884e09a8fc5acf66bccbcd5bd</guid>
<pubDate>Thu, 30 Jan 2025 16:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดแผนทำงานปี 68 ตั้งเป้าพัฒนางานบริการจดทะเบียนและข้อมูลธุรกิจ ทำผ่านระบบออนไลน์ได้ 100% เตรียมลุยส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ทั้งสร้างเครือข่าย ปั้นโชห่วย ดันธุรกิจ BCG ส่งเสริมธุรกิจใช้เทคโนโลยี เปิดหลักสูตรออนไลน์ที่ตอบโจทย์ ส่งเสริมการค้าออนไลน์ ดันธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน หนุนแฟรนไชส์โกอินเตอร์ ปิดท้ายเข้มสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 กรมได้ตั้งเป้าขับเคลื่อนงานบริการจดทะเบียนและข้อมูลธุรกิจ โดยจะให้บริการดิจิทัลทุกกระบวนงานแบบสมบูรณ์ 100% หลังจากที่ล่าสุดได้เปิดให้บริการระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล หรือ DBD Biz Regist ที่ทำให้ผู้ใช้บริการจดทะเบียนธุรกิจได้รวดเร็วขึ้นด้วยขั้นตอนการใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรหรือ User Friendly มากขึ้น ผ่านรูปแบบ e-Form เช่น ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน ลดความยุ่งยากในการลงลายมือชื่อ และผู้ใช้งานสามารถเลือกวันเวลาในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจได้ด้วยตนเอง เป็นต้น และขณะนี้จะเหลือเพียงระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้าที่เป็นงานบริการออนไลน์ประเภทสุดท้ายที่กำลังจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ขยายผลการยกเลิกเรียกเอกสารหนังสือรับรองนิติบุคคล หนังสือบริคณห์สนธิ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยในปี 2567 ได้เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 22 หน่วยงาน ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้กว่า 7,100 ล้านบาท/ปี และปี 2568 จะเพิ่มเติมอีก 25 หน่วยงาน ไปจนถึงปี 2570 ตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้ง 74 หน่วยงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ได้วางแผนพัฒนาใน 4 ด้าน คือ เพิ่มศักยภาพธุรกิจ ให้ทันกับเทรนด์การตลาดที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี อาทิ พัฒนาเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club , ขยายร้านสมาร์ทโชห่วยไปสู่ร้านค้าปลีกอื่น ๆ ในชุมชน อย่างร้านขายยา อุปกรณ์เบเกอรี่ เครื่องเขียน ก่อสร้าง และสินค้าเกษตร , ส่งเสริมแนวคิด BCG ในธุรกิจบริการผู้สูงอายุ สุขภาพและความงาม (Wellness) , ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการธุรกิจและลดค่าใช้จ่ายให้กับธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ และจัดทำหลักสูตร DBD e-Learning ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน โดยในปี 2568 ได้เพิ่มเติมวิชา เส้นทางสู่ความสำเร็จธุรกิจร้านอาหาร และรู้ทันภูมิรัฐศาสตร์ สร้างโอกาสธุรกิจไทย รวมถึงมีแผนการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เช่น AI For SME โดยตั้งแต่ปี 2565-2567 มีผู้เรียนเข้าเรียนและจบหลักสูตรกว่า 119,165 ราย&nbsp;นอกจากนี้ จะกระตุ้นการค้าออนไลน์ โดยจะสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ e-Commerce มากยิ่งขึ้น ผ่านเครื่องหมายยืนยันตัวตน DBD Registered ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกได้ ซึ่งกำหนดเปิดใช้ในเดือนเม.ย.2568 ทำให้การขอเครื่องหมายสะดวกและง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งทำให้ร้านค้าออนไลน์มีความน่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคมากขึ้น<br />
<br />
ขณะเดียวกัน มีแผนเดินหน้าร่วมกับสถาบันการเงินและพันธมิตรสร้างความรู้ พร้อมส่งเสริมธุรกิจให้เข้าถึงเงินทุนด้วยหลักประกันทางธุรกิจ โดยเฉพาะไม้ยืนต้น สร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งการพาธุรกิจแฟรนไชส์ไปค้าขายต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีแฟรนไชส์ไทยในการส่งเสริมที่สามารถขยายไปต่างประเทศได้ 46 ราย ใน 31 ประเทศ การสร้างโอกาสทางการตลาดร้านอาหารไทย Thai SELECT ช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ท้องถิ่น หรือ GI การพัฒนาธุรกิจชุมชนให้มีทักษะการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ สร้างตลาดให้เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น พร้อมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีเวทีเจรจาธุรกิจและเข้าถึงลูกค้าได้ทั้งในและต่างประเทศ<br />
<br />
ส่วนการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ กรมอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล หรือ Intelligence Business Analytic System (IBAS) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแลและตรวจสอบนิติบุคคลให้ดำเนินธุรกิจภายใต้ระเบียบและกฎหมาย พร้อมจับมือพันธมิตรขับเคลื่อนแผนงานด้านการป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดในลักษณะนอมินีและบัญชีม้าเพื่อหยุดยั้งการทำลายเศรษฐกิจในประเทศ และจะเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานผู้ทำบัญชี หรือ e-Accountant ให้รองรับการแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชีตามประกาศกรมฯ ซึ่งรองรับผู้ทำบัญชีที่ต้องเข้าใช้ระบบมากกว่า 76,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต<br />
<br />
&ldquo;การดำเนินงานตามแผนงานในปี 2568 จะประสบความสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือร่วมใจจากพันธมิตรทั้งที่เคยร่วมงานและกำลังจะมีแผนทำงานร่วมกัน กรมต้องขอขอบคุณจากใจจริงที่ทุกภาคส่วนได้ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ความสำเร็จของภาคธุรกิจและประโยชน์ของประชาชนไทย กรมขอยืนยันว่าจะไม่หยุดพัฒนางานบริการให้สอดรับกับความต้องการของผู้ใช้บริการและพร้อมจะสนับสนุนการทำธุรกิจให้สะดวกสบาย มีทักษะการค้าขายอย่างมืออาชีพด้วยอาวุธทางความรู้ที่อัพเดทอยู่เสมอ ประกอบกับมีเครื่องมือเทคโนโลยีที่จะช่วยเป็นผู้ช่วยแบ่งเบาการบริหารธุรกิจให้คล่องตัวขึ้น&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250130ad255a8d13ced7036ccb639df2b0ba42165405.jpg' type='image/jpg' length='420181' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ใช้ FTA ส่งออก 11 เดือน ปี 67 อาเซียนนำโด่ง ชวนใช้ไทย-ศรีลังกา เริ่ม มี.ค.68]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87802</link>
<guid isPermaLink="false">e473679daeb0c105fdff5152fa00600a</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใน FTA ช่วง 11 เดือน ปี 67 มีมูลค่า 76,275.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.73% อาเซียนนำโด่งใช้สิทธิ์สูงสุด ตามด้วยอาเซียนจีน ไทย-ญี่ปุ่น ไทย-ออสเตรเลีย และอาเซียน-จีน ชวนใช้ FTA ไทย-ศรีลังกา ที่จะบังคับใช้ 1 มี.ค. ส่วน FTA เดิม อาเซียนยังโดดเด่น และกำลังปรับปรุงให้ทันสมัย รวมถึงอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ที่การอัปเกรด จะบังคับใช้ไตรมาสสอง &nbsp;</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA ในช่วง 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ รวม 76,275.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.73% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.62% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค.2567 โดยเป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 28,772.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.08% รองลงมา คือ ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 20,871.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 90.01% ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,335.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 84.03% ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,636.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 58.27% ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 4,987.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ์ 64.28%<br />
<br />
ทั้งนี้ คาดว่า ตัวเลขการใช้สิทธิ์ FTA ทั้งปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากการส่งออกไปจีน ซึ่งมีการใช้สิทธิ์ภายใต้ FTA เป็นอันดับสองหดตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว โดยกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการใช้สิทธิ์ ลดลง อาทิ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ สตาร์ชจากมันสำปะหลัง และโพลิเมอร์ของเอทิลีน<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า สำหรับการใช้สิทธิ์ FTA ที่น่าจับตามองมากที่สุดในปี 2568 คือ FTA ไทย-ศรีลังกา ซึ่งเป็น FTA ฉบับล่าสุดของไทย ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มี.ค.2568 โดยศรีลังกาแม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีจุดเด่นด้านที่ตั้งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งทางเรือของโลก เชื่อมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ดังนั้น จะมีส่วนช่วยในการขยายตลาดการส่งออกและผลักดันมูลค่าการส่งออกของไทยอย่างแน่นอน&nbsp;ส่วน FTA 14 ฉบับของไทยที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน FTA ที่น่าจับตามองมากที่สุด คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ซึ่งเป็น FTA ที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์สูงที่สุดมาโดยตลอด โดยในช่วง 11 เดือน ปี 2567 มีมูลค่าการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้น 4.53% และมีสินค้าที่น่าสนใจ เนื่องจากมีมูลค่าการใช้สิทธิ์โตต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน ม.ค.2567 คือ เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีมูลค่าการใช้สิทธิ์ ม.ค.-พ.ย.2567 660.02 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 105.27% และการส่งออกไปยังทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งออกไปยังอินโดนีเซียมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ความตกลงฉบับนี้ อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้อำนวยความสะดวกทางการค้ามากยิ่งขึ้น คาดว่าหากสามารถเจรจาได้เสร็จตามเป้าในปี 2568 จะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้สิทธิ์ที่มากอยู่แล้วให้เพิ่มขึ้นไปอีก<br />
<br />
นอกจากนี้ ความตกลงที่มีมูลค่าการใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2567 อีกฉบับที่น่าสนใจ คือ อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ โดย 11 เดือน ปี 2567 มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 3,449.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 31.96% เป็นการใช้สิทธิ์ส่งออกไปยังออสเตรเลีย มูลค่า 3,285.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูง 5 อันดับแรก เป็นสินค้ายานยนต์ทั้งสิ้น และส่งออกไปยังนิวซีแลนด์ มูลค่า 163.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูง อาทิ แผ่นอะลูมิเนียมเจือ กากเหลือจากการผลิตสตาร์ช เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณทำหรือชุบด้วยเงิน และอีกประเด็นที่น่าจับตามอง คือ ความตกลงฉบับอัปเกรด จะมีผลบังคับใช้ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2568 โดยได้ปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและระเบียบวิธีปฏิบัติเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการค้าในปัจจุบัน เพิ่มรูปแบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต (Self-certification) ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า และปรับปรุงเกณฑ์ถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้า 253 รายการ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกระบวนการผลิตจริงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ กรมอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเตรียมการรองรับการบังคับใช้ดังกล่าว<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ในปี 2568 คาดการณ์ว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ แต่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน หรือความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ FTA ที่มีอยู่ 14 ฉบับกับ 18 ประเทศคู่ค้า และล่าสุดฉบับที่ 15 กับศรีลังกา ที่รัฐบาลได้มุ่งมั่นเจรจาเพื่อขยายตลาดในการส่งออก จะเป็นทางรอดและตัวช่วยสำคัญของธุรกิจไทยในการกระจายความเสี่ยงในการส่งออก เพราะจะมีแต้มต่อด้านภาษีและลดผลกระทบที่อาจเกิดจากความไม่แน่นอนต่าง ๆ โดยกรมจะเดินหน้าเตรียมจัดสัมมนาและทำเวิร์กชอปเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศรวม 10 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สงขลา นครพนม พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ ลำพูน หนองคาย และชลบุรี เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ประกอบการไทยมีทักษะและศักยภาพในการต่อยอดธุรกิจเพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025012968c0300edb50c3f5f56954ad61cf2a8a160933.jpg' type='image/jpg' length='176338' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เซ็น MOU ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เสริมความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาบุคลากร นักศึกษา]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87801</link>
<guid isPermaLink="false">952277c3974793b861bdc06a2d4f5ca6</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงนาม MOU กับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบุคลากร และนักศึกษา เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ</strong><br />
<br />
น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านทรัพย์สินทางปัญญา กับ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสถาบันการศึกษา ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งขยายเครือข่ายคนรุ่นใหม่ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม สร้างรากฐานสำคัญที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ<br />
<br />
สำหรับแนวทางการจัดกิจกรรมภายใต้ MOU อาทิ การจัดกิจกรรมการสนับสนุนบุคลากรในการบรรยายพิเศษหลักสูตรทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบุคลากรและนักศึกษา การบรรจุเนื้อหาทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรายวิชาทางเลือกให้กับนักศึกษา เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและนักศึกษาให้มีความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น&nbsp; &nbsp;<br />
&ldquo;การลงนาม MOU จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการประสานความร่วมมือระหว่างกรม และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ &nbsp;ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และมั่นใจว่า จะช่วยสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยได้รับความคุ้มครอง และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป&rdquo;น.ส.นุสรากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ดร.สุทธิพล กล่าวว่า การลงนาม MOU กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบุคลากรและนักศึกษา ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการคุ้มครองและจัดการทรัพย์สินทางปัญญาในทุกมิติ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และจะช่วยพัฒนาด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250129431357c842532fd9ab768889c2bcdfc2160933.jpg' type='image/jpg' length='234426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[การค้าชายแดน-ผ่านแดนปี 67 ทะลุ 1.81 ล้านล้าน โต 6.1% สูงสุดเป็นประวัติการณ์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/87745</link>
<guid isPermaLink="false">6a98dc3e63a246d7b079377ab355af6d</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศสรุปยอดการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 67 ทำได้มูลค่า 1.81 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% ถือเป็นปีทองการค้า และยังทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยมาเลเซียนำโด่งการค้าชายแดน ตามด้วย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนจีนนำการค้าผ่านแดน ตามด้วยสิงคโปร์และเวียดนาม ตั้งเป้าปี 68 มูลค่า 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่ม 4%</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ปี 2567 มีมูลค่า 1,815,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% ถือเป็นปีทองของการค้า และยังเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4% ต่อปี ตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;70 ที่จะขยายมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนเป็น 2 ล้านล้านบาทต่อปี ในปี 2570 โดยในจำนวนนี้ แยกเป็นการส่งออก 1,048,479 ล้านบาท เพิ่ม 6.9% และการนำเข้า 767,188 ล้านบาท เพิ่ม 5.1% โดยไทยได้ดุลการค้า 281,291 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในปี 2567 มีมูลค่าการค้ารวม 976,921 ล้านบาท เพิ่ม 5.1% เป็นการส่งออก 602,132 ล้านบาท เพิ่ม 3.8% การนำเข้า 374,789 ล้านบาท เพิ่ม 7.2% ได้ดุลการค้า 227,343 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 306,679 ล้านบาท เพิ่ม 6.8% รองลงมา คือ สปป.ลาว 286,775 ล้านบาท เพิ่ม 10.1% เมียนมา 208,937 ล้านบาท ลด 5.3% และกัมพูชา 174,530 ล้านบาท เพิ่ม 7.9%<br />
<br />
โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล 41,025 ล้านบาท เพิ่ม 2.2% น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 19,575 ล้านบาท ลด 0.5% และน้ำยางข้น 15,915 ล้านบาท เพิ่ม 38.1% ส่วนสินค้านำเข้าชายแดนสำคัญ ได้แก่ เชื้อเพลิงอื่น ๆ เช่น พลังงานไฟฟ้า 75,290 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% ก๊าซธรรมชาติ 65,236 ล้านบาท ลด 8.3% และผักและของปรุงแต่งจากผัก เช่น มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 23,560 ล้านบาท เพิ่ม 9.8% สำหรับด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา 239,660 ล้านบาท เพิ่ม 6.0% รองลงมา ด่านศุลกากรอรัญประเทศ 110,718 ล้านบาท เพิ่ม 13.9% และด่านศุลกากรหนองคาย 91,635 ล้านบาท เพิ่ม 10.2%&nbsp;ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ในปี 2567 มีมูลค่า 838,745 ล้านบาท เพิ่ม 7.4% เป็นการส่งออก 446,347 ล้านบาท เพิ่ม 11.4% การนำเข้า 392,399 ล้านบาท เพิ่ม 3.1% ได้ดุลการค้า 53,948 ล้านบาท โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 479,874 ล้านบาท เพิ่ม 12.7% รองลงมา คือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 110,353 ล้านบาท เพิ่ม 3.6% และ 72,030 ล้านบาท เพิ่ม 2.7% ตามลำดับ และสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด 98,683 ล้านบาท เพิ่ม 5.3% ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 87,533 ล้านบาท เพิ่ม 12.7% และยางแท่ง TSNR 39,381 ล้านบาท เพิ่ม 39.3% ในขณะที่สินค้านำเข้าผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จากแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ 47,086 ล้านบาท เพิ่ม 2.0% เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 38,788 ล้านบาท เพิ่ม 2.0% และเครื่องรับวิทยุโทรศัพท์ โทรเลข และโทรทัศน์ 30,174 ล้านบาท ลด 0.6% สำหรับด่านศุลกากรที่มีมูลค่าการค้าผ่านแดนสูงสุดในปี 2567 ได้แก่ ด่านศุลกากรมุกดาหาร 302,270 ล้านบาท เพิ่ม 4.5% รองลงมา ด่านศุลกากรสะเดา 212,617 ล้านบาท เพิ่ม 2.4% และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ 102,300 ล้านบาท เพิ่ม 25.9%<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ความสำเร็จของการผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนในปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดนตามนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลไกความร่วมมืออนุภูมิภาคระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ส่งเสริมเศรษฐกิจตามแนวชายแดน อำนวยความสะดวกทางการค้า และเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก<br />
<br />
สำหรับในปี 2568 กรมจะเดินหน้าผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดนตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกและการค้าชายแดนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 1.89 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250129400bc18ea5ffcf5b97e7cfa6bcb021da160933.jpg' type='image/jpg' length='247969' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยลำไยไทยรุ่งในเซี่ยเหมิน ผู้บริโภคถูกใจ หวาน หอม ผลใหญ่ เมล็ดเล็ก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/86855</link>
<guid isPermaLink="false">0f085b44304f8827678cd5dd65dcb79a</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jan 2025 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยลำไยไทย มีโอกาสขยายตลาดเข้าสู่เมืองเซี่ยเหมินเพิ่มเติม หลังพบความต้องการเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคถูกใจ เพราะรสชาติหวาน หอม ผลใหญ่ เมล็ดเล็ก แนะผู้ส่งออกคุมคุณภาพ รักษามาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด มั่นใจมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง ชี้ทุเรียน เป็นสินค้าที่มีโอกาสไม่แพ้กัน</strong><br />
<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาตลาดล่วงหน้าให้กับสินค้าเกษตรของไทย ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.นันท์นภัส งามแม้น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการสำรวจตลาดสินค้าลำไยไทยในจีน และโอกาสในการส่งออกลำไยไทยเข้าสู่ตลาดเมืองเซี่ยเหมิน ที่ยังมีโอกาสขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า แม้จีนจะหันมาปลูกลำไย แต่ต้นทุนการปลูกและแปรรูปสูงขึ้น ทำให้พื้นที่ปลูกลดลง จึงต้องนำเข้า โดยลำไยอบแห้งที่เมืองเซี่ยเหมินนำเข้าส่วนใหญ่มาจากไทย เพราะมีรสชาติหวาน หอม ผลใหญ่ เมล็ดเล็ก จึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวจีน โดยส่วนใหญ่จะบริโภคโดยตรงหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง และในช่วง 9 เดือนปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) เมืองเซี่ยเหมินนำเข้าผลไม้รวม 101,500 ตัน มูลค่า 1,470 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 61.39% และปริมาณผลไม้ที่นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ลำไย (รวมถึงลำไยแห้ง/เนื้อและลำไยสด) ทุเรียนสด และมะพร้าวแห้ง มีปริมาณนำเข้า 27,000 ตัน 19,800 ตัน และ 12,300 ตัน ตามลำดับ รวมกันคิดเป็น 58.25% ของการนำเข้าผลไม้ทั้งหมด&nbsp;<br />
<br />
ส่วนประเทศที่เมืองเซี่ยเหมินนำเข้าผลไม้ คือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยในช่วง 9 เดือนปี 2567 เซี่ยเหมินนำเข้าผลไม้จากไทย 40,300 ตัน เวียดนาม 25,800 ตัน และอินโดนีเซีย 12,900 ตัน และยังเริ่มมีการนำเข้าจาก สปป.ลาว สาธารณรัฐมาลี และฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น&nbsp;สำหรับช่องทางการนำเข้า ปัจจุบัน การนำเข้าผลไม้มายังเมืองเซี่ยเหมินใช้วิธีการขนส่ง 3 รูปแบบ ได้แก่ ทางน้ำ ทางถนน และทางอากาศ โดยการขนส่งทางน้ำมีสัดส่วนมากที่สุด โดยในช่วง 9 เดือน ปี 2567 เมืองเซี่ยเหมินนำเข้าผลไม้ทางน้ำจำนวน 82,500 ตัน คิดเป็น 81.3% ของปริมาณผลไม้นำเข้าทั้งหมด การนำเข้าทางถนนและทางอากาศมีปริมาณ 18,900 ตัน และ 39.84 ตัน ตามลำดับ<br />
<br />
นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ท่าเรือในเมืองเซี่ยเหมิน มีเส้นทางการขนส่งทะเลกว่า 180 เส้นทาง มีมาตรการขนส่งที่เอื้อประโยชน์ต่อกันหลากหลายรูปแบบ ทำให้การขนส่งทางน้ำมีประสิทธิภาพด้านเวลาและราคาที่คุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากหากนำเข้าผลไม้ผ่านการขนส่งทางถนนต้องผ่านหลายประเทศและใช้เวลานานในการเดินทาง แต่การขนส่งทางน้ำสามารถขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกหรือจากท่าเรือโดยตรงมายังจีนได้โดยตรง ซึ่งช่วยลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางน้ำมีข้อดีด้านปริมาณการขนส่งที่มากกว่า ราคาถูกกว่า&nbsp; เหมาะสำหรับการขนส่งผลไม้จำนวนมากที่สามารถเก็บรักษาได้นาน อีกทั้งยังทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลไม้ที่มีราคาสมเหตุสมผลและรสชาติสดใหม่ได้มากขึ้น<br />
<br />
&ldquo;ลำไยถือเป็นผลไม้ส่งออกศักยภาพของไทย โดยเมืองเซี่ยเหมินมีการนำเข้าลำไย ทั้งแห้งและสด ปริมาณสูงเป็นอันดับที่ 1 ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการไทย จะต้องรักษาคุณภาพ มาตรฐาน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคในจีน และหาพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง ควรเลือกคู่ค้าที่มีประวัติดี มีประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือ ดำเนินการตามกฎระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด อย่าสำแดงราคาต่ำเกินราคากลางของศุลกากรจีน ซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมายอย่างรุนแรง เพื่อให้ลำไยไทยเจาะเข้าตลาดเมื่องเซี่ยเหมินได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่น่าสังเกต เซี่ยเหมินมีการนำเข้าทุเรียนสดเพิ่มมากขึ้น รองจากลำไย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยจะขยายตลาดทุเรียนได้เพิ่มขึ้นด้วย&rdquo;น.ส.สุนันทากล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501242b5d82aba414ea67885b5e88f6049b09145739.jpg' type='image/jpg' length='376972' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เตรียมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผลไม้ปีที่ 6 วันที่ 5 ก.พ. ตั้งเป้าขาย 1.5 พันล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/86853</link>
<guid isPermaLink="false">548bf75158330c01ffc53f810ea5df3f</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jan 2025 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้า ปี 2568 ปีที่ 6 วันที่ 5 ก.พ.นี้ เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลก เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย ตั้งเป้าขายไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท มั่นใจช่วยหาตลาดล่วงหน้ารองรับฤดูกาลผลไม้ที่กำลังจะมาถึง และผลักดันราคาให้สูงขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่าประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้กำหนดจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้า ปี 2568 ในวันพุธที่ 5 ก.พ.2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หาตลาดรองรับผลผลิตฤดูกาลผลิตปี 2568 เป็นการล่วงหน้า เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า และผลักดันผลไม้ออกสู่ตลาด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะจัดทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยกรมได้เชิญผู้นำเข้าที่มีศักยภาพจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ภูมิภาคจีน สหภาพยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และกลุ่มประเทศ CLMV เป็นต้น เข้าร่วมงาน และเชิญผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมโครงการ 96 บริษัท คาดหมายมีการเจรจาการค้าไม่น้อยกว่า 500 นัดหมาย และสร้างมูลค่าเจรจาการค้าสูงกว่า 1,500 ล้านบาท โดยมีสินค้าเป้าหมายหลัก เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด มะม่วง มะพร้าว และผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินค้าเรือธงที่มียอดการส่งออกสูงสุด<br />
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ พิธีลงนามความตกลงทางการค้าระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าต่างประเทศ กิจกรรมนิทรรศการผลไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กิจกรรมเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์แครักเตอร์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าผลไม้ไทย และกิจกรรมส่งเสริมผลไม้และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร<br />
<br />
&ldquo;ถึงแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบด้านคุณภาพของผลผลิต แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงในการแข่งขันตลาดโลก ทั้งการแข่งขันส่งออกผลไม้ของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม และมาเลเซีย ที่มุ่งเป้าตลาดเดียวกัน การเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าในหลายประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยกรมมั่นใจว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะช่วยให้ไทยยังคงรักษาฐานตลาดส่งออกผลไม้เดิมที่มีอยู่ และขยายโอกาสการส่งออกสู่ตลาดใหม่ ๆ ทำให้ผลผลิตผลไม้ฤดูกาลใหม่มีตลาดรองรับล่วงหน้า&rdquo; น.ส.สุนันทากล่าว&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250124ebc346451ac74669d5e3f072caefefe9145739.jpg' type='image/jpg' length='239430' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยผู้ผลิตใช้มันเส้นทำอาหารสัตว์เพิ่ม 15% หลังใช้ได้ดี ทดแทนวัตถุดิบนำเข้าได้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/86329</link>
<guid isPermaLink="false">699cb6c1209e4193c92be50d2b9a6d61</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jan 2025 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในติดตามผลงานความร่วมมือผลักดันผู้ผลิตอาหารสัตว์ ใช้มันเส้นผสมทำอาหารสัตว์ พบผู้ผลิตรายใหญ่ใช้มันเส้นเพิ่มขึ้น 15% และจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนนี้ หลังใช้ได้ดี และทดแทนวัตถุดิบนำเข้าได้ เตรียมผลักดันรายอื่น ๆ ใช้เพิ่มขึ้นต่อไป ส่วนราคาหัวมันสด ล่าสุดเฉลี่ยทั้งประเทศ 2.28 บาท/กิโลกรัม ย้ำพื้นที่ใดยังมีปัญหา จะจัดหาผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามความร่วมมือที่ได้ดำเนินการร่วมกับหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ในการผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และสูตรอาหารสัตว์มากขึ้น โดยตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านตัน คิดเป็น 2.5 ล้านตันหัวมันสด พบว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ได้มีการใช้มันเส้นมาผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ถึง 15% และจะเพิ่มขึ้นอีก 15% ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ถือเป็นข่าวดีที่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ที่ขณะนี้มีราคาอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตสามารถปรับสูตรการผสมอาหารสัตว์แล้วจะทำให้สามารถใช้มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมได้ ซึ่งผู้ผลิตเองได้มีการปรับสูตรไว้รองรับแล้ว และหลังจากนี้จะหารือร่วมกับผู้ผลิตรายอื่นในอุตสาหกรรมต่อไป&rdquo;&nbsp;นายวิทยากรกล่าวว่า การใช้วัตถุดิบในประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ผลิต เพราะมีความเสถียรภาพด้านราคาและอุปทานมากกว่า และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยดูดซับผลผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรได้ ซึ่งขณะนี้ มีผู้ผลิตมันเส้นสะอาดกว่า 40 รายทั่วประเทศ จากความร่วมมือของสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สามารถผลิตมันเส้นให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ โดยกรม และสมาคมฯ จะร่วมกันดูแลการซื้อขาย ทั้งเรื่องคุณภาพและราคา ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้สถานการณ์มันสำปะหลังในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับราคาหัวมันสำปะหลังสดเชื้อแป้ง 25% ขณะนี้เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ราคา 2.28 บาทต่อกิโลกรัม และในบางพื้นที่ ราคามันสำปะหลัง 2.10-2.45 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาก่อนหน้าภาวะสงครามรัสเซียยูเครนเมื่อปี 2564 ที่เฉลี่ย 2.41 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในบางพื้นที่ ๆ มีปัญหา เกษตรกรขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าในพื้นที่อื่น กรมจะร่วมกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) จัดหาผู้รับซื้อจากนอกพื้นที่เข้าไปรับซื้อ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและทำให้เกิดการแข่งขันต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250122eafb0224bcf5cee22924f93fd4e4bc4a145652.jpg' type='image/jpg' length='498504' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกมัน ธ.ค.เพิ่ม 7.8% ฟื้นตัวรอบ 14 เดือน “พาณิชย์” ยันปี 68 หาตลาดรองรับไว้แล้ว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/86326</link>
<guid isPermaLink="false">d8a4c94dd0679ea981a202c49a7a7801</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jan 2025 14:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยส่งออกมันสำปะหลัง เดือน ธ.ค.67 เพิ่มขึ้น 7.8% กลับมาฟื้นตัวในรอบ 14 เดือน ตลาดจีนโต 25.1% เป็นผลจากการหาตลาดล่วงหน้าให้กับมันสำปะหลังไทย ส่วนยอดรวมทั้งปี 67 ส่งออกได้ 3,133.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 15.6% จีนยังครองแชมป์ตลาดส่งออกสูงสุด ระบุปี 68 ได้เตรียมหาตลาดรองรับไว้แล้ว ล่าสุดขายจีนได้กว่า 9.8 แสนตัน และผลักดันให้นำมันเส้นไปทำอาหารสัตว์ ดึงหัวมันสดกว่า 5.48 ล้านตัน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยในเดือน ธ.ค.2567 เพิ่มขึ้น 7.8% กลับมาขยายตัวในรอบ 14 เดือน โดยตลาดส่งออกสำคัญที่มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ จีน เพิ่ม 25.1% สหรัฐฯ เพิ่ม 14.8% อินโดนีเซีย เพิ่ม 55.9% ออสเตรเลีย เพิ่ม 9.3% และเนเธอร์แลนด์ เพิ่ม 72.6% ซึ่งเป็นผลมาจากการหาตลาดส่งออกล่วงหน้า ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการค้าต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์และหาตลาดให้สินค้ามันสำปะหลังไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกมันสำปะหลังทั้งปี 2567 มีมูลค่า 3,133.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (110,276 ล้านบาท) ลดลง 15.6% โดยมูลค่าการส่งออกแป้งมันสำปะหลัง และเด็กตริน โมดิไฟด์สตาร์ชอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 8.2% และ 1.8% แต่มันสำปะหลังอัดเม็ด มันเส้น และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ อาทิ สาคูจากแป้งมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง ลดลง 59.3% และ 25.6% และตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สัดส่วน 51.4% รองลงมา คือ ญี่ปุ่น 9.4% อินโดนีเซีย 7.4% ไต้หวัน 5.1% และมาเลเซีย 4.1%&nbsp;นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับการหาตลาดรองรับผลผลิตมันสำปะหลัง ปี 2568 นายพิชัย ได้หารือกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ขอให้ผู้นำเข้าจีนช่วยรับซื้อมันสําปะหลังของไทยที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดมาก และยังได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศ และทูตพาณิชย์ทั่วโลกประชาสัมพันธ์เดินหน้าหาตลาดให้สินค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนผลักดันให้มีการนำเข้าสินค้าแปรรูปจากมันสำปะหลังที่มีมูลค่าสูง เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกและดูแลเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังให้ทันต่อสถานการณ์ และผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลการดำเนินการที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยที่เซี่ยงไฮ้และเฉิงตู เน้นอุตสาหกรรมขั้นปลายที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมกาว และอุตสาหกรรมกระดาษ มีการซื้อขาย 4.4 แสนตัน มูลค่า 5,314.95 ล้านบาท และมีการลงนาม MOU ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับ COFCO ยักษ์ใหญ่การค้าสินค้าเกษตรของจีน ปริมาณ 5.4 แสนตัน มูลค่า 3,489 ล้านบาท รวม 9.8 แสนตัน มูลค่า 8,083 ล้าน คิดเป็นหัวมันสด 2.98 ล้านตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนกรมการค้าภายใน ได้ร่วมกับหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และสูตรอาหารสัตว์มากขึ้น ตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านตัน คิดเป็น 2.5 ล้านตันหัวมันสด ซึ่งขณะนี้ ได้ดำเนินการรับซื้ออย่างต่อเนื่อง &nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501221140d7ba79910294725a0fa5efad8ff2145652.jpg' type='image/jpg' length='436265' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี ออสเตรเลียประกาศยุติไต่สวน AD สินค้าสับปะรดตัดแต่งไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/86325</link>
<guid isPermaLink="false">0ba8675ee68ff600bd9a1cbe1470264f</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jan 2025 14:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข่าวดี ออสเตรเลียประกาศยุติการไต่สวนและไม่ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าสับปะรดตัดแต่งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ขนาดมากกว่า 1 ลิตรจากไทย เหตุไม่พบความเสียหาย แต่เกิดจากปัจจัยอื่น ทั้งการนำเข้าจากประเทศอื่น และการกระจายสินค้าของคู่แข่งของผู้ผลิตออสเตรเลียที่มีประสิทธิภาพ คาดส่งผลดีทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้น ย้ำระวังเรื่องกำหนดราคา ป้องกันไม่ให้ถูกฟ้องทุ่มตลาดอีก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2568 ที่ผ่านมา หน่วยงานไต่สวนการทุ่มตลาดของออสเตรเลีย ได้ประกาศผลการไต่สวนการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) กับสินค้าสับปะรดตัดแต่งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) ที่ได้เปิดไต่สวนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2566 โดยให้ยุติการไต่สวนและไม่ใช้มาตรการ AD หลังพบว่าการนำเข้าสินค้าดังกล่าว ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ผลิตออสเตรเลีย หากแต่เกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนำเข้าจากประเทศอื่น การกระจายสินค้าของคู่แข่งของผู้ผลิตออสเตรเลียที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การประกาศไม่ใช้มาตรการ AD กับสินค้าไทย นับว่าเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกสินค้าสับปะรดที่จะทำให้ผู้นำเข้าในออสเตรเลียสั่งสินค้าจากไทยตามเดิม โดยไม่ต้องจ่ายอากร AD และเป็นสัญญาณที่ดีต่อบรรยากาศและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ&rdquo;นางอารดากล่าว&nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.ค.2565-มิ.ย.2567 (ช่วงระยะเวลาการไต่สวน) ออสเตรเลียนำเข้าสับปะรดตัดแต่งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) จากไทยจำนวน 8.57 ล้านลิตร มูลค่าประมาณ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าการนำเข้ารวมของออสเตรเลียประมาณ 15.42 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสัปปะรดไทยครองส่วนแบ่งการนำเข้าอันดับหนึ่งถึง 59% รองลงมา คือ อินโดนีเซีย 33%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ที่ผ่านมา ไทยเคยถูกออสเตรเลียเรียกเก็บอากร AD จากสินค้าสับปะรดและประกาศยุติการใช้มาตรการกับไทยเมื่อวันที่ 17 ต.ค.2564 โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สินค้าสับปะรดตัดแต่งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) และสับปะรดกระป๋องสำหรับผู้บริโภค (ขนาดไม่เกิน 1 ลิตร) และได้เปิดไต่สวนการใช้มาตรการ AD กับสินค้าสับปะรดตัดแต่งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร (ขนาดมากกว่า 1 ลิตร) อีกครั้งเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2566<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินการของกรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่แจ้งความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ให้คำแนะนำและประสานงานผู้ส่งออกไทย ในการเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนของหน่วยงานออสเตรเลีย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ส่งออกไทย และหลังจากนี้ ขอให้ผู้ส่งออกไทยพึงระวังในการกำหนดราคาส่งออก เนื่องจากหากส่งออกด้วยราคาทุ่มตลาด ผู้ผลิตออสเตรเลียอาจยื่นคำร้องเพื่อใช้มาตรการตอบโต้อีกครั้งได้ รวมทั้งขอให้ใช้โอกาสนี้ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดในออสเตรเลียด้วยการส่งออกในราคาที่เป็นธรรม &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250122bd85810f3baf7515467a61ac41d672e9145652.jpg' type='image/jpg' length='362061' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย” เปิดศูนย์การเรียนรู้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โชว์ประวัติ ผลงาน ความรู้การทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85478</link>
<guid isPermaLink="false">2cc34e5d949a5f82f92caa8a68ee104a</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 14:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; เปิดศูนย์เรียนรู้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD Knowledge Space แสดงประวัติความเป็นมา ผลงาน และเปิดพื้นที่ให้นิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้สนใจเข้าเรียนรู้ด้านการประกอบธุรกิจ เพื่อวางรากฐานการทำธุรกิจ และความร่วมมือในการขับเคลื่อนธุรกิจไทย</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดศูนย์เรียนรู้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD Knowledge Space ณ ชั้น 7 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมด้วยนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงประวัติความเป็นมาและผลงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมทั้งเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจและผู้สนใจเข้าใจพื้นที่ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจ เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เสริมสร้างศักยภาพ และยกระดับธุรกิจและผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ การเปิดศูนย์เรียนรู้ดังกล่าว เป็นวันที่ดี เนื่องจากวันที่ 16 ม.ค.2568 เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ครบรอบ 102 ปี แสดงถึงการเป็นเพื่อนร่วมทางกับภาคธุรกิจมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 100 ปี ที่ผ่านมา โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในปี 2545 นอกจากได้เปลี่ยนชื่อจากกรมทะเบียนการค้า เป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว ยังได้ปรับบทบาทหน้าที่จากผู้กำกับดูแล เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ให้การส่งเสริม สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชน&nbsp;ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและภาคธุรกิจ เผชิญความท้าทายจากผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์แต่ละยุคสมัยตามพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางการรับมือที่สำคัญ คือ การถอดบทเรียนองค์ประกอบทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประกอบการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงที่อาจส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการบริหารจัดการในทุกกระบวนงาน ผู้ประกอบธุรกิจยังต้องมีองค์ความรู้และทักษะรอบตัวที่รอบด้านเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนก้าวสู่อนาคต&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ต้องการเข้าศึกษาดูงาน ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ใช้เป็นสถานที่เรียนรู้วิวัฒนาการของภาคธุรกิจไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมถึงภารกิจกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้ง 3 ด้าน คือ 1.ด้านจดทะเบียนและบริการข้อมูลนิติบุคคล 2.ด้านส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ และ 3.ด้านการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าศึกษาเรียนรู้ได้เข้าใจการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เป็นการวางรากฐานที่สำคัญด้านการประกอบธุรกิจแก่นักเรียน นักศึกษาที่เข้าศึกษาดูงาน ได้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเติบโตแก่เศรษฐกิจไทยในอนาคตเมื่อจบการศึกษา<br />
ขณะที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เข้าศึกษาดูงานจะได้เข้าใจถึงรูปแบบการให้การส่งเสริม สนับสนุนอำนวยความสะดวก และการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ โดยพร้อมจับมือเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างความเจริญเติบโตแก่ภาคธุรกิจไทยและประเทศชาติต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501176298acdf6d896b7cc8206efd17f4972b141111.jpg' type='image/jpg' length='299655' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”เคาะปรับลดเก็บสต๊อก ค่าธรรมเนียม ช่วยเกษตรกร รายย่อย ส่งออกข้าว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85477</link>
<guid isPermaLink="false">c39f6ec753fda5cb9712006461eef13c</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; ประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2489 ไฟเขียวปรับลดการเก็บสต๊อกข้าวตามกฎหมาย เกษตรกร สหกรณ์ และรายย่อย ไม่ต้องเก็บ รายอื่นเก็บตามทุนจดทะเบียน คาดบังคับใช้สิ้นเดือน ม.ค.นี้ และปรับปรุงค่าธรรมเนียมใหม่ รายย่อยไม่ต้องเสีย รายอื่นเสียตามทุนจดทะเบียนเช่นเดียวกัน ตั้งเป้าบังคับใช้ มี.ค.68 มั่นใจเพิ่มโอกาสรายย่อยส่งออกข้าว และทลายทุนผูกขาดลงได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการตามพ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2489 ครั้งที่ 1/2568 ว่า ได้มีมติปรับปรุงเงื่อนไขการเก็บสต๊อกข้าวตามกฎหมายของผู้ประกอบการใหม่ โดยหากเป็นกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ กรณีเป็นผู้ส่งออกทั่วไป และผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ให้ยกเว้นการเก็บสต๊อก และกรณีเป็นผู้ส่งออกทั่วไป หากมีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท เก็บสต๊อก 100 ตัน ทุน 10-20 ล้าน เก็บสต๊อก 500 ตัน และทุนมากกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป เก็บสต๊อก 1,000 ตัน เพราะเป็นรายใหญ่ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นเดือน ม.ค.2568 นี้<br />
<br />
ส่วนค่าธรรมเนียม ได้ปรับปรุงใหม่ โดยกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ กรณีเป็นผู้ส่งออกทั่วไป และผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุหีบห่อ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม กรณีผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไป ทุน 5-10 ล้านบาท เสียค่าธรรมเนียม 1 หมื่นบาท ทุน 10-20 ล้านบาท เสียค่าธรรมเนียม 3 หมื่นบาท และทุน 20 ล้านบาทขึ้นไป เสียค่าธรรมเนียม 5 หมื่นบาท และผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ เสียค่าธรรมเนียม 1 หมื่นบาท โดยเรื่องค่าธรรมเนียม ต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา คาดว่าจะเริ่มได้ภายในเดือน มี.ค.2568<br />
<br />
สำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบนี้ กรมการค้าภายใน ได้เปิดรับฟังความเห็นของผู้ประกอบการค้าข้าว ทั้งผู้ส่งออก โรงสี ทั้งรายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก ภาคเกษตรกร และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นประโยชน์ จะช่วยลดต้นทุน และเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถส่งออกข้าวได้&nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนของการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว กรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินการปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียน จากเดิมใช้เวลาถึง 3 วัน เหลือเพียง 30 นาที โดยสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก และลดต้นทุนการส่งออกข้าวให้กับเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ และ SME สามารถส่งออกข้าวได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การปรับเงื่อนไขการส่งออกข้าว ทั้งเรื่องการเก็บสต๊อก การลดค่าธรรมเนียม และการลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว เป็นไปตามนโยบายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปลดล็อก ปรับลดเงื่อนไขการส่งออกข้าว และทลายทุนผูกขาด เพื่อเพิ่มโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้น และมั่นใจว่าในอนาคตจะมีผู้ส่งออกรายใหม่ ๆ เข้ามาส่งออกข้าว และทำให้ยอดส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะดำเนินการต่อในระยะที่ 2 และ 3 เพื่อเป้าหมายการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก สามารถผลิตและแข่งขันกับต่างประเทศได้ ตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้เกิดการค้าข้าวเสรี โดยมีเป้าหมายยกเลิกสต๊อกและค่าธรรมเนียมทั้งหมด และจะเพิ่มความสะดวกในการจดทะเบียนผู้ส่งออกข้าวและผู้ประกอบการค้าข้าวได้ในครั้งเดียว โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน และกรมการค้าต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเป็นผู้ส่งออกข้าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025011769f5d2da0c6aa712b152cb6398824fe7141111.jpg' type='image/jpg' length='228247' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” เตรียมนำคณะผู้แทนการค้า ขยายตลาดข้าวอินทรีย์ที่เยอรมนี อิตาลี สหรัฐฯ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/85476</link>
<guid isPermaLink="false">165ad77fb918bf9110acd17869423be4</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jan 2025 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดคณะผู้แทนการค้าข้าว เดินทางขยายตลาดข้าวอินทรีย์ที่เยอรมนี อิตาลี และสหรัฐฯ นัดพบปะหารือหน่วยงาน องค์กร และผู้นำเข้ารายใหญ่ และจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคข้าวอินทรีย์ไทย เชิญผู้นำเข้า อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อเข้าร่วม พร้อมนำวิสาหกิจชุมชน และ SME เข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2025 และ NPEW 2025 เปิดตัวข้าวอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก&nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2568 กรมมีแผนดำเนินโครงการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทย โดยจะจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปเจรจาขยายตลาดและกระชับความพันธ์ทางการค้า ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสาธารณรัฐอิตาลี ในช่วงเดือนก.พ.2568 และประเทศสหรัฐฯ ในช่วงเดือน มี.ค.2568 พบปะเจรจาหารือกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับข้าวอินทรีย์และผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคข้าวอินทรีย์ไทย &ldquo;Healthy Life by Thai Organic Rice&rdquo; ร่วมกับร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในนครแฟรงก์เฟิร์ต และนครลอสแอนเจลิส โดยจะเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญ อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่น และสื่อมวลชนมาร่วมกิจกรรม และจะจัดกิจกรรมมอบเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย (ตราเขียว) ให้กับร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ที่ขออนุญาตใช้เครื่องหมายดังกล่าว เพื่อเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงกระตุ้นการบริโภคข้าวหอมมะลิไทยควบคู่กับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว กรมจะพาผู้ประกอบการที่เป็นวิสาหกิจชุมชมและ SME รวมกว่า 10 ราย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2025 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 11&ndash;14 ก.พ.2568 และงานแสดงสินค้า Natural Products Expo West (NPEW) 2025 ณ สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 4&ndash;7 มี.ค.2568 ซึ่งทั้งสองงานเป็นงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติชั้นนำที่มีการรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าและผู้เข้าชมจากทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น และช่วยสร้างเครือข่ายการค้าให้ธุรกิจ SME สามารถเข้าถึงและขยายตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศได้ด้วยตนเอง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญระดับโลกทั้งสองงาน จะเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวอินทรีย์ไทยในเวทีโลก และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการข้าวอินทรีย์รายเล็กของไทยกับคู่ค้าในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่มีความต้องการสินค้าธรรมชาติและปลอดสารเคมี ซึ่งเป็นการดำเนินการที่สำคัญสอดคล้องกับนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย&rdquo;นางอารดา กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับตลาดสหรัฐฯ และยุโรป มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำและศูนย์กลางการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมถึงข้าวอินทรีย์ของโลก มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติการส่งออกข้าวอินทรีย์ของไทยในช่วง 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.&ndash;พ.ย.) ส่งออกข้าวอินทรีย์ ปริมาณ 20,104 ตัน มูลค่า 979 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ที่มีปริมาณส่งออก 15,870 ตัน มูลค่า 760 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.68% และ 28.82% ตามลำดับ โดยตลาดส่งออกหลักเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงที่ผู้บริโภคใส่ใจในสุขภาพและให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐฯ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และเยอรมนี เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501177cd6cd8a1018d1c4da86031aee788918140954.jpg' type='image/jpg' length='400953' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยการค้า Fair Trade โตแรง ทั่วโลกหนุน แนะไทยเกาะติด อย่าตกขบวน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/84566</link>
<guid isPermaLink="false">f0597be3c50faec9d0c62e610291c776</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jan 2025 15:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยทิศทางการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) มีแนวโน้มเติบโต หลายประเทศนำมาใช้สร้างความเป็นธรรมในการค้า ช่วยเกษตรกร ผู้ผลิต ได้รับผลตอบแทนเหมาะสม ผู้บริโภคได้สินค้าดี มีคุณภาพ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เปิด 5 สินค้าได้รับรอง Fair Trade ทั่วโลกสูงสุด กล้วย โกโก้ กาแฟ อ้อยน้ำตาล และผลไม้สด ส่วนไทยข้าวนำโด่ง ตามด้วยผลไม้ สมุนไพร แนะเกษตรกร ผู้ประกอบการหนุน Fair Trade ช่วยอัปราคา เพิ่มโอกาสขาย หนุนการพัฒนายั่งยืน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาและติดตามสถานการณ์มาตรการและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ในการสร้างโอกาสและปรับตัวต่อการค้า พบว่า ในปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสในกระบวนการการค้า ทำให้เกษตรกรและผู้ผลิตได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมถึงผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นแนวคิดที่นิยามโดย The International Fair Trade Charter หมายถึง ความร่วมมือทางการค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจา ความโปร่งใส และความเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการค้าระหว่างประเทศ เน้นการเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้แก่สินค้า การจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำที่เป็นธรรม การจัดสรรเงินพิเศษเพื่อพัฒนาชุมชน การสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์กรแฟร์เทรดสากล (Fairtrade International) ระบุว่า ในปี 2022 ประเทศที่มีผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ Fairtrade มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โกตดิวัวร์ เปรู โคลอมเบีย อินเดีย และเคนยา และสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade ที่มีปริมาณการค้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กล้วย 730,176 ตัน โกโก้ 232,847 ตัน กาแฟ 231,188 ตัน อ้อยน้ำตาล 169,042 ตัน และผลไม้สด 102,698 ตัน&nbsp;โดยมูลค่าการค้าที่เกษตรกรหรือผู้ผลิตได้รับเพิ่มจากราคาขายสินค้าปกติ (Fairtrade Premium) คิดเป็นจำนวนเงิน 222.8 ล้านยูโร หรือ 230.3 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7,820.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% มีการเติบโตประมาณ 4.4% ต่อปี โดยมาจากพื้นที่ 1.ลาตินอเมริกันและแคริบเบียน 62.3% 2.แอฟริกา 31.1% และ 3.เอเชีย 6.6% สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Fairtrade Premium) สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กาแฟ สัดส่วน 42.9% มูลค่า 95.6 ล้านยูโร โกโก้ 23.7% มูลค่า 52.8 ล้านยูโร กล้วย 17.1% มูลค่า 38.2 ล้านยูโร อ้อยน้ำตาล 4.6% มูลค่า 10.3 ล้านยูโร ดอกไม้และพืชพันธุ์ 3.4% มูลค่า 7.6 ล้านยูโร และอื่น ๆ 8.3% มูลค่า 18.3 ล้านยูโร และตลาดที่มีมูลค่าการค้าปลีกสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสหรัฐฯ<br />
<br />
สำหรับประเทศไทย ในปี 2022 มีสินค้าที่ได้รับการรับรอง Fairtrade จาก FLOCERT จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว สัดส่วน 95.3% ผลไม้สด 3.3% และสมุนไพร ชาสมุนไพร และเครื่องเทศ 1.4% โดยสามารถสร้าง Fairtrade Premium เพิ่มได้กว่า 220,707 ยูโร หรือ 228,168.4 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณ 7.7 ล้านบาท ปริมาณสินค้า 7,270.0 ตัน หรือ 7,270,000 กิโลกรัม แยกเป็นข้าว 61.7% และผลไม้สด 38.3% และปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 35 ราย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ตัวอย่างประเทศที่นำแนวคิด Fair Trade มาใช้แล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ ออกข้อบังคับเรื่องความโปร่งใสในการทำสัญญาและการแข่งขันของผู้เลี้ยงสัตว์ปีก (Transparency in Poultry Grower Contracting and Tournaments) โดยกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ปีกมีชีวิต รวมถึงระบบการชำระเงินและการปรับปรุงทุน (Poultry Grower Payment Systems and Capital Improvement Systems) (อยู่ระหว่างปรับปรุงหลังจากรับฟังข้อคิดเห็นเมื่อเดือน ส.ค.2567)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สหราชอาณาจักร ประกาศแผนส่งเสริมความเป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร ภายใต้กฎหมาย Agriculture Act 2020 โดยกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในสัญญาระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อ เช่น การยกเลิก ระยะเวลาของสัญญา และการกำหนดราคาที่โปร่งใส รวมถึงได้ออกข้อบังคับ Fair Dealing Obligations (Milk) Regulations 2024 (FDOM24) ใช้ในสินค้านมแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการออกข้อบังคับสำหรับสุกร และไข่&nbsp;สหภาพยุโรป เมื่อต้นเดือน ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ได้แก้ไขระเบียบองค์กรตลาดร่วมด้านสินค้าเกษตร (Common Market Organizations: CMOs) และร่างกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการบังคับใช้ข้ามพรมแดนเพื่อต่อต้านการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยให้มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดตั้งกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเป็นธรรมในการเจรจา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ฝรั่งเศส ออกกฎหมาย EGAlim3 จะมีผลบังคับใช้เดือน เม.ย.2568 เพื่อสร้างสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต (Suppliers) กับผู้จัดจำหน่าย (Distributors) ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะการคุ้มครองเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น กำหนดช่วงเวลาการเจรจาระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายทุกปี (1 ธ.ค.-1 มี.ค.) หากไม่เป็นไปในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยถือว่าไม่ผิดสัญญา นอกจากนี้ กำหนดให้สถาบันการศึกษาและสุขภาพของรัฐ ต้องจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนอย่างน้อย 50% รวมถึงสินค้า Fair Trade<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การส่งเสริมการค้า Fair Trade เป็นโอกาสทางการค้าที่สอดรับกับเทรนด์การค้ายั่งยืน โดยข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค Voice of the Consumer Survey 2024 จาก PricewaterhouseCoopers รายงานว่า ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคเลือกสินค้า ดังนี้ ผู้บริโภคยินดีจ่ายราคาสูงกว่าค่าเฉลี่ย 9.7% สำหรับสินค้าที่ผลิตหรือจัดหามาอย่างยั่งยืน ผู้บริโภค 20% เลือกสินค้าจากผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ 17% เลือกสินค้าจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้บริโภคเต็มใจจ่ายสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงด้านจริยธรรม เช่น สิทธิมนุษยชน เป็นต้น สูงกว่าราคาเฉลี่ยของสินค้าปกติที่ประมาณ 1-5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ปัจจุบันการค้า Fair Trade ยังเป็นการค้าเฉพาะกลุ่ม แต่มีความสอดคล้องกับกระแสโลกเรื่องความยั่งยืน จึงคาดว่าในอนาคตการค้า Fair Trade จะเติบโตเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่จะขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงขึ้น โดยการผลักดันให้เกิดแนวทางสนับสนุนการค้า Fair Trade และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าที่มาจากการค้าที่เป็นธรรม ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความเท่าเทียมในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคเกษตรกรรม&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250113000a21237a631b18a77c5bedc301e838153824.jpg' type='image/jpg' length='314852' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกอัญมณี พ.ย. มูลค่า 826 ล้านเหรียญ เพิ่ม 16.69% ทองคำยังแรง โต 174.67%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/84564</link>
<guid isPermaLink="false">acdf1498ca986010c7935e9a36011f5c</guid>
<pubDate>Mon, 13 Jan 2025 15:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ พ.ย.67 กลับมาฟื้นตัว มูลค่า 826.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 16.69% รวมทองคำ มูลค่า 1,512.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 57.87% เฉพาะส่งออกทอง ยังแรงโต 174.67% แม้ราคาตลาดโลกเริ่มลด หลังทำนิวไฮ คาดทั้งปีเป็นบวกแน่ จากเศรษฐกิจฟื้น ท่องเที่ยวฟื้น แต่ปี 68 มีหลายปัจจัยให้จับตา ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว &ldquo;ทรัมป์&rdquo; ขึ้นภาษี &nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 826.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.69% กลับมาเป็นบวกได้อีกครั้ง หลังจากติดลบก่อนหน้านี้ 2 เดือนติดต่อกัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,512.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 57.87% ส่วนยอดรวม 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 8,611.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.30% หากรวมทองคำ มูลค่า 16,924.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.86%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกทองคำเดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 686.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 174.67% แม้ว่าราคาทองคำตลาดโลกจะปรับตัวลดลง จากที่ทำสถิติสูงสุดได้ในเดือน ต.ค.2567 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังส่งออกได้เพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 11 เดือน ส่งออกทองคำมีมูลค่า 8,312.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 49.42% และหากแยกการส่งออกทองคำเป็นรายเดือน ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 75.02% เม.ย. มูลค่า 288.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 64.57% พ.ค. มูลค่า 582.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 135.39% มิ.ย. 544.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 184.12% ก.ค. 1,180.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 434.13% ส.ค. 455.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 99.01% ก.ย. 741.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 14.99% และ ต.ค. 2,231.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 169.31%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยฮ่องกง เพิ่ม 5.98% สหรัฐฯ เพิ่ม 14.82% อินเดีย เพิ่ม 45.37% เยอรมนี เพิ่ม 10.64% อิตาลี เพิ่ม 3.23% เบลเยี่ยม เพิ่ม 22.01% ญี่ปุ่น เพิ่ม 5.22% ส่วนสหราชอาณาจักร ลด 4.51% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 7.20% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 6.94%&nbsp;ทางด้านการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 4.02% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 19.34%&nbsp; เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 10.55% พลอยก้อน เพิ่ม 47.92% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 5.30% ซึ่งในกลุ่มพลอย ยังคงเป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 5.40% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 22.72% ส่วนพลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 1.73% เพชรก้อน ลด 10.44% และเพชรเจียระไน ลด 6.12% &nbsp;<br />
<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ในเดือน ธ.ค.2567 คาดว่าจะยังขยายตัวได้ดี และทั้งปี การส่งออกน่าจะเป็นบวก โดยปัจจัยที่ทำให้การส่งออกฟื้นตัว มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อีกทั้งผู้ประกอบการไทย มีการพัฒนาช่องทางการขายออนไลน์ ที่กลายเป็นช่องทางสำคัญในการกระตุ้นยอดขาย และสินค้าไทยมีการพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสมาร์ทจิวเวอรี และหลาย ๆ แบรนด์มีการพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือเป็นรุ่นที่มีจำนวนจำกัด สร้างอีเวนต์พิเศษหรือแคมเปญที่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับความรู้สึกหรูหราเฉพาะตัว ทำให้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในปี 2568 มีปัจจัยที่จะต้องติดตาม ทั้งเศรษฐกิจของประเทศหลัก ๆ การดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยของเฟด และการเข้ามารับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับการนำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกและจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 10% ในวันแรกที่รับตำแหน่ง (20 ม.ค.2568) รวมทั้งยังมีการคำนวณภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าจากประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ รวมทั้งกลุ่ม BRICS ซึ่งอาจทำให้การค้ากับสหรัฐฯ ในปีหน้ามีความยากลำบากมากขึ้นจากกำแพงภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ทั้งยังมีความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2025011334e1bef9cc1e6a542eb12d8c2b75584a153738.jpg' type='image/jpg' length='291765' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”ถกหอการค้าอเมริกัน ชวนลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต โชว์แผนคุยสหรัฐฯ เบรกขึ้นภาษี]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83684</link>
<guid isPermaLink="false">9ad72dc398a24c4e3b6709de4bb01827</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jan 2025 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; หารือหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ยันพาณิชย์พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน เพื่อขยายการค้า การลงทุนไทย-สหรัฐฯ พร้อมชวนสหรัฐฯ ลงทุนอุตสาหกรรม PCB เซมิคอนตักเตอร์ และ Data Center ย้ำจะเดินหน้าเจรจา FTA ดันไทยเป็นคลังอาหารโลก ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล เผยจะเดินทางไปสหรัฐฯ ต้น ก.พ.นี้ เจรจาไม่ให้ขึ้นภาษีสินค้าส่งออกจากไทย &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายชาทิตย์ ห้วยหงส์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (American Chamber of Commerce: AMCHAM) พร้อมคณะ ได้เข้าพบหารือแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยได้ใช้โอกาสนี้เล่าถึงนโยบายการค้าที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ การผลักดันการผลิตและส่งออกสินค้าที่ใช้นวัตกรรม (Thailand Next Level) เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ และยังได้เชิญชวนนักลงทุนจากสหรัฐฯ ขยายการค้าการลงทุนกับไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ สินค้าที่ใช้แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Print Circuit Board : PCB) เซมิคอนดักเตอร์ และการสร้าง Data Center<br />
<br />
ทั้งนี้ ยังได้ชี้แจงว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดการค้า การผลักดันการส่งออก การเป็นครัวและคลังอาหารของโลก การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อความยั่งยืน การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการใช้นวัตกรรม<br />
<br />
&ldquo;สหรัฐฯ ถือเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย และภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ของสองประเทศ กระทรวงพาณิชย์จึงพร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มพูนมูลค่าการค้าการลงทุนที่จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของไทยเติบโต&rdquo;นายพิชัยกล่าว&nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า ตนมีแผนเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือน ก.พ.2568 เพื่อเจรจาไม่ให้มีการขึ้นภาษีกับสินค้าส่งออกจากไทย โดยจะมีการพบปะและประชุมร่วมกับหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ อาทิ คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (House Ways and Means Committee) , คณะกรรมาธิการด้านการเงินของวุฒิสภา (Senate Finance Committee) , คณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภา (Senate Committee on Foreign Relations) รวมทั้งหอการค้าสหรัฐอเมริกา (US Chamber of Commerce) และสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council) ซึ่ง AMCHAM ยินดีที่จะสนับสนุนข้อมูลและประสานงานร่วมกับฝ่ายไทย ทั้งเห็นด้วยว่า นโยบายทรัมป์ 2.0 จะเป็นประโยชน์กับไทยในการดึงดูดการค้าการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยินดีสนับสนุนการจัดงาน Thailand&ndash;U.S. Trade &amp; Investment Conference 2025 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือน พ.ค.2568 ซึ่งเป็นงานประจำปีสำคัญของ AMCHAM ที่จะช่วยเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ และนำเสนอโอกาสการทางการค้าการลงทุน รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อความร่วมมือในอนาคตระหว่างกัน<br />
<br />
ขณะเดียวกัน AMCHAM ได้ยื่นข้อเสนอ Five to Thrive 2025 เพื่อเป็นแนวทางให้ภาครัฐไทยดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวก สร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าการลงทุนให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่ได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนสหรัฐฯ เพราะเป็นข้อเสนอที่สอดรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งเป้าหมายจะเป็นพาณิชย์ยุค 80 : 20 คือ 80% เป็นผู้สนับสนุนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ และ 20% ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ดูแลผลประโยชน์ผู้บริโภค และความเป็นธรรมในการทำธุรกิจ<br />
<br />
พร้อมกันนี้ AMCHAM ยังสนับสนุนไทยในการเจรจา FTA กับประเทศต่าง ๆ และสนับสนุนให้ไทยได้ต่ออายุโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของสหรัฐฯ เพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการส่งออกของผู้ประกอบการทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าของทั้งสองประเทศ ส่วนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้สหรัฐฯ ปลดไทยออกจากบัญชีประเทศที่ถูกจับตามอง (Watch List) ต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250107ac95dd6bb1bceee0991b8eaaf7bdf647164258.jpg' type='image/jpg' length='273157' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมัน อาหาร-เครื่องดื่มขึ้น ดันเงินเฟ้อ ธ.ค.67 เพิ่ม 1.23% ทั้งปี 67 โตตามเป้า 0.4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83515</link>
<guid isPermaLink="false">8c92fc711066aedddfeb8480e347f052</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jan 2025 17:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.67 เพิ่มขึ้น 1.23% จากราคาน้ำมัน หมวดอาหารและเครื่องดื่ม เป็นบวกต่อเนื่อง 9 เดือนติดต่อกัน ส่วนยอดรวมทั้งปี 2567 เพิ่ม 0.4% อยู่ในเป้าที่คาดไว้ ส่วนปี 2568 ตั้งเป้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% แต่มีแนวโน้มเงินเฟ้อทรงตัวสูงบวกลบ 1% ตลอดทั้งปี จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค และท่องเที่ยว</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ธ.ค.2567 เท่ากับ 108.28 เทียบกับ พ.ย.2567 ลดลง 0.18% เทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เพิ่มขึ้น 1.23% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะฐานปีก่อนราคาต่ำ รวมถึงราคาสินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ธ.ค.2567 ที่สูงขึ้น 1.23% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.28% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มผลไม้สด (เงาะ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ทุเรียน แตงโม สับปะรด กล้วยหอม) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) ซอสหอยนางรม น้ำพริกแกง) กลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ขนมอบ) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป อาหารเช้า) และกลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล กุ้งขาว ปลาทูนึ่ง ปลาทับทิม) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ผักสด (พริกสด มะเขือเทศ มะนาว ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักชี) ไข่ไก่ เนื้อสุกร ไก่ย่าง นมเปรี้ยว น้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 1.21% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน และยังมีค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่ารถรับส่งนักเรียน และค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาซักแห้ง น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษและสตรี) เป็นต้น&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ธ.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.05% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2567 และเพิ่มขึ้น 0.79% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.2566 เฉลี่ยทั้งปี 2567 (ม.ค.-ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 0.56%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ม.ค.2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.25% และไตรมาส 1 ปี 2568 เฉลี่ยจะสูงกว่า 1% ส่วนไตรมาส 2 และ 3 จะลดลงไม่น่าถึง 1% จากนั้นจะกลับมาสูงขึ้นในระดับ 1% ขึ้นไปในไตรมาสที่ 4 รวมเงินเฟ้อทั้งปี 2568 จะอยู่ระหว่าง 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% โดยมีสมมติฐานจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 2.3-3.3% น้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีแรงหนุนจากเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวของการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดีเซลที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาสที่ 1 และ 2 ปี 2567<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่จะฉุดให้เงินเฟ้อลดลง อาทิ ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักและผลไม้สด ปี 2567 อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์เอลนีโญและลานีญา ขณะที่ในปี 2568 คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อราคาไม่มากนัก และการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ ส่งผลให้ค่าเช่าบ้านและราคารถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด รวมทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงหรือต่ำ จากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนนโยบายส่งออกสินค้าเกษตรของผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ข้าว น้ำมันปาล์ม ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เบื้องต้นไม่มีผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250106a1aaf66394014b66e067d0d4efcc2b53171135.jpg' type='image/jpg' length='280555' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดน-ผ่านแดน 11 เดือน ปี 67 มูลค่าทะลุ 1.66 ล้านล้าน เพิ่ม 6%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83514</link>
<guid isPermaLink="false">8b5d75cebc0c7bc1c2afb40c8afa3930</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jan 2025 17:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 150,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด ตามด้วย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน ไปจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ และเวียดนาม ชี้การค้าชายแดนกับเมียนมากลับมาขยายตัวอีกครั้ง แม้มีปัญหาสู้รบ เหตุมีการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปด่านอื่นแทน ยอดรวม 11 เดือน มูลค่าการค้าทะลุ 1.66 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6%</strong><br />
<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน พ.ย.2567 มีมูลค่าการค้ารวม 150,203 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% แยกเป็นการส่งออก 85,676 ล้านบาท เพิ่ม 15.3% และการนำเข้า 64,527 ล้านบาท ลด 8.0% โดยไทยได้ดุลการค้า 21,149 ล้านบาท และยอดรวมการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 1,665,295 ล้านบาท เพิ่ม 6.0% เป็นการส่งออก 957,945 ล้านบาท เพิ่ม 6.5% และการนำเข้า 707,350 ล้านบาท เพิ่ม 5.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 250,596 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ในเดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 82,439 ล้านบาท เพิ่ม 4.6% &nbsp;เป็นการส่งออก 51,707 ล้านบาท เพิ่ม 5.7% การนำเข้า 30,732 ล้านบาท เพิ่ม 2.8% ได้ดุลการค้า 20,974 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 25,395 ล้านบาท เพิ่ม 2.8% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,865 ล้านบาท เพิ่ม 1.3% เมียนมา 18,286 ล้านบาท เพิ่ม 1.9% และกัมพูชา 14,893 ล้านบาท เพิ่ม 18.1% โดยสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือน พ.ย.2567 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,479 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,597 ล้านบาท และน้ำยางข้น 1,320 ล้านบาท และรวม 11 เดือนของปี 2567 การค้าชายแดนมีมูลค่าการค้ารวม 899,095 ล้านบาท เพิ่ม 5.1% เป็นการส่งออก 551,676 ล้านบาท เพิ่ม 3.2% การนำเข้า 347,419 ล้านบาท เพิ่ม 8.4% ได้ดุลการค้า 204,256 ล้านบาท&nbsp;&nbsp;ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ในเดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 67,764 ล้านบาท เพิ่ม 3.2% เป็นการส่งออก 33,969 ล้านบาท เพิ่ม 33.8% และการนำเข้า 33,795 ล้านบาท ลด 16.1% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงสุด 37,264 ล้านบาท เพิ่ม 9.0% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 8,859 ล้านบาท เพิ่ม 2.7% และ 5,867 ล้านบาท เพิ่ม 19.3% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 7,497 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ 3,006 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 2,344 ล้านบาท และรวม 11 เดือนของปี 2567 การค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้า 766,199 ล้านบาท เพิ่ม 7.0% เป็นการส่งออก 406,269 ล้านบาท เพิ่ม 11.2% การนำเข้า 359,930 ล้านบาท เพิ่ม 2.6% ได้ดุลการค้า &nbsp;46,339 ล้านบาท<br />
<br />
ทั้งนี้ การส่งออกชายแดนไปเมียนมากลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยเดือน พ.ย.2567 การส่งออก มีมูลค่า 11,402 ล้านบาท เพิ่ม 6.5% ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาจะทำให้การค้าชายแดนไทย-เมียนมา หยุดชะงัก และเส้นทางขนส่งทางบกไม่ปลอดภัยในพื้นที่บริเวณตรงข้ามด่านแม่สอด จังหวัดตาก แต่ความต้องการสินค้าจากไทยยังคงมีอยู่สูง จึงมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าไปใช้จุดผ่านแดนอื่น ๆ ที่มีความพร้อม อาทิ ด่านศุลกากรระนอง มูลค่าการส่งออก 2,257 ล้านบาท เพิ่ม 131.0% ด่านศุลกากรแม่สาย มูลค่าการส่งออก 1,496 ล้านบาท เพิ่ม 13.0% และด่านศุลกากรสังขละบุรี มูลค่าการส่งออก 708 ล้านบาท เพิ่ม 714.5% โดยสินค้าส่งออกสำคัญผ่านทั้ง 3 ด่านดังกล่าว ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ เครื่องดื่ม และกระเบื้องปูพื้น เป็นต้น<br />
<br />
นางอารดากล่าวว่า ในปี 2568 กรมมีแผนงานเชิงรุกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการค้าชายแดนไทย ตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการส่งออกและการค้าชายแดนให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยจะจัดกิจกรรมภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข็มแข็งทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางการค้าให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อยในทุกภูมิภาคตามพื้นที่แนวชายแดนหรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยจะประเดิมงานแรกที่งาน &ldquo;พาณิชย์นำทัพสินค้าชุมชน จัดงานแสดงสินค้าโคราช มอบของขวัญปีใหม่ 2568&rdquo; ระหว่างวันที่ 23-26 ม.ค.2568 ณ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา และจะจัดกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ตามแนวชายแดนหรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการกระจายการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายความเจริญและความมั่งคั่งไปยังจังหวัดตามแนวชายแดนหรือแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501068212513dbf68b064e95e123a9f158be2171135.jpg' type='image/jpg' length='311063' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”นำคณะการค้ามันบุกจีน ประเดิมที่เซี่ยงไฮ้ ขายได้ 1.2 แสนตัน มูลค่า 1.7 พันล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83513</link>
<guid isPermaLink="false">a7a0109c0fe655a04968fb1dffa4c632</guid>
<pubDate>Mon, 06 Jan 2025 17:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศจัดคณะผู้แทนการค้ามันสำปะหลังภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางขยายตลาดมันสำปะหลังไทยในจีน ประเดิมที่นครเซี่ยงไฮ้ สร้างความต้องการซื้อได้ถึง 1.2 แสนตัน มูลค่ากว่า 1.7 พันล้านบาท คิวต่อไปบุกเฉิงตู ดันมันสำปะหลังใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มั่นใจขายได้แน่ เหตุเป็นพื้นที่เลี้ยงหมูที่ใหญ่ที่สุดของจีน เผยจะช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อมันสำปะหลังในประเทศ และผลักดันราคาให้สูงขึ้น &nbsp;</strong>&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้รับนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเร่งผลักดันการส่งออกมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้ามันสำปะหลังของไทย และยกระดับราคามันสำปะหลังของเกษตรกรภายในประเทศ โดยได้จัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชน เดินทางไปขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ที่นครเซี่ยงไฮ้ และนครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5&ndash;9 ม.ค.2568 เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อมันสำปะหลัง และหาตลาดล่วงหน้าให้กับสินค้ามันสำปะหลังของไทย และผลักดันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ วันที่ 6 ม.ค.2568 ได้กำหนดจัดกิจกรรมแรกที่โรงแรม Grand Central Shanghai ณ นครเซี่ยงไฮ้ โดยได้หารือกับบริษัทผู้นำเข้าที่ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวน 16 ราย และจัดการเจรจาจับคู่ธุรกิจการค้า (Business Matching) และการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายสินค้ามันสำปะหลังระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยกับผู้ซื้อ ผู้ใช้โดยตรงของจีน สามารถสร้างความต้องการซื้อได้ถึง 120,000 ตัน มูลค่ารวม 1,707.64 ล้านบาท&nbsp;&ldquo;การจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปจีนในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย ในการขยายฐานการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่หลากหลายในจีนมากขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถประชาสัมพันธ์คุณภาพของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อขายล่วงหน้าให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อาทิ อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ อาหารสัตว์ กาว กระดาษ ก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนได้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อราคาของมันสำปะหลังทั้งระบบในที่สุด&rdquo;นางอารดากล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับเมืองถัดไป กรมจะจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ณ โรงแรม Crowne Plaza Chengdu City Centre ณ นครเฉิงตู ในวันที่ 8 ม.ค.2568 โดยถือเป็นก้าวแรกของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในการเข้าสู่ตลาดอาหารสัตว์ของนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เนื่องจากเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสุกรที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยมั่นใจว่าจะสำเร็จ และผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยขยายฐานการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ของจีนมากขึ้น และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดการนำเข้ามันเส้นไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งจะเป็นการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเพียงตลาดแอลกอฮอล์ของจีนเพียงตลาดเดียว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไปจีน รวม 3.87 ล้านตัน มูลค่า&nbsp; 53,334.39 ล้านบาท คิดเป็น 64.07% และ 51.61% ของการส่งออกและมูลค่าของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยตามลำดับ โดยเป็นการส่งออกเป็นแป้งมันสำปะหลังสูงที่สุด มูลค่า 36,725.66 ล้านบาท มันเส้นและมันอัดเม็ด 16,380.75 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่น ๆ 227.98 ล้านบาท ตามลำดับ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501061f82afe5a03299c1aa8d8de21da5e45f171135.jpg' type='image/jpg' length='270047' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมการค้าต่างประเทศ รับนโยบายรัฐบาล ปลดล็อกขึ้นทะเบียนส่งออกข้าวเหลือ 30 นาที]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83274</link>
<guid isPermaLink="false">b4e7d7b331935b9410e7083b57d9e61c</guid>
<pubDate>Fri, 03 Jan 2025 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศรับนโยบายรัฐบาล ปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าวจาก 3 วันเหลือแค่ 30 นาที มีผลทันที เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ SME ทำธุรกิจส่งออกข้าวได้ง่ายขึ้น พร้อมคาดปี 68 จะส่งออกข้าวได้ปริมาณ 7.5 ล้านตัน เตรียมผนึกรัฐและเอกชนส่งเสริมตลาดและดันส่งออกต่อเนื่อง &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าว จากเดิมซึ่งใช้เวลาถึง 3 วัน เหลือเพียง 30 นาที สามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถส่งออกข้าวได้ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการปลดล็อก ปรับลดเงื่อนไขการส่งออกข้าว โดยแก้ไขกฎหมาย กฎกระทรวงที่สามารถแก้ไขได้ให้เหมาะสม และการปรับลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนส่งออกข้าวดังกล่าว จะช่วยอำนวยความสะดวก และลดต้นทุนการส่งออกข้าวให้ SME สามารถส่งออกข้าวได้ง่าย สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับลดปริมาณสต็อกข้าว และค่าธรรมเนียมการขอหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว กรมการค้าภายในอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล&nbsp;&nbsp;นางอารดากล่าวว่า สำหรับการส่งออกข้าวในปี 2568 กรมได้คาดการณ์ร่วมกับภาคเอกชนจะส่งออกได้ปริมาณ 7.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2567 ที่คาดว่าจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 9.9 ล้านตัน ซึ่งกรมจะติดตามตัวเลขส่งออกอย่างเป็นทางการจากกรมศุลกากรอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ม.ค.2568 นี้ หลังจากที่ช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) ส่งออกได้แล้ว 9.19 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 208,874 ล้านบาท หรือประมาณ 5,947 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการรับมือความท้าทายการส่งออกข้าวในปี 2568 กรมได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออกข้าว เพื่อช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย โดยจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทย ตามข้อสั่งการของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นการรักษาตลาดเดิมและรุกตลาดที่มีศักยภาพ ภายใต้หลักการ &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; ตามนโยบายของรัฐบาล<br />
<br />
โดยกิจกรรมหลักในปี 2568 จะครอบคลุมทั้งการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention (TRC) ที่จะมีการเชิญผู้นำเข้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าข้าวโลกมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าวโลกและเจรจาธุรกิจระหว่างกัน และกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้าสำคัญเพื่อขยายตลาดข้าวไทย เช่น แอฟริกาใต้ ยุโรป สหรัฐฯ แคนาดา และฟิลิปปินส์ ตลอดจนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญ เพื่อประชาสัมพันธ์และขยายช่องทางตลาดของข้าวไทยในต่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20250103f777e5d8ee79d2201913e005cc61d914160839.jpg' type='image/jpg' length='407153' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซลแพง ท่องเที่ยว ส่งออกโต ดันดัชนีค่าขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 4 ปี 67 เพิ่ม 2.7%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/83098</link>
<guid isPermaLink="false">3fd4d41f74e92f757569bd3fcba2056d</guid>
<pubDate>Thu, 02 Jan 2025 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 4 ปี 67 เพิ่มขึ้น 2.7% เหตุน้ำมันดีเซล ค่าจ้าง ดอกเบี้ยทรงตัวสูง และภาคท่องเที่ยว ส่งออกขยายตัว ทำให้มีความต้องการขนส่งเพิ่ม ระบุค่าบริการขนส่งเพิ่มทุกหมวดสินค้า ทั้งอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากเหมือง ผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและประมง หากแบ่งตามโครงสร้างรถ รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่มสูงสุด ตามด้วยรถตู้บรรทุก รถบรรทุกเฉพาะกิจ รถบรรทุกของเหลว รถกระบะบรรทุก และรถพ่วง คาดไตรมาส 1 ปี 68 ยังขยายตัวสูงขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 2.7% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งในทุกหมวดสินค้า โดยหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่ม 3.1% เพราะค่าขนส่งผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม สิ่งทอ อุปกรณ์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์โลหะประดิษฐ์ เพิ่มสูงขึ้น หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 0.9% จากค่าขนส่งถ่านหินและลิกไนต์ ปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 0.6% จากค่าขนส่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสูงขึ้น ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนเฉลี่ยทั้งปี 2567 เพิ่มขึ้น 1.5%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ พบว่า ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 เพิ่มขึ้น 1.7% เป็นการสูงขึ้นเกือบทุกประเภทรถที่ใช้บริการขนส่งสินค้า อาทิ รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 3.8% รถตู้บรรทุก เพิ่ม 2.8% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 2.2% รถบรรทุกของเหลว เพิ่ม 2.2% รถกระบะบรรทุก เพิ่ม 1.9% และรถพ่วง เพิ่ม 0.7% ขณะที่ค่าบริการขนส่งรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาว ดัชนีราคาโดยเฉลี่ยไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนเฉลี่ยทั้งปี 2567 เพิ่มขึ้น 0.5%<br />
<br />
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาสที่ 4 ปี 2567 สูงขึ้น ยังคงเป็นเรื่องของต้นทุน โดยราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศอยู่ระดับสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราค่าจ้างและอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการขนส่งสินค้ามีมากขึ้น ค่าบริการขนส่งสินค้าจึงปรับเพิ่มขึ้น&nbsp;ขณะเดียวกัน สนค.ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนน เกี่ยวกับผลกระทบจากอุทกภัยต่อค่าบริการขนส่งทางถนนในช่วงเดือน พ.ย.2567 ที่ผ่านมาด้วย โดยพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เผชิญปัญหาเรื่องต้นทุนการขนส่งสูง แต่เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงเช่นกัน จึงปรับค่าบริการขนส่งสินค้าได้ไม่มากนัก และยังพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถึง 85.58% ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย มีเพียง 14.42% เท่านั้น ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา (กลางเดือน ก.ค.-ก.ย.2567) สำหรับผลกระทบที่ได้รับ ได้แก่ เส้นทางขนส่งประจำเสียหาย และทรัพย์สินบริษัทเสียหาย ส่วนความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ ลดหรือสนับสนุนราคาน้ำมัน ตามด้วยต้องการเงินช่วยเหลือ และให้เร่งปรับปรุงเส้นทางการขนส่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 1 ปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชน ภาคการท่องเที่ยว และภาคการส่งออกสินค้า ประกอบกับต้นทุนสำคัญ อาทิ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศที่สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปี 2567 และอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ระดับสูง และยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (พนักงานขับรถบรรทุก) อาจจะปรับขึ้นตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ส่งผลให้ค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในประเทศปรับเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการของภาครัฐ และความเสี่ยงจากการขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความไม่แน่นอนการดำเนินมาตรการด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 ไม่เป็นไปตามที่คาดได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทย จะต้องปรับตัวให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลให้มากขึ้น โดยการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบการให้บริการ เพิ่มศักยภาพบุคลากร และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ส่งมอบและผู้ใช้บริการให้มากยิ่งขึ้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202501021ef0553dac4db66ab91b72b3264cc620160558.jpg' type='image/jpg' length='349562' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออก พ.ย. เพิ่ม 8.2% รวม 11 เดือน โต 5.1% ทั้งปีลุ้นทำนิวไฮทะลุ 3 แสนล้านเหรียญ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/82398</link>
<guid isPermaLink="false">5435abe66a70c6c6c43256e25eeee871</guid>
<pubDate>Wed, 25 Dec 2024 16:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยส่งออกเดือน พ.ย.67 มีมูลค่า 25,608.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 8.2% บวกต่อเนื่อง 5 เดือนติด เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 11 เดือน มูลค่า 275,763.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 5.1% คาด ธ.ค.ยังส่งออกได้ดี มีลุ้นยอดรวมส่งออกทั้งปีทำนิวไฮใหม่ 3 แสนล้านเหรียญ โตทะลุเป้า 5.2% ส่วนปี 68 ตั้งเป้า 2-3% แม้จะมีความผันผวนทั้งนโยบายทรัมป์ 2.0 การค้าโลกชะลอตัว ภูมิรัฐศาสตร์ แต่มั่นใจแผนขับเคลื่อนที่ทำไว้เอาอยู่</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน พ.ย.2567 มีมูลค่า 25,608.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.2% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 849,069 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,832.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 867,456 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 224.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 18,387.1 ล้านบาท รวม 11 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 275,763.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.1% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 9,695,455 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 282,033.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.7% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 10,032,550 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,269.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 337,096 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.7% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 4.1% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ยางพารา ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 5.7%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 9.5% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เคมีภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 11 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 5.5%&nbsp;ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี ตลาดหลัก เพิ่ม 8.3% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 9.5% จีน เพิ่ม 16.9% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 11.2% CLMV เพิ่ม 21.0% ส่วนญี่ปุ่น ลด 3.7% และอาเซียน (5) ลด 1.5% ตลาดรอง เพิ่ม 7.1% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 18.3% ทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 1.0% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 1.7% แอฟริกา เพิ่ม 13.8% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.8% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 12.0% ส่วนรัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 5.3% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 29.0%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในเดือน ธ.ค.2567 คาดว่าขยายตัวต่อเนื่อง หากทำได้ประมาณ 24,300 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับยอด 11 เดือน จะทำให้ทั้งปีส่งออกได้สูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2% และจะเป็นตัวเลขส่งออกที่สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเกิดในปี 2565 ที่ส่งออกได้มูลค่า 287,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น เจาะดูแล้ว พบว่า เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบประมาณ 70% ซึ่งเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตและจำหน่ายในประเทศและส่งออก ไม่มีอะไรน่ากังวล<br />
<br />
สำหรับเป้าส่งออกปี 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชน ทูตพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดเป้าไว้ที่ 2-3% ซึ่งเป็นเป้าที่ท้าทาย ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปแบบใด แนวโน้มการค้าโลกที่อาจชะลอตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการรับมือไว้แล้ว ทั้งการเดินทางไปหารือกับสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ.2568 การเตรียมยุทธศาสตร์ส่งออก 10 มาตรการ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การผลักดันการส่งออกในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มยอดส่งออก การขยายฐานตลาดการค้าใหม่ การผลักดันการเจรจา FTA ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และการทำงานร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า<br />
<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ตัวเลข พ.ย.ชัดขึ้น เหลือเดือน ธ.ค.อีกเดือนเดียว มีความเป็นไปได้ที่ปีนี้น่าจะทำตัวเลขได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ที่ทำงานร่วมกันมา ส่วนปีหน้า 2-3% เป็นการตั้งตัวเลขที่ท้าทาย เพราะมีปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบสิ่งแวดล้อม นโยบายทรัมป์ 2.0 ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องระวัง และต้องหาทางลดต้นทุน เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการในทันที</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241225af38883bd83d29d2881f94eaead82e24165354.jpg' type='image/jpg' length='331880' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บริษัทตั้งใหม่ พ.ย. เพิ่ม 4.80% 11 เดือน 83,219 ราย ทั้งปีลุ้นเฉียด 9 หมื่นราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81913</link>
<guid isPermaLink="false">5fce339cd985b8a426e7eac1eca71f78</guid>
<pubDate>Mon, 23 Dec 2024 16:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน พ.ย.67 มีจำนวน 6,266 ราย เพิ่ม 4.80% ทุนจดทะเบียน 24,219.88 ล้านบาท ลด 4.17% เลิกกิจการ 2,852 ราย เพิ่ม 9.36% ทุนจดทะเบียน 10,173 ล้านบาท ลด 41.44% รวม 11 เดือน ตั้งใหม่ 83,219 ราย เพิ่ม 2.37% เลิก 17,614 ราย ลด 1.37% คาดทั้งปีตั้งใหม่เฉียด 9 หมื่นราย โต 2-3%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน พ.ย.2567 มีจำนวน 6,266 ราย เพิ่มขึ้น 4.80% ทุนจดทะเบียน 24,219.88 ล้านบาท ลดลง 4.17% โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่วนการจัดตั้งใหม่รวม 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวน 83,219 ราย เพิ่มขึ้น 2.37% ทุนจดทะเบียน 262,850 ล้านบาท ลดลง 51.93% เพราะช่วงเดียวกันของปี 2566 มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมี 2 ธุรกิจ ที่ทุนจดทะเบียนเกิน 100,000 ล้านบาท ได้ควบรวม คือ ทรูกับดีแทค และแปรสภาพบิ๊กซีเป็นบริษัทมหาชน โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ในช่วง 11 เดือน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกเดือน พ.ย.2567 มีจำนวน 2,852 ราย เพิ่มขึ้น 9.36% ทุนจดทะเบียน 10,173 ล้านบาท ลดลง 41.44% โดยจำนวนธุรกิจเลิกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นปกติของไตรมาสสุดท้ายที่บริษัทที่ไม่ประสงค์จะทำการต่อ แจ้งเลิก เพราะต้องการทำบัญชีให้แล้วเสร็จภายในรอบปีบัญชีนั้น และไม่เป็นภาระทำบัญชีในปีถัดไป ส่วนธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และยอดรวมเลิกกิจการ 11 เดือน มีจำนวน 17,614 ราย ลดลง 1.37% ทุนจดทะเบียน 136,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.32% เพราะในช่วง 11 เดือน มีธุรกิจทุนสูงเกิน 1,000 ล้านบาท เลิกกิจการรวม 10 ราย เช่น โทรคมนาคม โรงงานผลิตจำหน่ายให้เช่าเทปคลาสเซ็ท แผ่นเสียง และค้าปลีกผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ในช่วง 11 เดือน ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ คาดว่าการจดทะเบียนในเดือน ธ.ค.2567 จะมียอดจดประมาณ 4,000-5,000 ราย เมื่อรวมกับยอด 11 เดือนที่ตั้งใหม่ 83,219 ราย ยอดตั้งใหม่ทั้งปีจะอยู่ที่ 8.8-8.9 หมื่นราย เพิ่ม 2-3% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 9 หมื่นราย เพิ่ม 5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนการจดทะเบียนตั้งใหม่ของปี 2567 เนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยฟื้นตัว มีการตั้งโรงงานเพิ่มในหลายภูมิภาค และรัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง&nbsp;สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 30 พ.ย.2567 จำนวน 944,008 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.50 ล้านล้านบาท แบ่งออกเป็นบริษัทจำกัดจำนวน 740,373 ราย หรือ 78.43% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 16.31 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลจำนวน 202,152 ราย หรือ 21.41% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.47 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,483 ราย หรือ 0.16% ของจำนวนนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.72 ล้านล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า ในช่วง 11 เดือน ได้มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 884 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 202 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) จำนวน 682 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 213,964 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 3,671 คน โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 239 ราย สัดส่วน 27%ลงทุน 119,057 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ 120 ราย 14% ลงทุน 16,332 ล้านบาท 3.จีน 117 ราย 13% ลงทุน 16,674 ล้านบาท 4.สหรัฐฯ 115 ราย 13% ลงทุน 23,555 ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง 62 ราย 7% ลงทุน 14,508 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 11 เดือน ปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 281 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 134% มูลค่าการลงทุน 50,396 ล้านบาท คิดเป็น 24% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 158% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 96 ราย ลงทุน 18,637 ล้านบาท จีน 67 ราย ลงทุน 9,284 ล้านบาท ฮ่องกง 19 ราย ลงทุน 5,223 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 99 ราย ลงทุน 17,252 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม (สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์) ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบส่วนประกอบและชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน ธุรกิจบริการชุบแข็ง ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนยานพาหนะ ชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนพลาสติก เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202412238b29542d9fba149578781bd3dacb59f0162420.jpg' type='image/jpg' length='89985' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ วิเคราะห์ข้อมูลจดบริษัท พบ 5 ธุรกิจดาวรุ่ง 5 ธุรกิจถดถอยต้องปรับตัว]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81910</link>
<guid isPermaLink="false">711a550dd95d4c1fdc49566baa07aafd</guid>
<pubDate>Mon, 23 Dec 2024 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ธุรกิจ จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคล บวกปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ พบ 5 ธุรกิจดาวรุ่งที่มีแนวโน้มเติบโต &ldquo;กีฬาและการออกกำลังกาย-ท่องเที่ยวและความบันเทิง-ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน-อีคอมเมิร์ซ-การผลิตภาพยนตร์&rdquo; และ 5 ธุรกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ต้องเร่งปรับตัว &ldquo;เหล็ก โลหะมีค่าและอัญมณี-ค้าส่งค้าปลีกแบบออฟไลน์-สื่อและประชาสัมพันธ์แบบออฟไลน์-แปรรูปสินค้าเกษตร-ตัวแทนและนายหน้า&rdquo; แนะธุรกิจปรับตัว นำเทคโนโลยีมาใช้ ติดตามแนวโน้มการค้า</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้นำข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจเชิงลึกของปี 2567 ที่ปัจจุบันมียอดรวม 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) ทั้งข้อมูลจำนวนการจัดตั้งธุรกิจใหม่ ผลประกอบการ (กำไร-ขาดทุน) การเลิกประกอบกิจการ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ เช่น แนวโน้มธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ กระแสความนิยม นโยบายภาครัฐ ดัชนีทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และการแข่งขันของธุรกิจ มาทำการวิเคราะห์ธุรกิจดาวรุ่งจำนวน 5 ธุรกิจ และธุรกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอยและต้องเร่งปรับตัวอีก 5 ธุรกิจ เพื่อให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการลงทุนหรือขยายธุรกิจ และรับทราบถึงภาพรวมธุรกิจไทยตลอดปีที่ผ่านมา<br />
<br />
โดยธุรกิจดาวรุ่ง 5 ธุรกิจ ที่มีการจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้น ดังนี้ 1.กลุ่มธุรกิจกีฬาและการออกกำลังกาย ได้แก่ ธุรกิจจำหน่ายเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา สถานฝึกสอนกีฬา และธุรกิจจัดการแข่งขันกีฬาได้รับประโยชน์โดยตรงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยในช่วง 11 เดือนปี 2567 ตั้งใหม่ 732 ราย เพิ่มขึ้น 36.31% ทุนจดทะเบียนมูลค่า 1,751.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68.77% ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจย่อยที่เติบโตได้ดี คือ ธุรกิจด้านสถานที่ออกกำลังกายและสอนออกกำลังกายที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 27% และกลุ่มธุรกิจกีฬาและการออกกำลังกาย มีรายได้รวม 93,397.82 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและความบันเทิง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมที่พัก ธุรกิจร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจความบันเทิงและการแสดงโชว์ สืบเนื่องจากการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของโรงแรมที่พัก สปา ร้านอาหาร ขณะเดียวกัน ธุรกิจความบันเทิง การแสดงโชว์ ก็มีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 1,976 ราย เพิ่มขึ้น 31.82% ทุนจดทะเบียน 6,427.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น % และปี 2566 กลุ่มธุรกิจมีรายได้รวม 359,670.04 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ธุรกิจผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า ธุรกิจแบตเตอรี่ ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจผลิตตัวถังยานยนต์ ซึ่งถือเป็นปีทอง เพราะรัฐบาลมีนโยบายผลักดันมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งการลดภาษี และการสนับสนุนการผลิต ปัจจุบันมีผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตจำนวน 7 แบรนด์ผู้ผลิต ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตในธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 1,033 ราย เพิ่มขึ้น 21.53% ทั้งนี้ เฉพาะกลุ่มธุรกิจย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่า 61% และทั้งกลุ่มมีรายได้รวมกว่า 3.6 ล้านล้านบาท&nbsp;4.กลุ่มธุรกิจ e-Commerce ได้แก่ ธุรกิจแพลตฟอร์ม e-commerce ธุรกิจคลังสินค้าและขนส่งสินค้า ธุรกิจกล่องบรรจุพัสดุ สอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่เติบโต เช่น ธุรกิจการผลิตกล่องกระดาษ ธุรกิจคลังสินค้าและขนส่งสินค้าที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 2,283 ราย เพิ่มขึ้น 19.03% ทุนจดทะเบียน 3,979.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.42% และทั้งกลุ่มมีรายได้รวม 444,101.69 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.กลุ่มธุรกิจการผลิตภาพยนตร์ ได้แก่ ธุรกิจการผลิตภาพยนต์ วิดีทัศน์ รายการโทรทัศน์ และการตัดต่อภาพและเสียง รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมบันเทิงและภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมตลาด พัฒนา การจับคู่ธุรกิจ และนำเสนอกับผู้ซื้อลิขสิทธิ์ทั่วโลก เช่น จัดตั้งศูนย์บริหารเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) การสอดแทรกวัฒนธรรมการท่องเที่ยว อาหารลงไปในเนื้อหาภาพยนตร์ และผลักดันพื้นที่ต่าง ๆ สู่การเป็นศูนย์กลางเมืองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 242 ราย เพิ่มขึ้น 10% ทุนจดทะเบียน 630.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116.92 และทั้งกลุ่มมีรายได้รวม 43,122.90 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนธุรกิจที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ต้องเร่งปรับตัว 5 ธุรกิจ ดังนี้ 1.ธุรกิจการผลิตเหล็ก โลหะมีค่า และอัญมณี ได้แก่ ธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า ขั้นต้น ขั้นกลาง เหล็กแผ่น ธุรกิจผลิตโลหะมีค่า ธุรกิจผลิตโลหะที่เป็นโครงสร้างของการก่อสร้างอาคาร ธุรกิจผลิตเครื่องประดับ การเจียระไนเพชรพลอย เป็นต้น เพราะถูกเหล็กต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด และการค้าอัญมณีลดลง จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 306 ราย ลดลง 5.56% ทุนจดทะเบียน 2,492.42 ล้านบาท ลดลง 2.85% และทั้งกลุ่มมีรายได้รวม 1.87 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.ธุรกิจร้านค้าส่งค้าปลีกแบบออฟไลน์ (ร้านค้าโชห่วย) ได้แก่ ธุรกิจขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป ได้รับผลกระทบจากการค้าออนไลน์ที่ผู้บริโภคนิยมไปใช้มากขึ้น และแพลตฟอร์มออนไลน์ทำธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า โดย 11 เดือน ตั้งใหม่ 1,466 ราย ลดลง 1.21% ทุนจดทะเบียน 2,004.79 ล้านบาท ลดลง 0.22% และทั้งกลุ่มมีรายได้ 3.76 แสนล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024122343f1e18a93dcbe8a4f5d989375e14f57162413.jpg' type='image/jpg' length='58315' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ นำ 28 แฟรนไชส์ชื่อดัง ลดค่าแพกเกจพิเศษ ช่วยคนไทย-SME มีธุรกิจทำ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81580</link>
<guid isPermaLink="false">9344761607fdf20d07cbcc6224c2ecd2</guid>
<pubDate>Fri, 20 Dec 2024 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับลูก &ldquo;พิชัย-นภินทร&rdquo; จัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจ นำแฟรนไชส์ในการส่งเสริม 28 ราย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ การศึกษา และความงาม ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เลือกซื้อได้ในราคาพิเศษ และลดราคาค่าแพกเกจสูงสุด 70%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งกรมได้รับนโยบายและเล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจแฟรนไชส์ในการช่วยให้ประชาชน และผู้ประกอบการ SME ได้มีช่องทางการทำธุรกิจ จึงได้จับมือกับธุรกิจแฟรนไชส์ภายใต้การส่งเสริมที่ประสบความสำเร็จกว่า 28 ราย จัดลดราคาค่าแพกเกจสูงสุดถึง 70% เพื่อให้ผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์สามารถเริ่มต้นสร้างงาน สร้างอาชีพได้ทันที โดยจะเริ่มแคมเปญส่วนลดตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.2567-15 ม.ค.2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแฟรนไชส์ทั้ง 28 ราย ได้แก่ กลุ่มอาหาร จำนวน 11 ราย คือ 1.The Pizza Company 2.ไจแอ้นลูกชิ้นปลาระเบิด 3.โก๋นักบิน 4.เตี๋ยวตุ๋นหม้อไฟอินดี้ 5.Egg all day 6.บิ๊กโตเกียว 7.โทโร่ฟรายส์ 8.ร่ำรวยเย็นตาโฟ 9.The Waffle 10.ดับเบิ้ลนัวร์ และ 11.แซ่บเศรษฐี กลุ่มเครื่องดื่ม จำนวน 8 ราย คือ 1.กาแฟพันธุ์ไทย 2.Coffee Journey 3.ชิโน่ชา 4.Tora Cha 5.หม่าวชา 6.A Jum ma Caf&eacute; 7.Manoi และ 8.Zerocco กลุ่มบริการ จำนวน 5 ราย คือ 1.ไปรษณีย์ชุมชน 2.Code Clean 3.Tanjai wash &amp; dry 4.Otteri และ 5.Cluo กลุ่มการศึกษา จำนวน 3 ราย คือ 1.โรงเรียนกวดวิชาฟิวเจอร์ 2.KidAble และ 3.SenseMath กลุ่มความงาม/สปา จำนวน 1 ราย ได้แก่ สะโรรักษ์&nbsp;ทั้งนี้ นอกจากประเภทธุรกิจที่หลากหลายแล้ว ความพิเศษของปีนี้ คือ ส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น เช่น โทโร่ฟรายส์ ให้ส่วนลดค่าวัตถุดิบแรกเข้า 70% จากราคา 70,000 บาท เหลือ 20,000 บาท Tanjai wash &amp; dry ให้ส่วนลดแพกเกจพร้อมเปิดร้านลดสูงสุด 350,000 บาท Egg all day ให้ส่วนลด 50% สิทธิ์แฟรนไชส์จากราคา 150,000 บาท เหลือ 75,000 บาท เตี๋ยวตุ๋นหม้อไฟอินดี้ ให้ส่วนลด 30% ทุกแพกเกจ กาแฟพันธุ์ไทย ให้ส่วนลดค่าออกแบบร้าน 40% จากราคา 50,000 บาท เหลือ 30,000 บาท Otteri ให้ส่วนลดเปิดร้าน 100,000-250,000 บาท และ KidAble ให้ส่วนลดมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท<br />
<br />
ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนลดพิเศษอื่น ๆ จากผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ประชาชนและผู้ประกอบการ สามารถสร้างธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,400 บาท ไปจนถึง 2,690,000 บาท เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และไม่ต้องเสี่ยงในการบริหารธุรกิจเพียงลำพัง เพราะแฟรนไชส์จะมีคู่มือการทำงานตลอดจนเป็นพี่เลี้ยงตลอดการทำธุรกิจ &nbsp;<br />
<br />
ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ร่วมโครงการทั้ง 28 ราย ได้ที่&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570 หรือโทร 0 2547 5953 และทาง e-Mail :&nbsp;<a href="mailto:franchisedbd@gmail.com" target="_blank">franchisedbd@gmail.com</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241220c71c70a5031e09a329e6dada2aec9f76152908.jpg' type='image/jpg' length='333136' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”จับมือเอกชน เปิดตัวบริการน้องใหม่ “ถอดรหัสอาหารแห่งอนาคต” บนเว็บไซต์คิดค้า]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/81578</link>
<guid isPermaLink="false">9dfc377e15f2861e2c3f1c9f336a1661</guid>
<pubDate>Fri, 20 Dec 2024 15:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.จับมือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดตัวบริการน้องใหม่ &ldquo;ถอดรหัสอาหารแห่งอนาคต&rdquo; บนเว็บไซต์ คิดค้า.com นำเสนอข้อมูลการค้าอาหารอนาคต 4 กลุ่ม ทั้งปริมาณ มูลค่า การเติบโต และตลาดสำคัญ เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิตและการทำตลาด หนุนการส่งออกสินค้าอาหารอนาคตและนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ร่วมกับคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ร่วมกันพัฒนาและจัดทำบริการข้อมูลการค้าสินค้าอาหารแห่งอนาคต และเปิดตัวให้บริการบนเว็บไซต์ คิดค้า.com ในรูปแบบ คิดค้า Briefing ย่อยข้อมูลการค้าเชิงลึกรูปแบบการเล่าเรื่อง (Data Storytelling) หัวข้อ &ldquo;ถอดรหัสอาหารแห่งอนาคต&rdquo; นำเสนอข้อมูลการค้าสินอาหารอนาคตในภาพรวม และ 4 กลุ่มสินค้าย่อย ได้แก่ 1.อาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน 2.อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล 3.โปรตีนทางเลือก และ 4.ผลิตภัณฑ์อินทรีย์และอาหารไม่ปรุงแต่ง โดยเน้นให้ข้อมูลปริมาณและมูลค่าการค้า อัตราการเติบโต และตลาดสำคัญของสินค้าแต่ละกลุ่ม นำเสนอข้อมูลแบบเข้าใจง่ายและใช้งานสะดวก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับข้อมูลภาพรวมการค้าสินค้าอาหารแห่งอนาคตของไทย จากแดชบอร์ดอาหารแห่งอนาคต พบว่า 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 3,794.39 ล้านเหรียญสหรัฐ (134,253.90 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10.1% และคิดเป็นสัดส่วน 9.7% ของการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของไทย โดยการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน มีสัดส่วนถึง 90.8% ของการส่งออกสินค้าอาหารอนาคตทั้งหมดของไทย<br />
<br />
ส่วนตลาดส่งออกสินค้าอาหารอนาคตที่สำคัญ 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ สหรัฐฯ สัดส่วน 15.0% จีน 10.7% เวียดนาม 9.9% กัมพูชา 7.5% และเมียนมา 6.8% ตามลำดับ การนำเข้ามูลค่า 1,811.21 ล้านเหรียญสหรัฐ (64,853.49 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 12.1% แหล่งนำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ สัดส่วน 39.6% จีน 10.9% สหรัฐฯ 10.1% อินโดนีเซีย 6.0% และญี่ปุ่น 3.7%<br />
<br />
หากพิจารณาเป็นรายกลุ่มสินค้าย่อย 4 กลุ่ม พบว่า 1.กลุ่มอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน การส่งออกมูลค่า 3,446.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (121,930.96 ล้านบาท) เพิ่ม 12.0% โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญในกลุ่มนี้ อาทิ ซอสและของปรุงแต่งสำหรับทำซอส น้ำดื่มผสมวิตามิน และน้ำผลไม้ เป็นต้น ตลาดส่งออกสำคัญ อาทิ สหรัฐฯ สัดส่วน 15.9% จีน 11.1% และเวียดนาม 10.8% การนำเข้ามูลค่า 1,740.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (62,300.90 ล้านบาท) เพิ่ม 12.3% ส่วนใหญ่นำเข้าจากสิงคโปร์ สัดส่วน 40.4% ของการนำเข้าทั้งหมด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202412208e98697ac8c407624bb6534edfbd4434152814.jpg' type='image/jpg' length='292170' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน 10 เดือน ปี 67 พุ่ง 1.5 ล้านล้าน เพิ่ม 6.2%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/78939</link>
<guid isPermaLink="false">4c387dd4d627597a89999c1e5f51292e</guid>
<pubDate>Wed, 04 Dec 2024 14:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยยอดการค้าชายแดนและผ่านแดน 10 เดือนปี 67 มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่ม 6.2% คาดทั้งปี ทำได้ไม่ต่ำกว่า 1.77 ล้านล้านบาท เพิ่ม 4% ตั้งเป้าปี 68 มูลค่า 1.84 ล้านล้านบาท พร้อมเดินหน้าผลักดันเปิดด่านกับเพื่อนบ้านต่อ หลังล่าสุด ฝั่งไทยเปิดแล้ว 86 แห่ง เพื่อนบ้าน 73 แห่ง จากทั้งหมด 94 แห่ง และเตรียมจัดมหกรรมการค้าชายแดนรวม 6 ครั้ง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดน ช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่า 1,514,837 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% แยกเป็นการส่งออก มูลค่า 872,043 ล้านบาท เพิ่ม 5.6% และการนำเข้า มูลค่า 642,794 ล้านบาท เพิ่ม 6.9% โดยไทยได้ดุลการค้า 229,248 ล้านบาท และหากแยกเฉพาะการค้าชายแดนกับ สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา และเวียดนาม มีมูลค่า 816,464 ล้านบาท เพิ่ม 5.16% เป็นการส่งออก 499,787 ล้านบาท เพิ่ม 2.91% และนำเข้า 316,677 ล้านบาท เพิ่ม 8.91% เกินดุลการค้า 183,110 ล้านบาท และเป็นการค้าผ่านแดนกับจีน สิงคโปร์ และเวียดนาม มูลค่า 698,373 ล้านบาท เพิ่ม 7.4% เป็นการส่งออก 372,256 ล้านบาท เพิ่ม 9.55% และนำเข้า 326,117 ล้านบาท เพิ่ม 5.06% เกินดุลการค้า 46,139 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมมั่นใจว่า จากสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดน ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ที่มีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ประเมินได้ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ การค้าจะยังขยายตัว และเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 4% จากที่ปีก่อนขยายตัวติดลบ และจะเป็นปีทองของการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนอีกครั้ง โดยคาดว่า จะมีมูลค่าประมาณ 1.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% ส่วนปี 2568 หากไม่มีสถานการณ์ที่มาส่งผลกระทบต่อการค้า การค้าชายแดนและผ่านแดน จะมีมูลค่าประมาณ 1.84 ล้านล้านบาท&nbsp;นางอารดากล่าวว่า กรมยังได้ติดตามการเปิด&ndash;ปิดจุดผ่านแดน ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยออกประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย&ndash;กัมพูชา (หนองเอี่ยน&ndash;สตึงบท) ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยเป็นการเปลี่ยนสถานะจากจุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อการก่อสร้าง เป็นจุดผ่านแดนถาวร และปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านปากห้วย อ.ท่าลี่ จ.เลย เนื่องจากมีการเปิดใช้งานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำเหือง ไทย&ndash;ลาว บ้านนากระเซ็ง อ.ท่าลี่ จ.เลย ทำให้ไม่มีการใช้งานจุดผ่านแดนถาวรบ้านปากห้วย ทำให้ขณะนี้ มีจุดผ่านแดนฝั่งไทยเปิดแล้ว 86 แห่ง จากทั้งหมด 94 แห่ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเปิด 73 แห่ง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายสนับสนุนผลักดันการเปิดด่านอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศเพื่อนบ้านให้เปิดด่านตรงข้ามกับที่ฝั่งไทยเปิดแล้วหรือมีความพร้อมที่จะเปิดด่าน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแผนการขับเคลื่อนการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568 กรมจะเดินหน้าจัดมหกรรมการค้าชายแดน จำนวน 6 ครั้ง ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและจังหวัดชายแดน หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค เพื่อกระตุ้นการค้าขาย และจะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการค้า การลงทุนร่วมกัน อาทิ กรอบ ACMECS , GMS , IMT-GT และ MLC เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241204c675317296706b197bf86ef4307d1f58144617.jpg' type='image/jpg' length='345981' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซล-อาหาร-เครื่องดื่ม ดันเงินเฟ้อ พ.ย. เพิ่ม 0.95% ตั้งเป้าปีหน้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/78938</link>
<guid isPermaLink="false">70197082a64b389791314325a31c417d</guid>
<pubDate>Wed, 04 Dec 2024 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน พ.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.95% จากการปรับขึ้นของน้ำมันดีเซล หมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 8 เดือนติด ส่วนยอดรวม 11 เดือน เพิ่ม 0.32% มั่นใจทั้งปีอยู่ในเป้า 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5% พร้อมตั้งเป้าปีหน้า 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ย.2567 เท่ากับ 108.47 เทียบกับ ต.ค.2567 ลดลง 0.13% เทียบกับเดือน พ.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.95% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล เป็นผลจากฐานราคาต่ำในปีก่อน และราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวสูงขึ้นจากราคาผลไม้สด เครื่องประกอบอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.32%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน พ.ย.2567 ที่สูงขึ้น 0.95% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.28% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ กลุ่มผลไม้สด (เงาะ มะม่วง กล้วยน้ำว้า แตงโม ทุเรียน ลองกอง) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม กาแฟ (ร้อน/เย็น)) กลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) น้ำตาลทราย) กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (ข้าวราดแกง กับข้าวสำเร็จรูป อาหารเช้า) กลุ่มเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ (ปลานิล ไก่สด กุ้งขาว เนื้อสุกร) และกลุ่มข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง (ขนมอบ ข้าวสารเหนียว) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ผักสด (ผักคะน้า มะนาว มะเขือ ผักกาดขาว ผักชี มะเขือเทศ แตงกวา พริกสด) ไข่ไก่ ไก่ย่าง นมเปรี้ยว ปลาทู น้ำมันพืช และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.70% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน อาทิ น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน และยังมีค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) และค่ารถรับส่งนักเรียน ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ 95 ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น&nbsp;ทางด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน พ.ย.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.10% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.80% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.2566 เฉลี่ย 11 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.55%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค.2567 คาดว่าจะยังปรับตัวสูงขึ้น 1.2-1.3% และทำให้เงินเฟ้อทั้งปี อยู่ในเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5% ส่วนปี 2568 ได้กำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 0.3-1.3% ค่ากลาง 0.8% โดยมีปัจจัยที่ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่จะดีขึ้นทั้งการลงทุน การบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยว ทำให้มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดีเซลที่ยังกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าไตรมาส 1 และ 2 ปี 2567 การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นจากการเติมเงิน 10,000 บาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะฉุดเงินเฟ้อ มาจากภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่าไฟฟ้าและการตรึงราคาก๊าซ LPG ฐานราคาผักและผลไม้สดในปี 2567 อยู่ในระดับสูง การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศ จะส่งผลให้ค่าเช่าบ้านและราคารถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างจำกัด และสินค้าสำคัญมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาอย่างจำกัด จากปัจจัยด้านต้นทุนสำคัญที่มีแนวโน้มปรับลดลง เช่น อัตราดอกเบี้ย และราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยหากสถานการณ์ในระยะถัดไปเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอีกครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241204097e1527678406510fa5fabe0d0c05d6144509.jpg' type='image/jpg' length='299396' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”มั่นใจปีทองข้าวไทย แย้ม 11 เดือนส่งออก 9.27 ล้านตัน ทั้งปีได้ลุ้น 10 ล้านตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/78749</link>
<guid isPermaLink="false">9ce35246818c86095af414bf1ecdc48d</guid>
<pubDate>Tue, 03 Dec 2024 16:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศแถลงผลส่งออกข้าว 10 เดือน ปี 67 ทำได้แล้ว 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 191,031 ล้านบาท เพิ่ม 40% ส่งออกเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค แถมราคาขายดีขึ้นทุกชนิด แย้มส่งออกเดือน พ.ย. มีตัวเลขขออนุญาตแล้ว 9.2 แสนตัน หากรวมยอดส่งออก 10 เดือน จะส่งออกได้รวม 9.27 ล้านตัน ทะลุเป้าที่ตั้งไว้แล้ว ลุ้นทั้งปี 10 ล้านตัน ถือเป็นปีทองข้าวไทยที่ขายได้เพิ่มทั้งปริมาณ และราคาดี ส่วนปี 68 เตรียมแผนลุยขายข้าวไว้พร้อมแล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) ไทยส่งออกข้าวแล้ว ปริมาณ 8.35 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% มูลค่า 191,031 ล้านบาท (ประมาณ 5,411 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 40% โดยส่งออกข้าวขาวมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 5.18 ล้านตัน คิดเป็น 62% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย 1.37 ล้านตัน ข้าวนึ่ง 1.01 ล้านตัน ข้าวหอมไทย 0.54 ล้านตัน ข้าวเหนียว 0.23 ล้านตัน และข้าวกล้อง 0.02 ล้านตัน<br />
<br />
โดยไทยส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกภูมิภาค โดยมีตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อินโดนีเซีย ส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.12 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% คิดเป็น 13% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก 0.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23% แอฟริกาใต้ 0.72 ล้านตัน ลดลง 12% สหรัฐฯ 0.70 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% และฟิลิปปินส์ 0.49 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 250%<br />
<br />
ทั้งนี้ นอกจากปริมาณการส่งออกข้าวไทยจะเพิ่มขึ้นแล้ว ราคาข้าวสารส่งออก ก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยข้าวหอมมะลิ (ใหม่) ราคา 935 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 7.59% ข้าวหอมปทุมธานี 875 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 24.64% ข้าวขาว 603 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 11.67% ข้าวนึ่ง 601 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 10.89% และข้าวเหนียว 818 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 0.62%&nbsp;นางอารดากล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคาดว่าจะเติบโตได้ดี โดยจากข้อมูลใบอนุญาตส่งออกข้าวของกรม พบว่า เดือน พ.ย.2567 มีการขออนุญาตส่งออกข้าวแล้วประมาณ 0.92 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% เมื่อรวมกับปริมาณส่งออกข้าว 10 เดือน ที่ส่งออกแล้ว 8.35 ล้านตัน จึงมีตัวเลขส่งออกข้าว 11 เดือน อยู่ที่ประมาณ 9.27 ล้านตัน ตอนนี้ ถือว่า ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ที่ 9 ล้านตันแล้ว ถือเป็นปีทองข้าวไทยแน่นอน เพราะยังเหลือเดือน ธ.ค.2567 อีก 1 เดือน น่าจะยังส่งออกได้ดี และมีโอกาสลุ้นถึง 10 ล้านตัน<br />
<br />
โดยปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยส่งออกได้มากขึ้น เพราะผู้นำเข้าข้าว ยังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อรองรับกับความต้องการบริโภคช่วงปลายปีสำหรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับปริมาณผลผลิตข้าวของไทยมีเพียงพอพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดข้าวโลก รวมทั้งศักยภาพในการส่งออกข้าวของไทยที่สามารถส่งมอบข้าวให้ผู้นำเข้าได้อย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ส่วนปี 2568 คาดว่า ปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลงจากปี 2567 จากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งอินเดียมีผลผลิตข้าวปริมาณมากและมีสต็อกข้าวอยู่ในระดับสูงจากการควบคุมการส่งออกข้าวในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งปริมาณผลผลิตข้าวโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะภัยแล้งคลี่คลายและมีน้ำสำหรับการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทำให้การค้าข้าวในตลาดโลกมีการแข่งขันสูง ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้เตรียมแผนเร่งขับเคลื่อนการส่งออกข้าวไว้ล่วงหน้า โดยมีแผนสำคัญที่จะดำเนินการ เช่น การกระชับความสัมพันธ์และจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยกับคู่ค้าข้าวสำคัญ การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้าสำคัญ การจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ และการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าวไทย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024120322ed6c40bd4e515d1a755a0b3f8f1016163252.jpg' type='image/jpg' length='397821' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ผนึก 20 หน่วยงาน ลุยหยุดสินค้าไร้คุณภาพ 3 กลุ่ม ยอดนำเข้าลด ยอดจับเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77988</link>
<guid isPermaLink="false">ebdbab696573e2fe750c6a6e8f21b269</guid>
<pubDate>Thu, 28 Nov 2024 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ร่วม 20 หน่วยงาน เคาะแผนหยุดสินค้าไร้คุณภาพไหลเข้าประเทศ โฟกัส 3 กลุ่มสินค้า เกษตร อุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม สั่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ตรวจคุณภาพนำเข้าละเอียดยิบ ทำยอดนำเข้าลด ยอดจับกุมเพิ่ม พร้อมปรับกฎระเบียบธุรกิจออนไลน์ต่างประเทศต้องจดนิติบุคคลในไทย จด VAT ด้วย ล่าสุด TEMU เข้ามาจดบริษัทแล้ว เตรียมช่วย SME ลุยตลาดออนไลน์ ดึงหน่วยงานทำ MOU ดูแลผู้บริโภคจากสินค้าไร้คุณภาพ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการประชุมครั้งที่ 2 ร่วมกับ 20 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ว่า ได้กำหนดเป้าหมายในการหยุดสินค้าไร้คุณภาพไหลเข้าประเทศ โดยพุ่งเป้าใน 3 กลุ่มสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้ระเบียบกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการตรวจสินค้า ณ ด่านศุลกากร ด้วยการเพิ่มความถี่ในการเปิดตู้สินค้า เพื่อตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้าจากต่างประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐาน การเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบเว็บไซต์และสินค้าที่วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมายไทย การเพิ่มจำนวนตัวอย่างการเก็บสินค้าสำหรับตรวจสอบสารพิษตกค้างให้มากขึ้น พร้อมทั้งจัดกลุ่มสินค้าเกษตรตามความเสี่ยงของการพบสารพิษตกค้างมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ ให้ทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยผลจากการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้การนำเข้าสินค้าลดลง โดยก่อนมีมาตรการ ตั้งแต่ ม.ค.-มิ.ย.2567 มูลค่านำเข้าเฉลี่ย 3,200 ล้านบาทต่อเดือน แต่หลังจากมีมาตรการ ก.ค.-พ.ย.2567 มูลค่าการนำเข้าลดลงเหลือเฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อเดือน หรือลดลง 20% ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 ล้าน ตั้งแต่ 5 ก.ค.-21 พ.ย.2567 มีมูลค่า 707 ล้านบาท จับกุมสินค้านำเข้าที่ไม่มีมาตรฐาน มูลค่า 506 ล้านบาท เช่น สินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า เสื้อ รองเท้า วิตามิน สินค้าเบ็ดเตล็ด รวมถึงสินค้าต้องห้ามบุหรี่ไฟฟ้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ยังจะปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการค้าในอนาคต โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการออนไลน์จากต่างประเทศจะต้องจดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีสำนักงานในไทย เพื่อให้ภาครัฐสามารถกำกับดูแลได้ ซึ่งในส่วนของ TEMU แพลตฟอร์มออนไลน์จากจีน ได้เข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคลในไทยแล้ว เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2567 ที่ผ่านมา รวมทั้งผลักดันให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องจด VAT โดยการปรับปรุงประมวลรัษฎากรกำหนดให้แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าในไทยต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรด้วย&nbsp;ส่วนการช่วยเหลือ SME ไทย จะให้ความรู้และการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบธุรกิจ การจัดมหกรรมส่งเสริมธุรกิจ การส่งเสริมด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ประกอบการไทย และจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านการตลาดออนไลน์เพื่อยกระดับธุรกิจไทยให้มีความพร้อมและเข้าใจตลาดมากขึ้น และจะสร้างและต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า ขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ การส่งเสริมนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศผ่านการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานระดับประเทศในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงผลักดันสินค้าไทยให้สามารถจำหน่ายบนแพลตฟอร์มต่างชาติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการดูแลผู้บริโภค เพื่อสกัดกั้นสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพจากต่างประเทศ จะจัดทำ MOU ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสินค้าไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยหน่วยงานดำเนินมาตรการแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์ม เกี่ยวกับปัญหาการจำหน่ายหรือโฆษณาสินค้าไม่ได้คุณภาพ ผิดกฎหมาย การติดฉลากสินค้าและคู่มือการใช้งานภาษาไทย การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขอความร่วมมือให้แพลตฟอร์มออนไลน์นำสินค้าดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์ม โดยมีกรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานประสาน ติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินการภายใต้ MOU ดังกล่าวให้เห็นผลที่ชัดเจน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;มาตรการข้างต้น จะช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเหลือ SME ให้แข่งขันได้ และดูแลคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ โดยในขณะเดียวกัน จะผลักดันให้สินค้าไทยมีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมจากคนไทยและชาวต่างชาติ นำไปสู่การเพิ่มสัดส่วน SME ต่อ GDP เป็น 40% ในปี 2570&rdquo; นายนภินทรกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411284efc0c064f99388df284015213b3a4ba150818.jpg' type='image/jpg' length='331838' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ต.ค. 27,222 ล้านเหรียญ บวก 14.6% มูลค่าสูงสุด 19 เดือน ทั้งปีลุ้นโต 4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77651</link>
<guid isPermaLink="false">29755239b22c0010156f48b05217f7c2</guid>
<pubDate>Tue, 26 Nov 2024 17:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยส่งออกเดือน ต.ค.67 มีมูลค่า 27,222.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 14.6% เป็นบวกต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน และทำมูลค่าสูงสุดในรอบ 19 เดือน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 10 เดือน มูลค่า 250,398 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.9% คาดแนวโน้ม 2 เดือนสุดท้าย ยังเติบโตดี มีลุ้นทะลุเป้า 1-2% ทำได้ถึง 4% ส่วนเป้าปี 68 เบื้องต้น เห็นตรงกันยังเป็นบวก รอ &ldquo;พิชัย&rdquo; เคาะตัวเลขทางการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ต.ค.2567 มีมูลค่า 27,222.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.6% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน และมูลค่าสูงสุดในรอบ 19 เดือน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 896,735 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 28,016.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 934,700 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 794.4 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 37,965 ล้านบาท รวม 10 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 250,398.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 8,854,630 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 257,149.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.6% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 9,199,289 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,751.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 344,659 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.2% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 6.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.6% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่วนสินค้าที่ลดลง อาทิ ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.6%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 18.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่ลดลง อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด ทั้งนี้ 10 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 5.2%&nbsp;ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี สอดคล้องกับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งตลาดหลัก เพิ่ม 16.3% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 25.3% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 22.1% CLMV เพิ่ม 27.9% จีน เพิ่ม 8.5% ญี่ปุ่น เพิ่ม 7.0% และอาเซียน (5) เพิ่ม 6.8% ตลาดรอง เพิ่ม 2.4% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 12.8% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 1.9% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 31.5% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 58.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 3.0% ส่วนทวีปออสเตรเลีย และแอฟริกา ลด 14.0% และ 3.1% ตามลำดับ และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 118.9%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ พ.ย.-ธ.ค. คาดว่า จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำให้การส่งออกทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1-2% โดยจะขยายตัวได้ถึง 4% เกินกว่าเป้า มูลค่า 296,000 ล้านเหรียญสหรัฐ &nbsp;โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวภาคอุตสาหกรรมของคู่ค้า การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น การเติบโตของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ประกอบกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยจากการปรับลดลงของค่าระวางเรือ แต่การส่งออกยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ในอนาคต หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดี ที่จะมีการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่าง ๆ เช่น เม็กซิโก แคนาดา และจีน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินอยู่ รวมถึงผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดียที่อาจส่งผลต่อการส่งออกข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรับมือที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าส่งออกปี 2568 ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เพื่อหารือเป้าหมายการส่งออกในเบื้องต้นแล้ว และยังได้นำข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ มาพิจารณา โดยเห็นตรงกันว่าจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2567 และนายพิชัยจะนัดแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือน ธ.ค.2567 นี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกเดือน ต.ค.2567 เป็นม้าตีนปลาย เพราะไม่เคยเห็นตัวเลขส่งออก 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐมานาน เป็นผลจากความร่วมมือภาครัฐและเอกชน และถ้าในช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค. ถ้าทำได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะทำให้การส่งออกทั้งปีโต 4% &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411272ef914aa463b10a90e284eb9ca662a50104015.jpg' type='image/jpg' length='215924' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”กางแผนตรวจสอบนอมินี ปี 68 ตั้งเป้าเช็กนิติบุคคลเสี่ยง 26,830 ราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77311</link>
<guid isPermaLink="false">60d07a20e895fe03abf8a502f775e547</guid>
<pubDate>Mon, 25 Nov 2024 16:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำแผนตรวจสอบนอมินี ปี 68 ตั้งเป้าเช็กนิติบุคคล 26,830 ราย โฟกัสธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและรีสอร์ต โลจิสติกส์ ขายออนไลน์ คลังสินค้า ในทุกจังหวัด เพื่อป้องกันคนต่างด้าวแอบอ้างทำธุรกิจในไทย เผยสำหรับธุรกิจอื่น ๆ หากประชาชน เอกชน มีข้อมูล ก็ให้แจ้งมา พร้อมเข้าไปตรวจสอบทันที&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงแผนการตรวจสอบธุรกิจที่มีลักษณะนอมินี หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ว่า กรมมีแผนที่จะตรวจสอบธุรกิจที่มีแนวโน้มเข้าข่ายเป็นนอมินี ในปี 2568 มีเป้าหมายตรวจสอบนิติบุคคลจำนวน 26,830 ราย ซึ่งจะเน้นในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต โลจิสติกส์และการขนส่ง แพลตฟอร์มออนไลน์ และคลังสินค้า เป็นต้น โดยพุ่งเป้าในทุกจังหวัด ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชน ภาคธุรกิจ หรือมีข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้คนต่างด้าวมาแอบอ้างใช้คนไทยเป็นนอมินี และทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย<br />
<br />
สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ จะตรวจตั้งแต่ขั้นการจดทะเบียน โดยก่อนจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล จะตรวจสอบเอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นคนไทยที่ลงทุนหรือถือหุ้นในนิติบุคคลร่วมกับคนต่างด้าว เพื่อแสดงความน่าเชื่อถือว่าคนไทยที่ร่วมลงทุนมีฐานะทางการเงินที่สามารถลงทุนด้วยตนเองได้ และเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จะพิจารณาในเรื่องการถือหุ้น ซึ่งเดิมดูตั้งแต่สัดส่วน 40% ขึ้นไป ก็จะดูว่าควรจะปรับสัดส่วนการดูหรือไม่ รวมไปถึงดูเรื่องกรรมการบริษัท อำนาจกระทำการ ทั้งสิทธิ์ออกเสียง สิทธิ์รับเงินปันผล การรับคืนทุนเมื่อเลิกกิจการ เป็นต้น&nbsp;นอกจากนี้ กรมกำลังพิจารณาจัดทำระบบวิเคราะห์แนวโน้มพฤติกรรมของนิติบุคคลที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย (Intelligence Business Analytic System หรือ IBAS) ซึ่งจะช่วยวิเคราะห์นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี โดยจะมีโจทย์ใส่เข้าไปในระบบ เช่น ชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยง ที่ได้รับจากหน่วยงานพันธมิตร หรือชื่อบุคคลที่ต้องจับตา อย่างคน ๆ เดียว แต่มีชื่อในหลายบริษัท หรือศักยภาพในการทำธุรกิจ โดยคาดว่าจะทำเสร็จภายใน 6 เดือน ซึ่งจะนำมาใช้ตรวจวิเคราะห์นิติบุคคลที่เสี่ยงเป็นนอมินีได้ดีขึ้น<br />
<br />
นางอรมนกล่าวว่า การตรวจสอบนิติบุคคลที่เป็นนอมินี กรมไม่ได้ปิดกั้นเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในเป้าหมาย แต่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชน และผู้ประกอบการ SME ที่มีข้อมูล หรือได้รับผลกระทบจากการแอบแฝงเข้ามาทำธุรกิจของคนต่างด้าว ในธุรกิจต่าง ๆ สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ กรมก็พร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหมือนกับที่เคยตรวจสอบธุรกิจค้าเหล็ก&nbsp;<br />
<br />
ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานผลการตรวจสอบนอมินีปี 2567 ว่า ตรวจสอบทั้งสิ้นจำนวน 26,019 ราย ใน 4 ธุรกิจ คือ ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง และได้คัดกรองตรวจสอบอย่างเข้มข้นเหลือ 498 ราย โดยใน 498 ราย ได้ยุติเรื่องไปแล้ว 371 ราย เพราะไม่พบความเสี่ยง ส่วนอีก 64 ราย ได้แจ้งข้อกล่าวหากระทำผิดเกี่ยวกับบัญชี ซึ่งได้ส่งเรื่องต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างตรวจสอบอีก 63 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ พบว่ามี 4 ราย ที่ต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นนอมินี อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและจะส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายขยายผลการตรวจสอบต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411259154407b23ba138ce16699e5c1442b03163419.jpg' type='image/jpg' length='242897' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้เป้าธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม มีโอกาสทำเงิน รับเทรนด์โลกมุ่งความยั่งยืน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77310</link>
<guid isPermaLink="false">814ccce92b926c66acf3dcebbe5c50ee</guid>
<pubDate>Mon, 25 Nov 2024 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มเติบโตตามเทรนด์โลก ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ชี้จะเป็นธุรกิจที่คอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบธุรกิจและองค์กร ทั้งด้านกฎหมาย กฎระเบียบ แนวทางปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีผลต่อการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ภัยแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และความเป็นอยู่ของผู้คน ทำให้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายประเทศรวมทั้งไทยได้เตรียม หรือมีการออกกฎระเบียบ มาตรการใหม่ ๆ ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจมากขึ้น และมีโอกาสเติบโตตามกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจและองค์กรสามารถดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ เช่น 1.การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายจะช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้องและทันเวลา ลดความเสี่ยงต่อการเสียค่าปรับ หรือการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้ 2.การประเมินและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของการดำเนินงานขององค์กรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ และการจัดการของเสีย เพื่อหาวิธีลดผลกระทบให้มากที่สุด ซึ่งเป็นการเพิ่มความยั่งยืนและลดการสร้างมลภาวะในกระบวนการผลิต 3.การสนับสนุนและพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืน ช่วยให้องค์กรพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืน เช่น การใช้พลังงานทดแทน การจัดการของเสีย หรือโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กร&nbsp;<br />
4.การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตและการลดคาร์บอน มีบทบาทในการช่วยองค์กรจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมถึงการวางกลยุทธ์การลดคาร์บอนที่เหมาะสม การใช้คาร์บอนเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต 5.การบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม การที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร หรือการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษาสามารถให้คำแนะนำในการวางแผนรับมือและปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น 6.การสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดและมีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคและคู่ค้าหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;จากความต้องการดังกล่าว ทำให้ธุรกิจที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม มีโอกาสเติบโต ขยายตัวได้สูง และเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจด้านนี้ แต่การทำธุรกิจต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมายในและระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง ความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตและการพัฒนาสินค้า บริการ วัตถุดิบทดแทน และห่วงโซ่อุปทานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและผลกระทบภายหลังกระบวนการผลิต เช่น การบำบัดของเสีย การประเมินผลกระทบสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการ มีความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจและสามารถปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้เพิ่มขึ้น&rdquo; นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241125d12ac34fdb5e2d2a1abbbe97046c3d58163035.jpg' type='image/jpg' length='164923' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​บริษัทตั้งใหม่ 10 เดือน 76,953 ราย เพิ่ม 2.18% คาดปีหน้ามีนิติบุคคลทะลุ 1 ล้านราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/77038</link>
<guid isPermaLink="false">ccc99845d2251bb486c606fd021567de</guid>
<pubDate>Fri, 22 Nov 2024 16:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยบริษัทตั้งใหม่ เดือน ต.ค.67 มีจำนวน 7,267 ราย เพิ่ม 9.33% ทุนจดทะเบียน 30,149.01 ล้านบาท เพิ่ม 10.80% เลิกกิจการ 2,516 ราย เพิ่ม 12.32% ทุนจดทะเบียน 9,899.41 ล้านบาท เพิ่ม 10.56% รวม 10 เดือน ตั้งใหม่ 76,953 ราย เพิ่ม 2.18% เลิก 14,762 ราย ลด 3.20% ทั้งปีตั้งใหม่เกิน 9 หมื่นราย โต 5-15% คาดหลังกลางปีหน้า ไทยจะมีนิติบุคคลแตะ 1 ล้านรายแน่ &nbsp;</strong><br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ต.ค.2567 มีจำนวน 7,267 ราย เพิ่มขึ้น 9.33% ทุนจดทะเบียน 30,149.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.80% เพราะมี 2 บริษัท ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท ควบรวมกิจการกัน คือ แม็คโคร กับโลตัส เป็นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่วนการจัดตั้งใหม่รวม 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) มีจำนวน 76,953 ราย เพิ่มขึ้น 2.18% ทุนจดทะเบียน 238,630.39 ล้านบาท ลดลง 54.25% เพราะช่วงเดียวกันของปี 2566 มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมี 2 ธุรกิจ ที่ทุนจดทะเบียนเกิน 100,000 ล้านบาท ได้ควบรวมและแปรสภาพ คือ ทรูกับดีแทค และแปรสภาพบิ๊กซีเป็นบริษัทมหาชน โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
<br />
ส่วนการจดทะเบียนเลิกเดือน ต.ค.2567 มีจำนวน 2,516 ราย เพิ่มขึ้น 12.32% ทุนจดทะเบียน 9,899.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.56% โดยเดือน ต.ค. มีนิติบุคคลที่เลิกกิจการมีทุนเกิน 1,000 ล้านบาท 1 ราย คือ บริษัท เอพี เอ็มอี 2 จำกัด ทุนจดทะเบียนเลิก 2,001 ล้านบาท และธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และยอดรวมเลิกกิจการ 10 เดือน มีจำนวน 14,762 ราย ลดลง 3.20% ทุนจดทะเบียน 125,904.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.34% เพราะเดือน พ.ค.2567 มีธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ทุนจดทะเบียน 48,209.34 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิกกิจการ ทำให้ทุนเลิกสูงกว่าปกติ ส่วนธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร<br />
<br />
ทั้งนี้ คาดการณ์จดทะเบียนในช่วง 2 เดือนที่เหลือ (พ.ย.-ธ.ค.) จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานปีงบประมาณ 2568 ได้เริ่มแล้ว ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง การจับจ่ายใช้สอยเพื่อการอุปโภคบริโภคฟื้นตัว มีการตั้งโรงงานเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค ทำให้มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อรองรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าทั้งปี จะตั้งบริษัทใหม่เกิน 90,000 ราย เพิ่มขึ้น 5-15%&nbsp;สำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 31 ต.ค.2567 จำนวน 841,727 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22.34 ล้านล้านบาท แยกเป็นบริษัทจำกัด 737,658 ราย สัดส่วน 78.33% ทุนรวม 16.15 ล้านล้านบาท สัดส่วน 72.30% ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 202,588 ราย สัดส่วน 21.51% ทุนรวม 0.47 ล้านล้านบาท สัดส่วน 2.11% และบริษัทจำกัดมหาชน 1,481 ราย สัดส่วน 0.16% ทุนรวม 5.72 ล้านล้านบาท สัดส่วน 25.59% โดยคาดว่า หลังกลางปี 2568 จะมีบริษัทจดทะเบียนทะลุ 1 ล้านราย &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมนกล่าวว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ในช่วง 10 เดือน มีจำนวน 786 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 181 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 605 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 161,169 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 3,037 คน โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 211 ราย สัดส่วน 27% ลงทุน 91,700 ล้านบาท 2.สิงคโปร์ 110 ราย สัดส่วน 14% ลงทุน 14,779 ล้านบาท 3.จีน 103 ราย สัดส่วน 13% ลงทุน 13,806 ล้านบาท 4.สหรัฐฯ 103 ราย สัดส่วน 13% ลงทุน 4,552&nbsp; ล้านบาท และ 5.ฮ่องกง 57 ราย สัดส่วน 7% ลงทุน 14,461 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 10 เดือน มีจำนวน 251 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 128% มูลค่าการลงทุน 45,739 ล้านบาท คิดเป็น 28% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 146% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 86 ราย ลงทุน 16,184 ล้านบาท จีน 59 ราย ลงทุน 8,030 ล้านบาท ฮ่องกง 18 ราย ลงทุน 5,219 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 88 ราย ลงทุน 16,306 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจบริการติดตั้ง ทดสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษาและฝึกอบรมเกี่ยวกับเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบการทำงานต่าง ๆ ธุรกิจบริการระบบซอฟต์แวร์ฐาน และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241122cb5f76708811bb61ef96fd40c49249ed162005.jpg' type='image/jpg' length='116265' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ เผย 3 เดือน นักลงทุนต่างชาติ ใช้บริการ e-Foreign Business พุ่ง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/76820</link>
<guid isPermaLink="false">cd13a81b72a0934636ebfd47a55aaad1</guid>
<pubDate>Thu, 21 Nov 2024 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าโชว์ผลงานเปิดให้บริการออนไลน์ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ e-Foreign Business ครบ 3 เดือน ยอดใช้บริการเฉลี่ย 88% ต่อเดือน แทนการติดต่อเจ้าหน้าที่ (Walk in) เหมือนเดิม สะท้อนอำนวยความสะดวก ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย คาดใช้บริการเต็ม 100% ในอนาคตอันใกล้นี้ เผยจากนี้จะนำข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ไปปรับปรุง เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจให้ตรงจุดต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เปิดให้บริการออนไลน์ยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว หรือ e-Foreign Business ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2567 ที่ผ่านมา โดยหลังจากเปิดให้บริการระบบครบ 3 เดือน (ส.ค.-ต.ค.2567) ปรากฎว่า ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้บริการเป็นอย่างดี มีการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Foreign Business 3 เดือน เฉลี่ย 88% ต่อเดือน โดยเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกที่เปิดให้บริการ มีนักลงทุนชาวต่างชาติและบริษัทผู้แทนเข้าใช้งานระบบกว่า 77% เดือน ก.ย. 89% และเดือน ต.ค.97% ซึ่งเป็นการใช้บริการผ่านระบบออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทนที่การใช้บริการรูปแบบเดิม คือ เข้ามาติดต่อเจ้าหน้าที่ (Walk in) ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนชาวต่างชาติมีต่อระบบการให้บริการของกรมที่ช่วยอำนวยความสะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจ โดยคาดว่านักลงทุนต่างชาติและบริษัทผู้แทนจะเข้าใช้บริการครบ 100% ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากสัดส่วนการยื่นคำขอผ่านระบบ e-Foreign Business สะท้อนให้เห็นถึงความพึงพอใจของนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนชี้ให้เห็นว่าระบบดังกล่าว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายภาคธุรกิจได้จริง และสามารถใช้บริการได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นคำขอรับใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) การออกใบอนุญาต หนังสือรับรองแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Foreign Business License /e-Foreign Certificate) และสามารถดาวน์โหลดใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทันที ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมถึงการยื่นขอมีเลขประจำตัวนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย&nbsp;สำหรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นด้านอื่น ๆ กรมพร้อมนำมาปรับปรุงและดำเนินการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการให้ครอบคลุมทุกประเด็น และจะพัฒนาระบบให้มีความทันสมัย และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ มาตรการทางการค้าใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจแก่ภาคธุรกิจ<br />
<br />
โดยการให้บริการระบบ e-Foreign Business มุ่งหวังให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติให้สามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ลดขั้นตอนการเข้ามาติดต่อกับหน่วยงานราชการ ส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจประเทศเกิดการขับเคลื่อนและมีความเข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมขอเชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจ นักลงทุนต่างชาติ ใช้บริการระบบ e-Foreign Business ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;เลือกหัวข้อ บริการออนไลน์ &gt;&gt; ขอรับใบอนุญาต หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นกระบวนการ และสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานระบบ e-Foreign Business ได้ที่ กองบริหารการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 4425, 0 2547 4426 e-Mail:&nbsp;foreign@dbd.go.th&nbsp;และ สายด่วน 1570&rdquo;นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024112140500a9cb3f3707f7851e0f140865896150318.jpg' type='image/jpg' length='311057' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ จับมือ ส.อ.ท. พัฒนา SME โชว์มีบริการช่วยเพียบ ตั้งแต่ให้ความรู้จนทำธุรกิจได้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/76439</link>
<guid isPermaLink="false">b3ae28fecc482488b3587962f7fd1892</guid>
<pubDate>Tue, 19 Nov 2024 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หารือวางแนวทางส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SME ให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวก รวดเร็ว ตรงตามความต้องการ เผยปัจจุบัน มีบริการช่วย SME หลากหลาย ตั้งแต่การเสริมองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางการตลาด การค้าออนไลน์ ส่งเสริมแฟรนไชส์ สินค้าชุมชน และมีบริการที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจ ตรวจสอบคู่ค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับนายอภิชิต ประสพรัตน์ ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะกรรมการ ว่า ได้หารือร่วมกันถึงการวางแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และตรงตามความต้องการ เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ SME กำลังเผชิญอยู่ และยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันของ SME ไทย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้ชี้แจงว่ามีกิจกรรมที่ช่วยเสริมแกร่งให้ SME ในหลายด้าน อาทิ การเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาทักษะการบริหารจัดการธุรกิจผ่าน DBD Academy การสร้างโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมการค้าออนไลน์ (e-Commerce) การยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ สินค้าชุมชน รวมถึงมีแพลตฟอร์ม e-Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ เช่น DBD SMEs 360 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมเครื่องมือในการบริหารจัดการและการดำเนินธุรกิจไว้ในที่เดียว เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน รวมถึงช่วยลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ และ DBD Data Warehouse ที่สามารถช่วยตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าได้ เป็นต้น&nbsp;&ldquo;การจับมือกันของ 2 หน่วยงาน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมพัฒนาให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจาก SME มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระดับสากล&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอภิชิต ประสพรัตน์ ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการ SME ไทยส่วนใหญ่ ยังขาดองค์ความรู้ และการเข้าถึงบริการของภาครัฐ สภาอุตสาหกรรมฯ จึงมีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถ SME ด้วย 4GO คือ GO Digital&amp;AI , GO Innovation , GO Green และ GO Global พร้อมนำเสนอแผนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ 1.การแนะนำการใช้บริการผ่านระบบ E-Service 2.การตรวจสอบข้อมูลคู่ค้า (นิติบุคคล) เพื่อทำนิติกรรมสัญญาและธุรกรรม 3.การจัดงาน FTI EXPO 2025 4.FTI Mobile Market Roadshow และ 5.FTI SME We care &ldquo;FTI ชี้ทางรอด&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241119357d89183f9554720531d8ee524cd03f155732.jpg' type='image/jpg' length='258701' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เกาะติดราคาข้าว ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังโรงสี ตลาดส่งออกต้องการ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/76285</link>
<guid isPermaLink="false">8fcb47aee30fd16d4c8a1fd54cdbdc67</guid>
<pubDate>Mon, 18 Nov 2024 16:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกนาปี 2567/68 พบออกสู่ตลาดแล้ว 50% ราคายังปรับตัวสูงขึ้น จากความต้องการของโรงสีและการส่งออก เผยราคาข้าวเปลือกเจ้าแห้งเฉลี่ย 8,900-10,200 บาท/ตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 12,500-13,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,500&ndash;16,000 บาท/ตัน พร้อมเดินหน้าจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เชื่อมโยงเกษตรกรมีที่ขายรวมกว่า 50 ครั้ง ส่วนราคาส่งออก พบขยับขึ้นทุกชนิด ตามความต้องการสั่งซื้อที่เข้ามาต่อเนื่อง</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ข้าวเปลือกนาปี 2567/68 พบว่า ออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 13.4 ล้านตัน หรือประมาณ 50% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดคละในบางพื้นที่ ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณข้าวในสต็อกของโรงสีลดลง และโรงสีบางรายที่มีความต้องการสินค้าเพื่อใช้และเก็บสต็อก เสนอราคารับซื้อสูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยราคา ณ วันที่ 15 พ.ย.2567 ข้าวเปลือกเจ้าแห้ง (ความชื้น 15%) ราคา 8,900-10,200 บาท/ตัน ข้าวเกี่ยวสด 7,800-9,000 บาท/ตัน โดยราคาปรับตัวสูงขึ้นในหลายพื้นที่ภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี ข้าวแห้ง เฉลี่ย 10,550 บาท/ตัน เพิ่มขึ้น 500 บาท/ตัน จากสัปดาห์แรกของ พ.ย.2567 กำแพงเพชร สุโขทัย 9,600 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาท/ตัน สิงห์บุรี 9,800 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาท/ตัน) เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนข้าวเปลือกปทุมธานี (ความชื้น 15%) ปัจจุบันอยู่ที่ 12,500-13,000 บาท/ตัน ราคาเกี่ยวสด อยู่ที่ 9,700- 10,100 บาท/ตัน โดยสุพรรณบุรี เฉลี่ย 13,500 บาท/ตัน เพิ่ม 200 บาท/ตัน อุตรดิตถ์ 12,500 บาท/ตัน เพิ่ม 100 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ ออกสู่ตลาดแล้ว 4 ล้านตัน โดยราคาเกี่ยวสด (ความชื้น 30%) อยู่ที่ 12,000-12,400 บาท/ตัน คิดเป็นข้าวแห้ง (ความชื้น 15%) อยู่ที่ 15,500&ndash;16,000 บาท/ตัน ราคาเฉลี่ยคงที่จากสัปดาห์ก่อน แต่พบว่ามีบางพื้นที่ราคาเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นเดือน พ.ย.2567 เช่น อำนาจเจริญ เฉลี่ย 14,100 บาท/ตัน เพิ่ม 400 บาท/ตัน นครพนม 13,250 บาท/ตัน เพิ่ม 100 บาท/ตัน อุดรธานี 13,900 บาท/ตัน เพิ่ม 450 บาท/ตัน ขอนแก่น 15,050 บาท/ตัน เพิ่ม 50 บาท/ตัน<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ภาคอีสานบางพื้นที่มีฝนตกชุก และชาวนาเร่งเกี่ยว ทำให้ข้าวเปลือกมีความชื้นสูงมาก ราคาที่ได้จะลดลงตามคุณภาพ ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และกรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ราคาข้าวอย่างใกล้ชิด และติดตามตรวจการรับซื้อข้าวเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ป้องกันมิให้เอารัดเอาเปรียบชาวนา หรือฉวยโอกาสกดราคารับซื้อ</p>

<p style="text-align: justify;">นายวิทยากรกล่าวว่า กรมการค้าภายในยังได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดแหล่งเพาะปลูกข้าว จัดตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ใน 33 จังหวัด รวมกว่า 50 ครั้ง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรกับโรงสีในพื้นที่และนอกพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกและอำนาจต่อรองในการขายข้าวเปลือกมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้การซื้อขายข้าวเปลือกเกิดความเป็นธรรมด้านราคา การชั่งน้ำหนัก และการตรวจสอบคุณภาพ โดยกำหนดจัดตลาดนัดแล้วในหลายจังหวัด และที่กำลังจะจัดในสัปดาห์หน้า เช่น วันที่ 19-20 พ.ย.2567 ณ โรงสี สกต.ร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด วันที่ 18-22 พ.ย.2567 ณ ดวงใจการเกษตร สาขา 1 จ.หนองคาย วันที่ 21-23 พ.ย.2567 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองสอง จ.แพร่ จึงขอเชิญผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกและชาวนานำข้าวมาขาย โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และ สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับราคาส่งออกข้าวไทย กรมการค้าต่างประเทศรายงานข้อมูลราคา FOB ส่งออกข้าวไทยเฉลี่ยจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า ราคาส่งออกข้าวหอมมะลิ (ข้าวใหม่) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 935 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 7.59% จากปีก่อนที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 869 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวปทุมธานี ราคา 875 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 24.64% จากปีก่อนที่มีราคาอยู่ที่ 702 เหรียญสหรัฐ/ตัน ข้าวขาว ราคา 603 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน เพิ่มขึ้น 11.67% ข้าวนึ่ง ราคา 601 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 10.89% และข้าวเหนียว ราคา 818 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้น 0.62% ซึ่งสะท้อนกลับไปเป็นราคาข้าวเปลือกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย<br />
<br />
ส่วนสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ พบว่า ในช่วง 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) การส่งออกข้าวแล้วประมาณ 8.37 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% และยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องประกอบกับผลผลิตข้าวนาปีของไทยที่กำลังออกสู่ตลาด มีปริมาณเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพที่ดีจากปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก อีกทั้งยังมีผลผลิตข้าวหอมมะลิไทยที่เพาะปลูกได้ปีละครั้งออกสู่ตลาดในช่วงนี้ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ ฮ่องกง และแคนาดา ในขณะที่ข้าวขาวก็มีคำสั่งซื้อจากเอกชนผู้ส่งออกข้าวที่ชนะในการประมูลนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียปริมาณ 200,500 ตัน จึงคาดการณ์ว่าปริมาณส่งออกเข้าไทยในปีนี้จะสูงกว่า 9 ล้านตัน มูลค่ากว่า 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 230,000 ล้านบาท<br />
<br />
นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ข้าวอย่างใกล้ชิดและเร่งดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ประกอบด้วย 1.สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป้าหมาย 3 ล้านตัน วงเงิน 8,362.76 ล้านบาท 2.สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน วงเงินชดเชย 656.25 ล้านบาท และ 3.ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต๊อก เป้าหมาย 4 ล้านตัน วงเงิน 585 ล้านบาท&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411186d33d34ddb17a366a332fa7e56363502162355.jpg' type='image/jpg' length='558123' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ ชวนผู้บริหาร-พนักงานสำนักงานบัญชี อบรมเสริมความรู้-ทำธุรกิจยุคดิจิทัล]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/76283</link>
<guid isPermaLink="false">c38c1f943c178164796627dec9047bca</guid>
<pubDate>Mon, 18 Nov 2024 16:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดหลักสูตร &ldquo;ยกระดับสำนักงานบัญชีสู่เกณฑ์คุณภาพ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านบัญชีและดิจิทัล&rdquo; ให้กับผู้บริหารและพนักงานของสำนักงานบัญชี วันที่ 26-27 พ.ย.นี้ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล เจาะลึกมาตรฐานรายงานทางการเงิน และอัปเดตรายการทางบัญชี เผยนับชั่วโมง CPD ด้านบัญชีได้ 6 ชั่วโมง และด้านอื่นๆ อีก 6 ชั่วโมง รับจำนวนจำกัดแค่ 150 คนเท่านั้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมมีแผนการจัดอบรม &ldquo;โครงการอบรมบ่มเพาะต้นกล้าสำนักงานบัญชีคุณภาพประจำปี 2568&rdquo; ด้วยหลักสูตร &ldquo;ยกระดับสำนักงานบัญชีสู่เกณฑ์คุณภาพ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านบัญชีและดิจิทัล&rdquo; ระหว่างวันที่ 26-27 พ.ย.2567 ณ โรงแรม แกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี เพื่อให้ความรู้แก่ผู้บริหารและพนักงานของสำนักงานบัญชี โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีให้สำนักงานบัญชีและผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการไปสู่การเป็นสำนักงานบัญชีดิจิทัล หรือ Digital Accounting Firm รวมทั้งเตรียมความพร้อมสำนักงานบัญชีก่อนขอการรับรองเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจากกรมในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานบัญชีคุณภาพที่กรมให้การรับรองแล้วจำนวน 177 สำนักงาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการอบรมหลักสูตร &ldquo;ยกระดับสำนักงานบัญชีสู่เกณฑ์คุณภาพ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านบัญชีและดิจิทัล&rdquo; เหมาะสำหรับผู้บริหารและบุคลากรในสำนักงานบัญชีที่มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการให้บริการที่มีมาตรฐานสากล โดยเนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ตลอดทั้ง 2 วัน จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการทำธุรกิจ ประกอบไปด้วย วันแรกเป็นการเสวนาหัวข้อ พลิกโฉมสำนักงานบัญชีไทยสู่ Digital Accounting Service Transformation โดยคุณวรรณ์นิภา สุพรรณโอชากุล กรรมการบริษัท เอ็ม แอนด์ เอ การบัญชีและภาษีอากร จำกัด และคุณอริชภัสร์&nbsp; จิระปราสิทธิ์ กรรมการบริษัท อริช สอบบัญชี จำกัด พร้อมด้วยผู้ดำเนินรายการ คุณยุวดี แซ่โก่ย เลขาธิการและกรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย การบรรยายหัวข้อ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี พ.ศ.2564 และระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 จาก คุณอรวรรณ เพ็ชรากาล บริษัท ยูไนเต็ด เทรนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด&nbsp;ส่วนวันที่สอง เป็นการบรรยายหัวข้อ เจาะลึกมาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ NPAEs ฉบับปรับปรุง และมาอัปเดตการจัดประเภทรายการทางบัญชีที่สอดคล้องกับประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ.2566 โดย ดร.ธนาดล รักษาพล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี<br />
<br />
ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนับชั่วโมง CPD ด้านบัญชีได้ 6 ชั่วโมง และด้านอื่น ๆ อีก 6 ชั่วโมง รับจำนวนจำกัดเพียง 150 คนเท่านั้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ตลอดปีงบประมาณ 2568 กรมจะเดินหน้าจัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเปิดรับสมัครในครั้งต่อไปได้ทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a>&nbsp;เลือกหัวข้อ ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่กองกำกับบัญชีธุรกิจ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5981 และ 0 2547 4414 อีเมล์&nbsp;<a href="mailto:dbdacc.training@gmail.com" target="_blank">dbdacc.training@gmail.com</a>&rdquo; นางอรมนกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241118732625d8af2004e1468805224198d5ea162156.jpg' type='image/jpg' length='299436' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เศรษฐกิจดี นักท่องเที่ยวเข้า ผลไม้พุ่ง ดันดัชนีเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนใต้ ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/76281</link>
<guid isPermaLink="false">a0f92758dad51b4e2ee4e1280964db87</guid>
<pubDate>Mon, 18 Nov 2024 16:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไตรมาส 3 ปี 67 ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น รัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และราคาผลไม้ดีขึ้น แต่ยังต้องระวังเรื่องค่าครองชีพ ปัญหาด้านความมั่นคง และยาเสพติด ที่เป็นปัจจัยบั่นทอน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไตรมาส 3 ปี 2567 โดยรวม อยู่ที่ระดับ 56.29 ปรับเพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้า ที่ระดับ 55.56 จากการปรับเพิ่มของความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจมาอยู่ที่ระดับ 56.81 จาก 56.17 และด้านสังคมมาอยู่ที่ระดับ 53.28 จาก 53.05 ขณะที่ด้านความมั่นคงปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 56.49 จาก 57.46 แต่ยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่นทุกด้าน โดยมีผลมาจากภาพรวมของเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามพรมแดน ซึ่งตรงกับวันหยุดยาวของประเทศมาเลเซีย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นช่วงฤดูกาลผลไม้ออกสู่ตลาดและราคาพืชเศรษฐกิจสำคัญปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกร แต่ภาระค่าครองชีพสูง และปัญหาด้านความมั่นคง ยังเป็นปัจจัยทอนต่อความเชื่อมั่นของชายแดนภาคใต้ที่จะต้องเฝ้าระวังต่อไป<br />
<br />
ทั้งนี้ หากพิจารณาเป็นรายจังหวัด พบว่า ประชาชนในจังหวัดสตูล มีความเชื่อมั่นโดยรวมสูงสุด อยู่ที่ระดับ 61.14 เนื่องจากความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงอยู่ในระดับสูงกว่าจังหวัดอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจังหวัดอื่น ๆ สำหรับจังหวัดที่มีความเชื่อมั่นโดยรวมรองลงมา ได้แก่ จังหวัดสงขลา ระดับ 58.21 ยะลา ระดับ 55.03 ปัตตานี ระดับ 55.00 และนราธิวาส ระดับ 54.92&nbsp;&ldquo;ผลสำรวจปัญหาโดยรวมของจังหวัดชายแดนใต้ ส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับเดิม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ยกเว้นปัญหายาเสพติดปรับตัวเป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น โดยประเด็นที่ประชาชนมีความกังวลมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ปัญหาภาระค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพียงพอ (ทุกจังหวัด) และปัญหายาเสพติด (โดยเฉพาะจังหวัดสตูล และนราธิวาส) ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐให้ช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนร่วมดำเนินการสร้างงาน สร้างอาชีพให้ได้มากที่สุด เพื่อรองรับคนที่ตกงาน ทั้งในพื้นที่และคนที่เดินทางกลับถิ่นฐาน และ ศอ.บต. ยังให้ความสำคัญกับปัญหาสินค้าเกษตร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าร้านอาหารหรือกิจการโรงแรม ที่พักต่าง ๆ จะมีผู้ใช้บริการ แต่ยังมีจำนวนไม่มากพอที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการผลผลิตสินค้าเกษตรจนทำให้ราคาเพิ่มขึ้นในระดับที่คาดหวังได้ จึงได้มีความพยายามแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ร่วมกันหาตลาดรองรับสินค้า เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ศอ.บต. มองว่า การจัดทำดัชนีความเชื่อมั่น และการสอบถามปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จะนำไปสู่การพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของประชาชนให้ตรงจุดและต่อยอดมากยิ่งขึ้น โดย ศอ.บต. จะเดินหน้าร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ การเพิ่มรายได้ และคุณภาพชีวิต การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป&rdquo; พ.ต.ท.วรรณพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024111826dde4f4cf5273dbcb6822cfcf8f1f82162156.jpg' type='image/jpg' length='290554' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผย 4 เทรนด์อาหาร-เครื่องดื่มมาแรง ปี 68 แนะอยากขายต้องผลิตให้ตรงต้องการ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75988</link>
<guid isPermaLink="false">ef8003b70ccff8a13dfb315fc2147835</guid>
<pubDate>Fri, 15 Nov 2024 15:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.ติดตามสถานการณ์แนวโน้มเทรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ปี 68 พบ 4 เทรนด์สำคัญที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เผยยังเน้นคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร ความพึ่งพอใจควบคู่กับสุขภาพ สนใจแหล่งที่มาของอาหาร และเปิดใจบริโภคอาหารที่ผ่านเทคโนโลยีการเกษตร และดัดแปลงพันธุกรรม แนะผู้ประกอบการไทยศึกษา และนำมาปรับใช้ในการผลิตอาหาร เพื่อป้องความต้องการของตลาดโลก</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์แนวโน้มของสินค้าอาหารและเครื่องดื่มปี 2568 พบว่า ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ แหล่งที่มาของอาหารที่ต้องมีความโปร่งใส เปิดกว้างต่ออาหารที่ผ่านเทคโนโลยีการเกษตร และอาหารที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องเรียนรู้ ปรับการผลิตให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกให้ได้ &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ FoodNavigator สำนักข่าวออนไลน์ชั้นนำสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง &ldquo;แนวโน้มอาหารและเครื่องดื่มแห่งปี 2568&rdquo; ว่า ผู้บริโภคมีแนวคิดในการเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะผสมผสานระหว่างสุขภาพและความพึงพอใจ และยังเปิดใจรับอาหารจากแหล่งใหม่ ๆ อาหารที่ผ่านการใช้เทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) รวมถึงอาหารดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) รวมทั้งมีความเข้าใจและยอมรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น จึงยอมรับในวัตถุดิบและรสชาติอาหารจากแหล่งใหม่ ๆ ทั้งจากท้องถิ่นและทั่วโลก โดยสามารถสรุปเป็น 4 เทรนด์สำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
1.ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการ ผู้บริโภคจะคำนึงถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและคุณค่าโภชนาการก่อนจะพิจารณาว่าอาหารดังกล่าวมีการแปรรูปมากเกินไปหรือไม่ (Ultra-processed Food) โดยคำนึงถึงสารอาหารเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น ผู้ผลิตควรให้ข้อมูลโภชนาการที่เข้าใจง่ายเพื่อตอบสนองเทรนด์นี้ ตัวอย่างพฤติกรรมผู้บริโภค อาทิ ผู้บริโภคบราซิล 83% ต้องการอิ่มนานขึ้น ผู้บริโภคอินโดนีเซีย 67% ต้องการทดลองอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคล ผู้บริโภคจีน 64% ใช้โซเชียลมีเดียในการหาข้อมูลความรู้ด้านสุขภาพ ผู้บริโภคอินเดีย 52% ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และผู้บริโภคไทย 33% จะใช้จ่ายกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น&nbsp;2.เน้นความพึงพอใจควบคู่กับสุขภาพที่ดี ความพึงพอใจของผู้บริโภคมีความหมายแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล บางคนอาจหมายถึงความสะดวกสบาย การได้ลิ้มรสอาหารอร่อยทุกวัน หรือการไม่รู้สึกผิดต่อการรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ผู้ผลิตจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างการมี&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนร่วมของผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด เช่น ผู้บริโภคชาวจีน 63% มองหาอาหารรสชาติใหม่ ๆ เพื่อทดลอง ผู้บริโภคสหราชอาณาจักร 58% ที่บริโภคขนมหวาน ต้องการเห็นผู้ผลิตในแบรนด์ต่าง ๆ ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ซึ่ง FoodNavigator ระบุว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการสำหรับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ มีความยืดหยุ่นขึ้น และผ่อนคลายจากกฎเกณฑ์ ซึ่งผู้ผลิตต้องแสดงข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคมองหาที่ออกจากกรอบกฎเกณฑ์เดิม ๆ ให้เกิดความชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหาร แนวโน้มด้านแหล่งที่มาของอาหารมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้บริโภคต้องการทราบข้อมูลแหล่งที่มาของอาหารที่แท้จริง ข้อมูลต้องโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อาทิ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลก ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจว่า ผู้ผลิตอาจต้องให้ความสำคัญกับความอยู่รอดของธุรกิจมากกว่าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจความท้าทายดังกล่าว เช่น ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น 65% เข้าใจถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ตนเองไม่มีอำนาจควบคุม และผู้บริโภคชาวฝรั่งเศส 74% เข้าใจดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสินค้าที่วางในซูเปอร์มาร์เก็ตในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.คาดหวังและเต็มใจที่จะบริโภคอาหารที่ผ่านเทคโนโลยีการเกษตร (Ag-Tech) การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารสมัยใหม่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นตัวกระตุ้นทำให้เห็นการผลิตอาหารจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร จึงทำให้ผู้บริโภคคาดหวังว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบอาหารเพิ่มขึ้น เช่น ผู้บริโภคสหรัฐอเมริกา 52% ยอมรับประทานพืชผักที่ผ่านกระบวนการดัดแปรพันธุกรรม ผู้บริโภคสหราชอาณาจักร 40% ต้องการรู้ข้อมูลมากขึ้นว่าอาหารผลิตมาอย่างไร และผู้บริโภคชาวอิตาเลียน 23% สามารถเลือกซื้อสินค้าอาหารหรือเครื่องดื่มแม้จะระบุว่ามีการดัดแปรพันธุกรรม ดังนั้น ผู้ผลิตควรให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพดีขึ้น ทั้งคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241115ed92257cd0168c34978926ccba10df46150945.jpg' type='image/jpg' length='345205' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“นภินทร” ถก 20 หน่วยงาน สั่งลุยแก้ปัญหาสินค้านำเข้าไร้คุณภาพ ทำแผนเสริมแกร่ง SME]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75987</link>
<guid isPermaLink="false">66cc9f902477425f024cd649bd855954</guid>
<pubDate>Fri, 15 Nov 2024 15:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo; ประชุมร่วม 20 หน่วยงาน กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวด ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด บูรณาการความร่วมมือ และออกมาตรการเพิ่มเติมให้สอดรับกับการค้าในปัจจุบัน เพื่อสกัดสินค้านำเข้าที่ไม่มีคุณภาพ จนกระทบ SME และผู้บริโภค พร้อมลุยอบรม พัฒนา สนับสนุนเครื่องมือ เสริมแกร่ง SME ตั้งเป้าระยะสั้นเห็นผลใน 3 เดือน &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและยกระดับ SME ไทยและแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพจากต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ประชุมร่วมกับ 20 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าไม่มีคุณภาพมาตรฐานและธุรกิจจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 5 มาตรการหลัก (63 แผนปฏิบัติการ) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบไปแล้ว โดยในด้านการป้องกัน กำกับดูแล ได้มีการวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม จากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย ทำให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและราคาถูกเข้ามาแข่งขันในประเทศจำนวนมาก โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการด้านกฎหมายอย่างเคร่งครัด เน้นการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพทันท่วงที รวมทั้งออกมาตรการเพิ่มเติมให้รองรับกับสภาพปัญหาและรูปแบบการค้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเรื่องการส่งเสริม พัฒนา และต่อยอด มีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่มสัดส่วน SME ต่อ GDP จาก 35.2% ในปี 2566 เป็น 40% ภายในปี 2570 ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ในคณะอนุกรรมการฯ ได้วางแผนจัดกิจกรรมอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ งานแสดงสินค้า งานมหกรรมต่าง ๆ การสนับสนุนทุน และเครื่องมือในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME ตลอดจนผลักดันผู้ประกอบการในการจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการออกนิทรรศการในต่างประเทศ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว&nbsp;&ldquo;การประชุมหารือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค โดยร่วมกันแก้ไขปัญหาสินค้าไร้คุณภาพจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและ SME ของไทยเป็นอย่างมาก และคาดหวังว่าการวางกรอบการดำเนินงาน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าราคาถูกและคุณภาพต่ำ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำตลาดของผู้ประกอบการไทย อีกทั้งการควบคุมคุณภาพสินค้านำเข้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ช่วยให้สินค้าจาก SME ไทยได้รับความไว้วางใจ และมีโอกาสในการขยายตลาดในประเทศได้มากขึ้น และยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของ SME ไทยในระยะยาว&rdquo;นายนภินทรกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานของแผนงานต่าง ๆ โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้เห็นผลภายในระยะเวลา 3 เดือน 2.ระยะกลาง เพื่อสร้างความคุ้มครองผู้บริโภค และสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ไทย 3.ระยะยาว เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน และขยายตลาดสินค้า สร้างความยั่งยืนให้กับ SME ไทย พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาสินค้าไร้คุณภาพ และการประกอบธุรกิจ โดยคาดว่ามีระยะเวลาดำเนินการเกิน 1 ปี<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ 20 หน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุม ได้แก่ 1.กรมสรรพากร 2.กรมศุลกากร 3.กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง 4.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 5.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค 6.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ 7.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 8.สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 9.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 10.สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล 11.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 12.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 13.กรมทรัพย์สินทางปัญญา 14.กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 15.กรมการค้าต่างประเทศ 16.กรมการค้าภายใน 17.กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 18.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า 19.สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 20.สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241115811a7322428006e6a040886c1297b232150836.jpg' type='image/jpg' length='384130' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออกอัญมณี ก.ย. 1,275.23 ล้านดอลล์ เฉพาะทองคำยังพุ่ง ขายเก็งกำไรนิวไฮใหม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75822</link>
<guid isPermaLink="false">8dd4874372354fc73edfb69cb29e7f55</guid>
<pubDate>Thu, 14 Nov 2024 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ก.ย.67 มูลค่า 1,275.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 0.81% รวมทองคำ มูลค่า 2,016.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 6.54% เผยเฉพาะส่งออกทอง ก.ย. ลด 14.99% แต่มูลค่ายังสูง เหตุส่งไปเก็งกำไร หลังราคาทำนิวไฮใหม่ คาดไตรมาสสุดท้ายส่งออกยังดี หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ลด เศรษฐกิจยุโรปฟื้น และเข้าสู่เทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ เตรียมดันผู้ประกอบการเข้าสู่มาตรฐานธรรมาภิบาล RJC ผลิตสินค้ารับผิดชอบสังคม สิ่งแวดล้อม &nbsp;</strong><br />
<br />
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน ก.ย.2567 มีมูลค่า 1,275.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.81% พลิกกลับมาติดลบอีกครั้ง และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 2,016.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 6.54% ส่วนยอดรวม 9 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 7,053.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.15% หากรวมทองคำ มูลค่า 12,448.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.85%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกทองคำเดือน ก.ย.2567 มูลค่ายังสูงถึง 741.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 14.99% เนื่องจากราคาทองคำในเดือน ก.ย. ยังทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 2,663.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และกองทุนทองคำ SPDR มีการซื้อทองคำสุทธิเพิ่มขึ้น 3 เดือนติดต่อกัน ทำให้มีการส่งออกไปเก็งกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนยอดรวม 9 เดือน ส่งออกทองคำมีมูลค่า 5,394.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 20.29% และหากแยกการส่งออกทองคำเป็นรายเดือน ม.ค. มูลค่า 469.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 194.17% ก.พ. มูลค่า 740.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 309.51% มี.ค. มูลค่า 391.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 75.02% เม.ย. มูลค่า 288.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลด 64.57% พ.ค. มูลค่า 582.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 135.39% มิ.ย. 544.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.12% ก.ค. 1,180.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 434.13% ส.ค. 455.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 99.01%<br />
<br />
ส่วนตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ยังคงเพิ่มขึ้น โดยฮ่องกง เพิ่ม 7.30% สหรัฐฯ เพิ่ม 14.79% อินเดีย เพิ่ม 38.53% เยอรมนี เพิ่ม 12.70% อิตาลี เพิ่ม 3.59% เบลเยี่ยม เพิ่ม 33.51% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 7.16% ญี่ปุ่น เพิ่ม 1.72% ส่วนสหราชอาณาจักร ลด 9.21% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 10.89%&nbsp;ทางด้านการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 5.19% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 18.38% &nbsp;เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 8.99% พลอยก้อน เพิ่ม 62.97% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 7.88% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่ม 2.79% ซึ่งในกลุ่มพลอย ยังคงเป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง เพราะมีการซื้อไปลงทุน เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 4.46% ของทำด้วยไข่มุกและรัตนชาติ เพิ่ม 32.53% ส่วนเพชรก้อน ลด 9.45% และเพชรเจียระไน ลด 5.57%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุเมธกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไตรมาสุดท้ายของปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะเงินเฟ้อประเทศคู่ค้าสำคัญปรับลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ขณะที่สหภาพยุโรป เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น กระตุ้นให้มีการใช้จ่าย และปลายปียังเป็นช่วงการจับจ่ายใช้สอยในเทศกาลคริสมาสต์และปีใหม่ ทำให้มีการซื้อของขวัญให้แก่ตนเองและผู้อื่นเพิ่มขึ้น โดยช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นที่นิยมมากสุด ตามด้วยห้างสรรพสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการไทย จะต้องปรับคอลเลกชันให้ตรงตามความต้องการ สวมใส่ได้หลายโอกาส และสร้างเรื่องราวสินค้าให้โดนใจผู้บริโภค รวมทั้งใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง AI มาช่วยวิเคราะห์ตลาด วิเคราะห์ผู้บริโภค และปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม ก็จะทำให้ขายสินค้าได้ แม้โลกจะผันผวน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ในส่วนของ GIT ได้เดินหน้าจัดทำโครงการส่งเสริมและยกระดับ SME ในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เข้าสู่มาตรฐานธรรมาภิบาล (Responsible Jewelry Council : RJC) โดย RJC จะออกใบรับรองมาตรฐานให้แก่สมาชิก ที่การผลิตมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ซึ่งปัจจุบัน ไทยมีสมาชิกที่เข้าร่วม RJC ทั้งหมด 113 ราย ได้รับการรับรอง 90 ราย โดยหากมีใบรับรอง จะทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการ เป็นที่ยอมรับ และไม่ถูกกีดกันทางการค้า และมีแผนจะเปิดโครงการและรับผู้สมัครในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411143667a03df89e20bb58566d1b6fe9a40d171122.jpg' type='image/jpg' length='317716' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”แนะ SME ผู้ประกอบธุรกิจบริการ ใช้ Generative AI ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75565</link>
<guid isPermaLink="false">a98da3e5cd249bff73ce976754a29e63</guid>
<pubDate>Wed, 13 Nov 2024 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.แนะผู้ประกอบการ SME ผู้ประกอบธุรกิจบริการ ใช้ Generative AI ช่วยขับเคลื่อนการทำธุรกิจ เผยประโยชน์เพียบ ทั้งสร้างคอนเทนต์ที่แตกต่าง โดนใจ ตอบคำถาม ให้ความช่วยเหลือลูกค้า เผยหากนำมาใช้ ธุรกิจมีโอกาสเติบโตได้มากขึ้น &nbsp;</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการใช้ Generative AI สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจกันเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาหรือคอนเทนต์ใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ตามการเขียนป้อนความต้องการหรือคำสั่งของผู้ใช้งาน จึงเป็นโอกาสต่อธุรกิจให้สามารถผลิตคอนเทนต์ที่แตกต่าง หรือน่าสนใจได้อย่างรวดเร็ว และจับกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการ SME ของไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการ ควรที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ประโยชน์ นำมาใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงธุรกิจ เพื่อเสนอบริการแก่ลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น &nbsp;<br />
<br />
ทั้งนี้ มีข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ McKinsey ระบุว่า การใช้ Generative AI จะช่วยลดระยะเวลา และลดขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนของแรงงานและบุคลากรในองค์กร ซึ่งจะส่งผลให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่า Generative AI จะสร้างมูลค่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอยู่ที่ 2.6 ถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และตลาดโลกของธุรกิจด้าน Generative AI คาดว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 46.47% ต่อปีในช่วงปี 2567-73<br />
<br />
สำหรับธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ สามารถใช้ประโยชน์จาก Generative AI โดยสามารถสร้างผลงานออกมาได้หลากหลาย เช่น ข้อความตัวอักษร รูปภาพ เสียง วิดีโอ ตลอดจนการเขียนโค้ด หรือเขียนคำสั่งที่ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ โดยหนึ่งใน Generative AI ที่บุคคลรวมถึงภาคธุรกิจรู้จักและนิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลาย คือ ChatGPT ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI ที่สามารถโต้ตอบผ่านการป้อนคำสั่งของผู้ใช้งานได้ทันที<br />
<br />
ส่วนรูปแบบการใช้งาน Generative AI ที่นิยมในธุรกิจบริการ อาทิ แชทบอท (Chatbot) คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่เลียนแบบการสนทนาของมนุษย์ แชทบอทถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบกลับการสนทนาของผู้ใช้โดยอัตโนมัติแบบทันที (Real-Time) ทั้งในรูปแบบตัวอักษร (Text) หรือเสียง (Speech) แชทบอทสามารถเข้ามาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจบริการ โดยสามารถตอบกลับการสนทนา หรือคำถามพื้นฐานของลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้ทันที ตลอด 24 ชั่วโมง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Assistant) เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อคำสั่งเสียงของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นเสมือนผู้ช่วยในการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง&nbsp;การวิเคราะห์ความรู้สึกลูกค้า (Sentiment Analysis) คือ การใช้เทคโนโลยีในการวิเคราะห์ ตรวจสอบอารมณ์และความรู้สึกลูกค้า ที่แสดงออกผ่านทางข้อความและเสียงว่าลักษณะเนื้อหามีแนวโน้มเป็นเชิงบวก เป็นกลาง หรือเชิงลบ หรือใช้ในการระบุอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เช่น ความรัก ความเศร้า หรือความโกรธ โดยเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากข้อความเสียง ข้อความบนโซเชียลมีเดีย รีวิว หรือแบบสอบถาม ซึ่งการวิเคราะห์ความรู้สึกเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการปรับปรุงธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เข่น ช่วยประเมินความพึงพอใจของลูกค้าผู้ใช้บริการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ธุรกิจบริการสามารถนำ Generative AI มาใช้ในการให้บริการ เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าผู้ใช้บริการได้อย่างหลากหลาย เช่น ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีก ที่มีร้านค้าออนไลน์ สามารถใช้แชทบอท และระบบสั่งการด้วยเสียงในการอำนวยความสะดวกลูกค้า โดยช่วยในการตอบคำถาม ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำสินค้าและบริการ และ Generative AI ยังช่วยในด้านการตลาดและการขาย เนื่องจากสามารถใช้เครื่องมือ AI ในการสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ ๆ ในการประชาสัมพันธ์ หรือช่วยในการคิดกลยุทธ์การส่งเสริมการขายของธุรกิจได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ธุรกิจห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ สามารถใช้ประโยชน์จาก Generative AI ในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และคาดการณ์ความเป็นไปได้ของเส้นทาง เวลา และข้อจำกัดในการขนส่ง เพื่อวางแผนในการขนส่งสินค้าให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด และตรวจสอบสาเหตุของการขนส่งสินค้าที่ล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการนำ Generative AI มาใช้แล้ว อาทิ การให้บริการ AI Chatbot (น้องต้นคิด) โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นแชทบอทบริการถาม-ตอบข้อมูล คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถสนับสนุนการใช้ Generative AI แก่ผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ 1.ส่งเสริมการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านความรู้และการใช้งาน Generative AI แก่ผู้ประกอบการและแรงงาน 2.กำกับดูแลการใช้งาน Generative AI ให้เป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024111350b9f77df8bd626094a39cd493e633c1160352.jpg' type='image/jpg' length='357760' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยโกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ มีแววรุ่ง เป็นสินค้าส่งออกรายการใหม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75563</link>
<guid isPermaLink="false">e9ea1bc8540c335a93eda557106a210d</guid>
<pubDate>Wed, 13 Nov 2024 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยสินค้าโกโก้และของปรุงแต่งจากโกโก้ของไทย มีแววดาวรุ่ง เป็นสินค้าส่งออกรายการใหม่ จากความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และวัตถุดิบผลิตเครื่องสำอางและยาบางชนิด แนะต้องส่งเสริมการผลิตเมล็ดโกโก้ให้มีคุณภาพ สนับสนุนการแปรรูป ปัจจุบัน ไทยส่งออกโก้โก้และของปรุงแต่งไปญี่ปุ่นมากสุด ตามด้วยจีน เมียนมา มาเลเซีย และอินเดีย และส่งออกเมล็ดโกโก้ เป็นลำดับที่ 68 ของโลก นำเข้าอันดับที่ 90</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตของไทย พบว่า แม้ปัจจุบันไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าโกโก้และของปรุงแต่งไม่มาก แต่จากแนวโน้มความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มขยายตัวดี &nbsp;แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสให้สินค้าโกโก้ของไทยเติบโตอีกมาก เนื่องจากโกโก้สามารถแปรรูปได้หลายประเภทในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตเครื่องสำอางและยาบางชนิด<br />
<br />
ทั้งนี้ ไทยควรหาแนวทางเจาะตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ และต้องส่งเสริมการผลิตเมล็ดโกโก้ในประเทศให้มีคุณภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการแปรรูปโกโก้ให้เป็นสินค้าที่หลากหลาย และได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค&nbsp;สำหรับปี 2566 ไทยส่งออกโกโก้และของปรุงแต่งที่ทำจากโกโก้ มูลค่า 87 ล้านเหรียญสหรัฐ (3,004 ล้านบาท) และช่วง 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกโกโก้และของปรุงแต่งที่ทำจากโกโก้ มูลค่า 74 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,630.7 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16.4% ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 22 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 42.2% 2.จีน 9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 40.3% 3.เมียนมา 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 19.4% 4.มาเลเซีย 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 6.1% และ 5.อินเดีย 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ลด 9.4% และยังมีตลาดศักยภาพอื่น ๆ ที่ขยายตัวดี ได้แก่ แคนาดา เพิ่ม 392% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 90.7% สหรัฐฯ เพิ่ม 46.3% อินโดนีเซีย เพิ่ม 33.8% และรัสเซีย เพิ่ม 20.2%<br />
<br />
ส่วนการค้าเมล็ดโกโก้ของโลก ในปี 2566 ประเทศผู้ส่งออกเมล็ดโกโก้ที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.โกตดิวัวร์ มูลค่า 3,329 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 33.7% ของมูลค่าการส่งออกของโลก 2.เอกวาดอร์ 1,172 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.9% 3.กานา 1,107 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.2% 4.แคเมอรูน 752 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.6% และ 5.เบลเยียม 692 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7% ส่วนไทย มูลค่า 0.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 68 ของโลก และประเทศผู้นำเข้าเมล็ดโกโก้ที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ 1.เนเธอร์แลนด์ 2,184 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 20.1% 2.มาเลเซีย 1,494 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.8% 3.เยอรมนี 1,338 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.3% 4.เบลเยียม 977 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 9% และ 5.สหรัฐฯ 804 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.4% สำหรับไทย มีมูลค่า 0.02 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 90 ของโลก<br />
<br />
ทางด้านตลาดเมล็ดโกโก้ทั่วโลก ในปี 2566 มีมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเติบโตกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2571 หรือเพิ่มเฉลี่ย 7% ต่อปี และตลาดช็อกโกแลตทั่วโลก คาดว่าปี 2565-2573 จะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ส่วนราคาโกโก้ในตลาดโลก เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเดือน ต.ค.2567 อยู่ที่ 6.6 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 83.3% และประเทศผู้ผลิตโกโก้ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ 1.โกตติวัวร์ สัดส่วน 37.9% ของปริมาณผลผลิตโกโก้ของโลก 2.กานา สัดส่วน 18.8% 3.อินโดนีเซีย สัดส่วน 11.3% 4.เอกวาดอร์ สัดส่วน 5.7% และ 5.แคเมอรูน สัดส่วน 5.1% ส่วนไทยมีปริมาณการผลิต 1,256 ตัน สัดส่วน 0.02% โดยปี 2566 ไทยมีผลผลิตโกโก้ 3,360 ตัน เพิ่ม 167.6% เนื่องจากมีพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช พัทลุง และระนอง เป็นต้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241113801b600910aab2760d48fe19639246aa160131.jpg' type='image/jpg' length='518463' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แนะไทยลุยปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ตอบสนองเทรนด์โลก เพิ่มโอกาสส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75090</link>
<guid isPermaLink="false">939920076f4871560abd04b6af673860</guid>
<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 14:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.แนะไทยเดินหน้าปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ตอบสนองเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม และยังช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออก เผยล่าสุดคู่แข่งอย่างเวียดนามหันมาเดินหน้าในเรื่องนี้แล้ว ไทยต้องจริงจัง เพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตลาดข้าวคาร์บอนต่ำให้ได้</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายในการส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมในเรื่องนี้ โดยเฉพาะสินค้าข้าว ที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย และไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ หรือข้าวลดโลกร้อน ที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดโลก ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตและแปรรูปด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น ไม่เผาฟางข้าว และการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบและมาตรการระหว่างประเทศที่นำประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย&nbsp; พบว่า ภาคเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็น 15.23% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองจากภาคพลังงาน ที่มีสัดส่วน 69.96% และเมื่อพิจารณาเฉพาะภาคเกษตร การปลูกข้าวเป็นกิจกรรมที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด มีสัดส่วนถึง 50.58% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรทั้งหมด ดังนั้น หลายประเทศรวมทั้งไทย มีการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม (Green Consumer) อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าเพื่อเจาะตลาดข้าวพรีเมียม โดยล่าสุดเวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก ก็มีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจังแล้ว ทั้งการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การลดใช้สารเคมี ที่สำคัญเวียดนามมี FTA กับสหภาพยุโรป ที่มีข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด จะทำให้เจาะตลาดข้าวในยุโรปได้ดีกว่าไทย&nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทย ที่ผ่านมา มีการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำผ่านการดำเนินการต่าง ๆ อาทิ โครงการไทยไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.2561&ndash;ก.ค.2567 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนทางการเงิน<br />
<br />
&ldquo;จากความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่อาจขยายครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไทยจึงต้องให้ความสำคัญและเร่งส่งเสริมการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในอนาคต และยังควรมุ่งพัฒนาการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวให้สูงขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
ในปี 2566 ไทยส่งออกข้าว 8.77 ล้านตัน มูลค่า 5,147.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนามส่งออกข้าว 8.13 ล้านตัน มูลค่า 4,675.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนในช่วง 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกข้าว 7.45 ล้านตัน มูลค่า 4,833.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามส่งออกข้าว 6.96 ล้านตัน มูลค่า 4,353.3 ล้านเหรียญสหรัฐ&nbsp;<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241111330cf66f609889904a7bca972647fc2d143837.jpg' type='image/jpg' length='263315' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ส่งออกทูน่ากระป๋องไทย 9 เดือน พุ่ง 20.73% สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง ยุโรป สั่งซื้อเพิ่ม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75088</link>
<guid isPermaLink="false">1d606b156f500f3c56cba2f644dc6188</guid>
<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 14:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยยอดส่งออกทูน่ากระป๋อง ช่วง 9 เดือน ปี 67 มีมูลค่า 1,851 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.73% ขยายตัวในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่บริโภคเพิ่มขึ้น ตะวันออกกลาง และยุโรป กักตุนสินค้าจากความกังวลสงคราม และยังมีความต้องการอาหารสัตว์ที่ทำจากทูน่า แนะจับตาสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบ มาตรการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถิติการส่งออกทูน่ากระป๋อง (พิกัดศุลกากร 160414) ของไทย ช่วง 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่ารวม 1,851 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.73% คิดเป็นเงินบาทประมาณ 65,984 ล้านบาท โดยการส่งออกขยายตัวในทุกภูมิภาค ทั้งอเมริกา เอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลียและโอเชียเนีย และยุโรป โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ตะวันออกกลาง ที่กังวลสงคราม ทำให้มีการกักตุนสินค้ามากขึ้น และแอฟริกา ที่ได้รับผลกระทบจากความมั่นคงด้านอาหาร จึงซื้อเพิ่มขึ้น รวมถึงยุโรป ที่ซื้อมากขึ้น จากความไม่แน่นอนระหว่างประเทศและสงครามที่ยืดเยื้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ไทยครองตำแหน่งผู้นำตลาดทูน่ากระป๋องมาอย่างยาวนาน เนื่องจากค่าแรงที่แข่งขันได้ การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้ในอุตสาหกรรม ทำให้ไทยสามารถพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตของสินค้าทูน่ากระป๋องจนได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ได้ผลดีจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ราคาย่อมเยา แต่ยังคงใส่ใจต่อสุขภาพ ทำให้ทูน่ากระป๋องเป็นทางเลือก รวมถึงการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และกระแสความกังวลสถานการณ์สงคราม ทำให้สินค้าทูน่ากระป๋องตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบันและสถานการณ์โลก&nbsp;ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่มีนัยสำคัญ คือ การขยายตัวของการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสุนัขและแมวอันดับต้น ๆ ของโลก และส่วนใหญ่เป็นอาหารเปียกที่ทำจากปลาต่าง ๆ รวมถึงทูน่า &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนในระยะต่อไป อุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ ภาวะเงินเฟ้อและการแข็งค่าของเงินบาทที่กระทบกำลังซื้อและการส่งออก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ปริมาณปลาทูน่าลดลงและส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ตลอดจนมาตรการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fishing) และมาตรการด้านแรงงาน (Fair Labor Practice) ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น โดยรักษาคุณภาพมาตรฐานสินค้า ใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าทูน่ากระป๋องของไทย อันจะนำมาซึ่งโอกาสในการขยายตลาดทูน่ากระป๋องของไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024111154f4e840fc3375aa40643aa6b0132273143837.jpg' type='image/jpg' length='271609' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”โชว์ส่งออกข้าว 9 เดือน 7.45 ล้านตัน เผยคำสั่งซื้อยังเข้า ทั้งปีลุ้น 9 ล้านตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/75084</link>
<guid isPermaLink="false">c28a2bdf8d8590a59b642af6be9b3612</guid>
<pubDate>Mon, 11 Nov 2024 14:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; โชว์ตัวเลขการส่งออกข้าว 9 เดือน 7.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.13% มูลค่ากว่า 1.72 แสนล้านบาท เพิ่ม 45.85% อินโดนีเซียนำเข้ามากอันดับหนึ่ง ตามด้วยอิรัก สหรัฐฯ แอฟริกาใต้ ฟิลิปปินส์ คาดไตรมาสสุดท้ายยังส่งออกได้ดีต่อเนื่อง หลังคำสั่งซื้อยังเข้า มีลุ้นทั้งปีส่งออก 9 ล้านตัน กำชับเดินหน้าขยายตลาดข้าวต่อเนื่อง ทั้งตลาดเก่า ตลาดใหม่</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกข้าวไทยในช่วง 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีปริมาณ 7.45 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.13% มูลค่า 172,019 ล้านบาท หรือประมาณ 4,834 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 45.85% เป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าว มีความต้องการนำเข้าเพื่อใช้ในการบริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อด้านอาหาร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย นำเข้ามากเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณ 1.09 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 14.66% ของปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ อิรัก สัดส่วน 12.19% สหรัฐฯ สัดส่วน 8.18% แอฟริกาใต้ สัดส่วน 7.79% และฟิลิปปินส์ สัดส่วน 5.36%&nbsp;สำหรับการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้าย คาดว่า จะทำได้ดีต่อเนื่อง เพราะไทยมีผลผลิตข้าวนาปีที่กำลังออกสู่ตลาด และยังมีคำสั่งซื้อเข้ามาตลอด เพื่อรองรับความต้องการในช่วงปลายปี เทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ โดยกรมการค้าต่างประเทศ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้คาดการณ์ร่วมกันว่าในปี 2567 มีแนวโน้มส่งออกข้าวได้ถึง 9 ล้านตัน นำรายได้เข้าประเทศกว่า 6,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 230,000 ล้านบาท &nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า ได้กำชับให้กรมการค้าต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์การค้าข้าวโลกอย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนผลักดันการส่งออกข้าวไทยภายใต้หลักการ &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; โดยต้องรักษาตลาดเดิม เช่น แอฟริกาใต้ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รุกตลาดใหม่รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ยุโรป แคนาดา และภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มต้องการเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร สอดรับกับนโยบายรัฐบาล<br />
<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ Thailand Rice Convention (TRC) ซึ่งเป็นงานประชุมใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าข้าวโลกมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าวโลกและเจรจาธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241111b2ee049932096308e9dc7238379dce4e143742.jpg' type='image/jpg' length='396629' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข้าวไทย ถึงเวลาชิงบัลลังก์ "ข้าวคาร์บอนต่ำ" หรือยัง?]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74949</link>
<guid isPermaLink="false">783a349fdddce2f012da8aecd2485ea4</guid>
<pubDate>Fri, 08 Nov 2024 16:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;">นาย<a href="https://www.ryt9.com/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C+%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์</a>&nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)&nbsp;<a href="https://www.ryt9.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C">กระทรวงพาณิชย์</a>&nbsp;เปิดเผยว่าปัจจุบันการผลิตและการค้าภาคเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายภายใต้สถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น&nbsp;สำหรับข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ และไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ควรเร่งปรับตัวและพัฒนาการผลิตเพื่อคว้าโอกาสและช่วงชิงตำแหน่งผู้นำในตลาดข้าวคาร์บอนต่ำหรือข้าวลดโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมสินค้ารักษ์โลก และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดสินค้ารักษ์สิ่งแวดล้อม&nbsp;จากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย พบว่า ภาคเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็น 15.23% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด รองจากภาคพลังงาน ที่มีสัดส่วน 69.96% เมื่อพิจารณาเฉพาะภาคเกษตร การปลูกข้าวเป็นกิจกรรมที่มีปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด มีสัดส่วนถึง 50.58% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรทั้งหมด ดังนั้น หลายประเทศรวมทั้งไทย มีการส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม (Green Consumer) อีกทั้งเป็นการเพิ่มมูลค่าเพื่อเจาะตลาดข้าวพรีเมียม ทั้งนี้ เวียดนามซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก ก็มีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง&nbsp;</p>

<p style="text-align: justify;">&quot;ข้าวคาร์บอนต่ำ&quot; คือ ข้าวที่ผลิตและแปรรูปด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็นการทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร (เช่น ไม่เผาฟางข้าว)</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบและมาตรการระหว่างประเทศที่นำประเด็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น</p>

<p style="text-align: justify;">สำหรับไทย มีการส่งเสริมการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ อาทิ โครงการไทยไรซ์ นามา (Thai Rice NAMA) หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตั้งแต่ช่วงเดือนส.ค. 61-ก.ค. 67 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนาผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนทางการเงิน</p>

<p style="text-align: justify;">ในส่วนของเวียดนาม ก็มีนโยบายรุกตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ และพัฒนาการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำอย่างรวดเร็ว โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่มุ่งเน้นเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ซึ่งเวียดนามใช้เทคนิคการปลูกข้าวคล้ายกับไทย โดยเน้นการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ปัจจุบันเวียดนามผลักดันนโยบาย Net Zero Emission ผลิต &quot;ข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)&quot; เพื่อตอบโจทย์ประเทศคู่ค้ากลุ่มตลาดพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องลดโลกร้อนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นในอนาคต</p>

<p style="text-align: justify;">นอกจากนี้ เวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย และเข้าถึงตลาดข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า โดยเฉพาะการมีข้อตกลง FTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด จึงอาจทำให้สามารถเจาะตลาดยุโรปได้ดีกว่าข้าวไทย</p>

<p style="text-align: justify;">เมื่อพิจารณาสถิติการส่งออกข้าวระหว่างไทยกับเวียดนาม พบว่า มีปริมาณและมูลค่าใกล้เคียงกันมาก โดยในปี 66 ไทยส่งออกข้าว 8.77 ล้านตัน มูลค่า 5,147.3 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามส่งออกข้าว 8.13 ล้านตัน มูลค่า 4,675.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่วนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 67 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยส่งออกข้าว 7.45 ล้านตัน มูลค่า 4,833.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และเวียดนามส่งออกข้าว 6.96 ล้านตัน มูลค่า 4,353.3 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>

<p style="text-align: justify;">ทั้งนี้ จากความต้องการข้าวคาร์บอนต่ำที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่อาจขยายครอบคลุมถึงสินค้าเกษตรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไทยจึงต้องให้ความสำคัญและเร่งส่งเสริมการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในอนาคต</p>

<p style="text-align: justify;">นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การแข่งขันของตลาดข้าวโลกในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก ไทยจึงควรมุ่งพัฒนาการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวให้สูงขึ้น &quot;ข้าวคาร์บอนต่ำ&quot; ถือเป็นอีกกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาส่วนแบ่งในตลาดข้าวโลก เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และส่งผลต่อเนื่องไปถึงการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับการค้าข้าวและภาคการเกษตรไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน</p>

<p style="text-align: justify;">ที่มา:&nbsp;<a href="https://www.ryt9.com/s/iq03">สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)</a></p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411082ff820a7adfb2a9a4cbd6b045cdcc136161547.jpg' type='image/jpg' length='88971' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซล ผัก ผลไม้ ค่าไฟขยับ ดันเงินเฟ้อ ต.ค. เพิ่ม 0.83% บวกต่อเนื่อง 7 เดือนติด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74489</link>
<guid isPermaLink="false">52a95fdcdd08062173db532c63667a3b</guid>
<pubDate>Wed, 06 Nov 2024 15:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน ต.ค.67 เพิ่มขึ้น 0.83% เหตุผัก ผลไม้ น้ำมันดีเซล ค่าไฟฟ้า ปรับตัวสูงขึ้น ทำบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน รวม 10 เดือน เพิ่ม 0.26% คาด พ.ย. ยังเพิ่มอีก ทั้งปีอยู่ในเป้า 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ต.ค..2567 เท่ากับ 108.61 เทียบกับ ก.ย.2567 ลดลง 0.06% เทียบกับเดือน ต.ค.2566 เพิ่มขึ้น 0.83% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะผักสดและผลไม้สด ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลและค่ากระแสไฟฟ้าได้มีการปรับสูงขึ้น เนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งมีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจากภาครัฐมากกว่าปีนี้ ขณะที่ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 10 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ต.ต.) เพิ่มขึ้น 0.26%<br />
<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ต.ค..2567 ที่สูงขึ้น 0.83% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.95% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น กลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ต้นหอม กะหล่ำปลี ผักชี ผักกาดขาว มะเขือ พริกสด กะหล่ำดอก) ผลไม้สด (เงาะ กล้วยน้ำว้า มะม่วง แตงโม กล้วยหอม) ไก่สด ไข่ไก่ กุ้งขาว เนื้อสุกร และข้าวสารเจ้า กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟร้อน/เย็น น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ไก่ย่าง มะนาว น้ำมันพืช หัวหอมแดง กระเทียม ปลาทู และอาหารโทรสั่ง (Delivery) เป็นต้น<br />
<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.04% จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมบุรุษและสตรี) และค่าถ่ายเอกสาร ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาลดลง อาทิ แก๊สโซฮอล์ ของใช้ส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว) สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด (ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาปรับผ้านุ่ม) และเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี) เป็นต้น&nbsp;<br />
ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ต.ค.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.08% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย..2567 และเพิ่มขึ้น 0.77% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.2566 เฉลี่ย 10 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ต.ค.) เพิ่มขึ้น 0.52%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนพ.ย. 2567 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่แเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ค่ากระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่ากระแสไฟฟ้าของภาครัฐในปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมา สินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารเครื่องบิน ซึ่งเป็นการปรับตัวที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว ส่วนปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง มาจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต่ำกว่าปีก่อน ราคาผักสดกลับเข้าสู่ระดับปกติ เนื่องจากผลกระทบจากอุทกภัยและน้ำท่วมหนักในบางพื้นที่สิ้นสุดลง และคาดว่าผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง<br />
<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 อยู่ระหว่าง 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5)% ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการทบทวนอีกครั้ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241106e3896bd68ca14ba4c76def8076067372153613.jpg' type='image/jpg' length='506726' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ติดตามข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคายังดี เตรียมชงมาตรการช่วยชาวนา 8 พ.ย.นี้]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74051</link>
<guid isPermaLink="false">08a0918d34a5821d80ebebebd416dbff</guid>
<pubDate>Mon, 04 Nov 2024 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด ติดตามสถานการณ์ข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลใหม่ ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรพอใจ เผยเตรียมเสนอ นบข. พิจารณามาตรการดูแลข้าวเปลือก วันที่ 8 พ.ย.นี้</strong><br />
<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าวเปลือกหอมมะลิฤดูกาลใหม่ ณ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้ดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ตลาดในขณะนี้ ให้ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย<br />
<br />
ทั้งนี้ ผลการลงพื้นที่ พบว่า เกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกหอมมะลิ กข15 มาจำหน่ายโดยเป็นข้าวเกี่ยวสด ความชื้นประมาณ 25% ซึ่ง ณ วันที่ 31 ต.ค.2567 สหกรณ์รับซื้ออยู่ที่ 12,500 บาท/ตัน คิดเป็นข้าวแห้งประมาณ 14,700 บาท/ตัน ซึ่งถือว่าราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรมีความพอใจ โดยสหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกได้ปีละประมาณ 100,000 ต้น และร่วมโครงการชะลอการขายและสินเชื่อรวบรวมข้าวเปลือก ทำให้สมาชิกได้ประโยชน์จากราคาที่ดีขึ้น&nbsp;<br />
&ldquo;ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมเสนอมาตรการในการชะลอผลผลิตที่จะออกกระจุกตัวในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.2567 ให้ที่ประชุม นบข. วันที่ 8 พ.ย.2567 พิจารณาให้ความเห็นชอบ เชื่อว่ามาตรการจะทำให้ราคาในปีนี้มีเสถียรภาพ&rdquo;นายวิทยากรกล่าว<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังได้พบปะกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิสงเปลือย และกลุ่มนาแปลงใหญ่ข้าวเมืองบัว เพื่อส่งเสริมและต่อยอดกิจกรรมการประกวดข้าวหอมมะลิ และเชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร เป็นการเสริมศักยภาพให้กับกลุ่มคนตัวเล็ก<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะติดตามกำกับดูแลการซื้อขายข้าวเปลือกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการชั่งน้ำหนักและวัดความชื้น โดยเกษตรกร หากพบเห็นผู้รับซื้อมีพฤติกรรมที่เป็นการเอาเปรียบ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202411042cd302ecb92e1093e82ac2dffa7dcb1d160304.jpg' type='image/jpg' length='427180' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ปูพรมตรวจน้ำมันปาล์มในห้าง ตลาดสด ปริมาณเพียงพอ ราคาตามต้นทุน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/74062</link>
<guid isPermaLink="false">3326747f20115fa6a31d363b2b4a45d4</guid>
<pubDate>Fri, 01 Nov 2024 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ปูพรมตรวจการจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และตลาดสดทั่วประเทศ พบสินค้ามีเพียงพอ ราคาขายในห้างเฉลี่ย 43-50 บาท ในตลาดสด 45-55 บาท เพราะต้นทุนสูง ซื้อจากห้างมาขายต่อ เตรียมลงพื้นที่สุราษฎร์ธานีติดตามการซื้อขาย ผนึกโรงสกัด โรงกลั่น งดส่งออก บริหารสต๊อกให้เพียงพอ แย้มหากจำเป็นถกพลังงานลดผสมไบโอดีเซล ย้ำพบเห็นเอาเปรียบ โก่งราคา เล่นงานหนัก</strong><br />
<br />
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้สั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดในห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ห้างท้องถิ่น และตลาดสดทั่วประเทศ พบว่า สินค้ามีเพียงพอ ไม่มีขาด โดยปริมาณสต็อกราคาเก่าเฉลี่ยอยู่ได้ ประมาณ 7-10 วัน บางห้างมีสต็อกราคาเก่าอยู่ได้ 15-30 วัน โดยนอกจากห้างขายราคาเดิมตามต้นทุน ยังมีการจัดรายการโปรโมชันส่งเสริมการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในช่วงนี้ด้วย<br />
<br />
สำหรับราคาน้ำมันปาล์มขวดในห้างค้าส่ง-ค้าปลีกและห้างท้องถิ่น ณ วันที่ 1 พ.ย. 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 43-50 บาท/ขวดลิตร เช่น นครราชสีมา ราคา 46-49 บาท ศรีสะเกษ 43-48 บาท ชัยนาท 47 บาท เชียงใหม่ 44-48 บาท กาฬสินธุ์ 43-48 บาท นครศรีธรรมราช 47-49 บาท ยะลา 47-50 บาท สุรินทร์ 46-48 บาท หนองคาย 45-48 บาท แพร่ 46-48 บาท และลำพูน 46-50 บาท<br />
<br />
ส่วนราคาในตลาดสดทั่วไป ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดอาจสูงกว่าในห้างทั่วไป เนื่องจากผู้ค้าบางรายอาจซื้อน้ำมันปาล์มขวดจากห้างค้าส่ง-ค้าปลีก มาจำหน่ายอีกต่อหนึ่งหรือสองต่อ โดยจากการลงพื้นที่ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ณ วันที่ 1 พ.ย. 2567 อยู่ที่เฉลี่ย 45-55 บาท/ขวดลิตร เช่น เชียงใหม่ 47-50 บาท กาฬสินธ์ 48-55 บาท สุรินทร์ 50 บาท แพร่ 46-49 บาท ลำพูน 45-50 บาท&nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน จะลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 8 เพื่อกำหนดแผนงานในการออกตรวจ ติดตาม และกำกับดูแลการรับซื้อปาล์มคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน<br />
<br />
นอกจากนี้ กรมได้ร่วมกับสมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ร่วมมืองดการส่งออกน้ำมันปาล์ม รวมถึงบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคตลอดระยะเวลา 2 เดือนนี้ จึงขอเรียนแจ้งว่าประชาชนไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อน้ำมันปาล์มกักตุน เพราะผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเข้าสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่ ม.ค. 2568 เป็นต้นไป และคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มจะประชุมติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิดทุกสัปดาห์<br />
<br />
โดยปัจจุบันสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบตามระบบฐานข้อมูลมิเตอร์ปาล์ม อยู่ที่ 0.22 ล้านตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากมีความจำเป็น จะหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอแนวทางในการปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล เพื่อเพิ่มปริมาณสต๊อกต่อไป<br />
<br />
ขณะเดียวกัน กรมจะติดตามสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด กรณีมีการปรับราคาจะต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นและไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากจนเกินไป และหากพบการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้าและปฏิเสธการจำหน่ายจะมีโทษจำคุก 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากประชาชนพบมีห้าง ร้านค้า หรือผู้ประกอบการฉวยโอกาสดังกล่าว สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241104fdcd64ced434095f363ed468eb2aa91d161028.png' type='image/png' length='1817647' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ก.ย.67 เพิ่ม 1.1% บวก 3 เดือนติด คาดทั้งปีโต 2% ลุ้นนิวไฮทั้งเงินเหรียญ-เงินบาท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72977</link>
<guid isPermaLink="false">64a8dfe6993368e8ca163f385f908097</guid>
<pubDate>Mon, 28 Oct 2024 15:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยการส่งออกเดือน ก.ย.67 มีมูลค่า 25,983.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 1.1% เป็นบวกต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 9 เดือน มูลค่า 223,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 3.9% คาดแนวโน้ม 3 เดือนสุดท้าย ยังเติบโตดี เป้า 2% ทำได้แน่ แถมมีลุ้นทำยอดนิวไฮใหม่ ทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาทที่จะทะลุ 10 ล้านล้านบาท</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ก.ย.2567 มีมูลค่า 25,983.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.1% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 3 เดือนติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 889,074 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,589 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 886,336 ล้านบาท เกินดุลการค้า 394.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 2,738 ล้านบาท รวม 9 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) การส่งออก มีมูลค่า 223,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,957,895 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 229,132.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 8,264,589 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 5,956.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 306,694 ล้านบาท<br />
<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 3.5% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 0.2% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 7.8% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าที่หดตัว อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และผักกระป๋องและผักแปรรูป ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.4%<br />
<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 3.8%&nbsp;ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัว ตลาดหลัก เพิ่ม 2.6% โดยสหรัฐฯ เพิ่ม 18.1% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 4.1% และ CLMV เพิ่ม 8.3% ส่วนจีน ลด 7.8% ญี่ปุ่น ลด 5.5% อาเซียน (5) ลด 6.7% ตลาดรอง เพิ่ม 1.3% โดยทวีปออสเตรเลีย เพิ่ม 12% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 3.5% แอฟริกา เพิ่ม 1.6% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 15% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 29.3% ส่วนเอเชียใต้ ลด 1.6% รัสเซียและกลุ่ม CIS ลด 9.8% ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 39.3% &nbsp;<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือน คือ ต.ค. พ.ย. และ ธ.ค. คาดว่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง ทั้งการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแข็งค่าของเงินบาท ปัญหาอุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตร และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดียที่อาจกระทบการส่งออกข้าวไทย โดยหาก 3 เดือนสุดท้าย ถ้าส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 22,533 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปีจะทำได้ 2% และมูลค่าทั้งปีจะอยู่ที่ 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำนิวไฮมูลค่าการส่งออกอีกครั้ง หลังจากเคยทำไว้แล้วเมื่อปี 2566 ที่ 287,000 ล้านเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 2567 กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการนัดหมายหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินแนวโน้มและสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะประเมินเป้าหมายการทำงานอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงรับออเดอร์ ทำการผลิต และส่งมอบ หากตัวเลขการส่งออกทำได้เฉลี่ยเท่ากับปีที่แล้ว การส่งออกปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 2% แน่นอน และตัวเลขการส่งออก ก็จะทำนิวไฮ โดยจะนิวไฮทั้งเงินเหรียญสหรัฐ และเงินบาท โดยเงินบาทใช้สมมติฐานที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก็จะทำตัวเลขทั้งปีอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ส่วนปัญหาการส่งออก มองว่า ค่าเงินบาทที่อยู่ที่ 33.5-33.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ยังบริหารจัดการได้ เพราะเอกชนได้ปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว และถ้าอยู่ระดับนี้ 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรือเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐขึ้นไป ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อการส่งออก และดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 2568 สำหรับเรือ ค่าระวาง ตู้คอนเทนเนอร์ ตอนนี้ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241028c0940e270a18444e3e712c5444847554152811.jpg' type='image/jpg' length='209974' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ตลาดพาณิชย์” จัดแล้ว 692 ครั้ง ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยค้าขาย 11,500 ราย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72733</link>
<guid isPermaLink="false">81337661ab814cb4f8472fe4504a37bf</guid>
<pubDate>Fri, 25 Oct 2024 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;อัปเดตความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนการจัด &ldquo;ตลาดพาณิชย์&rdquo; ล่าสุดจัดไปแล้ว 692 ครั้ง ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยมีที่ขายสินค้าแล้ว 11,500 ราย เผยถูกอกถูกใจพ่อค้าแม่ค้า มีที่ระบายสินค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น เตรียมจัดต่อเนื่องจนครบทุกจังหวัด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนของการจัด &ldquo;ตลาดพาณิชย์&rdquo; ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้มีการดำเนินโครงการไปแล้ว 692 ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 11,500 ราย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะสามารถช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการชุมชน และ SME ทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้เพิ่มขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีแผนที่จะจัดต่อเนื่องให้ครบทุกจังหวัด โดยสามารถติดตามรายละเอียดการจัดตลาดนัดพาณิชย์ได้ที่เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<a href="http://www.moc.go.th/" target="_blank">www.moc.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ล่าสุดเดือน ต.ค.2567 จะดำเนินการจัดตลาดพาณิชย์ใน 25 จังหวัด รวมทั้งหมด 35 จุด ทั้งในพื้นที่ภาครัฐ และเอกชน อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุบลราชธานี ประสานขอความอนุเคราะห์พื้นที่ลานจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าแมคโคร สาขาอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 25-27 ต.ค.2567 เวลา 08.00-18.00 น. สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ จัดจุดจำหน่ายสินค้า ณ หน้าศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ร่วมกับงานแข่งเรือประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 18-28 ต.ค.2567 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว จัดจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูปและสินค้าชุมชนในงาน &ldquo;เทศกาลปิ้งย่าง สระแก้ว ครั้งที่ 1&rdquo; ระหว่างวันที่ 24 ต.ค.-3 พ.ย.2567 ณ ลานศูนย์การค้าบิ๊กซีเมืองสระแก้ว &nbsp;สำหรับการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ด้วยการลดค่าเช่าร้านค้า ค่าเช่าแผงตลาด ในพื้นที่หน่วยงานราชการ และลดค่าขนส่งสินค้าด้วยความร่วมมือของไปรษณีย์ไทย ขณะนี้กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับพ่อค้าแม่ค้า เพราะช่วยลดต้นทุนได้จริง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลดค่าครองชีพให้ประชาชน ด้วยการจับมือผู้ผลิตและผู้ค้าส่งรายใหญ่ และห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และจัดงานมหกรรมลดราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ลงพื้นที่ไปติดตามการปรับลดราคาทั้งในห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น พบว่า มีการปรับลดราคาจริง และมีโปรโมชันพิเศษ อาทิ ซื้อ 1 แถม 1 และจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2568<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้คิกออฟโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากการแจกเงิน 10,000 บาท ที่มีเป้าหมายดูแลผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ด้วยการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการค้า โดยสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้รายย่อย เกษตรกร และผู้ประกอบการ เช่น ที่ศาลากลางจังหวัด ค่ายทหาร ห้างท้องถิ่น และโมเดิร์นเทรด และร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ในการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 110,000 ล้านบาท จาก 3 ส่วน คือ ส่วนแรก 78,700 ล้านบาท จากการกระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับเงินไปคนละ 10,000 บาท ส่วนที่สอง 18,700 ล้านบาท จากการลดต้นทุนทางธุรกิจและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก และการจัดกิจกรรมกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ และส่วนที่สาม เป็นการจัดมหกรรมลดราคาสินค้าของผู้ผลิตรายใหญ่ ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 14,400 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241025a56b09f9fd163a8d7bc535fc6f4095aa160431.jpg' type='image/jpg' length='427366' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เตือนก่อนซื้อออนไลน์ เช็กให้ชัวร์ร้านค้า-บริษัท มีตรารับรองกรมพัฒน์ฯ หรือไม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72544</link>
<guid isPermaLink="false">2bc2a979e927f1c49d8b3e945e353f2d</guid>
<pubDate>Thu, 24 Oct 2024 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;นภินทร&rdquo;สั่งการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจ้งเตือนประชาชนและธุรกิจ หลังพบมิจฉาชีพแอบอ้างว่าได้รับการรับรองประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำไปใช้หลอกลวง เตือนก่อนทำธุรกิจหรือซื้อขายออนไลน์ ให้เช็กร้านค้าหรือบริษัท มีการยื่นขอเครื่องหมายรับรองหรือไม่ เผยล่าสุด มีผู้ขอ DBD Registered 115,471 ร้านค้าออนไลน์ และ DBD Verified 177 เว็บไซต์</strong><br />
<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและแจ้งเตือนภาคธุรกิจและประชาชนให้ทราบโดยด่วน หลังจากพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกหนังสือรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับบริษัท และบริษัทได้นำเอกสารดังกล่าวไปเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย และใช้เชิญชวนให้ประชาชนหลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจ ซึ่งต้องเร่งแจ้งเตือน เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น<br />
<br />
ทั้งนี้ ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้รายงานว่าบางบริษัทได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้ยื่นขอจดเครื่องหมายความมีตัวตน (DBD Registered) และเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ (DBD Verified) ในการประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแต่อย่างใด จึงขอให้ประชาชนและภาคธุรกิจ ที่จะทำธุรกิจด้วย หรือซื้อขายสินค้าออนไลน์ ตรวจสอบความมีตัวตนของธุรกิจก่อน&nbsp;อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนผู้ประกอบการ ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจค้าขายออนไลน์ ให้ความสำคัญต่อการยื่นขอรับเครื่องหมาย DBD Registered ที่เป็นเครื่องหมายรับรองผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะรับรองว่าผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลได้ยืนยันการมีตัวตนอยู่จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการผ่านออนไลน์ และเครื่องหมาย DBD Verified ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือในการประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เป็นการบ่งบอกว่าเว็บไซต์นั้น ๆ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ประเมินตามมาตรฐานคุณภาพธุรกิจ e-Commerce ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยเครื่องหมายดังกล่าวจะมีอายุ 1 ปี<br />
<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ต.ค.2567) มีร้านค้าและนิติบุคคลยื่นขอรับเครื่องหมาย DBD Registered รวมทั้งสิ้น 115,471 ร้านค้าออนไลน์ และยื่นขอรับเครื่องหมาย DBD Verified จำนวน 177 เว็บไซต์ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการมีเครื่องหมาย ด้านผู้ประกอบการ จะได้รับความน่าเชื่อถือว่าเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานในการปฏิบัติงานและดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการในการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ ช่องทางต่าง ๆ ของกรม ด้านผู้บริโภค มั่นใจได้ว่าซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าออนไลน์ที่มีตัวตน เชื่อถือได้ และผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพของธุรกิจ e-Commerce ที่กรมกำหนด หากเกิดกรณีข้อพิพาทหรือประสบปัญหาในการซื้อขายสามารถร้องเรียนมายังกรม เพื่อให้ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับผู้สนใจ สามารถตรวจสอบเครื่องหมาย DBD Registered และ DBD Verified ที่เว็บไซต์&nbsp;<a href="http://www.trustmarkthai.com/" target="_blank">www.trustmarkthai.com</a>&nbsp;หรือสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอเครื่องหมายได้ที่ส่วนสร้างความเชื่อมั่นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์หมายเลข 0 2547-5959-61 และสายด่วน 1570 หรือดูรายละเอียดผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;<a href="http://www.dbd.go.th/" target="_blank">www.dbd.go.th</a><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202410249850494efabe19941a9152dd9ade4719161744.jpg' type='image/jpg' length='228548' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เดินห้าง เผย “โลตัส-แม็คโคร” ลดสินค้าในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจกว่า 8,000 รายการ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72303</link>
<guid isPermaLink="false">3b9950d5ccbbc6463171f16b60e6505d</guid>
<pubDate>Tue, 22 Oct 2024 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เดินห้าง ติดตามโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ห้างโลตัส สาขาศรีนครินทร์ เผยทั้งโลตัสและแม็คโคร 2,600 สาขา นำสินค้ามาลดราคากว่า 8,000 รายการ สูงสุด 60% ประชาชนแห่ซื้อกันคึกคัก บอกลดค่าครองชีพได้จริง เผยเตรียมร่วมมือรับซื้อสินค้าเกษตรและประมง เป้าหมาย 2 แสนตัน เพื่อนำมาขายในห้าง &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ตรวจติดตามโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของรัฐบาล หลังจากที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้คิกออฟเปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา โดยได้ลงพื้นที่ ณ ห้างโลตัส สาขาศรีนครินทร์ เพื่อมาติดตามว่าการปรับลดราคาสินค้าในส่วนของห้างเป็นอย่างไรบ้าง ลดราคามากน้อยแค่ไหน และประชาชนผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากน้อยแค่ไหนอย่างไร โดยมีนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มาร่วมตรวจสอบด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้รับการยืนยันว่า ห้างโลตัสและแม็คโคร รวมทั้งสิ้น 2,600 สาขา ได้นำสินค้ามาร่วมลดราคา มีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคที่สำคัญมากกว่า 8,000 รายการ ลดสูงสุดกว่า 60% และยังมีโปรโมชันพิเศษ ซื้อ 1 แถม 1 ให้กับผู้บริโภคด้วย และในส่วนของผู้บริโภค พบว่า มีการมาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก และทุกรายยืนยันว่าราคาลดลงจริง และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มาก&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากรกล่าวว่า ภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการขึ้นมา เพื่อดูแลผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ด้วยการลดค่าเช่าพื้นที่ ค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการค้า โดยสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้รายย่อย เกษตรกร และผู้ประกอบการ เช่น ที่ศาลากลางจังหวัด ค่ายทหาร ห้างท้องถิ่น และโมเดิร์นเทรด และร่วมมือกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ในการจัดโปรโมชันลดราคาสินค้า เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งในส่วนของโลตัสและแม็คโคร ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งลดค่าเช่าพื้นที่ และลดราคาสินค้า และยังจะทำงานร่วมกับกรมการค้าภายใน ในการซื้อสินค้าเกษตรและประมงจากเกษตรกร มาจำหน่ายด้วย ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัน&nbsp;ส่วนในต่างจังหวัด กระทรวงพาณิชย์โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้มีการจัดตลาดนัดพาณิชย์ เปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการชุมชน นำสินค้ามาจำหน่าย จะมีการจัดต่อเนื่องกว่า 1,300 แห่ง ขอให้ติดตามผ่านช่องทางของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยกระทรวงพาณิชย์ จะส่งทีมลงพื้นที่ไปตรวจสอบด้วยว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและตรงตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้หรือไม่&nbsp;โดยประชาชนสามารถดูอัปเดตได้ว่าโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจมีอะไรบ้าง ได้ที่เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<a href="http://www.moc.go.th/" target="_blank">www.moc.go.th</a>&nbsp;และเว็บไซต์กรมการค้าภายใน&nbsp;<a href="http://www.dit.go.th/" target="_blank">www.dit.go.th</a><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในส่วนของห้างแม็คโคร โลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพีเอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) พร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยห้างได้นำสินค้ากว่า 8,000 รายการ มาลดราคา และสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต.ค.2567 จนถึงม.ค.2568 ในทุกสาขาของห้าง 2,600 สาขา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อย มาใช้พื้นที่ฟรีในการที่จะขายสินค้าในช่วงสุดสัปดาห์ และจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสาขาต่าง ๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และยังมีแผนที่จะรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร เป้าหมาย 2 แสนตัน เพื่อนำมาจำหน่ายในสาขาของห้าง และขายผ่านออนไลน์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024102262add46d04eaf193dd1c5f210d070cb7161344.jpg' type='image/jpg' length='314398' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เกาะติดเลือกตั้งสหรัฐฯ “แฮร์ริส-ทรัมป์” ใครเข้าวิน ล้วนมีผลต่อการค้า-ลงทุนไทย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/72046</link>
<guid isPermaLink="false">0ee97ac10888b9439140f2abbf5bbffd</guid>
<pubDate>Mon, 21 Oct 2024 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เกาะติดเลือกตั้งสหรัฐฯ ระหว่าง &ldquo;แฮร์ริส-ทรัมป์&rdquo; ที่จะมีขึ้น 5 พ.ย.นี้ เผยหากแฮร์ริสชนะ จะสนับสนุนการค้าเสรีมากขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือเทคโนโลยี ใช้มาตรการที่นุ่มนวลกับจีน ส่งผลดีการลงทุนเทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานหมุนเวียน แต่หากทรัมป์ชนะ จะมุ่งนโยบาย America First เข้มกับจีนมากขึ้น เพิ่มมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี กระทบต่อการดึงดูดการลงทุน ส่วนด้านเงินเฟ้อกับไทยมีผลกระทบต่างกัน แนะธุรกิจปรับตัวหันพึ่งตลาดอื่น รัฐต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมรับมือราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.2567 ระหว่างนางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดี จากพรรคเดโมแครต และนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี จากพรรครีพับลิกันอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย จากการที่นโยบายของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ในประเด็นด้านการค้า การลงทุน และนโยบายที่อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการติดตามในเบื้องต้น พบว่า กรณีที่แฮร์ริสชนะการเลือกตั้ง คาดว่า จะมีการสนับสนุนการค้าเสรีมากขึ้น โดยอาจมีการผลักดันให้สหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยพิจารณาเข้าร่วมเพื่อขยายการค้ากับประเทศสมาชิก และอาจมีการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับพันธมิตรในเอเชีย ซึ่งไทยอาจได้ประโยชน์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 รวมทั้งมีแนวโน้มใช้มาตรการที่นุ่มนวลกว่าทรัมป์ในเรื่องมาตรการทางภาษีกับจีน แต่ก็ยังอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีน ทำให้ไทยอาจต้องปรับตัวโดยการกระจายความเสี่ยงและหาพันธมิตรทางการค้าใหม่<br />
<br />
&ldquo;กรณีที่แฮร์ริสได้รับชัยชนะ อาจส่งผลดีต่อการลงทุนในประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรม การส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล อาจเปิดโอกาสให้บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เข้าร่วมลงทุนในสหรัฐฯ ส่วนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน อาจนำมาซึ่งโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการร่วมลงทุนในการผลิตแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงสำหรับประเทศไทย ในด้านนวัตกรรม นโยบายของแฮร์ริสอาจส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทโทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ของไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก อีกทั้งการสนับสนุนการพัฒนา Smart City อาจนำมาซึ่งโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดโอกาสในการร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยและสหรัฐฯ ในการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ (AgriTech) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย&rdquo;<br />
<br />
นอกจากนี้ นโยบายของแฮร์ริสที่มุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวชนชั้นแรงงานและการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อาจส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของไทยในทางที่เป็นประโยชน์ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการสังคมในสหรัฐฯ แม้จะอาจเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเงินเฟ้อในไทย ในขณะเดียวกัน มาตรการควบคุมราคายา ค่ารักษาพยาบาล และพลังงานในสหรัฐฯ อาจช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับราคาสินค้าในตลาดโลก ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมเงินเฟ้อในไทย และนโยบายที่มุ่งเน้นการควบคุมเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาทและอัตราเงินเฟ้อในไทย<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรณีทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่ง อาจมีการเพิ่มภาษีนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 60% หรือมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นโอกาสให้มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทยเพิ่มขึ้น และความต้องการสินค้าทดแทนจากไทยในตลาดสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นด้วย แต่สหรัฐฯ อาจเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ&nbsp;&ldquo;ถ้าทรัมป์ได้รับชัยชนะ นโยบาย America First อาจส่งผลให้การลงทุนจากสหรัฐฯ ในประเทศไทยลดลง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิต การใช้มาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อดึงการลงทุนกลับสู่สหรัฐฯ อาจทำให้บริษัทสหรัฐฯ ที่มีฐานการผลิตในไทยพิจารณาย้ายกลับประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย และอาจเกิดการชะลอตัวของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ สู่ไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ในระยะยาว และการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) และนวัตกรรมจากบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในไทยอาจลดลง รวมถึงอาจเกิดการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท เช่น เซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยี 5G ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทย&rdquo;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในทางตรงกันข้าม นโยบายของทรัมป์ที่เน้นการลดอัตราดอกเบี้ยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อของไทยในหลายมิติ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอาจทำให้เกิดสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลก นำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในประเทศคู่ค้าอย่างไทย ขณะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำอาจทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทย และอาจนำไปสู่การปรับตัวของราคาสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อโดยตรง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วในสหรัฐฯ อาจเพิ่มความต้องการสินค้าในตลาดโลก ทำให้ราคาสินค้านำเข้าของไทยสูงขึ้น ในขณะที่ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ อาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบ ส่งผลต่อราคาสินค้าในประเทศไทย ท้ายที่สุด นโยบายการคลังแบบขยายตัว เช่น การลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ อาจก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบายที่อาจตามมา ประเทศไทยควรดำเนินการในหลายด้าน เริ่มจากภาคธุรกิจที่ควรกระจายความเสี่ยงโดยขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และควรติดตามนโยบายการค้าและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับตัวได้ทันท่วงที และพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทางเลือกเพื่อรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานในอนาคต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในระดับประเทศ ไทยควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สร้างความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง รวมถึงพัฒนานโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ในด้านเศรษฐกิจและการเงิน ภาครัฐควรเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากความผันผวนของราคาสินค้านำเข้า และพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และควรส่งเสริมการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมมาตรการรองรับที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนโยบายเศรษฐกิจที่จะตามมา รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายและฉกฉวยโอกาสที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241021e4ad8b8a0f991e0b7b0a7e1adc43c1f9154903.jpg' type='image/jpg' length='232065' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​กรมพัฒน์ฯ จับมือเครือข่าย MOC Biz Club เสริมแกร่ง-เพิ่มโอกาสค้าขาย Micro SME]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/71023</link>
<guid isPermaLink="false">4405e16cb1809f80f25d84fb4e1721e1</guid>
<pubDate>Fri, 11 Oct 2024 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากางแผนเสริมแกร่ง Micro SME ปีงบประมาณ 68 เตรียมจับมือ เครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club เข้าช่วยเหลือ ทั้งการสร้างเครือข่ายธุรกิจ พัฒนาเครือข่าย และเชื่อมโยงเครือข่าย ที่จะช่วยตั้งแต่การถ่ายทอดประสบการณ์ การช่วยทำตลาด แก้ปัญหาและช่วยพัฒนา พร้อมวางแผนขยาย Biz Shop ให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2568 กรมได้วางแนวทางการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro SME ที่มีจำนวนกว่า 2.73 ล้านราย ให้มีความเข้มแข้งในการทำธุรกิจ โดยจะผนึกกำลังกับเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรม และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ให้มาบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับ Micro SME ทั้งการเพิ่มโอกาสทางการค้า การขยายช่องทางการตลาด การจำหน่ายสินค้า และการสร้างเครือข่ายทางการค้า ตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการช่วยพัฒนา Micro SME ให้เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรูปแบบการดำเนินการ ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.สร้างเครือข่ายธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มจับคู่พันธมิตร และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนสร้างพันธมิตรทางการค้าที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน 2.พัฒนาเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้สมาชิก โดยสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งการพาออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้า การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การให้คำปรึกษาทางธุรกิจโดยผู้เชี่ยวชาญ และการอบรม สัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นในการบริหารจัดการธุรกิจ และ 3.เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงการทำงาน ร่วมกันคิด พัฒนา แก้ไขปัญหา และดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;&ldquo;แนวทางการพัฒนาทั้ง 3 ด้าน จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจ ทำให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์ และก้าวสู่การเป็นนักการค้ายุคใหม่ที่มีความเข้มแข็ง และยังจะมีการลงพื้นที่เพื่อพบปะผู้ประกอบการเครือข่ายในแต่ละภูมิภาค เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาจัดทำโรดแมปการพัฒนาผู้ประกอบการแต่ละท้องถิ่นต่อไป&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมยังมีเป้าหมายในการเดินหน้าขยาย Biz Shop ให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดย Biz Shop เป็นกลไกด้านการขยายช่องทางการตลาดและเปิดพื้นที่ให้สมาชิกเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่วประเทศ นำสินค้าเข้าจำหน่าย เพื่อช่วยกระจายสินค้าและสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จัก โดย Biz Shop จะตั้งอยู่ภายในร้านขายของฝาก และสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด เป็นการขยายช่องทางการตลาดผ่านหน้าร้านที่มีนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคเข้ามาจับจ่ายใช้สอย ทำให้สมาชิกเครือข่ายสามารถจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น ต่อยอดความมั่นคงในการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมี Biz Shop จำนวน 13 แห่ง ตั้งอยู่ที่ จ.ราชบุรี 2 แห่ง ชลบุรี นครนายก จันทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร นครพนม สงขลา พัทลุง เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ อีกจังหวัดละ 1 แห่ง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.2567) มีผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่วประเทศ จำนวน 14,214 ราย แบ่งออกเป็น 12 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มอาหาร 4,583 ราย สัดส่วน 32.24% กลุ่มผ้า เครื่องแต่งกาย 2,470 ราย 17.38% กลุ่มบริการ 1,353 ราย 9.52% กลุ่มสุขภาพและความงาม 984 ราย 6.92% กลุ่มของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก 1,098 ราย 7.73% กลุ่มเครื่องดื่ม 821 ราย 5.78% กลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 688 ราย 4.84% กลุ่มการเกษตร 474 ราย 3.33% กลุ่มอุตสาหกรรม 424 ราย 2.98% กลุ่มท่องเที่ยว 372 ราย 2.62% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 226 ราย 1.59% และการค้า 721 ราย 5.07% แบ่งผู้ประกอบการออกเป็นรายภูมิภาค ดังนี้ ภาคกลาง (18 จังหวัด) 2,796 ราย 19.67% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) 3,854 ราย 27.11% ภาคเหนือ (17 จังหวัด) 3,271 ราย 23.01% ภาคใต้ (14 จังหวัด) 1,569 ราย 11.04% และภาคตะวันออก (8 จังหวัด) 1,343 ราย 9.45% และแบ่งตามประเภทธุรกิจ ประกอบด้วย นิติบุคคล 2,281 ราย 16.05% ทะเบียนพาณิชย์ 1,840 ราย 12.94% และบุคคลธรรมดา 10,093 ราย 71.01%<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241011034747bba64f5552989029bff659f98c161400.jpg' type='image/jpg' length='472196' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[น้ำมันขึ้น ส่งออกโต การผลิตพุ่ง ดันดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 เพิ่ม 2.4%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70600</link>
<guid isPermaLink="false">80f6687cb3ef729cde039e74759eacd3</guid>
<pubDate>Wed, 09 Oct 2024 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาส 3 ปี 67 เพิ่มขึ้น 2.4% ปรับตัวเพิ่ม 2 ไตรมาสติดต่อกัน เหตุราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ค่าจ้าง ดอกเบี้ยทรงตัวสูง การส่งออก และการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวดีขึ้น ส่งผลมีความต้องการขนส่งมากขึ้น ส่วนผลกระทบอุทกภัยต่อค่าบริการ ยังไม่ชัดเจน คาดไตรมาส 4 จะสูงขึ้นเล็กน้อย จับตาน้ำมัน การขนส่งพืชผลเกษตรปลายปี กดดันค่าบริการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 3 ปี 2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 และยังเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาน้ำมันดีเซลในประเทศที่ปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอัตราค่าจ้าง และอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ทำให้ความต้องการและปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบจากอุทกภัยที่ส่งผลต่อการคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่ ยังไม่ส่งผลต่อค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนอย่างชัดเจน ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ที่เพิ่มขึ้น 2.4% เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าบริการขนส่งในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 2.7% อาทิ ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะประดิษฐ์ สิ่งทอ อุปกรณ์ไฟฟ้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตามด้วยหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง เพิ่ม 0.9% อาทิ ถ่านหินและลิกไนต์ ปิโตรเลียมดิบและก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะ และหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่ม 0.8% อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน แบ่งตามประเภทรถ เพิ่มขึ้น 1% โดยประเภทรถที่ดัชนีค่าบริการขนส่งเพิ่มขึ้น อาทิ รถตู้บรรทุก เพิ่ม 2.1% รถบรรทุกเฉพาะกิจ เพิ่ม 1.9% รถบรรทุกวัสดุอันตราย เพิ่ม 1.8% รถกระบะบรรทุกเพิ่ม 1.3% และรถบรรทุกของเหลว เพิ่ม 0.7% ขณะที่ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าโดยรถพ่วง ลดลง 0.1% ส่วนดัชนีราคาค่าบริการขนส่งรถกึ่งพ่วงบรรทุกวัสดุยาวไม่เปลี่ยนแปลง&nbsp;นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าผู้ประกอบการได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนมาบ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยที่กระทบ อาทิ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ยังดีที่มีการตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ถึง 31 ต.ค.2567 อัตราค่าจ้างและอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ยังอยู่ระดับสูง ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นจากการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้า และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด จะส่งผลให้ความต้องการการขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากอุทกภัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า อาจจะทำให้ค่าบริการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในและประต่างประเทศ และมาตรการการช่วยเหลือด้านพลังงานของภาครัฐ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท อาจจะส่งผลให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนไม่เป็นไปตามที่คาดได้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ และกระทบไปถึงการประกอบธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวสร้างความเสียหายค่อนข้างมากให้กับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME ที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ประกอบกับต้นทุนในการประกอบธุรกิจทรงตัวในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจของไทยเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป กระทรวงพาณิชย์ได้ตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี โดยเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบการสวมสิทธิ์ การถือหุ้น และการจดทะเบียนนิติบุคคลอย่างเข้มงวด การเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการการประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน รวมถึงการจัดทำและพัฒนาแดชบอร์ดธุรกิจโลจิสติกส์บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เพื่อเป็นศูนย์กลางระบบฐานข้อมูลด้านธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศที่ครอบคลุมและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาดังกล่าวได้&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202410099b927128ad2e58c519a8075052bc6474151216.jpg' type='image/jpg' length='351494' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจเข้มโรงสี-ท่าข้าว พื้นที่น้ำผ่าน-รับน้ำ ป้องกันกดราคาซื้อข้าวเปลือกเกษตรกร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70397</link>
<guid isPermaLink="false">f0a39b9cf9aae983eb07b6bd60d8dbc8</guid>
<pubDate>Tue, 08 Oct 2024 14:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายใน จับมือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และนายตรวจชั่งตวงวัด ตรวจสอบผู้ประกอบการโรงสีและท่าข้าวในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ ทั้งภาคเหนือและภาคกลาง ที่เป็นพื้นที่ทางน้ำผ่านและรับน้ำ เพื่อดูแลไม่ให้มีการกดราคารับซื้อ หักน้ำหนักความชื้นเกินกำหนด และเอาเปรียบตาชั่ง ย้ำหากจับได้ เล่นงานตามกฎหมายอย่างหนัก &nbsp;</strong><br />
<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สายตรวจเฉพาะกิจกรมการค้าภายใน ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดและนายตรวจชั่งตวงวัด ตรวจสอบผู้ประกอบการโรงสีและท่าข้าวในพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นทางน้ำผ่านและภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ อาทิ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี เพื่อดูแลไม่ให้มีการกดราคารับซื้อข้าวเปลือก มีการหักลดน้ำหนักความชื้นและสิ่งเจือปนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และให้มีการแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน เปิดเผย ไม่คิดค่าชั่งน้ำหนักข้าวเปลือกที่รับซื้อ รวมทั้งใช้เครื่องชั่งและเครื่องวัดความชื้นที่ผ่านคำรับรองถูกต้องตามกฎหมาย<br />
<br />
&ldquo;การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร เข้มงวดตรวจสอบป้องปรามไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อ เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม และในปัจจุบันอยู่ในช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกที่กำลังออกสู่ตลาด จึงต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด&rdquo;<br />
<br />
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการรับซื้อข้าวเปลือกจากผู้ประกอบการรับซื้อ พบว่า ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้นไม่เกิน 15% ราคา 9,300-9,800 บาท/ตัน ข้าวเกี่ยวสด ความชื้น 25% ราคา 8,300&ndash;8,800 บาท/ตัน บางพื้นที่ข้าวเปลือกมีความชื้นสูง ราคาปรับลดตามคุณภาพความชื้น เนื่องจากเกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด ประกอบกับมีผลตกชุกในพื้นที่&nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา พบผู้ประกอบการใช้เครื่องวัดความชื้นคำรับรองสิ้นอายุ จำนวน 1 ราย นายตรวจชั่งตวงวัดได้จับกุมส่งพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ดำเนินการตาม มาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 แล้ว<br />
<br />
นายอุดมกล่าวว่า ขอเตือนให้ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือก ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการกดราคารับซื้อ ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีไม่แสดงราคารับซื้อตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขการรับซื้อ หรือมีการคิดค่าชั่งน้ำหนักข้าวเปลือกที่รับซื้อ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรณีรับซื้อข้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามพ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ.2489 กรณีใช้เครื่องชั่งตวงวัด ที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองหรือคำรับรองสิ้นอายุในการซื้อขายสินค้า ต้องระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีโกงเครื่องชั่งหรือใช้เครื่องชั่งตวงวัดที่มีการดัดแปลงแก้ไข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 280,000 บาท ตามพ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542<br />
<br />
สำหรับเกษตรกร หากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการขายข้าวเปลือกหรือสินค้าเกษตรอื่น รวมทั้งพบเห็นหรือทราบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบ และหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024100896639147afa4ab2758f4bdbffce42045144210.jpg' type='image/jpg' length='316171' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดีเซล ผักสด กลุ่มอาหาร ดันเงิน ก.ย.67 เพิ่ม 0.61% “พาณิชย์”ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0.2-0.8%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70310</link>
<guid isPermaLink="false">2074cafdd29d32ec2b867f720aba22ef</guid>
<pubDate>Mon, 07 Oct 2024 18:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยเงินเฟ้อ เดือน ก.ย.67 เพิ่มขึ้น 0.61% ได้รับผลกระทบจากน้ำมันดีเซล และผักสด ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องประกอบอาหาร แต่แก๊สโซฮอล์ เบนซิน เสื้อผ้า ของใช้ส่วนบุคคลลดลง รวม 9 เดือน เพิ่ม 0.20% คาด ต.ค. ยังเพิ่ม ไตรมาส 4 ก็เพิ่ม เหตุดีเซลยังสูง ผักได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สินค้าและบริการด้านท่องเที่ยวขยับ ส่วนแจกเงินหมื่น เพิ่มกำลังซื้อ ดันยอดขาย แต่ราคาทรงตัว ปรับเป้าทั้งปีใหม่ 0.2-0.8% ค่ากลาง 0.5%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ก.ย.2567 เท่ากับ 108.68 เทียบกับ ส.ค.2567 ลดลง 0.10% เทียบกับเดือน ก.ย.2566 เพิ่มขึ้น 0.61% เป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งสูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน และผักสดบางชนิดได้รับความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ แต่ราคาแก๊สโซฮอล์และน้ำมันเบนซินปรับลดลงในทิศทางที่สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่สินค้าและบริการอื่น ๆ ราคาส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และหากรวมเงินเฟ้อ 9 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.20%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับรายละเอียดเงินเฟ้อเดือน ก.ย.2567 ที่สูงขึ้น 0.61% มาจากการสูงขึ้นของหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 2.25% โดยสินค้าสำคัญที่สูงขึ้น แยกเป็นกลุ่มอาหารสด อาทิ ผักสด (ต้นหอม ผักกาดขาว ผักคะน้า พริกสด ผักชี มะเขือ กะหล่ำปลี) ผลไม้สด (เงาะ กล้วยน้ำว้า มะม่วง แตงโม ทุเรียน ฝรั่ง กล้วยหอม) ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว นมสด และไข่ไก่ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป (อาหารกลางวัน ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง กับข้าวสำเร็จรูป) กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน) และกลุ่มเครื่องประกอบอาหาร (น้ำตาลทราย มะพร้าว (ผลแห้ง/ขูด) กะทิสำเร็จรูป) โดยสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ ส้มเขียวหวาน ปลาทู น้ำมันพืช หัวหอมแดง กระเทียม และไก่ย่าง เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.55% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง (แก๊สโซฮอล์ น้ำมันเบนซิน) กลุ่มเสื้อผ้า (เสื้อยืดบุรุษและสตรี เสื้อเชิ้ตบุรุษและสตรี กางเกงขายาวบุรุษ) และกลุ่มค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล (แชมพู สบู่ถูตัว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ลิปสติก แป้งผัดหน้า น้ำยาบ้วนปาก) ส่วนสินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าโดยสารเครื่องบิน และค่าแต่งผมบุรุษและสตรี เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ทางด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ก.ย.2567 เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.11% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2567 และเพิ่มขึ้น 0.77% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.2566 เฉลี่ย 9 เดือน ปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.48%<br />
<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า คาดการณ์เงินเฟ้อเดือน ต.ค.2567 จะอยู่ที่ 1.25% ส่วนทั้งไตรมาส 4 จะอยู่ที่ประมาณ 1.49% โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น มาจากราคาน้ำมันดีเซลที่กำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 30 บาทต่อลิตร ผลกระทบจากน้ำท่วมในบางพื้นที่ ทำให้ราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็เป็นเพียงระยะสั้น สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบิน ที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อลดลง อาทิ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อน โดยขณะนี้เฉลี่ย 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปีก่อนเฉลี่ย 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าถูกลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่อง หลังภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกไปแล้ว<br />
<br />
ส่วนผลจากการแจกเงิน 10,000 บาท ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนค.ได้มีการสำรวจร้านค้าที่จำหน่ายข้าวสาร เนื้อสัตว์ ผลไม้ และร้านขายของชำ เป็นต้น พบว่า ยอดจำหน่ายสินค้าภายในร้านเพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงิน 10,000 บาท เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางจริง<br />
<br />
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2567 จากเดิมระหว่าง 0.0&ndash;1.0% ค่ากลาง 0.5% เป็นระหว่าง 0.2&ndash;0.8% ค่ากลาง 0.5% ภายใต้สมมติฐาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 2.3-2.8% น้ำมันดิบดูไบ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 34.5-35.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241007870552b90025ec933f2a48dabc93db71183511.jpg' type='image/jpg' length='198493' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยสหรัฐฯ เก็บ CVD โซลาเซลล์ไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน หนุนเพิ่มแต้มต่อส่งออก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70024</link>
<guid isPermaLink="false">6ba0b248f960019a1ae69156937b6f61</guid>
<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 17:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;แจ้งข่าว สหรัฐฯ ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นเพื่อใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์แล้ว ผู้ส่งออกรายหลักโดนต่ำสุด 0.14% ไม่ตอบแบบสอบถามโดนสูงสุด 34.52% รายอื่น 23.06% ส่วนคู่แข่งโดนหนัก ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม ชี้ไทยมีแต้มต่อสู้สินค้าจากเพื่อนบ้าน ลุ้นประกาศผลขั้นสุดท้าย ก.พ.-มี.ค.68 ส่วน AD คาดประกาศผล 27 พ.ย.นี้ &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2567 สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยเบื้องต้น อยู่ที่ 0.14&ndash;34.52% โดยบริษัทผู้ส่งออกรายหลักที่ถูกเลือกให้ตอบแบบสอบถาม มีส่วนเหลื่อมอยู่ที่ 0.14% ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จนเข้าข่ายว่าไม่มีการอุดหนุน (De minimis) และจะไม่ถูกเรียกเก็บอากร CVD ในขณะที่ผู้ส่งออกที่ไม่ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามมีส่วนเหลื่อมอยู่ที่ 34.52% และผู้ส่งออกรายอื่นอยู่ที่ 23.06%<br />
<br />
สำหรับ 3 ประเทศที่ถูกกล่าวหาพร้อมกันกับไทย พบว่า มีอัตรา CVD ดังนี้ กัมพูชา 8.25&ndash;68.45% มาเลเซีย 3.47&ndash;123.94% และเวียดนาม 0.81&ndash;292.61% ซึ่งสหรัฐฯ จะเริ่มเก็บอากรในอัตราดังกล่าวย้อนหลังไป 90 วัน นับจากการประกาศผลเบื้องต้นอย่างเป็นทางการ<br />
<br />
&ldquo;การเปิดเผยผลในครั้งนี้ สร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์ของไทย มีความได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากอัตรา CVD ของไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน&rdquo;นายนพดลกล่าว&nbsp;ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ค.2567 สหรัฐฯ เปิดไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping Duty : AD) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) สินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Crystalline Silicon Photovoltaic Cells : CSPV) จากไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม โดยอุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ กล่าวหาว่า รัฐบาลไทยให้การอุดหนุนผ่าน 8 โครงการ เช่น โครงการลด ยกเว้นภาษี และการสนับสนุนจากโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) กรมในฐานะหน่วยงานหลักได้ประสานงานกับ 14 หน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดทำข้อโต้แย้งต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว<br />
<br />
ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้า CSPV อันดับหนึ่งของไทย หรือคิดเป็นสัดส่วน 75.27% และปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าสำคัญในการนำเข้าสินค้า CSPV ของสหรัฐฯ โดยในปี 2566 สหรัฐฯ นำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์จากไทยเป็นลำดับ 2 คิดเป็นปริมาณ 23.96 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 24.68% รองจากเวียดนามที่มีสัดส่วน 27.09% ของการนำเข้าสินค้า CSPV ทั้งหมดของสหรัฐฯ<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม กระบวนการไต่สวนยังไม่สิ้นสุด โดยขั้นตอนต่อไปสหรัฐฯ จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Verification) ของผู้ส่งออกไทยก่อนประกาศผลการพิจารณาการไต่สวนชั้นที่สุด (Final Determinations) ประมาณช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2568 และสำหรับมาตรการ AD สหรัฐฯ มีกำหนดประกาศผลการไต่สวนเบื้องต้นภายในวันที่ 27 พ.ย.2567 ซึ่งกรมพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง จะบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับที่ปรึกษากฎหมาย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในกรณีนี้ เพื่อต่อสู้และแก้ต่างข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ รวมทั้งปกป้องผู้ส่งออกสินค้าเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยทุกราย โดยมุ่งหวังให้ผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยจะไม่ถูกเรียกเก็บอากร CVD หรือถูกเรียกเก็บในเกณฑ์ที่ต่ำที่สุด เพื่อลดอุปสรรคและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า รวมถึงการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยอย่างสูงสุด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024100437d3f620b3d49eb3a6a9ca72d172a006170704.jpg' type='image/jpg' length='345998' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจเข้มสินค้ากินเจ ส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ขอผู้บริโภคเบาใจ จะดูแลเข้มงวด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70021</link>
<guid isPermaLink="false">863b5a9c4ef88a613f2d0a4345baa9b2</guid>
<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ พบสินค้าส่วนใหญ่ราคาทรงตัวใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ขอให้พี่น้องประชาชนเบาใจ จะมีการตรวจสอบเข้มทุกตลาด เพื่อดูแลการจำหน่าย การปิดป้ายแสดงราคา และปกป้องการฉวยโอกาส</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลกินเจ ณ ชุมชนเล่งป๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) และตลาดที่เป็นแหล่งจำหน่ายสำคัญ ๆ ของกรุงเทพฯ พบว่า ในปีนี้ภาพรวมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่น หมี่กึ๋น (ไส้หมูเจ) ราคา 50&ndash;90 บาท/กิโลกรัม (กก.) ฟองเต้าหู้ (ไม่ทอด) ราคา 240&ndash;350 บาท/กก. ดอกไม้จีน (ไม่ฟอก) 320-420 บาท/กก. หัวผักกาด 35&ndash;50 บาท/กก. คะน้า ราคา 25&ndash;50 บาท/กก. เป็นต้น เช่นเดียวกับอาหารปรุงสำเร็จเจ ซึ่งราคาไม่ต่างจากปีก่อน โดยราคาจะอยู่ที่ 50&ndash;60 บาท/ถุง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้าสบายใจ เพราะกรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน ออกตรวจสอบผู้ประกอบการตามตลาดสดและย่านการค้าที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ เพิ่มเติมจากที่ได้ปฏิบัติเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ตลาดพรานนก ตลาดมีนบุรี ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดธนบุรี ตลาดเวิล์ดมาร์เก็ต และชุมชนเล่งป๊วยเอี๊ยะ (เยาวราช) เป็นต้น เพื่อติดตามพฤติกรรมทางการค้า สถานการณ์ราคา การปิดป้ายแสดงราคา ตรวจสอบเครื่องชั่ง การค้ากำไรเกินควร และการกักตุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนและป้องปรามมิให้มีการฉวยโอกาศขึ้นราคาสินค้าและเอาเปรียบผู้บริโภค&nbsp;โดยหากตรวจสอบพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีจำหน่ายสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า และปฏิเสธการจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ<br />
<br />
ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ หรือพบเห็นการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ<br />
<br />
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้มีเสถียรภาพเกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน อีกทั้งเป็นการเข้มงวดให้ผู้ประกอบการได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในช่วงเทศกาลสำคัญ และช่วงปกติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202410042a3f0fa88651a1b5f7d034a2022cd81d170704.jpg' type='image/jpg' length='567742' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ชี้อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว ไม่กดดันราคาข้าวเปลือก สั่งเกาะติดซื้อขายใกล้ชิด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70017</link>
<guid isPermaLink="false">5b422be2a8cec38e5b7cfe9d1597205c</guid>
<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 17:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว 5% ภายใต้เงื่อนไขกำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกที่ 490 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลดีต่อตลาดข้าวโลกและข้าวไทย เหตุราคาสูงกว่าช่วงก่อนที่ประกาศห้ามที่ 360-370 เหรียญสหรัฐต่อตัน ส่วนราคาข้าวในประเทศ มั่นใจไม่ต่ำกว่านี้แล้ว พร้อมเกาะติดการซื้อขายใกล้ชิด เจอเอาเปรียบ กดราคา เล่นงานทันที ส่วนมาตรการดูแลราคาข้าวปี 67/68 เตรียมไว้แล้ว</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาว 5% ภายใต้เงื่อนไขการกำหนดราคาขั้นต่ำในการส่งออกที่ 490 เหรียญสหรัฐต่อตัน ว่า ยังถือเป็นผลดีกับตลาดข้าวโลกและข้าวไทย เพราะราคายังอยู่ในระดับที่สูง เมื่อเทียบกับช่วงปกติก่อนที่อินเดียจะประกาศไม่ส่งออกข้าวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติในปี 2565 ที่เฉลี่ย 360&ndash;370 เหรียญสหรัฐต่อตัน และจากการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในประเทศ ร่วมกับโรงสีและผู้ส่งออก พบว่า ผู้ประกอบการมีการจับตาการเปลี่ยนแปลงนโยบายของอินเดีย แต่แนวโน้มราคาได้กลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ต่ำลงไปมากกว่านี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยปัจจุบัน ราคาข้าวเปลือกเจ้า ความชื้นไม่เกิน 15% อยู่ที่ 9,100&ndash;10,000 บาทต่อตัน ข้าวเกี่ยวสด ความชื้น 30% ราคา 7,000&ndash;7,750 บาทต่อตัน บางพื้นที่ ๆ ข้าวประสบปัญหาอุทกภัย จมน้ำ เร่งเก็บเกี่ยว ราคาจะลดลงมาตามคุณภาพ สำหรับข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 16,600 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 13,900 บาทต่อตัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จะได้ติดตามดูแลการซื้อขายข้าวปลือกอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องของการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งน้ำหนักและเครื่องวัดความชื้น หากเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย หรือพบเห็นว่าท่าข้าวหรือโรงสีใด มีพฤติกรรมใด ๆ ที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบชาวนา สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 และขอยืนยันว่าผู้ประกอบการรายใดจงใจที่จะทำให้ปั่นป่วนซึ่งราคา ต้องระวางโทษจ่าคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&rdquo;นายวิทยากรกล่าว&nbsp;สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ฤดูกาลผลิตปี 2567/68 กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้เตรียมมาตรการรองรับข้าวเปลือกไว้แล้ว โดยมีมาตรการเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางเกษตรกร เป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยชะลอข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2567<br />
<br />
ทั้งนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายให้ดูแลสินค้าเกษตร รวมถึงสินค้าข้าวเปลือกในประเทศอย่างใกล้ชิด และให้เตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้า รวมทั้งให้จับตาผลกระทบทางการค้า จากกรณีที่ต่างประเทศใช้มาตรการทางการค้าต่าง ๆ อย่างล่าสุดที่อินเดียได้ประกาศยกเลิกการห้ามส่งออกข้าวขาว 5% หลังจากที่ประกาศควบคุมการส่งออกมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2566<br />
<br />
ทางด้านการส่งออกข้าวของไทยในช่วง 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกได้แล้ว 6.57 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 24% และปริมาณการขออนุญาตส่งออกข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือน ก.ย.2567 ก็ยังเพิ่มขึ้น และมั่นใจว่าทั้งปี การส่งออกข้าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 8.2 ล้านจาก จากเดิม 8 ล้านตัน แม้ว่าขณะนี้ สถานการณ์ค่าเงินบาท จะมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความต้องการซื้อข้าวไทยเข้ามาเพิ่มขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241004ac263a7f48a72efed0c9dd21e372d590170704.jpg' type='image/jpg' length='381237' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“มังคุดไทย”แชมป์ส่งออกตลาดโลก จีนลูกค้าหลัก แนะเข้มคุณภาพ แปรรูป เพิ่มโอกาสขาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/70016</link>
<guid isPermaLink="false">4eeae9ca64ff4704b7c1dbf188e0ed71</guid>
<pubDate>Fri, 04 Oct 2024 17:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.วิเคราะห์ &ldquo;มังคุดไทย&rdquo; พบขายดีต่อเนื่อง ครองแชมป์ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก ส่งออกไปจีนมากที่สุดสัดส่วนมากกว่า 90% จับตาอินโดนีเซีย เริ่มเบียดเข้ามา และล่าสุดจีนยังอนุญาตให้นำเข้าได้อีก 2 ประเทศ แนะยกระดับการผลิตให้เหนือชั้นกว่าเดิม พัฒนาคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีจัดการหลังเก็บเกี่ยวและยืดอายุการเก็บรักษา ขายจุดเด่นสินค้าขึ้นทะเบียน GI แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และเพิ่มช่องทางการขายทั้งออฟไลน์ ออนไลน์</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์การส่งออกมังคุดของไทย พบว่า ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเป็นผลไม้ที่ไทยครองตำแหน่งผู้นำการส่งออกอันดับหนึ่งของโลก โดยไทยส่งออกผลสดและแปรรูป คิดเป็นสัดส่วน 91% ของผลผลิตมังคุดทั้งประเทศ และบริโภคในประเทศ 9% และตลาดส่งออกสำคัญ คือ จีน มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 90% ของมูลค่าการส่งออกมังคุดทั้งหมดของไทย เพราะมังคุดไทยเป็นที่ชื่นชอบ มีชื่อเสียงด้านรสชาติอร่อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยในช่วง 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกมังคุดแล้ว 247,274.83 ตัน เพิ่มขึ้น 25.6% มูลค่า 427.28 ล้านเหรียญสหรัฐ (15,425 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2% โดยตลาดส่งออกมังคุดที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สัดส่วน 90.83% เวียดนาม สัดส่วน 5.09% เกาหลีใต้ สัดส่วน 1.68% สหรัฐฯ สัดส่วน 0.51% กัมพูชา สัดส่วน 0.33% ส่วนปี 2566 ส่งออกปริมาณ 248,612.25 ตัน เพิ่มขึ้น 20.8% มูลค่า 502.24 ล้านเหรียญสหรัฐ (17,192.32 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 25.6% โดยตลาดหลัก คือ จีน เวียดนาม ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ สัดส่วน 93.73% 3.33% 0.69% 0.59% และ 0.29% ตามลำดับ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากดูเฉพาะการนำเข้ามังคุดของจีน พบว่า จีนนำเข้ามูลค่า 730.41 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.2% โดยนำเข้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง สัดส่วน 85.07% อินโดนีเซีย สัดส่วน 14.91% และมาเลเซีย สัดส่วน 0.01% ซึ่งมูลค่าที่นำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนลดลงเล็กน้อย ขณะที่มูลค่าและสัดส่วนการนำเข้าจากอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ทำให้ไทยจำเป็นต้องรักษาคุณภาพและยกระดับการผลิต กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว และล่าสุดจีนยังอนุญาตให้นำเข้ามังคุดได้อีก 2 ประเทศ คือ เวียดนามและเมียนมา ซึ่งจะเป็นคู่แข่งของไทยในอนาคต&nbsp;นายพูนพงษ์กล่าวว่า มังคุดเป็นผลไม้ส่งออกที่มีศักยภาพของไทย แต่ที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก และปัจจุบันไทยมีคู่แข่งเพิ่มขึ้น จึงต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ในทุกมิติ เริ่มจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เหนือชั้นกว่าเดิม ต้องผลิตให้ได้คุณภาพเพื่อสามารถส่งออกได้ เนื่องจากผลผลิตมังคุดทั้งประเทศ จะใช้บริโภคภายในประเทศเพียง 9% เท่านั้น และต้องให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้นด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ จะต้องดึงดูดผู้บริโภคด้วยการสร้างเอกลักษณ์และจุดเด่นเฉพาะตัวของมังคุดไทย ผ่านการจดทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ที่สะท้อนถึงแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง จะช่วยยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยปัจจุบันมีมังคุด GI ได้แก่ มังคุดในวงระนอง มังคุดเขาคีรีวง และมังคุดทิพย์พังงา และเน้นการโปรโมตสินค้าอย่างมังคุดแท่ง (มังคุดเสียบไม้) และการบุกตลาดแปรรูปใหม่ ๆ เช่น มังคุดกวนไร้น้ำตาล ขนมไส้มังคุด มังคุดอบกรอบไม่ทอด ไอศกรีม ขนม และน้ำมังคุด รวมทั้งเปลือกและเมล็ด ที่สามารถนำไปใช้ในอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าเทรนด์รักสุขภาพ จะเป็นอีกทางที่จะช่วยพยุงไม่ให้ราคาตกต่ำ และเปิดโอกาสให้มีการสร้างผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ในการขยายตลาด อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะเดียวกัน จะต้องเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลาย ตั้งแต่ร้านขายของฝาก คาเฟ่ ร้านอาหาร ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะร้านค้าท้องถิ่นที่พร้อมจะร่วมทำการตลาด และยกระดับการโปรโมตสินค้าผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยส่งเสริมให้มังคุดไทยสามารถกระจายเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241004b167754b6ec2f3931f3690779c25df84170704.jpg' type='image/jpg' length='765323' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” แนะผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยี Digital Twin มาช่วยในการทำธุรกิจ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69880</link>
<guid isPermaLink="false">b44beea30cbbfae4d7fb4fc944eaf341</guid>
<pubDate>Thu, 03 Oct 2024 18:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เผยเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง พบหลายอุตสาหกรรมนำไปใช้ ทั้ง SpaceX , General Electric , ,มหาวิทยาลัยนันยาง รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงาน สุขภาพ ก่อสร้าง การวางผังเมือง เพื่อช่วยปรับปรุงการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ แนะธุรกิจไทยนำมาปรับใช้ ป้องกันความผิดพลาด ข้อบกพร่อง ช่วยบริหารจัดการให้ตรงตามความต้องการลูกค้า</strong><br />
<br />
นายพูนพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว และช่วยให้กิจกรรมของภาคส่วนต่าง ๆ มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ ยังคงมีข้อจำกัดและอาจเกิดความผิดพลาดได้ จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนและคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้น เรียกว่า ฝาแฝดดิจิทัล หรือ Digital Twin ขึ้นมา เพื่อช่วยคาดการณ์และปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร ตอบสนองความต้องการของลูกค้า สร้างโอกาสทางการค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโต<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับ Digital Twin คือ แบบจำลองเสมือน (virtual representation) ของส่วนประกอบ วัตถุ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือระบบต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเกิดจากการติดตั้งและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลากหลายประเภท เข้ากับ &ldquo;ต้นแบบ&rdquo; สำหรับจำลองและส่งข้อมูลสถานะหรือการเปลี่ยนแปลงของต้นแบบแบบ real-time อาทิ การสร้างแบบจำลองและวัตถุเสมือนจริงแบบ 3 มิติ เทคโนโลยี Sensor และ Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลโดยเทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงหรือข้อผิดพลาด หรือให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต้นแบบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า Digital Twin เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางกายภาพ โดยการประสานข้อมูลทางกายภาพของต้นแบบกับแบบจำลองเสมือนเข้าด้วยกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน Digital Twin ถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของภาคส่วนต่าง ๆ และในหลายระดับ เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อน รวมถึงพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาด และมีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจระดับโลก McKinsey คาดการณ์ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะผลักดันให้การลงทุนใน Digital Twin อาจมีมูลค่ามากถึง 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 โดยปัจจุบัน Digital Twin ยังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและซับซ้อน อาทิ ในอุตสาหกรรมอวกาศ บริษัท SpaceX สร้าง Digital Twin ของยานอวกาศ Dragon Capsule เพื่อตรวจสอบและปรับเปลี่ยนแนววิถี และระบบขับเคลื่อนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท General Electric ที่ใช้ Digital Twin กับเครื่องยนต์ของอากาศยาน เพื่อติดตามการทำงานของเครื่องยนต์แบบ Real-Time คาดการณ์การซ่อมบำรุงล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงและการดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ด้วย และในอุตสาหกรรมก่อสร้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) สร้าง Digital Twin ของการใช้พลังงานและน้ำ การปล่อยคาร์บอน และขยะ ในทุกอาคาร ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดูแลรักษาและบริหารจัดการอาคารได้ร้อยละ 35 และลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 50 และ Digital Twin ยังถูกนำไปใช้ในภาคส่วนหรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ พลังงาน สุขภาพ ก่อสร้าง ตลอดจนการวางผังเมือง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับภาคธุรกิจ สามารถประยุกต์ใช้ Digital Twin เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าหรือบริการ ดังนี้ 1.ด้านคุณภาพสินค้าและบริการ เนื่องจาก Digital Twin สามารถคาดการณ์และตรวจสอบแนวโน้มความผิดพลาดและข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตหรือกระบวนการดำเนินงาน ทำให้ผู้ผลิตสามารถทราบปัญหาและแก้ไขได้ทันท่วงที และส่งผลให้คุณภาพของสินค้าหรือบริการดีขึ้น 2.ด้านการบริหารจัดการ ภาคธุรกิจสามารถใช้ Digital Twin ในการออกแบบหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ให้ข้อเสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตสินค้า และลดต้นทุนและระยะเวลาในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ และ 3.ด้านการรับประกันและการให้บริการหลังการขาย ข้อมูลที่รวบรวมได้จาก Digital Twin สามารถนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายการรับประกันสินค้าและการให้บริการหลังการขายให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และต้นทุนของภาคธุรกิจ&nbsp;&ldquo;ภาครัฐและภาคเอกชนควรเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัล ทั้งในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และแรงงาน เพื่อรองรับ Digital Twin ที่จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของภาคอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ช่วยสร้างโอกาสทางการค้า ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตมากขึ้น&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241003b80c251f4329becc95208e05585f8c8a181441.jpg' type='image/jpg' length='283630' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เจาะลึกใช้ FTA ส่งออก ไทยใช้สิทธิ์ “ทุเรียน” สูงสุด จีนใช้สิทธิ์ “รถยนต์ไฟฟ้า”]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69674</link>
<guid isPermaLink="false">69d4b8f088dcff3e2d77e32a4d5f8110</guid>
<pubDate>Wed, 02 Oct 2024 15:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.เจาะลึกการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างไทย-จีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี 2 ฉบับ อาเซียน-จีน และ RCEP พบไทยใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออก &ldquo;ทุเรียน&rdquo; ไปจีนสูงสุด ส่วนจีนใช้สิทธิประโยชน์ส่งออก &ldquo;รถยนต์ไฟฟ้า&rdquo; มาไทยสูงสุด แนะเพิ่มความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการในการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้วิเคราะห์สถานการณ์การขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างไทยและจีนในปี 2566 ด้วย Data Analytics Dashboard บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าที่มีอยู่ 2 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2547 โดยลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันครอบคลุมสินค้ามากกว่า 90% ของรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างกัน (Tariff lines) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา โดยลดอัตราภาษีนำเข้าระหว่างประเทศสมาชิกครอบคลุมสินค้า 65% ของรายการสินค้าที่มีการค้าระหว่างกัน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ พบว่า สัดส่วนมูลค่าการขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าต่อมูลค่าการส่งออกและนำเข้าของไทยสูงกว่าจีน แต่หากพิจารณาเฉพาะมูลค่าขอใช้สิทธิ พบว่า จีนมีการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในมูลค่าที่สูงกว่าไทย โดยจากข้อมูลการขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าปี 2566 ไทยมีมูลค่าการขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ 60% ของมูลค่าการส่งออกรวม เทียบกับจีนที่ขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าอยู่ที่ 32% แต่หากพิจารณาในมิติของมูลค่า จีนมีมูลค่าการขอใช้สิทธิประโยชน์ 22,905 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ามูลค่าการขอใช้สิทธิประโยชน์ของไทย ซึ่งอยู่ที่ 20,578 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;<br />
สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการขอใช้สิทธิสูงที่สุดของแต่ละประเทศ พบว่า ไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในสินค้าทุเรียนสดสูงที่สุด ขณะที่จีนใช้สิทธิประโยชน์สูงที่สุดในรถยนต์ไฟฟ้า โดยไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในการส่งออกทุเรียน (HS 0810.60) เป็นมูลค่า 4,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 100% ของมูลค่าส่งออกสินค้าดังกล่าว ส่วนจีนใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า (HS 8703.80) เป็นมูลค่า 2,464 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 97% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากจีน ดังนั้น หากเปรียบเทียบเฉพาะสินค้าสำคัญอันดับ 1 ของทั้งสองประเทศ ไทยสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในมูลค่าที่สูงกว่าจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-จีน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรที่ไทยมีความได้เปรียบ เช่น ทุเรียน และมันสำปะหลัง และจะเห็นได้ว่าไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าระหว่างไทยและจีนได้ค่อนข้างสูง โดยไทยยังมีโอกาสที่จะขยายการใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้าได้มากขึ้น ด้วยการสร้างความเข้าใจและการรับรู้ให้กับผู้ส่งออกไทยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์จากกรอบความตกลงทางการค้า รวมถึงการใช้ Data Analytics Dashboard บนเว็บไซต์ คิดค้า.com เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนทางการค้าได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยเว็บไซต์ &ldquo;คิดค้า.com&rdquo; เป็นศูนย์รวมข้อมูลเศรษฐกิจการค้าเชิงลึกที่สำคัญของประเทศ ประกอบด้วยข้อมูลเชิงลึกรายสินค้า รวมทั้งมิติการค้าทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือไว้ใช้งานวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์การค้าได้อย่างเจาะลึกและทันต่อสถานการณ์การค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้แนวคิด Big Data Analytics วิเคราะห์และประมวลผลหลายมิติ หลากมุมมอง โดยคิดค้า.com มี Data Analytics Dashboard เผยแพร่แล้วรวม 4 หัวข้อ ได้แก่ ข้อมูลเชิงลึกด้านการค้าสินค้าเกษตร (Agriculture Trade Dashboard) ข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจระดับจังหวัด (Province Economy Dashboard) ข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ (Global Trade and Economy Dashboard) และข้อมูลเชิงลึกด้านโลจิสติกส์ (Logistic Dashboard)</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241002066da323f70ecec046b6bfa965a3b82d151036.jpg' type='image/jpg' length='290056' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ตรวจตลาด รับเทศกาลกินเจ เผย “วัตถุดิบ-ผักสด” ราคาทรงตัวและลดลง]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69673</link>
<guid isPermaLink="false">bc6ed19de92b7764f3ed2bbf45758bc3</guid>
<pubDate>Wed, 02 Oct 2024 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ตรวจเข้มตลาดสด รับเทศกาลกินเจ พบคนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก ได้อานิสงค์เติมเงินหมื่นให้กลุ่มเปราะบาง เผยสินค้ามีเพียงพอ ราคาอยู่ในเกณฑ์ปกติ วัตถุดิบอาหารเจ ผักสด ราคาทรงตัวและลดลง ขอตลาดตั้งเครื่องชั่ง ให้ผู้บริโภคใช้ชั่งน้ำหนัก ป้องกันโดนเอาเปรียบ เผยหากประชาชนพบเห็นราคา ปริมาณผิดปกติ แจ้งสายด่วน 1569 ทันที</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวิทยากร มณีเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการตรวจเยี่ยมตลาดสดรังสิต ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้มีการกำกับดูแลสินค้า &ldquo;ห้ามขาด ห้ามแพง&rdquo; และมอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ว่า ช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3-11 ต.ค.2567 จึงได้ร่วมกับกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่สำรวจราคาและปริมาณสินค้าในตลาดสด เพื่อดูแลการจำหน่ายสินค้า ปริมาณสินค้า ซึ่งจากการติดตาม พบว่า มีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากเงิน 10,000 บาท ที่รัฐบาลแจกให้กับกลุ่มเปราะบาง เป็นการเติมเงินเข้าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนสินค้าที่จำหน่ายมีเพียงพอ ราคาอยู่ในเกณฑ์ปกติ และหลายรายการมีการปรับตัวลดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลกินเจ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการ &ldquo;พาณิชย์จัดให้ ลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญราคาประหยัด&rdquo; โดยร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ห้างท้องถิ่น ตลาดกลาง และตลาดสดต่าง ๆ นำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ มาจำหน่ายให้กับประชาชน เพื่อช่วยลดรายจ่ายให้กับประชาชน และเมื่อเปิดโครงการไปแล้ว ก็ได้มาตรวจเยี่ยมตลาดที่เข้าร่วมโครงการ นำร่องที่ตลาดสดรังสิต พบว่า วัตถุดิบประกอบอาหารเจ ราคาส่วนใหญ่ทรงตัวและลดลง อาทิ เห็ดหอมธรรมชาติ ฟองเต้าหู้ ดอกไม้จีน โปรตีนเกษตร และซอสปรุงรสประเภทถั่วเหลืองต่าง ๆ ส่วนของอาหารสดปรุงสำเร็จที่เป็นเมนูเจ ราคาเริ่มต้นที่ 30-40 บาท&nbsp;&nbsp;สำหรับผักสด ราคาส่วนใหญ่ลดลงและทรงตัว โดยผักคะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักกาดขาว มะเขือเทศ และมะนาว&nbsp; ราคาลดลงจากปีก่อน แตงกวา ฟักเขียว หน่อไม้ และข้าวโพด ราคาทรงตัวเท่ากับปีก่อน และในตลาด ยังมีการจัดแบ่งขายเป็นกำ ขายในราคาประหยัด อาทิ ผักบุ้งจีน คะน้า ต้นหอม ชุดเครื่องต้มยำ กำละ 10 บาท เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีการตั้งจุดตรวจตราชั่งมาตรฐาน ภายในตลาดรังสิต และตลาดสดอื่น ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจว่าซื้อสินค้าราคาที่ถูกต้อง และได้น้ำหนักที่ครบถ้วน และจากนี้ จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบในตลาดอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑลต่อไป โดยขอให้ผู้บริโภคมั่นใจและออกมาจับจ่ายใช้สอยกันในช่วงเทศกาลกินเจนี้ แต่หากพบเห็นความผิดปกติในด้านราคาและปริมาณสินค้า สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ และหากพบความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241002a604cdfceb080548058a2c2d6b85b9df151037.jpg' type='image/jpg' length='318076' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เผยการค้าชายแดนและผ่านแดน 8 เดือน ปี 67 ทะลุ 1.22 ล้านล้าน เพิ่ม 7.1%]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69554</link>
<guid isPermaLink="false">19475e685c0953798a63200c2ee902cc</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 15:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศ เผยสถิติการค้าชายแดนและผ่านเดือน เดือน ส.ค.67 มีมูลค่า 154,987 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% รวม 8 เดือนทะลุ 1.22 ล้านล้านบาทแล้ว เพิ่ม 7.1% โดยการค้าชายแดน ค้าขายกับ มาเลเซียสูงสุด ตามด้วยสปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ส่วนการค้าผ่านแดน ค้าขายกับจีนสูงสุด ตามด้วยสิงคโปร์ และเวียดนาม</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่าการค้ารวม 154,987 ล้านบาท เพิ่ม 16.2% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน เป็นการส่งออก 88,053 ล้านบาท เพิ่ม 18.4% และการนำเข้า 66,934 ล้านบาท เพิ่ม 13.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 21,119 ล้านบาท และยอดรวมช่วง 8 เดือนปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 1,225,371 ล้านบาท เพิ่ม 7.1% เป็นการส่งออก 709,459 ล้านบาท เพิ่ม 6.2% และการนำเข้า 515,913 ล้านบาท เพิ่ม 8.4% โดยไทยได้ดุลการค้า 193,546 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากแยกการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่าการค้ารวม 83,699 ล้านบาท เพิ่ม 15.1% เป็นการส่งออก 48,635 ล้านบาท เพิ่ม 7.9% การนำเข้า 35,064 ล้านบาท เพิ่ม 27.0% ไทยได้ดุลการค้า 13,571 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 28,589 ล้านบาท เพิ่ม 20.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,143 ล้านบาท เพิ่ม 12.8% เมียนมา 17,530 ล้านบาท เพิ่ม 16.5% และกัมพูชา 14,436 ล้านบาท เพิ่ม 7.3% โดยสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ น้ำมันดีเซล 2,473 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,507 ล้านบาท และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,482 ล้านบาท ส่วนยอดรวม 8 เดือน การค้าชายแดนมีมูลค่า 659,917 ล้านบาท เพิ่ม 5.4% เป็นการส่งออก 404,717 ล้านบาท เพิ่ม 3.4% การนำเข้า 255,200 ล้านบาท เพิ่ม 8.8% ไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 149,517 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือน ส.ค.2567 มีมูลค่า 71,289 ล้านบาท เพิ่ม 17.5% เป็นการส่งออก 39,419 ล้านบาท เพิ่ม 34.6% และการนำเข้า 31,870 ล้านบาท เพิ่ม 1.5% โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 41,786 ล้านบาท เพิ่ม 18.1% รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 9,154 ล้านบาท เพิ่ม 26.2% และ 6,541 ล้านบาท เพิ่ม 61.8% ตามลำดับ โดยสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ อาทิ ทุเรียนสด 7,941 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 6,459 ล้านบาท และยางแท่ง TSNR 4,091 ล้านบาท และยอดรวม 8 เดือน การค้าผ่านแดนมีมูลค่า 565,454 ล้านบาท เพิ่ม 9.1% เป็นการส่งออก 304,741 ล้านบาท เพิ่ม 10.1% การนำเข้า 260,713 ล้านบาท เพิ่ม 8.0% ไทยได้ดุลการค้า 44,028 ล้านบาท&nbsp;นายนพดลกล่าวว่า ความต้องการสินค้าพลังงานจากไทยของประเทศเพื่อนบ้าน ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องผ่านชายแดนเพิ่มขึ้น อาทิ น้ำมันดีเซล เพิ่ม 3.4% น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ เพิ่ม 10.27% รวมไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ นมผง เพิ่ม 24.8% และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 3.41% ส่วนการค้าผ่านแดน การส่งออกทุเรียนสดกลับมาขยายตัวอีกครั้ง เพิ่ม 4.6% ส่งผลให้ 8 เดือนของปี 2567 ไทยส่งออกทุเรียนสดผ่านแดน มูลค่า 85,281 ล้านบาท เพิ่ม 7.1% โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีน 85,180 ล้านบาท เพิ่ม 7.0%<br />
<br />
นอกจากนี้ ความต้องการสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในตลาดโลกที่ยังคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้การส่งออกชายแดนและผ่านแดนสินค้ากลุ่มดังกล่าวในเดือน ส.ค.2567 ขยายตัวสูง อาทิ น้ำยางข้น เพิ่ม 25.5% ยางแท่ง TSNR เพิ่ม 74.5% ยางแผ่นรมควัน ชั้นที่ 3 เพิ่ม 71.3% และถุงมือยาง เพิ่ม 38.2% โดยตลาดส่งออกสำคัญสำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าว ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหรัฐฯ และอินเดีย<br />
<br />
&ldquo;ในช่วงที่เหลือของปี 2567 การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าไทยของประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ยังมีอยู่สูง รวมถึงช่องทางการค้าผ่านทางชายแดนที่มีความสะดวกมากขึ้น โดยกรมจะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ในการส่งเสริมการค้าชายแดนและผ่านแดน และอำนวยความสะดวกและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยต่อไป รวมทั้งเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนชายแดนและผ่านแดน ปี 2567&ndash;70 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570&rdquo;นายนพดลกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241001eca0b627f68740741de722356376c6e9155112.jpg' type='image/jpg' length='410818' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​8 เดือนไฟเขียวต่างชาติลงทุนไทย 535 ราย เพิ่ม 23% นำเงินเข้ากว่า 1 แสนล้านบาท]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69551</link>
<guid isPermaLink="false">423fd4f6e9bc86d9eeb3b4a6de74cfd8</guid>
<pubDate>Tue, 01 Oct 2024 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยช่วง 8 เดือนปี 67 อนุญาตคนต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 535 ราย เพิ่มขึ้น 23% นำเงินเข้ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่ม 52% จ้างแรงงานคนไทย 2,505 คน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เปิดเผยว่า ช่วง 8 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 535 ราย เพิ่มขึ้น 23% โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 143 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 392 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 100,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 2,505 คน ลดลง 44%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ญี่ปุ่น 136 ราย คิดเป็น 25% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 53,176 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการซ่อมแซมหินเจียร ใบหินตัด ใบเลื่อย เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีส่วนประกอบทำด้วยเพชร ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันสำหรับส่งเสริมการรักษาสุขภาพ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ ผลิตชิ้นส่วนประกอบถุงลมนิรภัย, ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป, ชิ้นส่วนยานพาหนะ)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.สิงคโปร์ 82 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,438 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิคสำหรับธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เช่น การตรวจสอบ การทดสอบ และการวัด การรับรอง การสอบทาน การออกแบบทางวิศวกรรม การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการฝึกอบรม เป็นต้น ธุรกิจโฆษณา โดยการให้ใช้พื้นที่บนเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ธุรกิจบริการติดตั้งและทดสอบเกี่ยวกับการวางระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ธุรกิจจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับสำรวจความคิดเห็นและวิเคราะห์ข้อมูล ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ อุปกรณ์สำหรับเครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์แยกแสงสัญญาณพีแอลซี)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
3.สหรัฐฯ 76 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 3,589 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในการให้คำปรึกษาแนะนำทางเทคนิคและฝึกอบรมเกี่ยวกับการบำรุงรักษา การซ่อมแซม การเปลี่ยนอุปกรณ์เสริมและเครื่องยนต์ของเครื่องบินพาณิชย์ ธุรกิจค้าปลีกสินค้า (อาทิ รถสกูตเตอร์ไฟฟ้าและยานพาหนะไฟฟ้า เครื่องมือส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ เคมีภัณฑ์และยา) ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาและแนะนำในการประกอบธุรกิจในด้านต่าง ๆ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (พวงมาลัยรถยนต์ / Drum Brake Assembly)&nbsp;4.จีน 68 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติ เงินลงทุน 8,350 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจบริการที่ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบริษัทในกลุ่ม (บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น ระบบบริหารจัดการงานอีเว้นท์ แอปพลิเคชันค้นหาและสร้างสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ เป็นต้น ธุรกิจบริการตัดโลหะ (Coil Center) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ลูกกลิ้งสำหรับพิมพ์หรืออัดลาย ฟิล์มพลาสติก เครื่องจักรอัตโนมัติที่มีขั้นตอนออกแบบระบบควบคุมการปฏิบัติงานด้วยสมองกลเอง)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.ฮ่องกง 40 ราย คิดเป็น 7% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 12,330 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ โดยเป็นการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นต้น เพื่อค้าส่งในประเทศ ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับคุณสมบัติ วิธีการใช้และการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทยารักษาโรคและวัคซีนที่ใช้สำหรับสัตว์ ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ธุรกิจบริการให้ใช้แอปพลิเคชันเพื่อสมัครและติดตามผลการขอสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การเข้ามาประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในไทยช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมข้างต้น มีส่วนช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับทักษะการขุดเจาะวางท่อในแนวราบด้วยวิธีการที่ไม่รบกวนผิวดิน องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตราการความปลอดภัยชีวภาพในระดับฟาร์ม องค์ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของแพตฟอร์มเช่าซื้อ องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ การตรวจสอบ ติดตั้ง และซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์อัลตราซาวด์ เป็นต้น&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 8 เดือน ของปี 2567 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 163 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตในปีนี้ เพิ่มขึ้น 90%และมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC 32,573 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพิ่มขึ้น 128% เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น 53 ราย ลงทุน 11,749 ล้านบาท จีน 39 ราย ลงทุน 3,901 ล้านบาท ฮ่องกง 15 ราย ลงทุน 5,064 ล้านบาท และประเทศอื่น ๆ 56 ราย ลงทุน 11,859 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการออกแบบทางวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ประเภทเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ธุรกิจบริการซ่อมแซมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า (อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม ชิ้นส่วนสำหรับยานพาหนะ ชิ้นส่วนสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น) ธุรกิจบริการบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และ/หรือ ให้บริการ เช่น การวางแผนจัดหาและจัดซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20241001dd626a34ddbe82e5b8202ac3c4800a78154958.jpg' type='image/jpg' length='309721' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”โชว์ผลงาน ดึง KOLs อินฟลูเอนเซอร์ ไลฟ์สดขายสินค้าไทย 5 วัน ยอดปัง 1,500 ล้าน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/69254</link>
<guid isPermaLink="false">dfc01c97746d17022902de164e398a26</guid>
<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;โชว์ผลการจัดงานมหกรรมไลฟ์คอมเมิร์ซนานาชาติ 2567 หลังดึง KOLs และอินฟลูเอนเซอร์ มาไลฟ์สดขายสินค้าไทยรวม 5 วัน ยอดขายสุดปังทะลุ 1,500 ล้านบาท เตรียมจัดต่อ เชื่อเป็นมิติใหม่ในการทำการค้าระหว่างประเทศ และช่วยดันสินค้า SME ไทยออกสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น</strong><br />
<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการจัดงาน มหกรรมไลฟ์คอมเมิร์ซนานาชาติ 2567 หรือ International Live Commerce Expo 2024 ระหว่างวันที่ 25-29 ก.ย.2567 ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้นำ KOLs ชาวจีน และอินฟลูเอนเซอร์ ประมาณ 30 ราย มีผู้ติดตามรวมกันกว่า 100 ล้านคน มาไลฟ์สดขายสินค้าไทย ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. และบางรายไลฟ์สดขายถึงเที่ยงคืน มียอดผู้เข้าชมไลฟ์สดถึง 115 ล้านครั้ง มียอดการสั่งซื้อและส่งออกไปจีนกว่า 4.3 ล้านคำสั่งซื้อ คิดเป็นมูลค่า 1,510,787,187 บาท<br />
<br />
สำหรับการไลฟ์สด KOLs และอินฟลูเอนเซอร์ ได้ไฟล์ผ่านแพลตฟอร์มดัง อาทิ TikTok , Douyin , Kuaishou , TMALL Global , Taobao โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อ ได้แก่ สินค้าความงาม สินค้าเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง สินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ KOLs และอินฟลูเอนเซอร์ นอกจากไลฟ์สดขายสินค้าไทยแล้ว ยังได้แนะนำบูธของผู้ประกอบการไทยที่มาเข้าร่วมงาน โดยได้ทำการรีวิวสินค้า และช่วยโปรโมตสินค้าไทย ให้เป็นที่รู้จักด้วย&nbsp;นอกจากนี้ ในช่วงการจัดงาน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เสริมความรู้ให้กับผู้ประกอบการ โดยนำวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำการค้าออนไลน์ การค้ายุคใหม่ การขนส่ง การค้าระหว่างประเทศ พื้นฐานที่จำเป็นในการทำอีคอมเมิร์ซ กว่า 60 ราย มาช่วยแนะนำ ให้ความรู้ เพื่อเสริมความแกร่งให้กับผู้ประกอบการ ให้สามารถเข้าสู่ตลาดการค้าออนไลน์ได้เพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการจัดมหกรรมไลฟ์คอมเมิร์ซนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ในการทำการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะขยายความร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลทางการตลาดระดับนานาชาติ ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ขยายโครงการ Live Commerce อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างจีนที่จะดำเนินการต่อ เพราะถือเป็นการค้ารูปแบบใหม่ ที่จะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ SME ของไทย สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัยกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนที่จะร่วมมือกับจีน ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน โดยตนได้หารือกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยแล้ว โดยจีนพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยนำสินค้าไปขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มของ TEMU ที่จีนยืนยันแล้วว่าจะเข้ามาเปิดบริษัทในไทย และลงทะเบียนการเป็นผู้ประกอบการขายออนไลน์อย่างเป็นทางการในไทย ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะทำให้ความร่วมมือในการผลักดันสินค้าไทยขายผ่านออนไลน์เข้าสู่ตลาดจีนทำได้ดีขึ้น<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240930b49714dacc685389220c026536975055095408.jpg' type='image/jpg' length='287776' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์”ส่งสายตรวจลงพื้นที่แหล่งปลูกข้าวโพด ดูแลการซื้อขาย ป้องเกษตรกรโดนเอาเปรียบ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68972</link>
<guid isPermaLink="false">1ae38df1bfdf7acb0516baeee021c333</guid>
<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 16:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในรับลูก &ldquo;พิชัย&rdquo; ส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่แหล่งปลูกข้าวโพดสำคัญ ทั้งสระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ตรวจสอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อป้องปรามการกดราคารับซื้อ เอาเปรียบเกษตรกร ย้ำปิดป้ายแสดงราคา กำหนดราคาตามเปอร์เซ็นต์ความชื้น อัตราการหักน้ำหนักความชื้นให้ชัดเจน และตรวจเข้มการขนย้ายพื้นที่ชายแดน ยันตรวจพบดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบรักษาสมดุล ทั้งด้านราคาและผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในภาพรวม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสกดราคารับซื้อ เกิดการกักตุนสินค้า ทำให้เกิดความปั่นป่วนในระบบราคาสินค้า ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ลานรับซื้อ) ในพื้นที่ จ.สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญในเขตพื้นที่ภาคกลาง พบว่า ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการแสดงราคารับซื้อ ความชื้น ไม่เกิน 14.50% ราคา 9.10-9.70 บาท/กิโลกรัม (กก.) และความชื้น 30% ราคา 6.67&ndash;7.20 บาท/กก.<br />
<br />
ส่วนสถานการณ์การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีการรับซื้อข้าวโพดตามปกติ โดยความชื้นที่เกษตรกรนำมาจำหน่าย มีความชื้นสูงเฉลี่ย 33% เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ในพื้นที่มีฝนตกมาก ทำให้เกษตรกรรีบเก็บเกี่ยวข้าวโพดมาจำหน่าย ซึ่งกรมได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการห้ามกดราคารับซื้อ ปิดป้ายแสดงราคาให้ถูกต้อง โดยแสดงรายละเอียดการรับซื้อตามความชื้นที่กำหนด รวมทั้งอัตราการหักลดน้ำหนักความชื้นให้ชัดเจน&nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบ พบผู้ประกอบการใช้เครื่องวัดความชื้นโดยไม่มีคำรับรองจากสำนักงานชั่งตวงวัด จำนวน 1 ราย เจ้าหน้าที่ได้จับกุมส่งพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ดำเนินการตาม มาตรา 70 แห่ง พรบ.ชั่งตวงวัด พ.ศ.2542 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแล้ว<br />
<br />
นายอุดมกล่าวว่า กรมยังได้ส่งเจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบติดตามสถานการณ์การรับซื้อสินค้าเกษตร และการขนย้ายสินค้าเกษตร ในเขตพื้นที่แนวชายแดนอย่างต่อเนื่องด้วย เพื่อเป็นการป้องปรามการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด โดยเฉพาะการขออนุญาตขนย้ายสินค้าเกษตรในพื้นที่ควบคุม จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยหากประชาชนพบเห็นพฤติการที่เข้าข่ายการกระทำความผิดหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะมีการตรวจสอบให้ความเป็นธรรม<br />
<br />
โดยหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีไม่มีการแสดงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท กรณีการแสดงราคารับซื้อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และการลักลอบขนย้ายหรือการขออนุญาตขนย้ายไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกดราคารับซื้อ กักตุนสินค้า ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีใช้เครื่องวัดความชื้นที่ไม่มีการให้คำรับรอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพ.ร.บ.ชั่ง ตวง วัด พ.ศ.2542</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240926bdeeeb7d8d14083d8bf64c75d4c3ef41161238.jpg' type='image/jpg' length='650729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”ขึ้นทะเบียน GI รายการใหม่ “เสื่อกกนาหมอม้า” มั่นใจช่วยเพิ่มรายได้ชุมชน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68971</link>
<guid isPermaLink="false">673350b5552ed5324401e7e0c15ccf4c</guid>
<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 16:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ &ldquo;เสื่อกกนาหมอม้า&rdquo; ของจังหวัดอำนาจเจริญ เผยเป็นสินค้าที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุน ลวดลายสวยงาม การันตีรางวัลใหญ่ มั่นใจสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และเพิ่มรายได้ให้ชุมชนมากขึ้น</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ คือ เสื่อกกนาหมอม้า ซึ่งเป็นสินค้า GI ตัวแรกของจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมั่นใจว่าหลังจากการขึ้นทะเบียน GI แล้ว จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ช่วยให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และสร้างรายได้ให้กับชุมชนแหล่งผลิตได้มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI ทั่วประเทศแล้ว 208 สินค้า มูลค่ารวมกว่า 73,000 ล้านบาทต่อปี&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
<br />
สำหรับเสื่อกกนาหมอม้า คือ เสื่อกกและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกกที่ทอเสื่อด้วยมือ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งมีพื้นที่เป็นที่ลุ่มและมีเนินเขาเตี้ย ๆ สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย มีลำน้ำสายใหญ่ไหลผ่าน และมีลำน้ำอยู่ทั่วทั้งจังหวัด ดินสามารถกักเก็บความชื้นได้ดีและมีความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวส่งผลต่อการเจริญเติบโตของต้นกก ทำให้ต้นกกนาหมอม้า มีความแกร่ง และเหนียวทนทาน เหมาะที่จะนำมาทอเสื่อ และตัด เย็บ โดยใช้จักรอุตสาหกรรม หรือวิธีการเย็บมือ และนำมาย้อมสี เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ เบาะรองนั่ง แผ่นรองจาน ที่คลุมเก้าอี้ กล่องอเนกประสงค์ เป็นต้น&nbsp;ทั้งนี้ ชาวบ้านนาหมอม้า ยังสามารถออกแบบลวดลายของเสื่อกกได้มากกว่า 200 ลาย เช่น ลวดลายสร้างสรรค์ลายภาพสัตว์ต่าง ๆ อาทิ ผีเสื้อ นกยูง หงส์ หรือตัวอักษรชื่อบุคคล โลโก้บริษัท รวมไปถึงการมัดย้อม มัดหมี่ ลายขอ ลายไท เป็นต้น ถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดเป็นอาชีพเสริมที่ทำให้ชาวบ้านมีงานทำและมีรายได้เสริมตลอดทั้งปี<br />
<br />
โดยเสื่อกกนาหมอม้า ยังได้รับรางวัลชนะเลิศงานหัตถกรรมฝีมือของชุมชนทุกปี อีกทั้งผลิตภัณฑ์เสื่อกกจากชุมชนนาหมอม้า ยังได้ไปจัดแสดงในงานระดับประเทศ เช่น งานมอบรางวัลหมู่บ้านเข้มแข็งตามแนวทางแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง พ.ศ.2526 และการประชุมเอเปก พ.ศ.2549 เป็นต้น<br />
<br />
ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากบนพื้นฐานแห่งอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทย โดยการขึ้นทะเบียน GI เพื่อยกระดับสินค้าท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า พร้อมส่งเสริมการควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้า GI เป็นสินค้าสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโยบาย Soft Power ตามนโยบายของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240926fcfbe0af6df260ff54d390f1b1a752ed161238.jpg' type='image/jpg' length='481062' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ทูตจีนแจ้งเอง TEMU เตรียมเปิดบริษัทในไทย ยันช่วย SME ขายออนไลน์สู่ตลาดแดนมังกร]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68970</link>
<guid isPermaLink="false">b24285aad41c77571af444ca771f7c56</guid>
<pubDate>Thu, 26 Sep 2024 16:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;จับมือ &ldquo;ทูตจีน&rdquo; เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางการค้า การลงทุน ระหว่างไทย-จีน ขอเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรกรจากไทย เข้ามาลงทุนในอีอีซี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม PCB หนุน SME ไทยขายออนไลน์เข้าจีน ด้านทูตจีน ยัน TEMU พร้อมจดทะเบียนตั้งบริษัทในไทย ปฏิบัติตามกฎหมายไทย ช่วยคนไทยขายออนไลน์เข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มขึ้น &nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุน ไทย-จีน ร่วมกับนายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ว่า ประเด็นความกังวลเรื่องสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในไทย ตนได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่อยากให้รู้สึกว่าจีนเป็นผู้ร้าย และหลังการอภิปราย ตนได้ติดต่อกับทางสถานทูตจีน ซึ่งจีนรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นและดีใจที่มีโอกาสได้พูดคุยกัน เพื่อหาทางออก และหาทางขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้ได้เพิ่มขึ้น เพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอดและจะต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์จีนเองก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะยิ่งโตมากขึ้น ไทยจึงต้องร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อประโยชน์ของสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในประเด็นความร่วมมือทางการค้า การลงทุน ได้ขอความร่วมมือจีนให้ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของไทยกับจีน โดยให้รับซื้อสินค้าเกษตรจากไทยเพิ่มขึ้น เพราะจีนมีประชากรเยอะ สามารถรองรับสินค้าเกษตรจากไทยได้อีกมาก อย่างทุเรียน ก็มีจีนเป็นตลาดสำคัญ และขอให้เข้ามาลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันจีนเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอันดับหนึ่งแซงญี่ปุ่นแล้ว โดยให้เน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ทั้งการผลิตชิป และสมาร์ทต่าง ๆ และให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทยด้วย รวมไปถึงการช่วยส่งเสริมซอฟต์ พาวเวอร์ของไทย อย่างล่าสุดภาพยนตร์เรื่องหลานม่า ที่สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนประเด็นความกังวลสินค้าจีนที่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ ส่งเข้ามาขายในไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จนเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการ SME ของไทย ได้แจ้งกับจีนไปว่า ไทยมีมาตรฐานในการตรวจสอบสินค้า ทั้ง อย. และ มอก. ซึ่งจะบังคับใช้กับทุกประเทศ ไม่ใช่ทำเฉพาะกับสินค้าจีน ซึ่งจีนก็มีความเข้าใจ และยินดีที่จะแจ้งผู้ประกอบการของจีนให้ปฏิบัติตามกฎหมายของไทย&nbsp;นอกจากนี้ ได้ขอให้จีนช่วยสนับสนุนสินค้าของผู้ประกอบการไทย ขายเข้าสู่ตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน ซึ่งจีนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการจัดงานมหกรรมไลฟ์คอมเมิร์ซนานาชาติ 2567 โดยดึง KOL และอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีน มาไลฟ์สดขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีน ซึ่งจัดวันแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2567 วันเดียวขายได้ 320 ล้านบาท คาดว่าจบ 5 วันน่าจะทะลุ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการขายสินค้าออนไลน์เข้าสู่ตลาดจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาจีน กล่าวว่า ขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่เป็นคนแรกที่กล้าหาญมาพูดให้กับจีน ในประเด็นสินค้าจีน ซึ่งจีนยืนยันที่จะร่วมมือกับไทย ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ มาตรฐานต่าง ๆ ของไทย เพราะไม่อยากให้ประเด็นความเข้าใจผิดนี้ กระทบต่อความร่วมมือทางการค้า การลงทุนในภาพรวมของสองประเทศ และขอชื่นชมรัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์ที่มีท่าทีถูกต้อง ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา คำนึงภาพรวมการค้าการลงทุนระหว่างไทยและจีน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับกรณี TEMU แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน ยืนยันว่า เคารพกฎ ระเบียบ และพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายและข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของไทย โดย TEMU กำลังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตั้งบริษัทในไทย และลงทะเบียนการเป็นผู้ประกอบการขายออนไลน์อย่างเป็นทางการในไทย ทั้งนี้ ยังยืนยันที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน ขายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนด้วย&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024092654b358c143b0871b73321d05ae2de37b161238.jpg' type='image/jpg' length='247781' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​ส่งออก ส.ค.67 พุ่งต่อ 7% บวก 2 เดือนติด รวม 8 เดือน เพิ่ม 4.2% ห่วงบาทแข็งฉุด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68698</link>
<guid isPermaLink="false">8862fb0866e48bd323d70bea2a96bd44</guid>
<pubDate>Wed, 25 Sep 2024 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พาณิชย์&rdquo;เผยการส่งออกเดือน ส.ค.67 มีมูลค่า 26,182.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 7% พลิกกลับมาเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกัน เหตุส่งออกเพิ่มทั้งเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรม รวม 8 เดือน มูลค่า 197,192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 4.2% ห่วงบาทแข็งกระทบส่งออกไตรมาส 4 แต่ยังคงเป้าทั้งปี 1-2% มีลุ้นเกิน 2% ด้วย &nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน ส.ค.2567 มีมูลค่า 26,182.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% กลับมาขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 939,521 ล้านบาท การนำเข้ามีมูลค่า 25,917.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.9% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 941,019 ล้านบาท เกินดุลการค้า 264.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทขาดดุลการค้า มูลค่า 1,497 ล้านบาท รวม 8 เดือน ของปี 2567 (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออก มีมูลค่า 197,192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.2% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,068,821 ล้านบาท การนำเข้า มูลค่า 203,543.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5% คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 7,378,253 ล้านบาท ขาดดุลการค้า 6,351.0 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 309,432 ล้านบาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับการส่งออกที่เพิ่มขึ้น มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 17.4% โดยสินค้าเกษตร เพิ่ม 17.5% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 17.1% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง ข้าว ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ส่วนสินค้าที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง และผักกระป๋องและผักแปรรูป ทั้งนี้ 8 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่ม 5.6%&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 5.2% สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด ทั้งนี้ 8 เดือนของปี 2567 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 4%&nbsp;ทางด้านตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยตลาดหลัก เพิ่ม 5.7% ได้แก่ สหรัฐฯ เพิ่ม 3% จีน เพิ่ม 6.7% สหภาพยุโรป (27) เพิ่ม 26.4% อาเซียน (5) เพิ่ม 4.5% และ CLMV เพิ่ม 13.7% แต่ญี่ปุ่น ลด 11.3% ตลาดรอง เพิ่ม 7.9% โดยเอเชียใต้ เพิ่ม 22.8% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 34.6% แอฟริกา เพิ่ม 20.3% ลาตินอเมริกา เพิ่ม 19.1% รัสเซียและกลุ่ม CIS เพิ่ม 9.3% และสหราชอาณาจักร เพิ่ม 2.6% แต่ทวีปออสเตรเลีย ลด 14% ตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 106.8%<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;การส่งออกเดือน ส.ค.2567 ที่เพิ่มขึ้น มีปัจจัยสนับสนุนจากสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนในหลายประเทศ ประกอบกับการฟื้นตัวของภาคบริการในตลาดสำคัญ ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปเริ่มกลับมาฟื้นตัวจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น กระตุ้นความต้องการสินค้าจากไทย และยังมีปัจจัยบวกจากค่าระวางเรือที่ลดลง โดยเฉพาะเส้นทางการขนส่งไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ผู้ส่งออกมีต้นทุนลดลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่า จะเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกมาจากการคลี่คลายของภาวะเงินเฟ้อระดับสูงในหลายประเทศ การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภค มีความต้องการสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหาร ค่าระวางเรือชะลอตัวลง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ แต่มีปัญหาที่ต้องจับตาและมีผลต่อการส่งออก คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง ที่ประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกในไตรมาสที่ 4 รวมไปถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่แน่นอนสูง โดยกระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าทั้งปีจะส่งออกได้ตามเป้า 1-2% และมีโอกาสเกิน 2% เพราะเศรษฐกิจคู่ค้าหลักเริ่มฟื้นตัว เช่น สหรัฐฯ แต่ขอคงเป้าไว้ที่ 2% ก่อน โดยมีมูลค่าประมาณ 290,776 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกเดือน ส.ค.2567 ที่ขยายตัวเป็นบวกได้ เป็นผลมาจากการทำงานหนักของภาครัฐและเอกชนที่ได้ร่วมมือกัน แต่ก็เป็นห่วงการส่งออกจากนี้ไป ที่จะทำได้ยาก เพราะเงินบาทแข็งค่า ซึ่งตอนนี้กระทบเรื่องสภาพคล่องแล้ว เมื่อแปลงเป็นเงินบาทที่ได้เงินน้อยลง และจะกระทบต่อการสั่งซื้อในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. และไตรมาสแรกปี 2568 ที่จะขายได้ยากขึ้น แข่งขันได้ลดลง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแล ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกมาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240925be33139c213fa6f0f96ec4f1d296ba39161808.jpg' type='image/jpg' length='253636' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามข้าว ข้าวโพด ราคายังดี สินค้าไม่ขาด มีเพียงพอ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68514</link>
<guid isPermaLink="false">63832947cbb044141dc41bd40223f36d</guid>
<pubDate>Tue, 24 Sep 2024 16:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค หลังประสบภัยน้ำท่วม พบราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังออกสู่ตลาด ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำ ราคาทรงตัว ลำไยสิ้นสุดฤดูกาลแล้ว ราคาดีต่อเนื่อง ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง สต็อกเพียงพอ ราคาปกติ ห้างพร้อมจัดโปรโมชันช่วยดูแลประชาชน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 21-22 ก.ย.2567 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หลังประสบภัยน้ำท่วม ตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน โดยผลการตรวจสอบสถานการณ์ข้าวเปลือก ณ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด พบว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2567/68 เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียว พันธุ์แม่โจ้ ราคารับซื้ออยู่ในเกณฑ์ดีที่ราคา 13.20 -13.80 บาท/กิโลกรัม (กก.) ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วม คาดว่าปริมาณผลผลิตจะลดลงประมาณ 15% ซึ่งสหกรณ์เสนอให้กรมช่วยเหลือเรื่องราคาปุ๋ยที่มีผลกระทบกับต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร โดยกรมจะดำเนินการช่วยเหลือให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยในราคาถูกลงด้วยการเชื่อมโยงให้สถาบันเกษตรกร ซื้อปุ๋ยโดยตรงจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งจะได้ราคาต่ำกว่าซื้อจากตัวแทนจำหน่ายในจังหวัด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ส่วนผู้ประกอบการโรงสีในพื้นที่ เห็นว่า ปีนี้ราคาข้าวเปลือกจะอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างแน่นอน แต่มีความเป็นห่วงเรื่องสภาพคล่องทางการเงินของโรงสี เนื่องจากธนาคารให้สินเชื่อในวงเงินน้อยลงจากเดิม ซึ่งกรมจะนำปัญหาดังกล่าวไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสภาพคล่องของโรงสีต่อไป และยังได้เน้นย้ำโรงสีไม่ให้มีการกดราคารับซื้อ และพร้อมประสานโรงสีนอกพื้นที่เข้าไปแข่งรับซื้อ หากพบว่ามีปัญหา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับมันสำปะหลัง ผลผลิตมีปริมาณน้อยและยังไม่ออกสู่ตลาด ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการรับซื้อใน อ.แม่สรวย ให้ข้อมูลว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแต่อย่างใดและทยอยออกสู่ตลาดแล้ว โดยราคารับซื้อข้าวโพดแห้งปัจจุบัน 9 บาท/กก. อยู่ในระดับทรงตัวจากราคาที่ได้ปรับลดลงในสัปดาห์ก่อน&nbsp;<br />
ทางด้านลำไย ได้สิ้นสุดฤดูการเก็บเกี่ยวแล้ว ปีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาและเกษตรกรสามารถขายได้ราคาสูงมาก&nbsp; เนื่องจากกรมได้มีมาตรการในการบริหารจัดการผลไม้ล่วงหน้า เตรียมการแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้กับเกษตรกร มีการเปิดจุดรับซื้อนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และยังมีการสนับสนุนกล่องบรรจุผลไม้ เพื่อจัดส่งทางไปรษณีย์ฟรี พร้อมทั้งการสนับสนุนตะกร้าผลไม้ให้กับสถาบันเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนในการจำหน่ายอีกทางหนึ่ง<br />
<br />
นายวัฒนศักย์กล่าวว่า กรมยังได้สำรวจสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และสินค้าชำระล้าง ที่จำหน่ายในห้างค้าปลีกท้องถิ่น โมเดิร์นเทรด และร้านขายวัสดุก่อสร้าง พบว่า สินค้ามีเพียงพอและสามารถขนส่งเพิ่มเติมสินค้าได้ปกติ จึงมีสต๊อกเพียงพอและราคาจำหน่ายเป็นปกติ ไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด อีกทั้งมีการจัดราคาโปรโมชันเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยนำท่วมด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมได้เน้นย้ำให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย และสำนักงานชั่งตวงวัดสาขาเขต 1-7 เชียงราย ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และกำกับดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาและเอารัดเอาเปรียบประชาชน ให้สินค้ามีเพียงพอ หากพบสินค้ารายการใดไม่เพียงพอให้ประสานมายังกรมโดยด่วน เพื่อกรมจะเร่งประสานผู้ผลิตนำสินค้าเข้ามาเสริม ตลอดจนติดตามตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาและเครืองชั่งตวงวัด ให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขายผลผลิตของเกษตรกร หากพบมีการกระทำผิดให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม ขอให้แจ้งมาที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือสายด่วน กรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240924edd82547457f378a7ebcf527cecaea03160851.jpg' type='image/jpg' length='333700' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”แจ้งข่าวดี อินเดียยุติใช้ CVD สินค้า Epichlorohydrin แต่ยังต้องลุ้นโดน AD หรือไม่]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/68316</link>
<guid isPermaLink="false">2db62da749e43e26d8a45c6f049b23b6</guid>
<pubDate>Mon, 23 Sep 2024 15:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข่าวดี กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ประกาศยุติการไต่สวนการอุดหนุน (CVD) สินค้า Epichlorohydrin (ECH) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นทำสี สารเคลือบผิว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กาว เลนส์แว่นตา ที่ส่งออกจากไทยแล้ว ส่งผลไม่ถูกเรียกเก็บอากร CVD หลังผนึกกำลัง 7 หน่วยงานรัฐต่อสู้เต็มกำลัง แต่ยังต้องลุ้นจะถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) หรือไม่ เหตุไต่สวนเสร็จ ยันยังสู้ต่อ ยื่นโต้แย้งถึงรัฐบาลกลางอินเดียแล้ว&nbsp;</strong>&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 12 ก.ย.2567 ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ได้ประกาศยุติการไต่สวนการอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) สินค้า Epichlorohydrin (ECH) ซึ่ง ECH เป็นสารตั้งต้นในการผลิต Epoxy Resin ที่เป็นพลาสติกเหลวชนิดหนึ่ง จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น สีและสารเคลือบผิว ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กาว หรือแม้กระทั่งในเลนส์แว่นตา ที่ส่งออกจากไทยแล้ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยยังสามารถส่งสินค้า ECH ไปยังอินเดียได้โดยไม่ถูกเรียกเก็บอากร CVD และส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปยังอินเดีย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ อินเดียเปิดไต่สวน CVD สินค้า ECH ที่ส่งออกจากไทยตั้งแต่เดือน ก.ย.2566 โดยกรมได้เข้าร่วมกระบวนการไต่สวนในนามของรัฐบาลไทย และประสานงานรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง 7 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสรรพากร กรมศุลกากร การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และร่วมกันแก้ต่างโครงการที่รัฐบาลไทยถูกกล่าวหาว่าให้การอุดหนุน 19 โครงการ เช่น การยกเว้นอากรขาเข้าจากการนำเข้าเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้ การให้สินเชื่อระยะสั้น การจัดหาไฟฟ้า และการให้เช่าที่ดิน เป็นต้น&nbsp;โดยพิสูจน์ข้อเท็จจริงพร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ให้การอุดหนุนตามที่อินเดียกล่าวหา และไม่สามารถเก็บอากร CVD เพิ่มเติมกับสินค้า ECH ที่ส่งออกจากไทยได้ ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2567 รัฐบาลอินเดีย ได้ประกาศยุติการไต่สวน CVD สินค้า ECH ที่ส่งออกจากไทยอย่างเป็นทางการ เป็นผลให้ผู้ส่งออกไทยไม่ถูกเก็บอากร CVD กับสินค้า ECH ที่ส่งไปขายตลาดอินเดีย<br />
<br />
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้ไต่สวนการทุ่มตลาด (Anti&ndash;Dumping : AD) กับสินค้า ECH จากไทยด้วย ซึ่งไต่สวน AD เสร็จสิ้นแล้วในเดือน ส.ค.2567 และปัจจุบันรัฐบาลกลางอินเดียอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเรียกเก็บอากร AD หรือไม่ ซึ่งหากมีการตัดสินให้เรียกเก็บอากร AD ผู้ส่งออกไทยจะถูกเก็บในอัตรา 298-327 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยกรมอยู่ระหว่างการเร่งช่วยเหลือผู้ส่งออกไทยในการทำข้อโต้แย้งต่อผลการไต่สวน AD ดังกล่าว ไปถึงรัฐบาลกลางอินเดีย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ส่งออกไทย และไม่ใช้มาตรการ AD กับสินค้า ECH จากไทย โดยในปี 2566 ไทยส่งออกสินค้า ECH ไปอินเดียปริมาณ 5.6 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่า 2.3 พันล้านบาท<br />
<br />
&ldquo;กรมจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกไทย ที่ถูกรัฐบาลต่างประเทศไต่สวนมาตรการเยียวยาทางการค้าจากทุกประเทศ และขอแนะนำให้ผู้ส่งออกไทยระมัดระวังราคาส่งออกของตนเองไม่ให้เป็นการทุ่มตลาด เพื่อป้องกันการถูกประเทศผู้นำเข้าใช้มาตรการ AD&rdquo;นายรณรงค์กล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240923a7d22b023fc2533a6e8f5508d5ff8184154100.jpg' type='image/jpg' length='244355' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”จัดประชาพิจารณ์ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการค้าแห่งชาติ รวม 5 แผนหลัก]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67717</link>
<guid isPermaLink="false">82bcb477f599af8a33c3362c6f0add7b</guid>
<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 16:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>สนค.จัดประชาพิจารณ์ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการค้าแห่งชาติ พ.ศ.2568-70 ที่ประกอบด้วย 5 แผนหลัก การพัฒนาการค้าของ SME การพัฒนาและยกระดับการส่งออก การค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร การค้าสินค้าอุตสาหกรรม และการค้าธุรกิจบริการ หลังผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน ยกร่างแผนเสร็จ เผยเมื่อได้แผนฉบับสมบูรณ์ จะนำเสนอ &ldquo;พิชัย&rdquo; ก่อนส่งไปสภาพัฒน์พิจารณากลั่นกรอง และนำเสนอ ครม. พิจารณาเป็นแผนขับเคลื่อนต่อไป</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า สนค. ได้จัดการประชาพิจารณ์ (Public Hearing) ร่างแผนปฏิบัติการด้านการค้าแห่งชาติ พ.ศ.2568-2570 ซึ่งประกอบด้วย 5 แผนหลัก ได้แก่ การพัฒนาการค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) การพัฒนาและยกระดับการส่งออกของไทย การค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร การค้าสินค้าอุตสาหกรรม และการค้าธุรกิจบริการ หลังจากที่ สนค. ได้จัดทำแผนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จนสามารถทำแผนปฏิบัติการในแต่ละเรื่องได้สำเร็จ และนำมาสู่การเปิดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ทิศทางการพัฒนาการค้าของประเทศภายใต้ร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับแผนปฏิบัติการเรื่องที่ 1 การพัฒนาการค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมโอกาสทางการค้าภายในประเทศ 2.การสร้างโอกาสการส่งออก 3.การพัฒนาความสามารถของธุรกิจ SME ทั้งทักษะการดำเนินธุรกิจ และการปรับตัวต่อการค้าโลกในปัจจุบัน และ 4.การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.การพัฒนาและยกระดับการส่งออกของไทย ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการที่ตอบสนองต่อเมกะเทรนด์ พัฒนาสินค้าโปรดักส์ แชมเปี้ยน ในระดับจังหวัด ท้องถิ่น ให้เป็นสินค้าส่งออก ตลอดจนกระจายตลาดส่งออกของไทยไปยังตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) มากขึ้น 2.ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ ให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งออก และการรักษาเสถียภาพทางเศรษฐกิจ 3.สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับมาตรฐานสินค้า และ 4.คุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศ สร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมทางการค้า&nbsp;3.การค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ประกอบด้วย 1.การส่งเสริมการจัดการปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตรและโครงสร้างพื้นฐาน 2.การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะผู้ประกอบการสินค้าเกษตร 3.การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มและการค้าสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 4.การส่งเสริมระบบตลาดสินค้าเกษตร เพื่อบริหารจัดการปริมาณและราคาสินค้าเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และ 5.การอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์การเกษตร เพื่อกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และคงคุณภาพของสินค้าไว้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
4.การค้าสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 1.การยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 2.การพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน 3.การเร่งเสริมทักษะแรงงานให้สอดรับกับภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ 4.การสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลก เพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวให้แก่ภาคอุตสาหกรรม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
5.การค้าธุรกิจบริการ ประกอบด้วย 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจบริการ 2.การพัฒนาปัจจัยสนับสนุนเพื่อส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจบริการ 3.การพัฒนาคนในการขับเคลื่อนภาคบริการแห่งอนาคต และ 4.การส่งออกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบริการ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;หลังจากนี้ สนค. จะทำงานในขั้นตอนต่อไป เพื่อให้แผนปฏิบัติการด้านการค้าแห่งชาติออกมาสมบูรณ์ และจะนำเสนอต่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก่อนส่งไปยังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณากลั่นกรอง และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามลำดับ และนำมาใช้เป็นแผนขับเคลื่อนการค้าของประเทศต่อไป&rdquo;นายพูนพงษ์กล่าว<br />
<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024091802b5fd9519bfc885bf496d5c732f514f160053.jpg' type='image/jpg' length='332276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“สุชาติ”เปิดงานข้าวไทย โชว์ศักยภาพผู้นำผลิต-ส่งออก มั่นใจปีนี้ขายได้ 8.2 ล้านตัน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67715</link>
<guid isPermaLink="false">a4bd42bb8e571b14cf6c9ac3fe950494</guid>
<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 16:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;สุชาติ&rdquo; เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Thai Rice Networking Forum 2024&rdquo; โชว์ศักยภาพไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกข้าว ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทุกกลุ่ม และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสมดุลท่ามกลางวิกฤตอาหารโลก มั่นใจปีนี้ จะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 8.2 ล้านตัน หลัง 7 เดือนทำได้แล้ว 5.68 ล้านตัน เพิ่ม 21.97% มูลค่า 1.32 แสนล้านบาท เพิ่ม 50.97%</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Thai Rice Networking Forum 2024&rdquo; ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะผู้นำด้านการผลิตข้าวคุณภาพที่พร้อมส่งออก และมีผลิตภัณฑ์ข้าว ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และไทยยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสมดุลท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารของโลก รวมทั้งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่พันธมิตรและคู่ค้าข้าวจากทั่วโลกต่อนโยบายในการพัฒนาข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของไทย การส่งเสริมข้าวพรีเมียมของไทย และการผลักดัน Soft Power อาหารไทยในเวทีโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมในการผลิตและการส่งออกข้าว เพื่อป้อนความต้องการของตลาดโลก โดยได้ตั้งเป้าการส่งออกข้าวไทยในปี 2567 ไว้ที่ปริมาณ 8.2 ล้านตัน ซึ่งมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า เพราะการส่งออกในช่วง 7 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.) อยู่ในทิศทางที่ดี สามารถส่งออกได้แล้วปริมาณ 5.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21.97% มูลค่า 132,396 ล้านบาท (ประมาณ 3,703 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 50.97% เป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าว มีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อใช้บริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ประกอบกับอินเดียยังคงใช้มาตรการควบคุมการส่งออกข้าว &nbsp;สำหรับการจัดงาน จะเปิดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องข้าว ทั้งสถานการณ์ภาพรวมการส่งออกข้าวปี 2567 แนวโน้มการผลิต และการค้าข้าวโลก โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านข้าวจากประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินเดีย และเมียนมา และการบรรยายเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมข้าวโลก ปี 2568 จากผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ตลาดข้าวโลก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญ คือ การเสวนาหัวข้อ &ldquo;ข้าวพรีเมียมไทย ส่งเสริม Soft Power อาหารไทยในเวทีโลก&rdquo; โดยได้เชิญ มล.ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ หรือเชฟหมึกแดง เชฟไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ดารานักแสดงชื่อดัง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ &ldquo;สิริไท&rdquo; แบรนด์ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ที่เกษตรกรปลูกแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ ร่วมเสวนา ปิดท้ายด้วยการเจรจาธุรกิจการค้า เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกข้าวไทยและผู้นำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ได้มาพบปะและเจรจาธุรกิจ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การซื้อขายอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป และจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ รวมทั้งสะท้อนเป็นรายได้และยกระดับราคาข้าวให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/2024091806ec3be1735280ffac9c720862c672e6160053.jpg' type='image/jpg' length='232961' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กรมพัฒน์ฯ ลงนาม MOU 6 หน่วยงานรัฐ เชื่อมข้อมูลนิติบุคคล งบการเงิน ทะเบียนพาณิชย์]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67712</link>
<guid isPermaLink="false">854ebe9fa24eb6fcf2cbeaabd2dcf4c7</guid>
<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 16:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลงนาม MOU ร่วมกับ 6 หน่วยงานภาครัฐ สนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูล 3 ประเภท นิติบุคคล งบการเงิน ทะเบียนพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมการทำงานภาครัฐ และทำให้ฐานข้อมูลกลางด้านสถานประกอบการ มีความถูกต้อง แม่นยำ กลายเป็นฐานข้อมูลใหญ่ ครอบคลุมทั้งการผลิต ค้าส่งค้าปลีก การบริการ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการฐานข้อมูลกลางด้านสถานประกอบการ (Common Frame of Establishment) กับ 6 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานประกันสังคม กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งทั้งหมดเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับจดทะเบียนและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เพื่อนำเข้าสู่แพลตฟอร์มฐานข้อมูลกลางด้านสถานประกอบการ ซึ่งจะทำให้เกิดฐานข้อมูลด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจทั้งการผลิต ค้าส่งค้าปลีก และการบริการ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในส่วนของกรม จะให้การสนับสนุนด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของกรม อาทิ ข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลงบการเงิน และข้อมูลทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาฐานข้อมูลกลางด้านสถานประกอบการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และหน่วยงานราชการจะสามารถใช้ข้อมูลที่อัปเดตเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลแม่นยำ และการวางแผนดำเนินงานเพื่อพัฒนาภาคธุรกิจและให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;&ldquo;กรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า MOU ฉบับนี้ จะช่วยสร้างฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับทุกหน่วยงานในภาคีเครือข่าย &nbsp;ลดขั้นตอนการขอข้อมูลระหว่างส่วนราชการ ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและประเทศในอนาคต&rdquo;นางอรมนกล่าว<br />
<br />
ปัจจุบัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีฐานข้อมูลนิติบุคคลจำนวน 1.9 ล้านราย ข้อมูลงบการเงินจำนวน 6.7 แสนราย และข้อมูลทะเบียนพาณิชย์จำนวน 2 ล้านราย ซึ่งชุดข้อมูลที่กรมได้เปิดให้เชื่อมโยง เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมาย โดยการเชื่อมผ่านระบบ Business Data Exchange หรือ BDEX ที่มีความปลอดภัยมั่นคงตามมาตรฐานสากล&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240918a99428f39f02f255c6dd56b172ba53ec160053.jpg' type='image/jpg' length='332245' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยชาวเนเธอร์แลนด์สนใจสินค้ายั่งยืน ปกป้องสิ่งแวดล้อม แนะไทยผลิตส่งออกไปขาย]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67711</link>
<guid isPermaLink="false">ce8170e5dbc767295f3dcd04b2fa5157</guid>
<pubDate>Wed, 18 Sep 2024 15:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยผู้บริโภคในเนเธอร์แลนด์ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และการปกป้องสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทย ศึกษาแนวโน้ม และนำมาใช้ในการวางแผนการผลิตและการส่งออกสินค้าไปขาย&nbsp;</strong><br />
<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจาก น.ส.ชนรรค์ดา สรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ถึงเทรนด์ความยั่งยืนในตลาดเนเธอร์แลนด์ ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้ชีวิต การใช้รถ ที่อยู่อาศัย การจัดการขยะ การใช้พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียน และโอกาสในการขยายตลาดส่งออกของไทย<br />
<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลประกอบว่า เนเธอร์แลนด์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการพัฒนาและแนวทางปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งมั่นและแน่วแน่ต่อความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทรกซึมอยู่ในทุกแง่ทุกมุมของชีวิตประจำวัน ทั้งการคมนาคมขนส่ง ที่อยู่อาศัย และแสงสว่าง เป็นต้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของเนเธอร์แลนด์ ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากด้วยการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน<br />
<br />
ทั้งนี้ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลมีมาตรการจูงใจและสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอุดหนุนทางการเงิน การเพิ่มสถานีชาร์จ และยังมีการใช้จักรยานไฟฟ้ามากขึ้น จนกลายเป็นประเทศที่ใช้จักรยานมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง&nbsp;สำหรับที่อยู่อาศัย มีการนำแนวคิดเรื่องความยั่งยืนมาปรับใช้ ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน การก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการลงทุนใช้แผงโซลาร์เซลล์ ฉนวนประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม ที่มีระบบอัตโนมัติควบคุมการทำงานด้านต่าง ๆ ของบ้าน เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ระบบทำความร้อน และระบบรักษาความปลอดภัย<br />
<br />
ส่วนระบบไฟส่องสว่างประหยัดพลังงาน พบว่า เนเธอร์แลนด์มีความก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องระบบไฟส่องสว่างประหยัดพลังงาน ซึ่งรวมถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการใช้ไฟประดับตกแต่งประเภทไฟสาย ไฟกระพริบ หรือไฟหิ่งห้อยมากขึ้นทั้งในบ้าน สวน และสถานที่สาธารณะ ไม่เพียงเพราะความสวยงามเท่านั้น แต่รวมถึงคุณสมบัติที่ประหยัดพลังงานอีกด้วย&nbsp;<br />
<br />
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการลดขยะและการรีไซเคิล ส่งเสริมโครงการปลอดพลาสติก เช่น การคืนขวดน้ำพลาสติกที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ฝาขวดพลาสติกบนขวดน้ำหรือเครื่องดื่มที่มีความจุไม่เกิน 3 ลิตร ต้องติดอยู่กับขวดหลังจากเปิดใช้งาน และมีการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน อาทิ โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ โครงการรีไซเคิล การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ และโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน โดยรัฐบาลพร้อมร่วมมือกับภาคธุรกิจในการขับเคลื่อน<br />
<br />
&ldquo;ผู้บริโภคชาวเนเธอร์แลนด์มีความตระหนักและใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพาหนะสำหรับการเดินทาง ที่อยู่อาศัย หรือการเลือกซื้อสินค้าในห้างร้านหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ตาม ชาวเนเธอร์แลนด์มักมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มรักษ์โลกรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะหรือขยายตลาดมายังเนเธอร์แลนด์ควรต้องศึกษาเทรนด์และแนวโน้มของตลาด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสามารถสร้างนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนในอนาคต เพื่อที่จะสามารถตอบสนองต่อแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์เองหรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ก็มีสำคัญเช่นกัน วัสดุที่ใช้จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบกับสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่มีความยั่งยืน เช่น ไม้ไผ่ เส้นใยธรรมชาติ และวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เป็นต้น รวมถึงการออกแบบที่คำนึงถึงวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตจนถึงการกำจัด เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของสินค้าไทยและโอกาสในการเข้าถึงตลาดเนเธอร์แลนด์มากขึ้น&quot;นายภูสิตกล่าว</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202409180f3d88f76b840876cdf9e75af5f50ad6160053.jpg' type='image/jpg' length='456047' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์” ชี้ช่องผู้ส่งออก ใช้ TikTok ขายสินค้าไทยในสหราชอาณาจักร หลังผู้บริโภคนิยม]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67496</link>
<guid isPermaLink="false">0a2e2603e83e9eaeba75f6d768c32a9d</guid>
<pubDate>Tue, 17 Sep 2024 15:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ชี้เป้าผู้ส่งออกไทย ใช้ TikTok ขยายตลาดสินค้าไทยในตลาดสหราชอาณาจักร หลังผู้บริโภคนิยม และกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนเข้าไปซื้อขายมากที่สุด เผยผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ มีโอกาสสูง&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนายประคัลร์ กอดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ในสหราชอาณาจักรที่จับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในโลกโซเชียลมีเดีย และโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะใช้ช่องทางนี้ในการทำตลาดให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้โซเชียลมีเดียมีผลอย่างมากต่อการเลือกซื้อสินค้า และมีความเชื่อมโยงมากขึ้นกับอีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะในแอพพลิเคชัน Tiktok ที่เริ่มสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าให้ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ โดยอาจตัดสินใจเลือกซื้อจากการชมวีดีโอ รีวิว หรือแนะนำสินค้าจากช่องทางโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เกิดกระแสการใช้แฮชแท็ก #TikTokMadeMeBuyIt ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า แฮชแท็กนี้ถูกใช้แล้วมากกว่า 7,000 ล้านครั้ง ในการโพสต์สินค้าที่เลือกซื้อตามคำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บนแอพพลิเคชัน Tiktok&nbsp;ทั้งนี้ Social Shopping เป็นการเลือกซื้อสินค้าโดยใช้ประโยชน์จากสื่อคอนเทนต์และเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Tiktok , Instagram และ Facebook ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อต่อผู้บริโภคและทำให้กระบวนการตัดสินใจในการซื้อ และประสบการณ์ในการเลือกซื้อเกิดขึ้นที่แพลตฟอร์มเดียวและการตัดสินใจซื้อจบลงได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2023 Tiktok ได้รับการขนานนามว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีการซื้อขายมากที่สุดในสหราชอาณาจักร และจากการสำรวจของ Retail Technology Show พบว่า ผู้ใช้ชาวอังกฤษมีการซื้อเฉลี่ย 10 ครั้งบน Tiktok เมื่อเทียบกับ 9 ครั้งบนแพลตฟอร์มของ Meta ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้ Tiktok ในสหราชอาณาจักรปัจจุบันมีมากถึง 19 ล้านบัญชีผู้ใช้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจนถึง 21 ล้านบัญชีผู้ใช้ในปี 2026 สินค้าที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์สำหรับคนท้องและเด็กทารก, ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, และ ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายภูสิตกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ฟีเจอร์ TikTok Shop ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกดูและซื้อสินค้าได้โดยตรงภายในแอปพลิเคชัน โดยมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่น สะดวก และน่าสนใจ ส่งผลให้ยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นได้ไม่ยากจากการเข้าถึงของแพลตฟอร์มที่กว้างขวางและเนื้อหาของคอนเทนต์ที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับแบรนด์ในการเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพพร้อมจับจ่าย และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่เลือกคอนเทนต์ที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมขึ้นเสนอแก่ผู้ใช้แอปพลิเคชัน ส่งผลให้เกิดการตลาดรูปแบบใหม่ โดยการทำตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ โดยการสร้างเนื้อหาที่ช่วยโปรโมตผลิตภัณฑ์ในแบบที่ดูจริงใจและสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก<br />
<br />
&ldquo;การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Tiktok ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยในสหราชอาณาจักร และเป็นโอกาสให้สินค้าไทยได้ใช้ประโยชน์ในการทำตลาดและแนะนำสินค้าของตนเองสู่ตลาด สหราชอาณาจักรได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ทำจากวัตถุดิบในประเทศไทยหรือสมุนไพรต่าง ๆ ที่อาจตอบโจทย์และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่พร้อมจะลองบริโภคสินค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น&rdquo;นายภูสิตกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240917d8d177944e4cffa98ccddc5191a65391153902.jpg' type='image/jpg' length='93280' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พิชัย”มอบนโยบายทำงาน 10 ข้อ ดูแลครบเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67314</link>
<guid isPermaLink="false">1b9ecf0993d992f127fd4cebe95c3a9c</guid>
<pubDate>Mon, 16 Sep 2024 17:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo;มอบนโยบายการทำงาน 10 ข้อ ทั้งสานต่อนโยบายยุค &ldquo;ภูมิธรรม&rdquo; บวกนโยบายใหม่ เตรียมลุยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส สร้างสมดุลผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ พาณิชย์จังหวัดทำงานร่วมทูตพาณิชย์ แก้ไขกฎหมาย กระตุ้นฐานราก ดันส่งออก เร่งใช้ประโยชน์ FTA พานักธุรกิจไทยลงทุนต่างประเทศ ปรับโครงสร้างสินค้าส่งออก ดันผลิตสินค้ารักษ์โลก มั่นใจทีมพาณิชย์เก่ง ทำสำเร็จแน่ พร้อมเปิดโอกาสคนมีไอเดีย พูดคุยได้ตลอด</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายการทำงานให้กับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 10 ข้อ เหมือนกับรัฐบาลที่มีนโยบายในการขับเคลื่อนประเทศจำนวน 10 ข้อ โดยส่วนหนึ่งเป็นนโยบายที่มาจากสมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเห็นว่าควรจะสานต่อ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และนโยบายที่ตนเองได้เพิ่มเข้ามาใหม่ ซึ่งจะใช้ขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์นับจากนี้ไป เพื่อให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
สำหรับนโยบายแรก จะให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยจะเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ ขอเวลาอีกนิด จะมีความชัดเจน และจะเร่งสานต่อการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ SME และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ 2.บริหารความสมดุลระหว่างผู้บริโภค เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยจะให้ความสำคัญกับการดูแลทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียมกัน และทุกฝ่ายอยู่ได้ 3.ทำงานเชิงรุกระหว่างพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สินค้า SME ออกสู่ตลาดต่างประเทศ&nbsp;4.การแก้ไขข้อจำกัดของกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมาย โดยจะทำการกิโยตินกฎหมายที่ล้าสมัย เพราะวันนี้โลกเปลี่ยน กติกาโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ต้องปรับปรุงให้สอดคล้องและทันเกม 5.การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ที่จะให้ความสำคัญกับคนตัวเล็ก เกษตรกร 6.การผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยช่วง 7 เดือนปี 2567 เพิ่ม 3.8% ต้องหาทางผลักดันให้เพิ่มอีก และเร่งเจรจา FTA ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูกการลงทุนและขยายการค้า<br />
<br />
7.ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีอยู่ 15 ฉบับกับ 19 ประเทศ เพื่อขยายการค้าของไทยออกสู่ตลาดโลก และกำลังมี FTA ฉบับใหม่ ที่ใกล้จะสำเร็จ ก็ต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ 8.การพานักธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมา มีบริษัทไทยออกไปลงทุนต่างประเทศแล้วเป็นจำนวนมาก อยากให้มีการออกไปลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 9.การปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย เพราะการส่งออกสินค้าแบบเดิม เป็นการกินบุญเก่า ต้องมุ่งไปสู่การผลิตและส่งออกสินค้าใหม่ ๆ เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่เติบโตการขยายตัวของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ชิป สมาร์ทต่าง ๆ และ 10.การส่งเสริมผู้ประกอบการผลิตสินค้ารักษ์โลก เพราะโลกระวังเรื่องนี้ ต้องตื่นตัว<br />
<br />
&ldquo;ด้วยศักยภาพของข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีความรู้ ความสามารถ จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายที่กำหนดไปสู่ความสำเร็จได้ และยังมั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์จะช่วยนำพาการค้า การลงทุนของประเทศให้ก้าวหน้าได้ต่อไป และนอกจากนโยบายที่ผมให้ไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน จากนี้ไป ใครมีไอเดียดี ๆ มีวิธีคิดดี ๆ ผมเปิดโอกาสให้เข้ามาพูดคุย ห้องผมเปิดตลอด อยากมาก็มาได้&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/202409168975164805ed71efc63b27282f5774cd171356.jpg' type='image/jpg' length='362441' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พิชัย”สั่งดูแลสินค้าพื้นที่น้ำท่วม ห้ามขาด ห้ามแพง ประสานห้างจัดโปรแรง หลังน้ำลด]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67092</link>
<guid isPermaLink="false">4229a3f00158ce28b477aa142580f8cc</guid>
<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 16:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>&ldquo;พิชัย&rdquo; รับลูกนายกรัฐมนตรี สั่งพาณิชย์ตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประสานผู้ประกอบการ หน่วยงานในพื้นที่ จัดส่งถุงยังชีพ พร้อมคุมเข้มดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ห้ามขาด ห้ามแพง ป้องกันการกักตุน ฉวยโอกาส และประสานห้างสต๊อกสินค้าให้เพียงพอ และจัดโปรโมชันลดราคาหลังน้ำลด รวมถึงเปิดจุดจำหน่ายสินค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนถึงนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ตามมาตรการดูแลพี่น้องประชาชนของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม และประสานผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ๆ ประสบภัยจัดถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัย และยังได้กำชับให้ดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาทิ อาหาร น้ำดื่ม วัสดุก่อสร้าง ให้มีจำหน่ายอย่างเพียงพอ ไม่ให้ของขาด และไม่ให้มีการกักตุนสินค้า ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าหรือขายสูงเกินสมควรในช่วงวิกฤติที่จะเป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมประสานห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างท้องถิ่น ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและของใช้ที่จำเป็น ให้สต๊อกสินค้าอย่างเพียงพอ และประสานให้ผู้ปรับลดราคาสินค้าที่จำเป็นภายหลังน้ำลด เช่น อุปกรณ์ซ่อมแซมและทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชน และให้กรมการค้าภายในเปิดจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพ&nbsp;ณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ ๆ เกิดอุทกภัย ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลให้สินค้าที่จำเป็น มีปริมาณเพียงพอ อย่าให้ขาดแคลน ดูแลอย่าให้มีการกักตุน เอารัดเอาเปรียบ และฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยภาครัฐ และเอกชน ที่มาช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอยู่เคียงข้างช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากครั้งนี้ในเร็ววัน&rdquo;นายพิชัยกล่าว<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 แอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT หากประชาชนมีปัญหาด้านการซื้อขายสินค้า หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการ สามารถร้องเรียนได้ทันที โดยจะมีเจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปตรวจสอบ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240913b0f426bfcc87c75ee1a3670a7dadb0e6164320.jpg' type='image/jpg' length='132459' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์”เยียวยานิติบุคคลเจอน้ำท่วม ยืดเวลาจดทะเบียน แจ้งบัญชี ส่งงบการเงิน]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67091</link>
<guid isPermaLink="false">0c1491488be75863d04daf9c05751fae</guid>
<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 16:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเยียวยานิติบุคคลที่ประสบภัยน้ำท่วม ให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่สะดุด ออกมาตรการขยายเวลาดำเนินการจดทะเบียนของนิติบุคคล การแจ้งบัญชีและเอกสารสูญหาย การนำส่งงบการเงิน และยืดเวลาดำเนินการหากถูกแจ้งข้อหากรณีกระทำผิด เผยสามารถชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และหลักฐานที่แสดงว่าได้รับผลกระทบการประสบภัยให้เจ้าหน้าที่พิจารณา หลังสถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุดลง เพื่อให้ก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และเยียวยาภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน ดินสไลด์ และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือตั้งแต่เดือน ส.ค.2567 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกรมได้รับนโยบายและออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบเหตุ และได้รับผลกระทบใน 3 จังหวัดภาคเหนือ เชียงราย แพร่ น่าน รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอื่น ๆ เพิ่มเติม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
โดยมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ ได้แก่ 1.นิติบุคคลผู้ประสบอุทกภัยซึ่งมีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตที่ประสบเหตุ สามารถขอขยายเวลาและชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและหลักฐานที่แสดงว่าได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย ทำให้ไม่อาจดำเนินการยื่นจดทะเบียน ยื่นงบการเงิน ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) รวมถึงการแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีสูญหายหรือเสียหายที่ต้องแจ้งต่อสารวัตรบัญชี ภายในระยะเวลาที่กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมกำหนดได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาขยายเวลาในการยื่นเอกสารหรือดำเนินการตามกฎหมายของนิติบุคคล ทั้งนี้ นิติบุคคลสามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาหรือดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่สถานการณ์อุทกภัยได้สิ้นสุดลง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
2.กรณีนิติบุคคลใดได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประสบอุทกภัย สามารถชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และหลักฐานที่แสดงว่าได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยทำให้ไม่อาจดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมกำหนดได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณายุติเรื่องและไม่ออกคำสั่งปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย&nbsp;ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการติดต่อกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย แต่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ และในส่วนของกรม ได้มีการพัฒนาระบบจดทะเบียนธุรกิจและการให้บริการด้านต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาอำนวยความสะดวก ข้อมูลมีความถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย เพื่อเพิ่มช่องทางและลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับบริการอย่างเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ โดยกรมมีความมุ่งหมายให้ช่องทางออนไลน์ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจและช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
&ldquo;กรมให้ความสำคัญต่อแนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังประสบเหตุอุทกภัยให้สามารถชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและหลักฐานที่แสดงว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่อาจดำเนินการในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดได้ รวมถึงสามารถใช้ช่องทางออนไลน์เป็นส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ โดยกรมขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยครั้งนี้ทุกท่าน และพร้อมจับมือก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน&rdquo; นางอรมนกล่าว<br />
<br />
ข้อมูลจาก DBD Datawarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ วันที่ 31 ส.ค.2567 ภาคเหนือ (17 จังหวัด) มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่จำนวนทั้งสิ้น 80,758 ราย ทุนจดทะเบียน 519,310.31 ล้านบาท แบ่งเป็นเชียงราย 9,012 ราย ทุน 49,900.38 ล้านบาท แพร่ 1,922 ราย ทุน 8,386.49 ล้านบาท น่าน 2,064 ราย ทุน 5,602.44 ล้านบาท กำแพงเพชร 2,898 ราย ทุน 18,307.19 ล้านบาท เชียงใหม่ 30,595 ราย ทุน 210,512.10 ล้านบาท ตาก 2,937 ราย ทุน 13,626.11 ล้านบาท นครสวรรค์ 5,140 ราย ทุน 46,850.71 ล้านบาท พะเยา 2,219 ราย ทุน 6,028.83 ล้านบาท พิจิตร 2,131 ราย ทุน 13,623.54 ล้านบาท พิษณุโลก 5,367 ราย ทุน 22,654 ล้านบาท เพชรบูรณ์ 3,294 ราย ทุน 20,245.26 ล้านบาท แม่ฮ่องสอน 745 ราย ทุน 1,674.14 ล้านบาท สุโขทัย 1,782 ราย ทุน 18,775.22 ล้านบาท อุตรดิตถ์ 1,732 ราย ทุน 13,875.25 ล้านบาท ลำปาง 4,319 ราย ทุน 19,342.75 ล้านบาท ลำพูน 3,548 ราย ทุน 41,993.28 ล้านบาท และอุทัยธานี 1,053 ราย ทุน 7,912.61 ล้านบาท</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240913f7353374297864480359b60df6583273164320.jpg' type='image/jpg' length='368190' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[​“พาณิชย์”เผยสินค้าสัปดาห์นี้ พืชเกษตรหลักราคาดี เนื้อสัตว์ทรงตัว ผักมีขึ้นลง ผลไม้พุ่งต่อ]]></title>
<link>https://phitsanulok.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/67090</link>
<guid isPermaLink="false">3f3eaca74ac45d487fc601a230dadb9d</guid>
<pubDate>Fri, 13 Sep 2024 16:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><strong>กรมการค้าภายในรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าประจำสัปดาห์ พืชเกษตรหลัก ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน ราคาดี โรงสียังเปิดรับซื้อเต็มที่ กลุ่มเนื้อสัตว์ หมู ไก่ ไข่ไก่ ทรงตัว ผักสดมีทั้งลงและขึ้น จากพื้นที่เพาะปลูกบางแห่งเจอน้ำท่วม ส่วนผลไม้ภาคใต้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ผลไม้ภาคเหนือ สับปะรด ส้มโอ ลำไย ลองกอง ราคาดีต่อเนื่อง&nbsp;&nbsp;</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรสัปดาห์นี้ เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน และพืชเกษตรหลักส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น ในส่วนตลาดข้าวไทย จากข้อมูลการส่งออกข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ เดือนม.ค.-ก.ค.2567 ส่งออก 5.68 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 21% และคาดว่าในปีนี้การส่งออกข้าวไทยจะส่งออกมากกว่า 8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีก่อน จึงเชื่อว่าตลาดข้าวของไทยยังคงมีทิศทางที่ดี ทำให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 16,450 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 16,150 บาทต่อตัน ข้าวหอมปทุมธานี 15,550 บาทต่อตัน ข้าวเจ้า 11,050 บาทต่อตัน ข้าวเหนียวเมล็ดยาว 13,500 บาทต่อตัน และสมาคมโรงสียืนยันทุกโรงสียังคงแข่งขันและรับซื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนมันสำปะหลัง ราคา 2.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) ราคา 10.68 บาทต่อกก. ปาล์มน้ำมันราคา 6.60 บาทต่อกก. ซึ่งสินค้าหลักทุกรายการยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี<br />
<br />
ทั้งนี้ กรมจะติดตามสถานการณ์การรับซื้อสินค้าเกษตรพืชหลักทุกชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม หากจำเป็น จะประสานผู้ประกอบการเข้าไปเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ต่อไป<br />
<br />
สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ ราคาทรงตัว อาทิ หมูเนื้อแดง เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 136.38 บาท ไก่เนื้อน่องติดสะโพก เฉลี่ยกก.ละ 82.50 บาท เนื้อน่อง เฉลี่ยกก.ละ 83.81 บาท เนื้อสะโพกเฉลี่ย กก.ละ 85.69 บาท และเนื้ออกเฉลี่ยกก.ละ 84.75 บาท ส่วนไข่ไก่เบอร์ 3 เฉลี่ยฟองละ 4.23 บาท ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และสัตว์น้ำ ราคาทรงตัว โดยปลานิล กก.ละ 73.50 บาท ปลาทับทิม 106 บาท ปลาดุก 76.30 บาท กุ้งขาว (70 ตัว/กก.) กก.ละ 186 บาท&nbsp;ส่วนผักสด สถานการณ์ฝนตกทำให้ผักในแหล่งผลิตบางพื้นที่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย ส่งผลให้ผักบางชนิดอาจจะมีปริมาณลดลงในช่วงสั้น ๆ แต่จากการติดตาม พบว่า ปริมาณยังคงมีเพียงพอ โดยภาพรวมผักหลายชนิดปรับราคาลดลง ได้แก่ ผักคะน้า กก.ละ 37.80 ถั่วฝักยาว กก.ละ 41 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 32.80 บาท กวางตุ้ง กก.ละ 29.80 บาท ผักบุ้งจีน กก.ละ 32.80 บาท มะนาว (เบอร์ 1-2) อยู่ที่ 3.65 บาท ส่วนผักที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ได้แก่ ผักกาดขาว กก.ละ 39 บาท ต้นหอม กก.ละ 124.50 บาท ผักชี กก.ละ 129 บาท พริกขี้หนูจินดา 80.20 บาท ซึ่งกรม จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในกรณีที่จำเป็น ปริมาณผักสดไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วม จะเปิดจุดจำหน่าย และจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผักเข้าห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่และห้างท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ 10 จังหวัด&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ทางด้านผลไม้ ราคาตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก โดยผลไม้ภาคตะวันออก ทุเรียน มังคุด เงาะโรงเรียน และลองกอง ออกสู่ตลาดหมดแล้ว ผลไม้ภาคใต้ ที่กำลังออกสู่ตลาด โดยทุเรียน ออกแล้ว 87% ราคาเกรดส่งออกหรือเกรด AB กก.ละ 140 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 120 บาท เกรดส่งออกรองหรือเกรด C กก.ละ 105 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 105 บาท และเกรด D กก.ละ 97.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 96 บาท มังคุดใต้ ออกแล้ว 81% โดยเกรดส่งออก กก.ละ 54.80 บาท จากราคาปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 37 บาท เกรดรอง กก.ละ 38.75 บาท จากราคา<br />
ปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 30 บาท เกรดคละ กก.ละ 42.50 บาท จากราคาปี 65 ที่เฉลี่ย กก.ละ 25 บาท เกรดตกเกรด กก.ละ 25.03 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 12 บาท เงาะออกแล้ว 89% โดยเงาะโรงเรียนเกรดในประเทศ กก.ละ 30 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 29 บาท เงาะสีทองเกรดในประเทศ กก.ละ 25 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 24 บาท ส่วนลองกองออกแล้ว 26% ลองกองเบอร์ 1 กก.ละ 47.50 บาท เบอร์ 2 กก.ละ 30 บาท และ เบอร์ 3 กก.ละ 20 บาท ซึ่งถือว่าราคาเฉลี่ยดีกว่าปีก่อนหน้า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br />
ขณะที่ผลไม้ภาคเหนือกำลังออกสู่ตลาด โดยสับปะรดภูแลออกแล้ว 87% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 12.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 8.98 บาท ส้มโอทองดี ออกแล้ว 69% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 15.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 13.75 บาท ลำไย ออกแล้ว 98% ลำไยเกรดช่อส่งออกAA กก.ละ 42.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 32.50 บาท เกรดช่อส่งออกA กก.ละ 38 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 27.50 บาท เกรดรูดร่วง AA กก.ละ 33.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 23.50 บาท เกรดรูดร่วง A กก.ละ 18.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 15.50 บาท และเกรดรูดร่วง B กก.ละ 12.50 บาท จากปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 7.50 บาท ส่วนลองกองเริ่มออกบ้างแล้วเล็กน้อย ลองกองเบอร์ 1 กก.ละ 42.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 38.50 บาท และ เบอร์ 3 กก.ละ 22.50 บาท จากราคาปี 66 ที่เฉลี่ย กก.ละ 17.50 บาท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://phitsanulok.moc.go.th/th/file/get/file/20240913bb7fdda503fc8b4b4745cb9053931b0f164320.jpg' type='image/jpg' length='276042' />
</item>
</channel>
</rss>
